Se connecterเป็นครั้งแรกที่นนท์ภัทรอธิบายอย่างละเอียดต่อหน้าผู้คน เพราะกลัวว่ามันสมองของคนทั่วไปจะไม่เข้าใจในสิ่งที่บอก จึงตัดสินใจพูดก่อนออกจากห้องไป
ซึ่งผู้ที่ได้รับมอบหมายส่งต่องานมานั้นกำลังเดินเข้ามาในห้องนี้พอดิบพอดี ถือว่าเป็นความตรงเวลาที่น่ากลัวเหลือเกิน ความสามารถของบุตรตระกูลนี้มันจะเหนือมนุษย์เกินไปหรือเปล่า
“เสียงคิดในใจดังมาถึงตรงนี้เลยครับ ถ้าคิดอะไรอยู่ก็ช่วยเงียบหน่อยเถอะ”
“ไม่ใช่ว่าวันนี้ต้องมาทำแบบทดสอบที่พี่ชายของผมเป็นคนคิดค้นไว้ไม่ใช่เหรอ มาทำตามจุดประสงค์ของเจ้าตัวกันเถอะ”
“ไม่ต้องกดดันจนเกินไป ตอบตามที่รู้ก็เพียงพอแล้วครับ”
“ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่นนท์คิดเถอะ ยังไงผมก็เป็นแค่ผู้คุมสอบเท่านั้นเอง”
“แถมยังต้องทำข้อสอบเหมือนพวกคุณอีก”
นภัทรอธิบายเสร็จสรรพ ก็ตั้งเวลาแล้วเริ่มทำข้อสอบที่ได้รับมาเหมือนกัน ไม่ได้สนใจใครอีกต่อไป สร้างความงุนงงให้กับเหล่าทายาทตระกูลผู้จงรักภักดีทั้งแปดคนเป็นอย่างมาก
แต่หายสงสัยได้ไม่นานก็พบคนสนิทของบุตรลำดับสองเข้ามาตรวจตราคุมเข้มการทำข้อสอบเพิ่มอีกสองคน นั่นหมายความว่าความสามารถของทั้งสองมากพอ
จนทำให้คุณชายเล็กไว้ใจจนไม่ใส่ใจเรื่องแบบนี้สินะ ถ้างั้นพวกเขาทั้งหมดก็ต้องทำให้เต็มที่ ให้สมกับความคาดหวังนั่นเหมือนกัน
“ทำเสร็จแล้ว รบกวนเลขาของพี่นนท์นำไปตรวจด้วย” นภัทรบอกพลางยื่นข้อสอบให้กับเลขาคนหนึ่งของพี่ชาย
“ค่ะ คุณชายเล็ก”
“ดิฉันจะตรวจทันที” เลขาสาวขานรับพลางตรวจสอบทันที
สร้างความตกตะลึงอีกครั้งเพราะผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น กับทำข้อสอบจำนวนสี่พันข้อได้รวดเร็วปานสายฟ้าขนาดนี้ แม้ว่าจะมีข้อสอบทั้งปรนัยและอัตนัยก็ตาม
แต่อัตราความเร็วมันมากเกินไป ความสามารถแตกต่างกันตั้งแต่ตระกูลแล้วสินะ
“เพราะเดี๋ยวยังต้องนั่งอ่านเอกสารประวัติตระกูลต่ออีก”
“ภายในสามเดือนนี้ ถ้าอ่านบันทึกบ้าบอพวกนี้ไม่หมดล่ะก็...อดทำงานอย่างอื่นแหง”
“ฉันจะไม่ยอมแพ้ให้กับคำสั่งบ้าๆ บอๆ ของพี่ชายสติเฟื่องเด็ดขาด สู้เว้ย!” นภัทรพูดให้กำลังใจตนเองเสียงดังพลางเริ่มอ่านหนังสือต่อ
คำพูดนี้ทำเอาทั้งแปดคนถึงกับหัวเราะเสียงดังลั่นห้องสอบ เนื่องจากพวกเขาเป็นสมาชิกใต้บังคับบัญชา จึงไม่กลายวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
ชินภัทรเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแต่ไม่กล้าพูดออกมา ความจริงเขารู้สึกว่ามันบ้ามากกับการให้น้องชายของทายาทตระกูลลำดับสามมาร่วมเรียนด้วยแบบนี้
ประหลาดทั้งคุณชายใหญ่และคุณชายเล็ก แต่มันกลับลงตัวซะงั้น แถมยังไม่เรียกให้พี่สาวกับน้องสาวของอีกสี่ตระกูลมาร่วมทดสอบเฉยเลย
ไม่ทราบว่าเกณฑ์มาทดสอบนี้มันคัดจากอะไรกันแน่
ณ ห้องประชุมขนาดเล็กภายในตระกูลภูทนินทร์
“ฉันจะเริ่มอธิบายสิ่งที่พวกนายทุกคนสงสัยกันมานานให้ฟังอย่างละเอียด ตั้งใจฟังให้ดีด้วย ไม่ชอบพูดซ้ำสอง มันเจ็บคอ นั่งรถไปนั่งมาแบบนี้โคตรจะเหนื่อยเลย”
นนท์ภัทรบ่นพลางยกมือพัดไปมาด้วยความหงุดหงิด เพราะการเดินทางไปประชุมนั้นใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ แต่การนั่งไปมาต่างหากที่กินเวลานาน
“ฉันรู้ว่าแต่ละตระกูลมีทั้งพี่สาวและน้องสาวมากกว่าหนึ่งคนที่บ้าน พวกนายเป็นถึงตระกูลที่ทำงานรับใช้บ้านฉันมานาน ทำไมถึงจะไม่รู้ประวัติแต่ละคนกันล่ะ”
“ฉันคัดเลือกเฉพาะบุคคลที่มีความสามารถเฉพาะทาง ความสามารถรอบด้าน และความสามารถเกินเกณฑ์ทั่วไปเท่านั้น ที่จะถูกเรียกตัวเข้าพบก่อนเวลาอันควรเท่านั้น”
“คนอื่นที่ไม่เรียกคือยังไม่สมควรมาเรียน มันจะกดดันทางสมองและจิตใจจนเกินไป อาจต้องให้จิตแพทย์และนักจิตบำบัดมาดูแลอีก”
“พวกเธอที่เหลือต่ำกว่ามาตรฐานเลยยังไม่เรียกมาตอนนี้ ส่วนพวกนายจะถูกตัดสินอีกรอบว่าตรงมาตรฐานหรือสูงกว่า”
“พอเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมถึงเลือกมาแค่นี้ ใครมีคำถามอะไรก็รีบถามมาเลยตอนนี้ ฉันอนุญาต”
เป็นครั้งแรกที่บุตรลำดับหนึ่งของตระกูลภูทนินทร์พูดมากขนาดนี้ ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้ง เพราะไม่น่าเชื่อว่าท่านจะใจดีถึงขนาดพูดให้เข้าใจง่ายถึงเพียงนี้
ทำเอาเหล่าผู้ติดตามคนสนิทถึงกับปลื้มใจ จนอดไม่ได้ที่จะพรั่งพรูความรู้สึกตนเองออกมาปากบ้าง
“ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ว่าท่านจะใจดีถึงขนาดอธิบายละเอียดขนาดนี้ เห็นปกติเอาแต่ด่าแล้วให้ไปค้นคว้าเองตลอด” เอวาเอ่ยปากชมพลางปรบมือด้วยความปลื้มใจ ไม่อยากเชื่อว่าจะมีเวลาที่เจ้านายตนเองเป็นคนปกติกับเขาด้วย
“พวกนายจะส่งแบบสรุปขอไปที พอสังเขป รายงานแบบกระชับ รายงานแบบละเอียด เรียงความ โครงงาน จะอะไรก็ตามอย่าลืมว่าต้องส่งทุกวัน” “สิ่งที่ควรมีคือความสม่ำเสมอ มากกว่ารูปแบบการส่งว่าควรทำอะไร” “ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนแบบไหน ชั้นแถวนั้นจะมีรูปแบบการเขียนเอกสารต่างๆ ที่เคยพูดไปก่อนหน้านี้ ลองอ่านมันดูก่อนวันนี้และเขียนสรุปแบบนั้นส่งไป” “เพราะไม่ว่าจะส่งอะไรไปมันเรื่องของพวกเรา พี่ชายฉันมีหน้าที่ประเมินก็ทำไป สุดท้ายจะออกหัวหรือก้อย ตาคนนั้นก็เป็นคนกำหนดอยู่ดี” “แถมนี่น่าจะโดนติดตามบททดสอบว่าจะให้ความช่วยเหลือเหล่าตระกูลบริวารยังไงด้วยแน่ ไอ้ท่าที่คอยตรวจสอบพฤติกรรมทุกคนยังกับแม่แมงมุมในถ้ำเนี่ย น้องชายอย่างฉันคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี”
เพราะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองและการดูแลมาอย่างยาวนาน รวมถึงอภิสิทธิในการเข้าเรียน และอะไรหลายอย่างง่ายดายกว่าตระกูลที่ทำงานบริษัทและกฎหมายส่วนกลางคุ้มครอง เพราะฉะนั้นถ้าน้องชายเพื่อนอายุเลยสิบขวบไปแล้ว อาจถูกลงโทษสถานหนักข้อหาลบหลู่ตระกูลใหญ่ในอาณาจักรแทน ถือว่ากล้าได้กล้าเสียไม่น้อยเลย “ผมขออนุญาตแทรกนะครับ ท่านนนท์” มีนเอ่ยขออนุญาตผู้เป็นนาย ในเวลานี้ควรทำตามแบบฉบับพ่อบ้านมากกว่าความเป็นกันเอง หากไม่อยากถูกลูกหลงโดนด่าไปด้วยอีกคน “เชิญ” นนท์ภัทรขานรับพลางเซ็นเอกสารต่อไป ไม่ได้สนใจว่าทั้งห้าคนจะพูดคุยอะไรกันต่อ เนื่องจากมอบหมายงานให้พ่อบ้านไปแล้ว ควรไปฟังคำสั่งอีกคนแทน“งานแรกของพวกคุณทุกคนจะเหมือนกับของคุณชายเล็ก นั่นก็คือการอ่านประวัติศาสตร์ของตระกูลภูทนินทร์ ตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูงให้หมด จะมีบัตรอนุญาตให้เข้าไปอ่านถึงระ
“ค่าแรงล่ะครับ ได้อัตรารายชั่วโมงหรือรายเดือน รบกวนแจ้งให้ทราบด้วย” จินเจตถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เรื่องนี้คือเรื่องเร่งด่วนที่สุดต่างหาก เพราะว่าพวกเรามาแบบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยด้วยซ้ำ ถึงจะมีสวัสดิการอาหารและที่พัก แต่นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด “อัตรารายชั่วโมงครับ สำหรับคุณชินภัทรและคุณจินเจตคือชั่วโมงละ120บาท ฝึกงานวันละ8ชั่วโมง เท่ากับวันละ960บาท จ่ายเงินรายสัปดาห์ละ4,800บาท” “ระยะเวลาเริ่มงานสำหรับคุณชินภัทรและคุณจินเจตคือสิบโมงเช้าจนถึงหนึ่งทุ่ม พักเที่ยงตอนบ่ายสองครึ่งจนถึงบ่ายสามครึ่งครับ” “สำหรับคุณชัชวินและคุณจิรายุ คือชั่วโมงละ240บาท ฝึกงานวันละ10ชั่วโมง เท่ากับวันละ2,400บาท จ่ายเงินรายสัปดาห์ละ12,000บาท” “ระยะเวลาเริ่มงานสำหรับคุณชัชวินและคุณจิรายุคือเก้าโมงเช้าจนถึงสองทุ่ม พักเที่ยงตอนบ่ายโมงครึ่งจนถึงบ่ายสองครึ่งครับ” “มีอะไรสงสัยอีกไหมครับ ผมจะได้อธิบายต่อ” มีนบอกพลางถือเอกสารแจกแจงรายละเอียด รวมถึงใบฝึกงานให้แต่ละคนรับทราบระยะเวลาทำงาน จำนวนเงินรวมถึงช่วงพักเที่ยงไปจนหมด เข
“ห้าวหาญไม่เบา ฉันชอบเด็กไฟแรงนะ” “แต่ไม่จำเป็นต้องปากดีทุกรอบหรอก ฉันรู้ว่าต้องทำอะไร ถ้านายรีบขนาดนั้นทำไมไม่เดินออกจากประตูห้องนี้ไปเลยล่ะ” บรรยากาศแตกต่างจากตอนที่น้องชายของท่านอยู่เป็นอย่างมาก ความสบาย ตลก รื่นเริงได้หายไปแล้ว เหลือเพียงความยำเกรง ดิบเถื่อน ตรงไปตรงมาของทายาทสูงศักดิ์ของดินแดน “ขออภัยครับ คุณชายใหญ่ ผมแค่ร้อนใจเพราะเห็นยังไม่ได้อธิบายอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน” ชินภัทรขอโทษทันทีพลางโค้งทำความเคารพ “เห็นว่านายยังเด็ก ฉันจะปล่อยไปแล้วกัน” “ตามกฎของตระกูลกล่าวไว้ว่าห้ามลงโทษ ดุด่า หรือทำอะไรเกินกว่าเหตุสำหรับคนที่อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับสิบปี” 
“จริงครับคุณเอวา ผมยังคิดว่าท่านเป็นอัจฉริยะจอมอำมหิตซะอีก เพราะเอาแต่ดุด่าและสั่งสอนมากกว่าจะอธิบาย” เบียร์เอ่ยปากชมพลางปรบมือเหมือนกับเลขาไปอีกคน “ใช่ครับ ไม่น่าเชื่อว่าคุณชายใหญ่จะมีช่วงเวลาปกติกับเขาด้วย ช่างเป็นบุญตาของผมจริงๆ” มีนเห็นด้วยกับเลขาและเลขาส่วนตัว เพราะปกติเห็นแต่อาละวาดเสียจนชินตา “พวกนายเห็นฉันเป็นคนยังไงกันแน่เนี่ย” นนท์ภัทรถามด้วยแววตาหาเรื่อง “เป็นอันธพาลไงล่ะครับ / เป็นอันธพาลไงคะ” กลุ่มคนสนิทของนนท์ภัทรตอบด้วยรอยยิ้มแบบมารยาท แต่วาจานั่นเชือดเฉือนเจ้านายทุกคำ แถมยังไม่มีใครหวาดกลัวกับท่าทีนั้นเลยสักคน “พวกแกนี่มันตัวป่วนชัด ปวดประสาทเหลือทน ท
เป็นครั้งแรกที่นนท์ภัทรอธิบายอย่างละเอียดต่อหน้าผู้คน เพราะกลัวว่ามันสมองของคนทั่วไปจะไม่เข้าใจในสิ่งที่บอก จึงตัดสินใจพูดก่อนออกจากห้องไปซึ่งผู้ที่ได้รับมอบหมายส่งต่องานมานั้นกำลังเดินเข้ามาในห้องนี้พอดิบพอดี ถือว่าเป็นความตรงเวลาที่น่ากลัวเหลือเกิน ความสามารถของบุตรตระกูลนี้มันจะเหนือมนุษย์เกินไปหรือเปล่า“เสียงคิดในใจดังมาถึงตรงนี้เลยครับ ถ้าคิดอะไรอยู่ก็ช่วยเงียบหน่อยเถอะ”“ไม่ใช่ว่าวันนี้ต้องมาทำแบบทดสอบที่พี่ชายของผมเป็นคนคิดค้นไว้ไม่ใช่เหรอ มาทำตามจุดประสงค์ของเจ้าตัวกันเถอะ”“ไม่ต้องกดดันจนเกินไป ตอบตามที่รู้ก็เพียงพอแล้วครับ”“ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่นนท์คิดเถอะ ยังไงผมก็เป็นแค่ผู้คุมสอบเท่านั้นเอง”“แถมยังต้องทำข้อสอบเหมือนพวกคุณอีก”นภัทรอธิบายเสร็จสรรพ ก็ตั้งเวลาแล้วเริ่มทำข้อสอบที่ได้รับมาเหมือนกัน ไม่ได้สนใจใครอีกต่อไป สร้างความงุนงงให้กับเหล่าทายาทตระกูลผู้จงรักภักดีทั้งแปดคนเป็นอย่างมากแต่หายสงสัยได้ไม่นานก็พบคนสนิทของบุตรลำดับสองเข้ามาตรวจตร







