LOGINGear Trick #5
ไร้ตัวตน
(ขออภัยค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...)
“โทรหาแฟนไม่ติดหรือไง”
“ค่ะ”
“หล่อนดูไม่ทุกข์ร้อนเลยนะที่แฟนหายไปทั้งคน”
“มันเป็นปกติของพี่ครามน่ะค่ะ หนูเลยไม่ค่อยได้ใส่ใจ” เพราะมีเรื่องให้หนักใจยิ่งกว่าคือการทำงานหาเงินไงล่ะ ดังนั้นเรื่องนี้จึงเล็กน้อยถ้าเทียบกับว่าฉันต้องทำงานหาเงิน พี่ครามเป็นแบบนี้เสมอเวลาหายไปก็คือหายไปวันสองวัน ก็ช่างเขาอีกนั่นแหละ เดี๋ยวก็คงกลับมาเองเพราะฉะนั้นที่ต้องห่วงคือปลายฟ้าไม่ใช่เขา
“คบกันจริงปะเนี่ย” เจ๊นัตตี้เอ่ยถาม ขณะไถมือถือและจดตารางงานของตัวเองที่มีลูกค้าโทรมาติดต่อให้ไปแต่งหน้าบ้าง ช่วงบ่ายก่อนจะเข้างานที่มินิมาร์ทเพราะร้านปิ้งย่างฉันทำตอนเย็นช่วงวันปกติ วันหยุดจึงเน้นงานที่มินิมาร์ทเพราะได้เงินเต็มจำนวนเลยแวะมาหาเจ๊นัตตี้กับปลายฟ้าที่ตอนนี้กำลังอาบน้ำเตรียมตัวไปเดินเล่นกับฉันที่สวนสาธารณะใกล้ๆ ขนของพาน้องไปปิกนิกด้วย “นี่ถ้าเป็นอีเป๊กกี้ผัวในสต็อกหายนะ รีบแจ้นไปแจ้งความแล้ว”
“หนูเคยชินกับการที่พี่ครามไม่ค่อยกลับห้องน่ะค่ะ” ถึงจะกลับหรือไม่กลับก็ไม่เป็นผลหรอก ยิ่งไม่กลับก็ดีกับตัวฉันคือไม่ต้องโดนทำรุ่มร่ามใส่ยังไงล่ะ
“นี่หล่อนรู้ปะปั้นหยา”
“รู้อะไรคะ”
“ถ้าแฟนหล่อนทำเรื่องไม่ดีกับหล่อน หรือมันอยากจะปล้ำแกถ้าแกไม่ยอม แจ้งความได้นะ” ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกมั้ง พี่ครามไม่ได้ทำร้ายร่างกายฉันหรือบังคับขืนใจ หากแต่ว่าเจ๊นัตตี้แนะนำก็ต้องจำไว้ในสมอง “ฉันเป็นห่วงหล่อนเรื่องอย่างว่า”
“หนูทราบค่ะ”
“อย่าไปยอมมันนะ” เจ๊นัตตี้เอาปลายปากกาชี้หน้าฉันที่นั่งเก้าอี้ตรงข้ามและมีโต๊ะทำงานกั้นอยู่ตรงกลาง “หล่อนไม่มั่นใจว่าจะให้มัน ก็อย่าหลงไปกับคารม”
“...”
“ของบางอย่างนะปั้นหยา เสียไปแล้วเรียกกลับคืนมาไม่ได้นะ” จ้องดวงหน้าสวยของเจ๊นัตตี้ที่แลดูจริงจังมากพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ “มันไม่เหมือนกับของที่ถูกขโมยไป อย่างน้อยนานแค่ไหนมันก็มีวันได้กลับคืน แต่เรื่องนั้นหล่อนเสียไปมันไม่มีทางกลับคืนมาได้แน่”
“ค่ะเจ๊”
“หล่อนอาจจะมองว่าฉันหัวโบราณนะ เรื่องนี้เก็บเอาไว้ให้คนที่หล่อนรักเขาจริงๆ ดีกว่า” พยักหน้ารับพลางเม้มริมฝีปากตัวเอง คงไม่มีใครมารักคนอย่างฉันหรอกหรือฉันเองก็คงไม่ได้คิดจะรักใคร ชีวิตของฉันมีแค่ปลายฟ้ากับเจ๊นัตตี้เท่านั้น “แล้วหล่อนจะไม่เสียใจเลยที่ได้ให้กับคนที่หล่อนเลือก”
“ค่า เจ๊ของหนูน่ะทั้งสวยและสอนได้ดีเยี่ยม เป็นพ่อหนู”
“นี่! พ่อหรือแม่เอาดีๆ”
“แม่ก็ได้ค่ะ แต่เป็นพ่อด้วยก็ดี” เจ๊นัตตี้เอามือฟาดท่อนแขนฉัน ก็นะเจ๊นัตตี้กับพวกเจ๊ๆ ในร้านเป็นบุคคลที่ทำให้ฉันพูดเล่นได้อย่างมีความสุข ทำให้ฉันรู้สึกว่ามีตัวตนในสายตาของพวกเขา
“มีงานติดต่อมา ฉันว่าจะหิ้วหล่อนไปด้วย”
“งานอะไรคะ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น งานของเจ๊นัตตี้นะมีแต่ได้เงินเยอะทั้งนั้นเลย
“แต่งหน้าให้เรซควีน”
“เรซควีน?” ขมวดคิ้วจนเป็นปม “คืออะไรคะ”
“เขาเรียกว่าสาวสวยประจำสนามแข่งรถ” พอได้ฟังความหมายก็ถึงบางอ้อ “ญี่ปุ่นน่ะจะเรียกเรซควีน บ้านก็จะเรียกว่าพริตตี้เอาง่ายๆ”
“แบบนี้เอง”
“แต่สนามแข่งจะอยู่พัทยานะ เป็นสนามปิด...” เจ๊นัตตี้โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้พลางพูดเสียงเบา “สนามแข่งเถื่อน”
“เถื่อนเหรอคะ”
“ใช่ เป็นสนามแข่งเถื่อนที่ใหญ่มากในพัทยาเชียวล่ะ ค่าจ้างนะฉันได้เกือบครึ่งแสนนะจะบอกให้”
“เจ๊พาหนูไปด้วยนะคะ หนูไปเป็นลูกมือเจ๊กับเจ๊เป๊กกี้เอง นะๆ” พอได้ฟังเงินที่เจ๊ได้ค่าตัว ฉันก็รีบอ้อนวอนเจ๊คนสวยที่มองค้อนพลางยิ้มขำ
“ไม่หิ้วหล่อนไป ฉันจะบอกหล่อนทำไม”
“หนูอยากเห็นเรซควีนข้างสนามว่าเขาจะสวยแค่ไหน ในทีวีเคยเห็นตามโชว์รูมรถ สวยๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ” หุ่นดี หน้าสวยและทรวดทรงองค์เอวคือแข่งกันประชันเลยล่ะ ฉันอยากเห็นพวกเธอแบบตัวเป็นๆ คงจะสวยกว่าในทีวีแน่นอนเลย ขนาดพี่ครามเองยังชอบดูบ่อยๆ และไปงานโชว์รูมถ่ายรูปมาเต็ม
“วันไหนฉันจะโทรบอกหล่อนเอง มีฉัน อีเป๊กกี้ แล้วก็จะให้อีน้อยหน่ามันอยู่ร้านกับปลายฟ้า” พยักหน้ารับหงึกๆ ตื่นเต้นชะมัดเลยแหะ
“แล้วเรซควีนทำอะไรบ้างเหรอเจ๊”
“แหม สนใจหรือไง อยากจะเป็นบ้าง”
“เป็นอะไรล่ะคะเจ๊ ดูหนูด้วย หนูไม่ได้สวยเลยนะคะแถมตัวก็เตี้ยอีกต่างหาก” สูงแค่ 158 ซม. เอง ไม่สวยและไม่ได้ดูดีแบบพี่ๆ เรซควีนหรือพริตตี้สักหน่อย
“กล้าพูดนะหล่อน”
“ทำไมคะ”
“ใครทำให้หล่อนไม่มั่นใจขนาดนั้นปั้นหยา มานี่” เจ๊นัตตี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้นวมสีดำและอ้อมมาจับมือฉันให้ลุกขึ้นเดินตามเจ๊ไปหยุดที่หน้ากระจกบานใหญ่ติดกับกำแพง ร่างสูงของเจ๊ยืนซ้อนด้านหลัง เจ๊สวมเสื้อกล้ามสีขาวอวดหน้าอกหน้าใจใหญ่เกินตัวและสวมกางเกงขาสั้นยีนส์เหมาะกับหุ่นสูงยาวเข่าดีของเจ๊มาก เจ๊นัตตี้เมื่อหลายสิบปีก่อนสวยยังไงก็สวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ยิ่งไปทำจมูกมาใหม่สวยแบบสาวเกาหลีเลย “หล่อนจ้องหน้าตัวเองนานๆ สิ”
ฉันทำตามที่เจ๊นัตตี้สั่ง มองหน้าตัวเองในกระจกและการแต่งตัวที่สวมกางเกงยีนส์รัดรูปรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่เก่าเยินๆ และเสื้อยืดดำตัวเล็กขนาดพอดีกับตัวของฉัน พอจ้องหน้าตัวเองในกระจกนานเข้า เจ๊นัตตี้ก็เอามือมาเกี่ยวเส้นผมที่ฉันมัดรวบเป็นหางม้าและปล่อยด้านข้างให้เห็นหน้าแบบชัดระดับ 4K
“แล้วยังไงคะ”
“หล่อนน่ารักจะตายไป หล่อนต้องหัดชมตัวเองซะบ้างนะปั้นหยา”
“หนูน่ารักเหรอคะ” เลิกคิ้วขึ้นขณะจ้องตัวเองในกระจกสะท้อนเงา ดวงตากลมโต จมูกโด่งเป็นสัน ผิวขาวซีดอมชมพูและริมฝีปากบางเคลือบลิปสติกมันกลิ่นเชอร์รี่ โครงหน้าเรียวและอวบอิ่มโดยเฉพาะแก้ม
“ฉันไม่รู้นะว่าหล่อนโดนใครพูดกรอกใส่หูแบบนั้น” เจ๊นัตตี้วางมือลงบนบ่าพลางฉีกยิ้ม “แต่หล่อนน่ารักมากปั้นหยา หัดมั่นใจในตัวเองหน่อย หล่อนไม่ได้ไร้ตัวตนย่ะ”
“จริงเหรอคะ”
“ก็เพราะว่าหล่อนไม่แต่งหน้า ไม่แต่งตัว ไม่อะไรเลยสักอย่างเดียว” บ่นจนหูขวามีแต่น้ำลายไปหมดแล้วเจ๊นัตตี้!
“หนูไม่มีเวลานี่นา”
“แค่แต่งหน้าทุกอย่างจบ ถึงหล่อนจะหน้าสดแล้วยังน่ารักก็เถอะ ส่วนฉันหน้าสดยังกับผีจีน”
“ไม่หรอก เจ๊หน้าสดก็ยังสวยอยู่ดี” ไม่ต้องมาพูดเลยว่าเจ๊นัตตี้หน้าสดแล้วเหมือนผีจีนน่ะ ยังไงเจ๊ก็สวยถึงจะชอบนอนน้ำลายไหลยืดก็เถอะ ปลายฟ้าบอกมานะ
“หล่อนเรียนรู้การแต่งหน้าจากฉันไปเยอะมาก หล่อนควรแต่งหน้า บางๆ ก็ยังดี”
“ก็หนูไม่ชอบนี่นา ทาแป้ง ทาลิปมันก็จบ”
“เบื่อหล่อนจริงๆ” เจ๊นัตตี้ผลักศีรษะฉันและกลับไปนั่งประจำที่ตามเดิม “ฉันอยากให้หล่อนมั่นใจนะปั้นหยา คนอื่นน่ะต้องมองหล่อนน่ารักเหมือนกับที่ฉันมองก็ได้ แต่แค่หล่อนไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นแบบนั้น”
“...” มันก็จริงนะ หลายคนแล้วไม่ใช่แค่พี่ครามหรือมุก รวมไปถึงพี่โฬมเองก็ด้วยที่เจอกันครั้งแรกเขาก็บอกว่าฉันน่ารักมากจะไร้ตัวตนได้ยังไง ก็มันเป็นไปแล้วนี่นาที่ว่าในรั้วมหาลัยฉันไร้ตัวตนแบบสุดๆ
“พี่หยา ฟ้าเสร็จแล้ว” หยุดบทสนทนากับเจ๊นัตตี้เอาไว้เท่านี้ ลอบมองร่างบอบบางของน้องสาวที่สวมกางเกงยีนส์และเสื้อยืดคอวีสีขาว ใบหน้าสวยแลดูสดใสมากขึ้นที่เราจะออกไปนั่งเล่นข้างนอกบ้าง ฉันไม่อยากให้ปลายฟ้าอยู่แต่ในห้อง ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จึงหาเวลาว่างพาน้องไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะบ้าง เจ๊นัตตี้เคยบอก ‘อย่าทำงานจนลืมว่าต้องให้เวลากับปลายฟ้าบ้าง’ เจ๊บอกว่าถึงเจ๊จะดูแลปลายฟ้าอย่างดี แต่สิ่งที่ปลายฟ้าต้องการคือการได้เจอหน้าฉัน “ไปกัน เจ๊ไม่ไปเหรอ”
“ไม่ย่ะ หล่อนสองคนน่ะเชิญตามสบาย ฉันต้องรอลูกค้ามารับชุด”
ฉันโน้มตัวหยิบตะกร้าที่มีของกินกับผ้าปูมาถือไว้ มือขวาจูงมือปลายฟ้าออกจากร้าน ดีหน่อยที่วันนี้อากาศค่อนข้างดีแดดไม่ได้ร้อนมากและระยะเวลาเดินทางไปกลับก็ใช้เวลาเพียงแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้น ปลายฟ้าบอกว่าอยากออกมาสูดอากาศไม่อยากซ้อนมอเตอร์ไซค์ อยากเดินเพื่อออกกำลังกายแม้จะเป็นห่วงกลัวว่าน้องจะเหนื่อย พอเห็นใบหน้าของนางฟ้าตัวน้อยก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าน้องกำลังมีความสุขมากๆ
“วันนี้ท้องฟ้าสวยจังพี่หยา” หันไปมองร่างบอบบางที่นอนมองท้องฟ้าผ่านต้นไม้ที่เราปูผ้านั่งริมทะเลสาบ ตอนนี้มีผู้คนไม่ได้เยอะมาก ส่วนใหญ่จะเน้นมานั่งคุยหรือพักผ่อนกันเสียมากกว่า ถ้าเป็นช่วงเย็นก็จะมีมาออกกำลังกายกัน “หนูอยากทำกิจกรรมกลางแจ้งได้เร็วๆ จัง อยากไปเล่นน้ำทะเลด้วย”
“ฟ้าก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีสิ พอถึงเวลาต้องเข้ารับการผ่าตัด จะได้หาย” ฉันนั่งกอดเข่าและเอนใบหน้าลงบนแขน ส่งยิ้มหวานให้กับน้องสาวที่หันมาพยักหน้าให้ฉัน
“ฟ้ายังมีความหวังใช่ไหม”
“มีสิ” เพราะต่อให้ไม่มี พี่ก็จะทำให้มันมีให้ได้เลยปลายฟ้า “พี่สัญญาแล้วไง”
[50%]
*-------------------------------------------------*
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดนคนมันท้าทายก็จัดให้สักหน่อย สุดท้ายพอพี่ได้ พี่ก็ลบเว็บทิ้ง จบ”“...”“อย่างหนูมันจะไม่ได้แค่ก้อนเดียวจบ คนเรามีความโลภอยู่ในตัวกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากหรือน้อย” คำสอนของพี่โฬมเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมาได้ว่าต่อให้อยากได้เงินแค่ไหน ไม่ควรทำเรื่องที่ทุจริตแบบนี้ “ที่ไอ้เกียร์มันห้าม มันแค่ไม่อยากให้หนูหลงทางผิดก็เท่านั้น เข้าใจมันหน่อยนะ”“ค่ะ”“มันเป็นพวกพูดไม่ค่อยเข้าใจ หนูคงรู้” ใช่ รู้ดีเลยล่ะ บางคำพูดของพี่เกียร์ถึงทำให้ฉันจับใจความได้ยากแบบสุดๆ “เชื่อมันเถอะครับ ทุกอย่างที่มันพูดมา มีเหตุผลไม่ใช่ไม่มี”พยักหน้ารับ มันก็คงถูกเหมือนที่พี่โฬมพูด ทุกคำพูดของพี่เกียร์ถึงจะเข้าใจได้ยาก แต่มันก็มีเหตุผลซ่อนอยู่ในนั้นโดยที่ฉันเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ จนต้องเจาะมันให้ลึกที่สุด“ไอ้เก
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแข็งใส่พี่โฬม จากนั้นฉันก็นั่งประจำที่เช็ดมือเรียบร้อยก็เตรียมแกะกุ้งให้กับพี่เกียร์ เมื่อได้ฉันก็วางบนจานให้เขาก่อนสองตัว “ไม่ต้องแกะ”“เอ๋? หนูจะแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคไงคะ”“ให้มันแกะเอง”“ขี้หวง” พี่โฬมเบ้ปากใส่พี่เกียร์ ดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลยแหะ เป็นเพราะพี่โฬมกับพี่เจคมาหรือเปล่า“หนูขอแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคนะคะ ไหนๆ มือก็เลอะแล้ว” ขอคนตรงหน้าที่คีบเนื้อวัวจิ้มน้ำจิ้มกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“จ่ายเงินกูมาด้วย”“น้องปั้นหยาก็กิน มึงไม่คิดบ้างอะ กับเพื่อนนี่เอาทุกดอกแล้วบอกเพื่อนกันนะ” ดูเหมือนคนข้างกายฉันจะโวยวายเสียยกใหญ่ “ใช่สิ กูมันไม่สำคัญกับมึงแล้วไง มีน้องปั้นหยาอยู่ด้วยทั้งคน เหอะ”“เป็นตัวเมีย” สนามรบในหม้อสุกี้ยังไม่จบไม่สิ้นสินะ ดูเหมือนจะมีแค่พี่เกียร์กับพี่โฬมที่จ้องหน้า
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพคเนื้อวัวให้พี่เกียร์ เขาพยักหน้ารับ ไหงกลายเป็นว่าพี่เกียร์เข็นรถเดินตามฉันไปทุกซอกทุกมุม“พี่เกียร์จ่ายนะคะ หนูจ่ายไม่ไหวแน่”“ลืมเอาเงินมา”“พี่เกียร์ พูดจริงเหรอคะ” ฉันถึงห่อเหี่ยวทันทีที่หยิบกุ้งสดขึ้นมา พอเห็นมุมปากยกขึ้นก็หรี่ตามอง “แกล้งหนูอีกแล้ว ทำไมชอบแกล้งหนูจัง”“อยากน่าแกล้ง” จะบอกว่าตัวฉันเองทำให้เขาอยากแกล้งมากขึ้นว่างั้นสิ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวให้น่าแกล้งสักหน่อย พี่เกียร์ชอบใส่ร้ายกันตลอดนั่นแหละ“หนูขนไปเผื่อตุนไว้ให้พี่เกียร์ต้มใส่บะหมี่กินเองนะคะ”“ขนไปก็เท่านั้น” เขาบ่นพลางกวาดตามองไปทั่วโซนอาหารทะเล “ทำไม่เป็น”“หัดทำสิคะ หนูสอน”“ขี้เกียจ” เกลียดคำว่าขี้เกียจของเขาซะจริง ฉันเลือกของได้ครบตามที่ต้องการใช้เวลาไม่นานรถเข็นก็มีของสดเพียบ จากนั้นก็เดินนำพี่เกียร์ไปยังล็อกน้ำจิ้ม
“อ๋อ” ทำไมต้องลากเสียงยาวและไม่กล้าบอกไปตรงๆ ล่ะปั้นหยา “แฟนหนูน่ะค่ะ”“...” ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับนิ่งกว่าเดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวพี่เกียร์ เป็นรังสีความเย็นที่แผ่ปกคลุมมาเผื่อฉันด้วย ทั้งที่นั่งหน้าร้านอากาศกำลังอุ่นพอดี“หนูไม่ได้บอก เพราะพี่ไม่เคยถามหนู” เหมือนถูกสายตาคมจ้องมองมาแทบจะฉีกร่างฉันให้กระจุยกระจาย“มันทำสินะ”“เมื่อวานเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เขาเมาก็เลย...” พี่เกียร์หรี่สายตามองฉันพลางกัดฟันกรอด “หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันเป็นครั้งแรกด้วย”“อยากให้มีรอบสอง”“ไม่ใช่นะคะ” มันไม่มีรอบสองแน่ ถ้าหากเรื่องปลายฟ้าจบลง ฉันกับพี่ครามก็จบเช่นเดียวกัน “มันพูดยากน่ะค่ะที่จะต้องพูดออกไป”ว่าฉันกับพี่ครามเราคบกัน มันมีเหตุผลของฉันอยู่ในนั้นประมาณ 95% อีก 5% คือเขาเป็นที่พึ่งให้ในตอนแรกๆ พอเมื่อวานแผงฤทธิ์ก็เลยคิดใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่า 100% ที่คบกับเขาเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆพอเห็นสีหน้าพี่เกียร์นิ่งจนเหมือนหุ่น ฉันก็พยายามทำให้บรรยากาศสำหรับเรามันดีขึ้น “ไว้หนูพร้อมหนูจะบอก”“...”“ถึงตอนนั้นพี่เกียร์จะรอฟังหนูไหม” ไม่ได้อยากจะขอร้อง เห
Gear Trick #12เขาเป็นความสบายใจถึงแบบนั้นเมื่อคืนฉันเผลอนอนหลับในห้องน้ำ ดีนะที่ไม่ขาดใจตายซะก่อนเพราะเปิดหน้าต่างบานเล็กให้ลมเข้า พี่ครามยังนอนไม่ตื่นอยู่บนเตียง พอเขาหลับแบบนี้ฉันก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินคอวีใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีเข้ม ผมเผ้าก็ไม่ได้มัดด้วยจึงปล่อยสยายเหน็บข้างใบหูฉันนั่งตวัดขาไขว่ห้างที่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ก้มหน้าอ่านในหนังสือในมือ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฮีลใจ ใช่ มันไม่ได้ฮีลใจได้ดีสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ทำให้ลืมเรื่องเมื่อคืนไปได้ข้าง บนโต๊ะมีแก้วโกโก้เย็นกับจานเค้กที่ถูกตักกินไปแค่คำเดียวผละใบหน้าจากหน้าหนังสือหยิบแก้วโกโก้ขึ้นดื่ม ฉับพลันก็มีร่างสูงสวมกางเกงยีนส์สีซีดและเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างฉัน ทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมัดผมรวบเป็นมวย ด้านหน้าปล่อยเส้นผมลงมาและด้านบนมีแว่นกันแดดสีดำเหน็บบนศีรษะ รู้อะไรไหม... แค่เห็นหน้าเขา เรื่องเมื่อคืนก็ตีวุ่นเข้ามาอีกครั้ง“พี่เกียร์” เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มาได้ยังไงคะ รู้ได้ไงว่าหนูอยู่ที่นี่”“ผ่านมา” ชี้นิ้วไปยังรถจากัวร์ที่จอดอยู่ริม
คำหยาบคายถูกขุดขึ้นมา คนๆ นี้ไม่ใช่คนที่บอกรักฉันมาตลอด ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พลังบวกให้กับฉันและไม่ใช่แม้แต่คนที่เคยใช้คำหวานเพื่อปลอบใจ เป็นที่พึ่งเดียวให้กับฉัน ตอนนี้เขาเหมือนปีศาจร้ายที่พร้อมจะทำลายฉัน หากยังคงดื้อดึงและยืนยันที่จะไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่เกียร์ ใช่ เขาไม่ได้คิด พี่เกียร์ไม่ผิดทำไมฉันจะต้องทำตามพี่ครามด้วย“ปล่อยหนูนะ หนูเจ็บ”“เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นเสียงกับกูเหรอปั้นหยา!”ตุ้บร่างของฉันถูกเหวี่ยงไปนอนฟุบลงบนเตียง ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นนั่งดี พี่ครามก็ตามมาขึ้นคร่อมจนฉันเบิกตากว้างพลางส่ายหน้าไปมา เขาตรึงข้อมือฉันไว้เหนือหัว ฉับพลันก็โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ลำคอจนฉันรู้สึกขยะแขยงเจียนบ้า“ฮึก ปล่อยหนูนะ”“ถ้ายังไม่รับปากกูว่าจะเลิกยุ่งกับมัน เตรียมตัวตายคาเตียงได้เลย” ฉันไม่รู้ว่าที่พี่ครามเป็นแบบนี้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเป็นเพราะนี่... คือธาตุแท้ของผู้ชายที่ตีหน้าแสนดีกับฉัน พอกลายร่างก็เปลี่ยนไปจนไม่ใช่คนๆ เดิมที่ฉันรู้จัก “บอกมาว่าจะเลิกยุ่งกับมัน!”“มะ ไม่ หนูไม่เลิก”“ได้ งั้นมึงก็อย่าหวังว่ากูจะปล่อยให้แม่งสุขสบายกับมันแน่” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้พลางบีบปลายคางฉันจนเจ็บแ







