LOGIN
Gear Trick วิศวะกลรัก
She doesn't have the right to leave my life.
Until I chase you away
เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะออกไปจากชีวิตฉัน จนกว่าฉันจะไล่เธอออกไปเอง
“พี่เกียร์อยากให้หนูทำอะไร หนูพร้อมทุกอย่าง”
ถ้อยคำและน้ำเสียงที่แลดูไม่กังวลอะไรเลยสักนิด ไม่รู้หรือยังไงว่าการพูดจาแบบนี้ มันทำให้คนฟังคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แววตาคมมองดวงหน้าสวยที่จ้องหน้านิ่งราวกับต้องการฟังคำตอบ
ตอนนั้นกับตอนนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำไมอยู่ในสนามถึงได้มีเสน่ห์ดึงดูดขนาดนั้นกันนะ ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยขณะตวัดขาไขว่ห้างยกแก้วคริสตัลขึ้นมากวัดแกว่งวิสกี้ที่อยู่เพียงก้นแก้ว จากนั้นก็ถูกยกขึ้นผ่านลำคอจนร้อนผะผ่าว
“แล้วจะได้อะไร” หลังจากเงียบมานานจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเย็นยะเยือก “ถ้าต้องช่วย”
“ทุกอย่างค่ะ” ทั้งที่เป็นคำถามเชิงกลยุทธ์ บางคนอาจจะหาข้อแก้ต่างว่าทำอะไรก็ได้ เสนอได้ทุกอย่างที่ทำให้คนที่ขอความช่วยเหลือพึงพอใจ เธอกลับไม่ลังเลที่จะแลกทุกอย่างเพื่อขอร้องให้ผมคนนี้ช่วย
ผมยังคงเงียบและวางแก้วคริสตัลกระทบบนโต๊ะกระจกภายในห้องวีไอพีของผับ LC ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เธอจะกล้าบ้าบิ่นเข้ามาในนี้เพื่อมาขอร้องอ้อนวอนผม
“ทุกอย่างที่ว่า มีอะไรบ้าง” หยั่งเชิงเธอและหวังจะได้รับคำตอบที่พึงพอใจ กระนั้นคำถามก็ชวนให้เธอคิดหนัก ยามที่หัวคิ้วขมวดเข้าหากันทำให้มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “ห้าวิ”
“คะ”
“ไม่รู้จะให้อะไร ก็ไปซะ” ผมจับเวลาที่นาฬิกาข้อมือโรเล็กซ์ราคาเฉียดล้าน “ห้า สี่ สาม สอง...”
“อะ อะไรก็ได้ค่ะ!” รีบให้คำตอบก่อนที่เวลาจะหมดลง
“ก็ยังไม่รู้” เธอแลดูเครียดหนักกว่าเดิมและนั่งคุกเข่าตรงหน้าผมมานานเกือบยี่สิบนาที ถอนหายใจพลางเอนหลังพิงพนักโซฟา เอียงคองมองใบหน้าสวยที่ยังคงหลุบมองมือที่กำกางเกงยีนส์จนเนื้อผ้ายับยู่ยี่ “งั้นเสนอเอง”
“...”
“มานอนกับฉัน”
“!” ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อสิ้นประโยคความต้องการของผม
“กล้าไหม”
“คือหนู...” น้ำเสียงของเธอขาดห้วงราวกับลังเลอีกครั้ง ทีก่อนหน้านั้นไม่เห็นจะลังเลที่จะให้ทุกอย่างกับผมเลย
“ไม่กล้าก็ไป ฉันไม่ช่วยใครฟรีๆ” พูดจบก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเตรียมที่จะเดินหนี ล้วงมือหยิบรีโมทรถ Jaguar F-Type สีดำมาถือไว้ ยังไม่ทันที่จะเปิดประตูออกจากห้องวีไอพีในผับ มันคือการลองใจว่าผู้หญิงคนนี้จะทำได้อย่างที่ตัวเองพูดจริงเหรอ คำตอบก็คือ...
“หนูตกลงค่ะ”
มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอบที่สอง ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดยอม ‘นอน’ กับผมเพื่อขอให้ช่วยในสิ่งที่เธอต้องการ ถึงกระนั้นผมก็รู้ดีว่าเสี้ยวหนึ่งเธอรู้สึกผิดที่ทำเรื่องเลวร้ายกับผม เอี้ยวหน้าหันไปสบเข้ากับเจ้าของดวงหน้าสวยที่ยืนยันเสียงหนักแน่นว่าหลังจากนี้ ชีวิตของเธอ... มันกำลังจะเป็นของผม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ครืด ครืด~
มือถือสั่นกระทบกับลิ้นชักหัวเตียง ส่งผลให้เสียงของมันเข้ามารบกวนในโสตประสาทจนต้องหยิบหมอนมาปิด สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยอะไรแม้แต่นิด มือขวาเอื้อมไปคลำหากระทั่งสัมผัสได้ถึงสมาร์ทโฟนขนาดพอดีมือและเป็นแบรนด์หรูราคาแพงหูฉีกรุ่นใหม่ล่าสุด ดวงตายังคงปิดสนิทไม่ได้ลืมขึ้นมามองปลายสาย
(“เหี้ยเกียร์ ตื่นได้แล้วไอ้เวร ใกล้เข้าคลาสตอนสิบโมง”)
“...” ไม่ได้ตอบอะไร เพราะฟังแค่เพียงปลายสายที่แหกปากใส่เท่านั้น
(“ให้ไวเลย วันนี้มีนัดที่สนามพัทยานะ ติ๊ด”)
ไม่รอให้มันพูดจบก็กดวางสายและโยนมันทิ้งไปให้ไกลตัว เกลียดพวกที่โทรมาขัดอารมณ์คนกำลังจะนอน แล้วพอได้โดนปลุกก็ทำให้นอนต่อไม่ได้ จำต้องพลิกตัวนอนหงายมองห้องนอนโทนสีดำและตกแต่งเป็นแนวเดียวกันหมด ลุกขึ้นนั่งพลางเอี้ยวตัวมองนาฬิกาดิจิตอลตรงหัวเตียงที่ตัวเลขบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลา 9.03 เข้าคลาสตอนสิบโมง
สายน้ำเย็นๆ จากฝักบัวด้านบนและกระจกห้องน้ำที่มีหยดน้ำเกาะติด ผมยกมือเสยเส้นผมสีดำยาวของตัวเองขึ้นไป ใช้เวลาทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็ออกจากห้องน้ำมายังห้องแต่งตัว ใช้ไดร์เป่าเส้นผมให้แห้งสนิทหยิบเสื้อยืดสีขาวสวมใส่และเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูหน้าอกมีตราสัญลักษณ์รูปเกียร์วิศวะ สวมกางเกงยีนส์สีซีด
ผมสีดำมันรวบไว้ครึ่งศีรษะปล่อยละท้ายทอยและด้านหน้าเล็กน้อย ใบหน้าของผมค่อนข้างเรียวยาวและดูหล่อเหลา พอไว้ผมยาวจะทำให้หน้าหวานขึ้นนิดนึง จะแบดบอยก็ตรงที่สไตล์และบุคลิกภาพเสียมากกว่า หยิบรีโมทกุญแจรถ มือถือและซองบุหรี่ Marlboro Menthol กล่องสีเขียวตัดขาว เป็นบุหรี่เย็นกลิ่นเมนทอล ให้ความรู้สึกเย็นเพราะคัดเฉพาะใบยาคุณภาพเยี่ยม เพราะแบบนี้เวลาสูบลมหายใจของผมจะมีกลิ่นของเมนทอลเย็นอยู่ตลอดเวลา อันนี้ผู้หญิงที่นอนด้วยบอกมานะ
ออกจากห้องมายืนสูบบุหรี่อยู่หน้าคอนโดพลางเท้าแขนบนหลังคารถ ก่อนจะไปขออัดบุหรี่ให้ชื่นใจสักหน่อย เมื่อคืนรู้สึกแฮงค์เล็กน้อย ดื่มหนักไม่ว่ายังถูกหิ้วไปนอนเกือบครึ่งค่อนคืน
“เฮ้อ” ยกมือขวาซึ่งหลังมือสักดอกไม้สีแดงลากตั้งแต่หลังมือระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ขึ้นพันรอบแขนถึงข้อศอก ตำแหน่งที่ว่างสักคำว่า ‘KARIN’ เป็นชื่อจริงของผมเองเว้นระยะห่างและตัวอักษรสีดำจะเข้มและเห็นเด่นชัด เมื่อสูบบุหรี่จนหมดผมก็เอาก้นกรองบุหรี่ทิ้งลงบนพื้นใช้ปลายรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อสีดำขยี้จนแหลก โน้มตัวหยิบขึ้นมาโยนทิ้งถังขยะ
รถจากัวร์สีดำขับออกจากคอนโดหรูระดับห้าดาวติดริมแม่น้ำ ใช้เวลาเดินทางไปเรียนประมาณยี่สิบนาที เวลาเหลือถมเถไป ไม่รู้มันจะโทรมาปลุกกวนอารมณ์ให้ผมหงุดหงิดทำไมก็ไม่รู้ รถจอดติดสัญญาณจราจร กระจกลดถูกปรับเลื่อนลงเพื่อให้ผมได้คีบบุหรี่ออกไปด้านนอก ระยะเวลาเกือบ 120 วินาที ที่ต้องจอดรอส่งผลให้บุหรี่ถูกสูบเข้าปอดเฮือกใหญ่พ่นควันสีเทาพวยพุ่งไปด้านนอก
“แค่กๆ” เสียงไอดังเล็ดลอดและนั่นทำให้ผมเบนสายตามองเห็นว่ามีร่างบอบบางของผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งซ้อนวินมอเตอร์ไซค์อยู่ข้างกัน ไม่แน่ใจว่าที่เธอไอเพราะป่วยหรือเป็นเพราะควันบุหรี่ของผมลอยไปแตะจมูก ผมเบ้ปากและคิดว่ามันคงไม่ใช่เพราะบุหรี่ อาจจะเป็นควันรถคันอื่นก็ได้นี่นา หากแต่ว่าพอสูบนิโคติเข้าปอดอีกครั้งและพ่นควันออกไป รู้ได้ทันที... “ฉุนจัง ช่วยขยับไปด้านหน้าหน่อยได้ไหมคะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานชวนให้น่าหลงใหลเอ่ยทักและสะกิดบ่าวินมอเตอร์ไซค์ แลดูคนขับไม่ค่อยจะพอใจที่หันมามองผมสูบบุหรี่ ทว่าพอเห็นสายตาราบเรียบแสนเย็นชาก็รีบหันหน้ากลับไป ขยับรถเดินหน้าและทำให้ผมได้มองร่างบอบบางที่สวมชุดนักศึกษาเรียบร้อยมาก ไม่เห็นหรอกนะว่าหน้าตาเป็นยังไงเพราะเธอสวมหมวกกันน็อกอยู่ รู้แค่ว่าเรียนอยู่มหาลัยเดียวกัน
คณะวิศวกรรมศาสตร์
รถของผมกำลังจะเลี้ยวเข้าไปด้านหลังตึกคณะวิศวกรรม จังหวะนั้นผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบผ่านหน้าตึกไปและมองเวลาที่ข้อมือซ้าย ไม่ได้คิดจะสนใจจึงขับรถไปจอดที่ลานจอดสำหรับนักศึกษาที่ขับรถมาเอง ผมลงจากรถพลางปิดประตูกดรีโมทล็อกอัตโนมัติ ล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงเดินผ่านป้ายหน้าคณะเพื่อตรงไปยังโต๊ะหินอ่อนที่ประจำที่มีเพื่อนของผมรออยู่
เมื่อมาถึงก็เห็นบุคคลแรกที่นั่งกดอะไรบางอย่างในมือถืออย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้าหล่อเหลาแลดูยิ้มอยู่ตลอดเวลา ผมสีน้ำตาลเข้มไถด้านข้างและไว้ด้านบนเพื่อให้ยาวสำหรับเสยขึ้นไปได้
“เยส! ไม่ได้แดกกูหรอก” มันยกกำปั้นซ้ายชูขึ้นเมื่อเงยหน้ามองผม “มาแล้ว”
“อือ” ตอบแค่นั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้หินอ่อนตรงข้าม เอนหลังพิงและยกเท้าขึ้นพาดบนพนักเก้าอี้อีกตัว “ดีใจอะไร”
“ปั่นสล็อตแสนแตก” (ผิดกฎหมายห้ามลอกเลียนแบบนะคะ ด้วยความหวังดี)
“...” ผมขมวดคิ้วขณะสบตากับมันที่เบ้ปาก “โกง”
“ช่วยไม่ได้ก็ของพวกนี้มันอยู่ในจิตวิญญาณกูนี่หวา” มันยักไหล่พลางได้ยินเสียงแจ้งเตือนว่าเงินเข้าจริงๆ “เว็บนี้เสือกท้าทายกูเอง”
“เล่นต่อ”
“ไม่มีทาง คนอย่างกูโกงครั้งเดียวไม่มีรอบสอง” พูดจบมันก็ยิ้มร้ายก่อนจะกดลบเว็บทันทีเมื่อได้เงินมาจากการโกง ซึ่งผมก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ แต่ ‘ไอ้โฬม’ คงจะชอบ ใช่ ก็ชอบทุกอย่างที่เป็นพนันนั่นแหละ “รู้จักกูน้อยไปแล้ว ว่ามะ”
“เออ” ผมถอนหายใจพลางเสมองร่างสูงใกล้ๆ ที่นอนราบบนเก้าอี้และยกเท้าขึ้นพาดพนักพิง เอาหนังสือเรียนปิดหน้าโดยไม่สนใจว่าใครจะไปหรือใครจะมา “มึงเก่ง”
เสมองเพื่อนอีกคนนอกจากไอ้โฬมไม่ได้รับรู้การมาของผม เพราะยังเหลือเวลาที่ยังไม่ถึงตอนเข้าคลาส ดังนั้นผมจึงหยิบซองบุหรี่ขึ้นมาคีบไว้ตรงมุมปากจุดไฟแช็กแบบเติมน้ำมันลงไป จากนั้นก็กดเปิดปิดฝาเล่นจนบรรยากาศเย็นๆ พัดผ่านพวกเราสามคนและนักศึกษาอีกจำนวนมากที่เดินสวนกันไปมา เฮ้อ น่าเบื่อ
“หนวกหู” น้ำเสียงเข้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นและหนังสือเรียนถูกดึงออกจากใบหน้าที่ยุ่งเหยิง “เลิกเล่นฝาไฟแช็ก”
“...” ผมไม่ตอบกลับยักไหล่ไหวจนไอ้โฬมอมยิ้ม
“จะไปนอนที่อื่น” มันพูดจบก็ลุกขึ้นเดินหนีไปนอนใต้ต้นพิกุลข้างคณะที่มีบ่อน้ำขนาดสี่เหลี่ยมกว้าง เอาสองมือรองท้ายทอยจนผมเบ้ปากใส่ไอ้โฬม
“ไอ้เหี้ยนี่ก็นอนแม่งทั้งวัน” ไอ้โฬมตะโกนใส่คนที่นอนอยู่ริมบ่อ “ระวังนะ ‘ไอ้เจค’ เดี๋ยวตัวเหี้ยมานอนด้วยนะเว้ย มันคิดว่ามึงกับมันเป็นเพื่อนกัน ฮ่าๆ”
เพื่อนอีกคนชื่อว่าเจค เป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมาก เอาง่ายๆ เราสามคนหน้าตาดีจนฮอตที่สุดในมหาลัยเชียวล่ะ หากแต่นิสัยจะค่อนข้างต่างกัน ไอ้เจคจะเป็นพวกที่ไม่ค่อยเข้าสังคมมากจะมีก็แค่เวลาไปสนามเท่านั้น มาเรียนก็ชอบนอนทั้งวัน พูดน้อยกว่าผมมากและค่อนข้างเป็นพวกที่เก็บตัวสุดๆ เหมือนระมัดระวังการใช้ชีวิตของตัวเองทุกรูปแบบ ผมไม่รู้หรอกว่าเพื่อนมีปัญหาอะไรถึงจะคบกันมานานตั้งแต่ปี 1 จนถึงตอนนี้สนิทสนมกัน บางเรื่องก็ไม่ได้อยากจะถามให้เคลือบแคลงใจ
ไอ้โฬมเป็นเหมือนแสงให้กับกลุ่มของเรา มันเป็นตัวฮอตที่สุดในกลุ่มก็ว่าได้ชอบการเดิมพนันทุกชนิดแม้กระทั่งการเล่นพนันแบบผิดกฎหมายแบบเมื่อกี้ กลโกงอื่นไม่สามารถทำอะไรไอ้โฬมได้มีแต่มันนั่นแหละที่จะโกงคืน ถึงจะดูเป็นเหมือนแสงให้กับในกลุ่มใช่ว่าจะถึงตัวมันง่าย ไอ้โฬมเป็นผู้ชายที่เข้าถึงได้ยากพอๆ กับผมและไอ้เจค เห็นมันสดใสแบบนี้ก็เถอะนะ
“วันนี้กูลงไปแสนห้านะ ข้างมึง”
“อือฮึ” ตอบรับแบบขอไปที “แข่งแบบ Circuit”
“แนวมึงถนัดอยู่แล้ว และมึงไม่เคยแพ้ เพราะฉะนั้นเงินครึ่งล้านต้องเป็นของกู เคไหมไอ้การิน” สบตากับไอ้โฬมที่เรียกชื่อจริงของผม จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับเพราะการแข่งแบบทางเรียบที่พูดถึง เป็นแนวถนัดของผมและไม่เคยแพ้มาก่อนตั้งแต่เริ่มแข่งรถมาจวบจนเข้าปีที่สาม “กูจัดการให้เฮียไจ๋ตรวจรถให้มึงเรียบร้อย บิลค่าใช้จ่ายส่งให้พรุ่งนี้”
“ได้”
“เหี้ยเจคก็หลับอีก จะคุยเรื่องที่มันต้องแข่งแบบ Drifting ด้วยนะไอ้ห่านจิก!” มองไอ้โฬมที่ยกมือเกาหัวตัวเอง เอาจริงลงพนันฝั่งผมไอ้โฬมน่ะได้เงินแน่นอน แต่ลงฝั่งไอ้เจคต้องทำใจหน่อยนะ ถึงมันจะเก่งเรื่องการดริฟต์ ใช่ว่ามันจะทำได้ดีเกิดไม่มีอารมณ์แข่งขึ้นมา มันแพ้ก็ไม่สนใจ สำหรับไอ้โฬมสูญเงินพนันหลายแน่นอน “ไอ้เกียร์”
“ว่า”
“ทำไมมึงหล่อจังวะ” จู่ๆ ไอ้โฬมก็เอ่ยปากชมยกมือยีเส้นผมคงจะหงุดหงิดที่ไอ้เจคไม่ได้ใส่ใจคำพูดของมัน จนผมเอาก้นกรองบุหรี่จิ้มลงโต๊ะหินอ่อน
“คือ” ไอ้เวรนี่มันพิศวาสผมหรือยังไงกัน พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาของมันที่ทำหน้ายุ่งๆ ผมก็ไม่เข้าใจ
“ไว้ผมยาวแล้วมัด ดูหน้าหวานแต่ก็ดูแบดมาก” อะไรของมันก่อน ผมได้แค่คิดในใจ “กูก็อยากไว้ยาวอะ แต่หนังหน้าไม่ให้เหมือนมึง”
กลอกตาขึ้นบนพลางถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ “ปัญญาอ่อน”
ไอ้โฬมมองค้อนผมและลุกขึ้นเตรียมจะเข้าคลาสเรียน แน่นอนว่าตะโกนเรียกไอ้ตัวขี้เซาแล้ว ไม่ยอมลุกไอ้โฬมก็เลยปล่อยเลยตามเลย แช่งชักหักกระดูกให้ตัวเหี้ยขึ้นมานอนข้างๆ ไอ้เจคอีกต่างหาก
“นั่นเด็กๆ มายืนทำอะไรตรงป้ายคณะวะ?” ผมเดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ พลางยักไหล่ที่เห็นเด็กนักศึกษาน่าจะปีหนึ่งมั้งกำลังยืนทำอะไรบางอย่างที่หน้าคณะ พอเห็นแบบนี้ไอ้โฬมที่เป็นเสือพร้อมขย้ำเด็กสาวก็รีบกุลีกุจอไปทักทาย เรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้หญิงต่างคณะ
ไม่เข้าใจ... อยากจะเข้าวิศวะ ทำไมไม่สอบเข้ากัน มายืนจ้องป้ายคณะอยู่ได้นะ
“ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง” ไอ้โฬมเดินกลับมาหาผมไม่วายสายตาของสาวๆ พวกนั้นก็ยังคงมองมันไม่วางตา ผมไม่ได้คิดจะใส่ใจก็ต้องยืนฟังมันพูดกรอกหู “เชื่อกันว่าเอามือมาลูบป้ายคณะ จะได้แฟนเป็นเด็กวิดวะ”
“ไร้สาระ”
“แล้วก็ขึ้นไปแตะเกียร์ด้านบนป้ายก็จะได้เร็วขึ้น แต่ต้องแตะต้องกลางคืนนะถึงได้ผล”
“หาจิตแพทย์” เบ้ปากใส่กับความเชื่องมงายที่โคตรจะไร้สาระ ผมส่ายหน้าไปมากับเด็กสาวพวกนั้นที่ไอ้โฬมบอกว่าเพิ่งจะเข้ามาเรียนปีหนึ่งแรกๆ นั่นแหละ
“สาวหลายคนอยากได้สร้อยเกียร์ด้วยนะ เหมือนที่พวกเราไม่มีวันให้ใคร” ของพรรค์นั้นใครจะให้กันฟรีๆ ล่ะ กว่าจะได้มายากลำบาก ขืนเอาไปให้คนอื่นเก็บเอาไว้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับความทุ่มเทที่ทำลงไปถูกโยนไปให้คนอื่น ดังนั้นผมจึงเก็บมันเอาไว้ที่ห้องไม่เคยหยิบมันมาใส่เลยนับตั้งแต่ได้มันมาจนถึงตอนนี้ที่เรียนปี 3
ผมส่ายหน้าไปมายืนมองสาวๆ ที่พอได้ทำอย่างที่ตั้งใจก็ทยอยกันกลับไป จึงเหลือเด็กสาวสองคนที่มีคนหนึ่งพยายามจูงมือเพื่อนให้ไปลูบป้ายคณะ หากแต่ว่าเธอกลับปฏิเสธ ทว่าพอเพ่งพินิศมองให้ดีแล้วรองเท้าผ้าใบคู่นั้นที่ยับเยินจนใกล้จะพัง มันคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“มาสิ”
“ไม่เอา เธอทำเถอะ”
“แหงสิ ตัวเองไม่ต้องทำก็ได้แฟนเป็นเด็กวิดวะแล้วนี่นา”
เดินผ่านเด็กสาวที่สูงเลยหัวไหล่ผมไม่มาก เธอตัวเล็กนิดเดียวเองแถมยังผอมแขนขาเล็กไม่ค่อยสมส่วนสักเท่าไหร่ พอสายลมพัดผ่านตัวของผมจนกระทั่งใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มหันมามองจังหวะที่ผมเอี้ยวกลับไป ทำให้ดวงตาของเราผสานเข้าหากันและกัน เป็นผมที่เสกลับมามองทางเดินเข้าไปในคณะโดยไม่ได้สนใจดวงตากลมโตคู่นั้นที่รู้สึกได้ว่า... เธอจ้องมองผมจนผมเดินเข้าตึกเรียน สัมผัสนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเชื่องช้า
เคยชินกับการถูกมอง ดังนั้นเป็นปกติที่จะมีใครมองด้วยสายตาหลงใหลหรือชื่นชม ทว่าผมกลับไม่ได้ใส่ใจมันสักนิด
*-------------------------------------------------------------------------*
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดนคนมันท้าทายก็จัดให้สักหน่อย สุดท้ายพอพี่ได้ พี่ก็ลบเว็บทิ้ง จบ”“...”“อย่างหนูมันจะไม่ได้แค่ก้อนเดียวจบ คนเรามีความโลภอยู่ในตัวกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากหรือน้อย” คำสอนของพี่โฬมเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมาได้ว่าต่อให้อยากได้เงินแค่ไหน ไม่ควรทำเรื่องที่ทุจริตแบบนี้ “ที่ไอ้เกียร์มันห้าม มันแค่ไม่อยากให้หนูหลงทางผิดก็เท่านั้น เข้าใจมันหน่อยนะ”“ค่ะ”“มันเป็นพวกพูดไม่ค่อยเข้าใจ หนูคงรู้” ใช่ รู้ดีเลยล่ะ บางคำพูดของพี่เกียร์ถึงทำให้ฉันจับใจความได้ยากแบบสุดๆ “เชื่อมันเถอะครับ ทุกอย่างที่มันพูดมา มีเหตุผลไม่ใช่ไม่มี”พยักหน้ารับ มันก็คงถูกเหมือนที่พี่โฬมพูด ทุกคำพูดของพี่เกียร์ถึงจะเข้าใจได้ยาก แต่มันก็มีเหตุผลซ่อนอยู่ในนั้นโดยที่ฉันเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ จนต้องเจาะมันให้ลึกที่สุด“ไอ้เก
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแข็งใส่พี่โฬม จากนั้นฉันก็นั่งประจำที่เช็ดมือเรียบร้อยก็เตรียมแกะกุ้งให้กับพี่เกียร์ เมื่อได้ฉันก็วางบนจานให้เขาก่อนสองตัว “ไม่ต้องแกะ”“เอ๋? หนูจะแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคไงคะ”“ให้มันแกะเอง”“ขี้หวง” พี่โฬมเบ้ปากใส่พี่เกียร์ ดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลยแหะ เป็นเพราะพี่โฬมกับพี่เจคมาหรือเปล่า“หนูขอแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคนะคะ ไหนๆ มือก็เลอะแล้ว” ขอคนตรงหน้าที่คีบเนื้อวัวจิ้มน้ำจิ้มกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“จ่ายเงินกูมาด้วย”“น้องปั้นหยาก็กิน มึงไม่คิดบ้างอะ กับเพื่อนนี่เอาทุกดอกแล้วบอกเพื่อนกันนะ” ดูเหมือนคนข้างกายฉันจะโวยวายเสียยกใหญ่ “ใช่สิ กูมันไม่สำคัญกับมึงแล้วไง มีน้องปั้นหยาอยู่ด้วยทั้งคน เหอะ”“เป็นตัวเมีย” สนามรบในหม้อสุกี้ยังไม่จบไม่สิ้นสินะ ดูเหมือนจะมีแค่พี่เกียร์กับพี่โฬมที่จ้องหน้า
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพคเนื้อวัวให้พี่เกียร์ เขาพยักหน้ารับ ไหงกลายเป็นว่าพี่เกียร์เข็นรถเดินตามฉันไปทุกซอกทุกมุม“พี่เกียร์จ่ายนะคะ หนูจ่ายไม่ไหวแน่”“ลืมเอาเงินมา”“พี่เกียร์ พูดจริงเหรอคะ” ฉันถึงห่อเหี่ยวทันทีที่หยิบกุ้งสดขึ้นมา พอเห็นมุมปากยกขึ้นก็หรี่ตามอง “แกล้งหนูอีกแล้ว ทำไมชอบแกล้งหนูจัง”“อยากน่าแกล้ง” จะบอกว่าตัวฉันเองทำให้เขาอยากแกล้งมากขึ้นว่างั้นสิ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวให้น่าแกล้งสักหน่อย พี่เกียร์ชอบใส่ร้ายกันตลอดนั่นแหละ“หนูขนไปเผื่อตุนไว้ให้พี่เกียร์ต้มใส่บะหมี่กินเองนะคะ”“ขนไปก็เท่านั้น” เขาบ่นพลางกวาดตามองไปทั่วโซนอาหารทะเล “ทำไม่เป็น”“หัดทำสิคะ หนูสอน”“ขี้เกียจ” เกลียดคำว่าขี้เกียจของเขาซะจริง ฉันเลือกของได้ครบตามที่ต้องการใช้เวลาไม่นานรถเข็นก็มีของสดเพียบ จากนั้นก็เดินนำพี่เกียร์ไปยังล็อกน้ำจิ้ม
“อ๋อ” ทำไมต้องลากเสียงยาวและไม่กล้าบอกไปตรงๆ ล่ะปั้นหยา “แฟนหนูน่ะค่ะ”“...” ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับนิ่งกว่าเดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวพี่เกียร์ เป็นรังสีความเย็นที่แผ่ปกคลุมมาเผื่อฉันด้วย ทั้งที่นั่งหน้าร้านอากาศกำลังอุ่นพอดี“หนูไม่ได้บอก เพราะพี่ไม่เคยถามหนู” เหมือนถูกสายตาคมจ้องมองมาแทบจะฉีกร่างฉันให้กระจุยกระจาย“มันทำสินะ”“เมื่อวานเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เขาเมาก็เลย...” พี่เกียร์หรี่สายตามองฉันพลางกัดฟันกรอด “หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันเป็นครั้งแรกด้วย”“อยากให้มีรอบสอง”“ไม่ใช่นะคะ” มันไม่มีรอบสองแน่ ถ้าหากเรื่องปลายฟ้าจบลง ฉันกับพี่ครามก็จบเช่นเดียวกัน “มันพูดยากน่ะค่ะที่จะต้องพูดออกไป”ว่าฉันกับพี่ครามเราคบกัน มันมีเหตุผลของฉันอยู่ในนั้นประมาณ 95% อีก 5% คือเขาเป็นที่พึ่งให้ในตอนแรกๆ พอเมื่อวานแผงฤทธิ์ก็เลยคิดใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่า 100% ที่คบกับเขาเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆพอเห็นสีหน้าพี่เกียร์นิ่งจนเหมือนหุ่น ฉันก็พยายามทำให้บรรยากาศสำหรับเรามันดีขึ้น “ไว้หนูพร้อมหนูจะบอก”“...”“ถึงตอนนั้นพี่เกียร์จะรอฟังหนูไหม” ไม่ได้อยากจะขอร้อง เห
Gear Trick #12เขาเป็นความสบายใจถึงแบบนั้นเมื่อคืนฉันเผลอนอนหลับในห้องน้ำ ดีนะที่ไม่ขาดใจตายซะก่อนเพราะเปิดหน้าต่างบานเล็กให้ลมเข้า พี่ครามยังนอนไม่ตื่นอยู่บนเตียง พอเขาหลับแบบนี้ฉันก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินคอวีใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีเข้ม ผมเผ้าก็ไม่ได้มัดด้วยจึงปล่อยสยายเหน็บข้างใบหูฉันนั่งตวัดขาไขว่ห้างที่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ก้มหน้าอ่านในหนังสือในมือ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฮีลใจ ใช่ มันไม่ได้ฮีลใจได้ดีสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ทำให้ลืมเรื่องเมื่อคืนไปได้ข้าง บนโต๊ะมีแก้วโกโก้เย็นกับจานเค้กที่ถูกตักกินไปแค่คำเดียวผละใบหน้าจากหน้าหนังสือหยิบแก้วโกโก้ขึ้นดื่ม ฉับพลันก็มีร่างสูงสวมกางเกงยีนส์สีซีดและเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างฉัน ทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมัดผมรวบเป็นมวย ด้านหน้าปล่อยเส้นผมลงมาและด้านบนมีแว่นกันแดดสีดำเหน็บบนศีรษะ รู้อะไรไหม... แค่เห็นหน้าเขา เรื่องเมื่อคืนก็ตีวุ่นเข้ามาอีกครั้ง“พี่เกียร์” เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มาได้ยังไงคะ รู้ได้ไงว่าหนูอยู่ที่นี่”“ผ่านมา” ชี้นิ้วไปยังรถจากัวร์ที่จอดอยู่ริม
คำหยาบคายถูกขุดขึ้นมา คนๆ นี้ไม่ใช่คนที่บอกรักฉันมาตลอด ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พลังบวกให้กับฉันและไม่ใช่แม้แต่คนที่เคยใช้คำหวานเพื่อปลอบใจ เป็นที่พึ่งเดียวให้กับฉัน ตอนนี้เขาเหมือนปีศาจร้ายที่พร้อมจะทำลายฉัน หากยังคงดื้อดึงและยืนยันที่จะไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่เกียร์ ใช่ เขาไม่ได้คิด พี่เกียร์ไม่ผิดทำไมฉันจะต้องทำตามพี่ครามด้วย“ปล่อยหนูนะ หนูเจ็บ”“เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นเสียงกับกูเหรอปั้นหยา!”ตุ้บร่างของฉันถูกเหวี่ยงไปนอนฟุบลงบนเตียง ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นนั่งดี พี่ครามก็ตามมาขึ้นคร่อมจนฉันเบิกตากว้างพลางส่ายหน้าไปมา เขาตรึงข้อมือฉันไว้เหนือหัว ฉับพลันก็โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ลำคอจนฉันรู้สึกขยะแขยงเจียนบ้า“ฮึก ปล่อยหนูนะ”“ถ้ายังไม่รับปากกูว่าจะเลิกยุ่งกับมัน เตรียมตัวตายคาเตียงได้เลย” ฉันไม่รู้ว่าที่พี่ครามเป็นแบบนี้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเป็นเพราะนี่... คือธาตุแท้ของผู้ชายที่ตีหน้าแสนดีกับฉัน พอกลายร่างก็เปลี่ยนไปจนไม่ใช่คนๆ เดิมที่ฉันรู้จัก “บอกมาว่าจะเลิกยุ่งกับมัน!”“มะ ไม่ หนูไม่เลิก”“ได้ งั้นมึงก็อย่าหวังว่ากูจะปล่อยให้แม่งสุขสบายกับมันแน่” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้พลางบีบปลายคางฉันจนเจ็บแ







