로그인ด้วยความตกใจและกลัวตก เจ้าขวัญหลุดปากกรี๊ดลั่น ทิ้งหนังสือลงบนตักแล้วผวาเข้ากอดรัดเอวสอบของคนตรงหน้าไว้แน่นจนแผ่นหลังบางแนบชิดกับแผ่นหลังกว้าง ไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่านได้อีกต่อไป
“จับไว้แน่นๆ ถ้าไม่อยากตกรถตาย!”
เสียงห้าวตะโกนแข่งกับเสียงลมและเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ก่อนที่มือหนาภายใต้ถุงมือขับรถจะละจากแฮนด์ข้างหนึ่ง เอื้อมมาทาบทับลงบนหลังมือเล็กที่กำลังกอดรัดเอวเขาอยู่ ออกแรงบีบกระชับเบาๆ ราวกับจะย้ำเตือนให้เธอกอดเขาให้แน่นขึ้นอีก
เจ้าขวัญนั่งตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวออกห่าง ลมหายใจร้อนผ่าวของเธอเป่ารดแผ่นหลังกว้างผ่านเนื้อผ้าสีดำ ความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ที่ทาบทับอยู่บนมือของเธอ ทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวและเกลียดชังที่เคยก่อตัวเป็นกำแพงหนา เริ่มเกิดรอยร้าวเล็กๆ โดยที่เธอเองก็ไม่ทันรู้ตัว
ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกึกก้อง มีเพียงเจ้าขวัญเท่านั้นที่รู้ดีว่า... เสียงหัวใจของตัวเองในตอนนี้ มันเต้นดังแข่งกับเสียงดูคาติของอสูรกายไปเรียบร้อยแล้ว
เสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์ดูคาติคันยักษ์ดังแหวกความเงียบสงบของหมู่บ้านหรูระดับวีไอพีในยามค่ำคืน แสงไฟหน้ารถสาดกระทบเข้ากับบานประตูรั้วอัลลอยด์สีทองอร่ามของคฤหาสน์หลังใหญ่
ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเจ้าขวัญหล่นวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่ความมืดมิดของยามราตรี แต่เป็นร่างของผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองที่ยืนกอดอกรออยู่หน้าประตูรั้วบ้านด้วยใบหน้าเรียบตึง
ทันทีที่ล้อรถจอดสนิท บรรยากาศรอบข้างก็ราวกับถูกแช่แข็ง เจ้าขวัญรีบปลดหมวกกันน็อกส่งคืนให้คนขับด้วยมือที่สั่นเทา เธอรีบปลดเสื้อช็อปสีเลือดหมูที่ผูกเอวเอาไว้ออกอย่างลุกลน ราวกับมันเป็นของร้อนที่กำลังจะแผดเผาเธอให้มอดไหม้เมื่ออยู่ต่อหน้าสายตาของผู้เป็นแม่
แทนไทดับเครื่องยนต์ ขาแกร่งยันพื้นไว้ข้างหนึ่งขณะรับหมวกกันน็อกและเสื้อช็อปคืนมา นัยน์ตาคมกริบกวาดมองผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความนิ่งสงบ แม้ในใจจะรู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัวขึ้น
“สวัสดีครับ…”
“กลับมาแล้วเหรอเจ้าขวัญ…”
น้ำเสียงของรดาผู้เป็นแม่เอ่ยขึ้นแทรก ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด รอยยิ้มบางๆ ที่เคลือบฉาบอยู่บนใบหน้าดูสุภาพทว่ากลับไปไม่ถึงดวงตา
“แม่เป็นห่วงแทบแย่ โทรไปหาพี่พิชญ์ เขาก็บอกว่าคืนนี้เข้าเวรฝึกงานที่โรงพยาบาลดึก แม่ก็นึกว่าลูกสาวของแม่ไปเถลไถลอยู่ที่ไหน… ที่แท้ก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์กลับมานี่เอง”
ประโยคเรียบเรื่อยนั้นแฝงไปด้วยความหมายเชือดเฉือนอย่างร้ายกาจ รดาปรายตามองแทนไทตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการประเมินค่าและเหยียดหยันอย่างแนบเนียน ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มให้ลูกสาวตัวเอง
“แม่บอกกี่ครั้งแล้วลูก ว่าเป็นผู้หญิงอย่าไปซ้อนมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆ แบบนี้ มันดูไม่งาม แล้วดูสิ… ควันรถ ฝุ่นควันสกปรกเปรอะเปื้อนชุดนักศึกษาไปหมดแล้ว นึกว่าไปคลุกฝุ่นคลุกทรายกับพวกเด็กแว้นที่ไหนมาซะอีก”
“แม่คะ… คือว่า…”
เจ้าขวัญพยายามจะอ้าปากอธิบาย เสียงของเธอสั่นเครือเมื่อเห็นสายตาเย็นชาของแม่ที่มองจิกมา เธออยากจะบอกว่าแทนไทไม่ได้พาเธอไปเถลไถล เขาแค่พาไปรอทำธุระและขับมาส่งอย่างปลอดภัย แต่ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่ลำคอ เมื่อผู้เป็นแม่ก้าวฉับๆ เข้ามาคว้าข้อมือเธอแล้วออกแรงบีบแน่นจนเจ็บร้าว
“เข้าบ้านเถอะลูก ดึกมากแล้ว น้ำค้างลงแรงเดี๋ยวจะไม่สบายเอา… พรุ่งนี้หนูมีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ แม่ไม่อยากให้หนูต้องมาเสียเวลาพักผ่อนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
รดาตัดบทอย่างเด็ดขาดโดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกสาวได้แก้ตัวใดๆ เธอโอบไหล่บางของเจ้าขวัญแล้วกึ่งจูงกึ่งลากให้เดินผ่านประตูรั้วเข้าไปด้านใน
เจ้าขวัญทำได้เพียงขืนตัวเล็กน้อย แต่ไม่อาจต้านทานแรงบีบบังคับนั้นได้ หญิงสาวหันขวับกลับมามองแผ่นหลังกว้างของอสูรกายที่ยังคงนั่งคร่อมอยู่บนรถบิ๊กไบค์ นัยน์ตาคู่สวยสั่นระริกเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้งที่ต้องทิ้งเขาไว้เผชิญหน้ากับพ่อของเธอเพียงลำพัง
แทนไทสบตาเธอเพียงเสี้ยววินาที แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเคือง มีเพียงความลึกซึ้งบางอย่างที่พยายามสื่อให้เธอรับรู้ว่า ‘ไม่ต้องห่วง’
ทันทีที่ร่างของสองแม่ลูกเดินลับหายเข้าไปในตัวบ้านและบานประตูไม้สักปิดสนิท รอยยิ้มจอมปลอมของการรักษามารยาทก็เลือนหายไปจากพื้นที่บริเวณนั้น เหลือเพียงความเงียบสงัดที่กดทับลงมาบนบ่าของชายหนุ่มร่างสูง
‘ก้องเกียรติ’ พ่อของเจ้าขวัญที่ยืนเงียบมาตลอด ก้าวเดินเข้ามาชิดริมรั้วเหล็กดัด แววตาที่มองผ่านเลนส์แว่นตานั้นเฉียบขาด เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยอำนาจของผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
“เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อยนะ… แทนไท”
เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเอ่ยขึ้น แทนไทถอนหายใจแผ่วเบา เขาตวัดขาลงจากรถ ยืนหยัดเต็มความสูงด้วยท่าทีนอบน้อมแต่ไม่ยอมจำนน เขายกมือไหว้ผู้ใหญ่ตรงหน้าด้วยความเคารพในฐานะพ่อของคนที่เขารัก
“ครับคุณลุง”
“ลุงจะไม่อ้อมค้อมนะ เพราะเห็นว่าเราก็เป็นลูกเต้าเหล่าใคร เป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งแต่เด็กๆ”
คุณก้องเกียรติเริ่มต้นประโยคด้วยการยกอดีตขึ้นมาอ้าง ทว่าน้ำเสียงกลับห่างเหิน
“แต่ตอนนี้… พวกเธอโตๆ กันหมดแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ ที่จะวิ่งเล่นคลุกฝุ่นกันเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้วนะแทน”
แทนไทนิ่งเงียบ รับฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ กรามแกร่งบดเข้าหากันเบาๆ เมื่อพอจะเดาออกว่าบทสนทนานี้จะจบลงที่ตรงไหน
“เจ้าขวัญเป็นลูกสาวคนเดียวของลุง ลุงกับป้าเขาเลี้ยงดูทะนุถนอมมาอย่างดี วางรากฐาน วางอนาคตทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว… หนูขวัญเขามีอนาคตที่สดใสรออยู่ มีสังคมที่ดี มีเส้นทางชีวิตที่ลุงเตรียมไว้ให้ก้าวเดินอย่างมั่นคง”
ดวงตาของผู้เป็นพ่อกวาดมองเสื้อยืดสีดำ รอยสักที่โผล่พ้นแขนเสื้อ และเสื้อช็อปสีเลือดหมูที่พาดอยู่บนเบาะรถ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่กรีดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง
“ลุงขอพูดตรงๆ… ลุงขอให้เราเลิกยุ่งกับลูกสาวของลุงซะที มันดูไม่ดีที่เด็กผู้หญิงตัวเปล่าๆ จะต้องมานั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนกับผู้ชายที่ชอบมีเรื่องชกต่อย สังคมเขาจะมองยังไง? ลุงไม่อยากให้ลูกสาวของลุงต้องมามีข่าวเสียหาย หรือต้องมาเสียคน… เพราะวิศวกรเปื้อนฝุ่นอย่างเรา”
“เจ้าขวัญ! ทำไมพูดกับพี่เขาแบบนั้น!”คุณก้องเกียรติขึ้นเสียงตวาดอย่างหมดความอดทน“ขึ้นห้องไปซะ! แล้วอย่าให้พ่อเห็นว่าแกตระบัดสัตย์แอบติดต่อกับไอ้เด็กช่างนั่นอีก ไม่อย่างนั้นพ่อจะยึดโทรศัพท์แล้วย้ายแกไปเรียนต่างประเทศทันที!”เจ้าขวัญหมุนตัววิ่งร้องไห้ขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของตัวเองทันที หญิงสาวผลักประตูห้องเข้าไปแล้วกดล็อกกักขังตัวเองไว้ในความมืด ร่างบางทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าสะอื้นไห้อยู่ข้างเตียงด้วยความหมดหวังเธอเหลียวมองออกไปทางหน้าต่างห้องนอน... หน้าต่างที่มองออกไปเห็นบ้านหลังข้างๆบ้านของแทนไท...ภาพแผ่นหลังกว้างที่คุกเข่าบนพื้นปูน ภาพบาดแผลตรงมุมปาก และสายตาเจ็บปวดร้าวราญของอสูรกายหนุ่มที่ยอมรับความผิดทั้งหมดไว้คนเดียว วิ่งวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเธอ หัวใจดวงน้อยบีบรัดจนปวดหนึบ เธอเพิ่งจะรู้ซึ้งในวันนี้เองว่า ชายหนุ่มคนที่เธอเคยตราหน้าว่าเป็น ‘ปีศาจ’ มาตลอดชีวิต... คือคนเดียวที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอจริงๆในขณะที่ ‘เจ้าชาย’ ที่เธอเคยหลงใหลและพ่อแม่ประเคนให้... กลับเป็นอสูรร้ายที่จ้องจะกลืนกินเธอทั้งตัวราวกับของเล่นและในเวลานั้นเอง... ที่ชั้นล่างของบ้าน หมอพิชญ์กำลังนั่งจิบชาพูดค
ทว่าความโกรธของคุณก้องเกียรติกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย มันยิ่งพุ่งสูงขึ้นเมื่อคิดว่าไอ้เด็กช่างเปื้อนฝุ่นคนนี้ได้ ‘ย่ำยี’ ผ้าขาวบริสุทธิ์ของครอบครัวเขาไปแล้วจริงๆ!“แก... ไอ้แทนไท!”คุณก้องเกียรติถลันเข้ามากระชากตัวเจ้าขวัญดึงไปไว้ด้านหลังของตัวเองทันที ราวกับเธอเป็นของขวัญที่ถูกสิ่งน่ารังเกียจแปดเปื้อน ผู้เป็นพ่อชี้หน้าแทนไทที่ยังคงคุกเข่าอยู่ด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความโกรธจัด นัยน์ตาแดงเกรี้ยวกราด“คนอย่างมึงน่ะเหรอจะมารับผิดชอบลูกสาวกู!” เสียงทุ้มตวาดด่าประจานลั่นซอย“เอาน้ำหน้าอะไรมารับผิดชอบ! มึงมันก็แค่ไอ้เด็กอันธพาลไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน! คิดว่าการคุกเข่าแบบนี้มันจะชดใช้สิ่งที่มึงทำกับลูกสาวกูได้งั้นเหรอ!”“คุณลุงครับ...”“อย่ามาเรียกกูว่าคุณลุง!” คุณก้องเกียรติสวนกลับอย่างไร้เยื่อใย“ลูกสาวกูมีอนาคต มีหมอพิชญ์ที่เพียบพร้อมรอแต่งงานด้วย! กูไม่มีวันยอมรับไอ้เด็กช่างเปื้อนฝุ่นอย่างมึงมาเป็นลูกเขยเด็ดขาด! ไสหัวไปให้พ้นหน้าบ้านกูเดี๋ยวนี้... ก่อนที่กูจะแจ้งตำรวจจับมึงข้อหากักขังข่มขืน!”“พ่อ! พี่แทนไม่ได้ทำแบบนั้น! ขวัญ....”“ขวัญ! ไม่ต้องพูด! เข้าบ้าน!”คุณก
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าตรู่สาดส่องผ่านม่านชั้นนอกของห้องเพนท์เฮาส์หรู ทอดแผ่นแสงสีทองบางเบาลงบนเตียงกว้างหลังจากที่แทนไทอุ้มเธอมานอนบนเตียงนุ่มร่างระหงที่ขยับตัวแผ่วเบาเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับความปวดร้าวและเมื่อยล้าไปทั่วสรรพางค์กาย สัมผัสแรกที่รับรู้ได้คือความอบอุ่นแนบแน่นจากแผงอกแกร่งและแขนทรงพลังที่ตระกองกอดเอวคอดกิ่วของเธอไว้ตลอดทั้งคืนเจ้าขวัญค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ นัยน์ตากลมโตสบประสานเข้ากับสายตาคมกริบสีน้ำตาลอ่อนของแทนไทที่ลืมตามองเธออยู่ก่อนแล้ว รอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปากหยักลึกที่มีรอยแผลตรงมุมปาก ทำให้หัวใจดวงน้อยของคนมองเต้นผิดจังหวะไปทันทีภาพความทรงจำอันร้อนแรงและลึกซึ้งในค่ำคืนที่ผ่านมาซัดกระหน่ำเข้ามาในหัวราวกับลูกคลื่นถึงสองรอบติดอย่างเร่าร้อน ใบหน้าหวานสุกปลั่งขึ้นสีเลือดฝาดร้อนผ่าวไปถึงใบหูด้วยความเขินอายเธอรีบซบหน้าลงกับแผ่นอกกว้างเพื่อซ่อนพวงแก้มแดงจัด แต่ทว่าฝ่ามือหนาลับเอื้อมมาประคองคางมนให้เงยขึ้นรับจุมพิตแผ่วเบาบนริมฝีปากกระจับอย่างหยอกเย้า“อรุณสวัสดิ์ ยัยเด็กขี้แย...” เสียงทุ้มห้าวที่เอ่ยกระซิบข้างหูนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเอ็นดู “เป็นยังไงบ้าง... ยั
“อ๊า! พ... พอแล้ว! อื้อ.. ฮื้อ!”แผ่นหลังเนียนละเอียดแอ่นลงไปเป็นผลทำให้บั้นท้ายกระดกรับแรงกระแทกของเขาพร้อมแรงตอดรัดทุกจังหวะ มือกำรั้งโซฟาแทบขาด ร่างระหงโยกสั่นไม่ต่างจากโซฟาเลยสักนิดแทนไทถึงกับหลุดคำสบถต่ำๆ ในลำคอเมื่อเห็นแผ่นหลังของเธอแอ่นโค้งรับสัมผัสอย่างไม่ตั้งใจ ท่าทางที่เหมือนกำลังพยายามดิ้นรนแต่กลับเป็นการยั่วเย้าให้เขากระแทกสวนเข้าไปลึกยิ่งกว่าเดิมนับร้อยเท่ามือหนาที่กำข้อมือเธอไว้ออกแรงกดแน่นขึ้นจนเส้นเลือดบนแขนปูดโปนตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาเร่งจังหวะเข้ากระแทกบั้นท้ายถี่รัวและหนักหน่วง ทุกครั้งที่เขากระแทกกายเข้าไปจนสุดลำ ความร้อนผ่าวจากภายในตัวเธอก็ยิ่งต้อนรับเขาอย่างเร่าร้อน แรงตอดรัดที่รุนแรงทำให้แทนไทต้องกัดฟันแน่นเพื่อคุมไม่ให้ตัวเองปลดปล่อยออกมาก่อนเวลาที่กำหนด“ปากบอกให้พอ... แต่ข้างในเธอมันกลับต้อนรับพี่ดีขนาดนี้เนี่ยนะ!?”“พี่แทน! มันลึก! อึก! อื้อ!”“ดูเธอสิ... ร้องเรียกหาพี่ออกมาขนาดนี้! ถ้าเธอเงียบล่ะก็... พี่จะกระแทกให้จุกกว่านี้จนเธอไม่มีแรงเดิน!"เขาลดใบหน้าลงต่ำจนปลายจมูกคลอเคลียอยู่ข้างแก้มแดงระเรื่อของเธอ ก่อนจะจงใจบดเบียดส่วนนั้นเข้า
แทนไทค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจากซอกคอระหง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูดุดันเปลี่ยนเป็นนิ่งสนิท ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นจ้องมองเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาเขายังคงแช่กายค้างไว้ภายในอย่างถือสิทธิ์ ไม่มีความคิดที่จะถอนตัวออกมาแม้แต่นิดเดียวราวกับจะซึมซับความสุขสมนี้ให้นานที่สุดหยาดเหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวตามกรอบหน้าคมคาย ก่อนที่เขาจะขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความเย้ยหยันเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นยิ้มอันตรายของ ‘นักล่า’ ที่เพิ่งจัดการเหยื่อจนหมอบราบคาบเขาเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นเหงื่อออกจากใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาเพราะความเจ็บอย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนจนน่ากลัวเมื่อเทียบกับการกระทำเมื่อครู่แทนไทโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากเกือบชิดใบหูเล็ก ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและสั่นพร่าที่ฟังดูมีอำนาจเหลือเกิน“พี่อยากให้เจ้าขวัญเป็นของพี่แบบถาวร... อยากให้ร่องรอยของพี่มันฝังอยู่ในตัวเธอ... ถ้ามันจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ พี่ก็ยินดีจะรับผิดชอบขวัญไปตลอดชีวิต เข้าใจไหม หืม?”“ร... รับผิดชอบอะไรคะ... ในฐานะของเล่นลับๆของพี่น่ะเหรอ? หรือพี่น้องท้องชนกัน?”เจ้าขวัญเบือนหน้าหนี เพราะตลอดเว
แทนไทไม่รอคำตอบ เขาใช้จังหวะที่หัวใจเธอกำลังเต้นระรัวและร่างกายที่กำลังสั่นไหวตามแรงอารมณ์ที่ไม่รู้จัก ยิ่งเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ยิ่งทำให้เธอรู้สึกร้อนวูบไปทั่วสรรพางค์กาย เขาปลดเปลื้องอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ออกไปจนหมดสิ้นทั้งเธอและเขาก่อนจะแทรกกายเข้าหาช่องทางรักสีสดที่ปิดแน่นสนิท ไม่เคยผ่านมือชายใดนั้นอย่างถือวิสาสะ เขาเน้นย้ำความรู้สึกด้วยการขยับสะโพกเบียดบดเบาๆ เพื่อให้เธอรับรู้ถึงตัวตนของเขาที่พร้อมจะครอบครองทุกตารางนิ้วในคืนนี้“อ๊ะ! อื้อ!”เจ้าขวัญแอ่นกายรับสัมผัสสั่นระริก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาฉายแววพึงพอใจอย่างเปิดเผย เขาขยับกายสอดแทรกเข้าไปลึกขึ้นทีละนิดๆ“เฮือก! พ... พี่แทน ขวัญเจ็บ! อึก...”แรงสะดุ้งสุดตัวของคนใต้ร่างทำให้แทนไทชะงักกึก ความอึดอัดความคับแน่นและร้อนผ่าวที่บีบรัดแก่นกายขนาด11นิ้วนั้นทำให้เขาแทบคลั่ง แต่เขาเลือกที่จะหยุดนิ่งกดสะโพกแช่ค้างไว้แบบนั้น ปล่อยให้ร่างกายของคุณปรับตัวเข้าหาตัวเขาในขณะที่มือหนาข้างหนึ่งละจากข้อมือของเธอมาลูบไล้ไปตามเส้นโค้งเว้าของเอวบาง ลากผ่านผิวเนียนละเอียดขึ้นมาจนถึงทรวงอกตึงซ่อนรูปที่กำลังกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหอ







