LOGINGear Trick #1
เป็นแฟนวิศวะ
กลิ่นฉุนของบุหรี่ที่เพิ่งได้กลิ่นมาเมื่อเช้า มันเป็นกลิ่นเย็นๆ คล้ายกับเมนทอล หากแต่ว่ามันกลับทำให้ฉันรู้สึกมึนหัวตอนได้กลิ่น อาจเป็นเพราะต้องสูดเอาทั้งควันรถรวมไปถึงควันบุหรี่เข้ามาในปอด จึงทำให้โสตประสาทแยกกลิ่นได้ย่ำแย่ เล่นงานเสียจนหัวหมุน
ทว่า... รุ่นพี่คณะวิศวะที่เดินผ่านฉันไปเมื่อกี้ เขากลับมีกลิ่นเมนทอลกลิ่นนั้นลอยคลุ้งมาแต่ไกล จังหวะที่สายตาของเราสองคนผสานเข้าหากัน ฉันเหมือนถูกนัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นดึงดูดไปอยู่ในห้วงของมิติที่ไม่สามารถแยกได้ว่าอันไหนคือความจริงและอันไหนคือความฝัน แผ่นหลังกว้างเดินห่างออกไปไกล เส้นผมสีดำสนิทยาวจนรวบมัดไว้ตรงกลางศีรษะ ความสูงที่ทำให้เขาแลดูดีในหมู่รุ่นพี่คนอื่นที่เดินผ่าน ทุกอย่างบนตัวของเขาทำให้ฉันถึงกับเผลอมองจนเดินลับตาไป
ทำไมกลิ่นของเขาถึงได้เหมือนกลิ่นบุหรี่ที่ผู้ชายคนนั้นสูบเลย ฉันไม่รู้และไม่ได้มองว่าใครสูบบุหรี่ตอนที่ฉันนั่งวินมอเตอร์ไซค์เพื่อมามหาลัย เอาจริงฉันเองก็ไม่ใช่หมาที่แยกกลิ่นเก่งขนาดนั้น ช่างเถอะ
“ลูบเสร็จหรือยัง”
“เรียบร้อย ทีนี้จะได้มีแฟนวิศวะกับเขาสักที” มองร่างบอบบางของเพื่อนสนิทชื่อว่า ‘มุก’ ชวนฉันมาที่คณะวิศวกรรมศาสตร์เพราะข่าวลือแพร่สะพัด
‘ใครอยากได้แฟนวิดวะ ต้องมาลูบป้ายคณะและจะให้ได้ผลต้องจับเกียร์ด้านบนในเวลากลางคืน’
ฉันค่อนข้างไม่เชื่ออะไรพวกนี้สักเท่าไหร่ กับการที่จะต้องเงยหน้ามองไปยังเกียร์ด้านบนที่สูงจนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ถ้าเกิดมีคนเชื่อจริงๆ
“หยา!”
น้ำเสียงเข้มแหบพร่าตะโกนเรียกมาแต่ไกล พอเห็นว่าร่างสูงที่สวมเสื้อช้อปสีกรมท่าวิ่งมาหาและโถมตัวกอดจนฉันเซไปด้านหลังเล็กน้อยก็พาให้ตกใจเอามือยันหน้าท้องแกร่ง
“เดี๋ยวพี่คราม ปล่อยหนูก่อน”
“พี่คิดถึงหนูที่สุดเลยรู้ไหม” กระซิบบอกข้างใบหูท่ามกลางสายตาของคนที่เดินเข้าคณะวิศวะ และไม่เว้นแม้แต่สายตาของเพื่อนจำต้องดันร่างสูงให้ถอยห่างจนเขายินยอม “หนูมาหาพี่เหรอ”
“เปล่าค่ะ หนูมาเป็นเพื่อนมุก”
“มุกมีแฟนเป็นเด็กวิดวะเหรอ”
“ไม่ใช่ มุกมาลูบป้ายคณะวิศวะต่างหาก”
“เชื่อข่าวลือพวกนั้นด้วยเหรอเนี่ย”
ลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของ ‘พี่คราม’ เด็กวิศวะไฟฟ้าปี 3 เท้าเอวหัวเราะกับข่าวลือที่มุกเชื่อ เพื่อนได้ฟังแบบนั้นก็เขินพลางตีไหล่ของพี่ครามจนเขาฉีกยิ้มและบอกว่าไม่ได้จะดูถูก แค่ไม่คิดว่ามุกจะเชื่อและใช่ ผู้ชายคนนี้ก็คือแฟนของฉันเอง นี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่ลูบป้ายคณะตามที่มุกชวน
ร่างหนาของผู้ชายคนหนึ่งเดินยกมือปิดปากหาวมาแต่ไกล เขาสวมเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูพลางยกมือเสยเส้นผมสีดำสนิทขึ้น ผมสีดำยาวรากไทรและไถด้านข้างขึ้นเล็กน้อย แน่นอนว่าความสูงไม่ได้ต่างจากรุ่นพี่คนนั้นที่ฉันได้กลิ่นเมทอลจากตัวเขาเลยสักนิด ฉันเหมือนกลายเป็นเด็กตัวจิ๋วเดียวเมื่อเขาเดินมาหยุดตรงหน้า
“ถอย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จะเดิน”
“ที่เดินก็มีเยอะแยะนะไอ้เจค”
“...” พี่ครามก่นถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่ดูเหมือนว่ารุ่นพี่คนนี้จะไม่แยแสเขายกมือเกาท้ายทอย “ถอย”
“ไอ้เจค” รีบดึงต้นแขนของพี่ครามเอาไว้ซะก่อน และฉันก็เป็นฝ่ายหลีกทางให้เขาเดินผ่านไปราวกับตัวเองเป็นเพียงอากาศธาตุ พี่ครามแลดูหงุดหงิดจึงด่าตามหลัง “คิดว่าเจ๋งหรือไงวะ!”
“พอเถอะค่ะ”
“ใครเหรอคะพี่คราม หล่อมากแถมสูงสุดๆ”
“ไม่ต้องรู้หรอก” พี่ครามบอกปัดและหันมาฉีกยิ้มให้กับฉัน “คืนนี้หนูจะกลับห้องไหม”
“หนูจะแวะไปหาน้องหน่อยน่ะค่ะ ไม่ได้ไปหาหลายวันแล้ว ช่วงนี้ทำงานหนักทุกวัน”
“อ่า งั้น...” คิดว่าพี่ครามคงจะคิดถึงฉันไม่มากก็น้อย เราสองคนเองก็แทบจะไม่ได้เจอกัน ดังนั้นพอพี่ครามเห็นหน้าฉันจึงได้วิ่งเข้ามาสวมกอดด้วยความคิดถึง ราวกับสิ่งที่คิดมันพังไปหมดเมื่อเขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ใบหูพลางกระซิบไม่ให้มุกได้ยิน “พี่ยืมเงินหนูหน่อยสิ”
“คะ?” หางตากระตุกขณะสบตากับพี่ครามที่ใช้เสน่ห์จากรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลา ฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยและใช่ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่พี่ครามขอยืมเงินจากฉัน
“คือพี่ต้องทำรายงานน่ะ เงินขาดอยู่”
“เท่าไหร่คะ”
“สามพัน” ลอบกลืนน้ำลายเมื่อมองจำนวนนิ้วที่เขาชูให้ราวกับเป็นเงินที่หามาได้ง่ายๆ แปบเดียว ทั้งที่ฉันต้องตกระกำลำบากทำงานหนักเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อน้องสาวคนเดียวของฉัน “เรื่องที่หนูให้พี่ทำ หนูคงไม่ลืมใช่ไหม”
“ไม่ลืมค่ะ”
“ให้พี่ยืมก่อน เดี๋ยวพ่อกับแม่โอนให้ พี่จะรีบเอามาคืน” อยากจะถาม... โอนมาก็ไม่เห็นคืนสักที กลายเป็นว่าตอนนี้พี่ครามยืมเงินฉันไปครบสามหมื่นบาทแล้วนะ ฉันยังไม่ได้คืนสักบาทคิดแค่ว่าเขาเป็นแฟนและมีเรื่องที่จะต้องพึ่งพาเขา สำคัญพี่ครามคือผู้ชายคนเดียวที่คอยให้กำลังใจและคอยปลอบใจฉันในวันที่แสนจะยากลำบากในการใช้ชีวิต
“หนูโอนให้”
“น่ารักที่สุดแฟนพี่!” เขากอดฉันอย่างมันเขี้ยวและฉีกยิ้มกว้าง “ไม่งั้นพี่ทบไปจ่ายเงินส่วนตรงนั้นเลยดีไหม”
“ก็ได้ค่ะ”
ไม่มีทางปฏิเสธได้เลยแม้แต่นิด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ของฉัน ดังนั้นถึงจะมีเงินเก็บเหลือเพียงไม่มาก ฉันก็ต้องทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมา มันสำคัญต่อการใช้ชีวิตของฉันและสำคัญมากๆ กับน้องสาวคนเดียวของฉัน
คงเหลือ 11,023.56
เงินในบัญชีตอนนี้เหลือเพียงแค่หมื่นนิดๆ เมื่อโอนเงินให้พี่ครามยืมไปสามพัน ฉันก็นั่งเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหินอ่อนหลังจากที่กลับจากคณะวิศวะ เข้าคลาสเรียนจนล่วงเลยมาถึงเวลาเย็น ค่ำนี้มีไปทำงานที่มินิมาร์ทถึงสี่ทุ่ม พรุ่งนี้เช้ามีไปช่วยป้าณีทำขนมขายต่อเช้า น่าจะเหลือพอที่จะเก็บเอาไว้สมทบทุนเรื่องนั้น
“ไปเดินห้างกันไหมหยา”
“โทษทีนะมุก ฉันต้องไปหาเจ๊นัตตี้น่ะ”
“อ้าวเหรอ ทำไมทำงานหนักจัง”
เพื่อนสาวที่สนิทด้วยตอนเข้ามาเรียนแรกๆ ช่วงรับน้อง ฉันเป็นเด็กทุนได้เข้าเรียนมหาลัยเอกชนจนถึงจบป.ตรี มีหอพักให้ฟรีแต่ฉันเลือกออกมาอยู่หอพักข้างนอกกับพี่ครามได้ประมาณสองเดือนแล้ว เขาเป็นฝ่ายมาจีบฉันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันตอนฉันเผลอสะดุดล้มที่ลานเกียร์คณะวิศวะ ตอนไปทำกิจกรรมที่นั้น ตอนนั้นฉันไม่ได้ตั้งใจจะตกลงคบกับเขา แต่พี่ครามเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์เหลือล้นมาก คำพูดของเขามันหวานและปลอบใจฉันทุกครั้งที่รู้สึกท้อแท้
เขาเป็นเหมือนแสงให้กับฉันเลยนะ เป็นทุกอย่างให้จริงๆ ฉะนั้นไม่ว่าเขาจะต้องการอะไร ฉันจึงอยากให้เขาและไม่เว้นแม้แต่เรื่องของเงินทองเองก็ตามที พี่ครามรู้ความเป็นไปในชีวิตของฉันทุกอย่าง เช่นเรื่องนั้นเองก็ด้วยที่เขาอาสาจะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นโดยไม่ต้องให้ฉันลำบากอยู่ฝ่ายเดียว แค่เขาช่วยเหลือตรงส่วนนั้นมันก็มากเกินพอแล้วจริงๆ
“มีเรื่องจำเป็นน่ะ โทษทีนะมุก” ตอบเพื่อนพลางเก็บมือถือรุ่นที่ไม่ได้แพงหรือหรูหราเหมือนที่คนอื่นเขาใช้ ขอแค่เป็นมือถือที่ทำให้ฉันโทรเข้าโทรออกและมีแอพฯ ธนาคารก็เพียงพอ “ฉันต้องไปแล้ว”
“เดี๋ยวสิหยา หยา!”
โบกมือให้กับเพื่อนและหยิบกระเป๋าผ้าใบเก่าสะพายข้าง สองเท้าก้าวฉับออกจากคณะเพื่อกลับไปหาน้องสาว อย่างน้อยเงินน่ะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ชีวิตของน้องสาวฉันจนตายมันก็หามาแทนไม่ได้ ดังนั้นต่อให้ต้องลำบากปากกัดตีนถีบแค่ไหน ฉันจะต้องทำให้น้องสาวเพียงคนเดียวของฉันพบเจอแต่สิ่งที่ดีงาม
งานจะหนัก งานจะเบาหรืองานจะทำให้ฉันเหนื่อยแทบลากเลือดก็ยิ่งดี จะทำมันโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว ก็เพราะเราสองคนมีกันแค่สองคนพี่น้องนี่นา
ร้าน NUTTY Beauty
มือซ้ายหิ้วถุงพลาสติกที่มีของกินหลากหลายอย่างมาหยุดที่หน้าตึกแถวแห่งหนึ่ง ฉันเงยหน้ามองป้ายร้านและประตูกระจกที่มีหุ่นผู้หญิงโชว์ชุดที่ตัดเย็บอย่างสวยงามสำหรับใส่ไปแสดงงานเวทีต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ก็ยังรับแต่งหน้าให้กับเซเลปดังหลายคน ฝีมือของเธอไม่ธรรมดาจนโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเปิดประตูเข้าไปเสียงกระดิ่งที่ผูกติดกับประตูดังขึ้น เรียกสายตาของสามสาวที่กำลังนั่งเย็บชุดกันอยู่ให้หันมาทางฉัน
“มาซะดึกเลยนะหยา”
“พอดีหนูแวะไปเยาวราชมาน่ะค่ะ” ตอบหนึ่งในสามสาวที่ฉีกยิ้มให้และหันหน้าไปเย็บผ้ากันต่อ สามสาวที่ว่าเธอเป็นสาวประเภทสองที่สวยและใจดีกับฉันมากๆ “เจ๊เป๊กคะ เจ๊นัตตี้ล่ะคะ”
“นู้นไง ไปตอแหลที่ร้านส้มตำซะนาน คนรอกินมันหิวนะอีเจ๊!”
“โอ๊ย แค่ไปเม้าท์ไม่นานเอง พวกหล่อนน่ะใจร้อน”
หันกลับไปมองร่างสูงหุ่นดีส่วนสูง 183 ซม. วัย 32 ปี มีหน้าอกหน้าใจที่ใหญ่โตเพราะผ่านการศัลยกรรมมาเรียบร้อย ใบหน้าสวยแลดูหงุดหงิดเดินสวนฉันเอาถุงส้มตำวางให้กับคนสนิทอย่างเจ๊เป๊กและพองเพื่อน เจ๊นัตตี้หันมามองฉันพลางกอดอกและไล่สายตามองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
“หล่อนก็อีกคนนะ หัดกินให้มันเยอะๆ เหมือนอีเป๊กกี้หน่อย ผอมมาก”
“หนูไม่ค่อยหิวน่ะค่ะเจ๊”
“ย่ะ ฉันเชื่อ” ถึงจะดูปากร้ายแต่เจ๊นัตตี้ใจดีกับฉันมากจนหาที่สุดไม่ได้จริงๆ
“หนูไปเยาวราชมาค่ะซื้อของมาฝากเจ๊กับปลายฟ้าด้วย น้องเป็นยังไงบ้างคะ”
“หลับไปแล้วล่ะ” เจ๊นัตตี้รับถุงอาหารไปดูพลางถอนหายใจและดันถุงขนมปังที่ฉันซื้อมาให้ “หล่อนเอาไปกินที่ห้อง ไม่ต้องห่วงนังฟ้า ฉันดูแลมันอย่างดี”
“หนูเกรงใจเจ๊มากเลยนะคะ ทุกอย่างเลย”
“นี่ ทำไมเพิ่งมาเกรงใจ ฉันดูแลหล่อนกับนังฟ้ามาตั้งแต่ 10 ขวบ ตอนนี้โตจนหาเงินได้แล้ว อย่ามาเศร้า” ผลักศีรษะฉันจนยิ้มออกมาเมื่อมองเจ๊นัตตี้ที่เดินไปนั่งตวัดขาไขว่ห้าง “หล่อนอยู่กับแฟน เป็นไงบ้าง”
“ดีค่ะ พี่เขากำลังหาทางช่วยหนูอยู่เรื่องปลายฟ้า”
“เฮ้อ หล่อนน่ะมองคนให้มันลึกๆ หน่อยนะปั้นหยา ไม่อย่างนั้นหล่อนเองนั่นแหละที่จะเสียใจ”
[50%]
*---------------------------------------------------*
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดนคนมันท้าทายก็จัดให้สักหน่อย สุดท้ายพอพี่ได้ พี่ก็ลบเว็บทิ้ง จบ”“...”“อย่างหนูมันจะไม่ได้แค่ก้อนเดียวจบ คนเรามีความโลภอยู่ในตัวกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากหรือน้อย” คำสอนของพี่โฬมเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมาได้ว่าต่อให้อยากได้เงินแค่ไหน ไม่ควรทำเรื่องที่ทุจริตแบบนี้ “ที่ไอ้เกียร์มันห้าม มันแค่ไม่อยากให้หนูหลงทางผิดก็เท่านั้น เข้าใจมันหน่อยนะ”“ค่ะ”“มันเป็นพวกพูดไม่ค่อยเข้าใจ หนูคงรู้” ใช่ รู้ดีเลยล่ะ บางคำพูดของพี่เกียร์ถึงทำให้ฉันจับใจความได้ยากแบบสุดๆ “เชื่อมันเถอะครับ ทุกอย่างที่มันพูดมา มีเหตุผลไม่ใช่ไม่มี”พยักหน้ารับ มันก็คงถูกเหมือนที่พี่โฬมพูด ทุกคำพูดของพี่เกียร์ถึงจะเข้าใจได้ยาก แต่มันก็มีเหตุผลซ่อนอยู่ในนั้นโดยที่ฉันเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ จนต้องเจาะมันให้ลึกที่สุด“ไอ้เก
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแข็งใส่พี่โฬม จากนั้นฉันก็นั่งประจำที่เช็ดมือเรียบร้อยก็เตรียมแกะกุ้งให้กับพี่เกียร์ เมื่อได้ฉันก็วางบนจานให้เขาก่อนสองตัว “ไม่ต้องแกะ”“เอ๋? หนูจะแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคไงคะ”“ให้มันแกะเอง”“ขี้หวง” พี่โฬมเบ้ปากใส่พี่เกียร์ ดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลยแหะ เป็นเพราะพี่โฬมกับพี่เจคมาหรือเปล่า“หนูขอแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคนะคะ ไหนๆ มือก็เลอะแล้ว” ขอคนตรงหน้าที่คีบเนื้อวัวจิ้มน้ำจิ้มกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“จ่ายเงินกูมาด้วย”“น้องปั้นหยาก็กิน มึงไม่คิดบ้างอะ กับเพื่อนนี่เอาทุกดอกแล้วบอกเพื่อนกันนะ” ดูเหมือนคนข้างกายฉันจะโวยวายเสียยกใหญ่ “ใช่สิ กูมันไม่สำคัญกับมึงแล้วไง มีน้องปั้นหยาอยู่ด้วยทั้งคน เหอะ”“เป็นตัวเมีย” สนามรบในหม้อสุกี้ยังไม่จบไม่สิ้นสินะ ดูเหมือนจะมีแค่พี่เกียร์กับพี่โฬมที่จ้องหน้า
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพคเนื้อวัวให้พี่เกียร์ เขาพยักหน้ารับ ไหงกลายเป็นว่าพี่เกียร์เข็นรถเดินตามฉันไปทุกซอกทุกมุม“พี่เกียร์จ่ายนะคะ หนูจ่ายไม่ไหวแน่”“ลืมเอาเงินมา”“พี่เกียร์ พูดจริงเหรอคะ” ฉันถึงห่อเหี่ยวทันทีที่หยิบกุ้งสดขึ้นมา พอเห็นมุมปากยกขึ้นก็หรี่ตามอง “แกล้งหนูอีกแล้ว ทำไมชอบแกล้งหนูจัง”“อยากน่าแกล้ง” จะบอกว่าตัวฉันเองทำให้เขาอยากแกล้งมากขึ้นว่างั้นสิ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวให้น่าแกล้งสักหน่อย พี่เกียร์ชอบใส่ร้ายกันตลอดนั่นแหละ“หนูขนไปเผื่อตุนไว้ให้พี่เกียร์ต้มใส่บะหมี่กินเองนะคะ”“ขนไปก็เท่านั้น” เขาบ่นพลางกวาดตามองไปทั่วโซนอาหารทะเล “ทำไม่เป็น”“หัดทำสิคะ หนูสอน”“ขี้เกียจ” เกลียดคำว่าขี้เกียจของเขาซะจริง ฉันเลือกของได้ครบตามที่ต้องการใช้เวลาไม่นานรถเข็นก็มีของสดเพียบ จากนั้นก็เดินนำพี่เกียร์ไปยังล็อกน้ำจิ้ม
“อ๋อ” ทำไมต้องลากเสียงยาวและไม่กล้าบอกไปตรงๆ ล่ะปั้นหยา “แฟนหนูน่ะค่ะ”“...” ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับนิ่งกว่าเดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวพี่เกียร์ เป็นรังสีความเย็นที่แผ่ปกคลุมมาเผื่อฉันด้วย ทั้งที่นั่งหน้าร้านอากาศกำลังอุ่นพอดี“หนูไม่ได้บอก เพราะพี่ไม่เคยถามหนู” เหมือนถูกสายตาคมจ้องมองมาแทบจะฉีกร่างฉันให้กระจุยกระจาย“มันทำสินะ”“เมื่อวานเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เขาเมาก็เลย...” พี่เกียร์หรี่สายตามองฉันพลางกัดฟันกรอด “หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันเป็นครั้งแรกด้วย”“อยากให้มีรอบสอง”“ไม่ใช่นะคะ” มันไม่มีรอบสองแน่ ถ้าหากเรื่องปลายฟ้าจบลง ฉันกับพี่ครามก็จบเช่นเดียวกัน “มันพูดยากน่ะค่ะที่จะต้องพูดออกไป”ว่าฉันกับพี่ครามเราคบกัน มันมีเหตุผลของฉันอยู่ในนั้นประมาณ 95% อีก 5% คือเขาเป็นที่พึ่งให้ในตอนแรกๆ พอเมื่อวานแผงฤทธิ์ก็เลยคิดใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่า 100% ที่คบกับเขาเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆพอเห็นสีหน้าพี่เกียร์นิ่งจนเหมือนหุ่น ฉันก็พยายามทำให้บรรยากาศสำหรับเรามันดีขึ้น “ไว้หนูพร้อมหนูจะบอก”“...”“ถึงตอนนั้นพี่เกียร์จะรอฟังหนูไหม” ไม่ได้อยากจะขอร้อง เห
Gear Trick #12เขาเป็นความสบายใจถึงแบบนั้นเมื่อคืนฉันเผลอนอนหลับในห้องน้ำ ดีนะที่ไม่ขาดใจตายซะก่อนเพราะเปิดหน้าต่างบานเล็กให้ลมเข้า พี่ครามยังนอนไม่ตื่นอยู่บนเตียง พอเขาหลับแบบนี้ฉันก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินคอวีใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีเข้ม ผมเผ้าก็ไม่ได้มัดด้วยจึงปล่อยสยายเหน็บข้างใบหูฉันนั่งตวัดขาไขว่ห้างที่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ก้มหน้าอ่านในหนังสือในมือ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฮีลใจ ใช่ มันไม่ได้ฮีลใจได้ดีสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ทำให้ลืมเรื่องเมื่อคืนไปได้ข้าง บนโต๊ะมีแก้วโกโก้เย็นกับจานเค้กที่ถูกตักกินไปแค่คำเดียวผละใบหน้าจากหน้าหนังสือหยิบแก้วโกโก้ขึ้นดื่ม ฉับพลันก็มีร่างสูงสวมกางเกงยีนส์สีซีดและเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างฉัน ทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมัดผมรวบเป็นมวย ด้านหน้าปล่อยเส้นผมลงมาและด้านบนมีแว่นกันแดดสีดำเหน็บบนศีรษะ รู้อะไรไหม... แค่เห็นหน้าเขา เรื่องเมื่อคืนก็ตีวุ่นเข้ามาอีกครั้ง“พี่เกียร์” เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มาได้ยังไงคะ รู้ได้ไงว่าหนูอยู่ที่นี่”“ผ่านมา” ชี้นิ้วไปยังรถจากัวร์ที่จอดอยู่ริม
คำหยาบคายถูกขุดขึ้นมา คนๆ นี้ไม่ใช่คนที่บอกรักฉันมาตลอด ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พลังบวกให้กับฉันและไม่ใช่แม้แต่คนที่เคยใช้คำหวานเพื่อปลอบใจ เป็นที่พึ่งเดียวให้กับฉัน ตอนนี้เขาเหมือนปีศาจร้ายที่พร้อมจะทำลายฉัน หากยังคงดื้อดึงและยืนยันที่จะไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่เกียร์ ใช่ เขาไม่ได้คิด พี่เกียร์ไม่ผิดทำไมฉันจะต้องทำตามพี่ครามด้วย“ปล่อยหนูนะ หนูเจ็บ”“เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นเสียงกับกูเหรอปั้นหยา!”ตุ้บร่างของฉันถูกเหวี่ยงไปนอนฟุบลงบนเตียง ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นนั่งดี พี่ครามก็ตามมาขึ้นคร่อมจนฉันเบิกตากว้างพลางส่ายหน้าไปมา เขาตรึงข้อมือฉันไว้เหนือหัว ฉับพลันก็โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ลำคอจนฉันรู้สึกขยะแขยงเจียนบ้า“ฮึก ปล่อยหนูนะ”“ถ้ายังไม่รับปากกูว่าจะเลิกยุ่งกับมัน เตรียมตัวตายคาเตียงได้เลย” ฉันไม่รู้ว่าที่พี่ครามเป็นแบบนี้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเป็นเพราะนี่... คือธาตุแท้ของผู้ชายที่ตีหน้าแสนดีกับฉัน พอกลายร่างก็เปลี่ยนไปจนไม่ใช่คนๆ เดิมที่ฉันรู้จัก “บอกมาว่าจะเลิกยุ่งกับมัน!”“มะ ไม่ หนูไม่เลิก”“ได้ งั้นมึงก็อย่าหวังว่ากูจะปล่อยให้แม่งสุขสบายกับมันแน่” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้พลางบีบปลายคางฉันจนเจ็บแ







