LOGINปึก! เผละ! สิ้นเสียงเผละความรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ลำคอลามมาถึงปลายนิ้วมือข้างขวาก็มาพานพบ
ฉันตกใจกางแขนข้างนั้นออก มองดูของเหลวสีแดงผสมเกล็ดน้ำแข็งที่หกเลอะเปรอะเปื้อน
ให้ตายเถอะ! โคตรซวยเลย ชุดนี้ฉันเพิ่งจะใส่ครั้งแรกด้วยนะ
มันเหมือนจะเป็นน้ำแตงโมปั่นที่ฉันสั่ง ฉันเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของกางเกงสีดำที่ยืนประชิดตัว ก่อนจะต้องย่นคิ้วเพราะเธอไม่ใช่พนักงาน แต่เป็นใครก็ไม่รู้ที่ทำหน้าตาไม่ต่างจากนางยักษ์ผีเสื้อสมุทร
"หน้าตาก็ดี ไม่มีปัญญาหาผัวเองหรือไง"
ห๊ะ! ฉันอุทานในใจ ไม่ทันได้หันไปโยนคำถามใส่พี่ต้นว่าใครคือผัวของเธอคนนี้ที่คาดเดาอายุน่าจะเกินสามสิบปี เส้นผมลอนมาม่าที่ฉันนั่งทำอยู่ครึ่งชั่วโมงก็ถูกดึงทึ้งจิกด้วยมือของอีคนแก่กว่า ออกแรงดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนแล้วลากออกมานอกร้าน
ฉันรู้แล้วว่าสถานการณ์ชักไม่ดี มีกลิ่นตุๆ บางอย่างตั้งแต่น้ำแตงโมลอยมาสาดใส่ลำตัว
แต่ฉันดันตั้งตัวไม่ทัน สัญชาตญาณป้องกันตัวตอนนี้คือใช้สองมือจับข้อมือมัน จิกเล็บลงบนผิวเนื้อเหี่ยวๆ อย่างแรง ลำตัวถลาตามการดึงรั้ง ความเจ็บปวดวิ่งพล่านโอบล้อมหนังศีรษะจนอยากกรีดร้องดังๆ และรัศมีสายตามองเห็นรองเท้าหลายสิบคู่ยืนรายล้อมเป็นไทยมุง
หมดกัน! ภาพลักษณ์ที่สั่งสมมา
"มึงสู้กูเหรอ"
เพียะ! เสียงนั้นเกิดขึ้นพร้อมแรงตบข้างขมับ แรงนั้นมากพอให้ฉันหลุดจากพันธนาการล้มลงบนพื้น เสียงฮือฮาของผู้คนทำให้ฉันไม่กล้าเงยหน้าสบตาใคร
แต่คนอย่างไอริณไม่ได้ใจปอด ฉันยกสองมือเอาเส้นผมทัดใบหู พยุงตัวลุกขึ้นยืนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองหาไอ้ต้นเป็นอันดับแรก
โอ้โห! มันยังยืนอยู่ในร้านโน้น ไม่คิดจะออกมาเคลียร์อะไรให้กระจ่าง ฉันเลยต้องหันมาคุยกับอีแก่.. เธอแก่จริงๆ นะ ขอแก้อายุจากสามสิบเป็นสี่สิบห้าอัปแล้วกัน
"นั่นผัวกู กูมีทะเบียนสมรส มึงอยากถูกฟ้องไหม"
แรงมากแม่! ฉันเม้มริมฝีปากมองใบทะเบียนสมรสในมือที่เธอโชว์ ไม่รู้ว่าของจริงหรือของปลอม ข้อนั้นฉันไม่สน สนแค่ว่าไอ้ต้นมันโคตรสารเลวและฉันก็เป็นเหยื่อ
"ผัวป้าทักมาหาหนู"
"ใครป้ามึง"
"ก็ป้านั่นแหละ ไอ้ต้นมันทักมาจีบหนู มันบอกว่าเรียนอยู่ปีสี่คณะนิติมอY มันเป็นคนชวนหนูออกมากิน.."
"อีควาย หน้ามันจะสามสิบขนาดนั้นยังคิดว่ามันเรียนหนังสืออยู่อีกเหรอ เหอะ! อย่ามาตอแหลว่าไม่รู้ มันจองโรงแรมข้างๆ นี่ไว้แล้ว พวกมึงแดกข้าวเสร็จก็จะไปแดกกันต่อ อีกะหรี่! ขอกูตบอีกสักทีเถอะ"
อีป้าหึงผัวเลือดขึ้นหน้าปรี่มาหาฉันอีกหน คราวนี้สองขาของฉันซอยเท้าถอยหลังหนี ไม่คิดหาความถูกต้องให้ตัวเองอีกเพราะจากที่รับสาร ฉันเข้ามาเป็นมือที่สามของพวกเขา
พรึบ! และก่อนที่มือเหี่ยวย่นนั้นจะฟาดลงบนแก้มเฉียดซ้ำรอยเดิม ข้อมือป้าถูกมือของใครบางคนรวบจับแล้วผลักดันออก พร้อมกับรอบเอวบางมีมือมาดึงรั้งให้ถอยห่างออกมาเช่นกัน
ฉันไม่รู้ว่าใครสอดแทรกไทยมุงเข้ามาเป็นพลเมืองดี แต่พอมีคนปกป้องฉันก็พลิกตัวเข้าหาคนนั้น
รับรู้ได้ว่าเขาคือผู้ชายที่ไม่ใช่ไอ้ต้นแน่นอน มือที่วางอยู่ตรงเอวใหญ่และร้อนวูบวาบ กลิ่นหอมมากและน้ำเสียงยังนุ่มทุ้มด้วย
"พอแค่นี้"
"อ่อ เป็นผัวมันเหรอ รีบเอามันกลับไปเลยนะแล้วก็รอรับหมายศาลข้อหาชู้ได้เลย"
มือเล็กกำเสื้อยืดของเขาแน่น ดวงตาร้อนผ่าวเจ็บไปหมดทั้งร่างกายและความรู้สึก
ชู้! ไอ้บ้าเอ๊ย! ฉันเกลียดคำนี้จัง
พลเมืองดีโอบประคองฉันเดินฝ่าไทยมุงออกมาจนถึงด้านนอกห้างฝั่งลานจอดรถ มั่นใจว่าพ้นสถานการณ์วุ่นวายเขาก็ละมือออกจากเอว ขยับถอยให้เรามีระยะห่างที่พอจะมองเห็นกัน
แต่ฉันดันไม่กล้าสบตาใครแม้แต่เขา เห็นเพียงรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์สสีดำก็คาดเดาไปก่อนว่าเขาคงจะเป็นวัยรุ่นอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
"ขอบคุณค่ะ"
เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและพยายามกดก้อนสะอึกให้ลึกสุด มือจับสายโซ่ของกระเป๋าสะพายใบเล็กแน่นก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินออกมา ฉันไม่ไหวแล้ว อยากกลับห้องที่สุด
"เดี๋ยวไปส่ง"
เฮือก! ฉันสะดุ้งเฮือกตัวชาวาบสองขาชะงักก้าวเดินไม่ออก
น้ำเสียงไม่ได้แตกต่างจากเมื่อครู่ แต่ทำไมครั้งนี้ฉันรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ฉันก้มหน้ากระพริบตาถี่ๆ ไล่ความร้อนในดวงตา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และภาวนาอย่าให้เป็นอย่างที่คิด
ต้องไม่ใช่เขาสิ! ฉันคงไม่ได้ซวยขนาดนั้นหรอก
"สภาพนี้กลับเองไม่ดีมั้ง..ไอริณ"
สิ้นเสียงเรียกชื่อฉันรีบตวัดสายตาหันมอง
พลันอากาศประเทศไทยก็หนาวขึ้นมาดื้อๆ หนาวราวติดลบสิบองศา มือสั่นปากสั่นจนต้องขบเม้มมัน
การเจอะเจอเขาไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอะไรเลย หากมันจะไม่มีเหตุการณ์น่าอายเมื่อครู่เกิดขึ้น
เขาเห็นฉันถูกตบ เห็นฉันถูกประจานว่าแย่งผัวชาวบ้าน แถมยังเป็นคนช่วยฉัน..
ทำไมโลกใบนี้ใจร้ายกับฉันจัง
"คนเห็นคงคิดว่าไปฟัดกับหมามา"
พี่เจไดไม่เพียงแต่บอกสภาพสุดแสนจะน่าเกลียด เขาเข้ามาจับต้นแขนแล้วดึงรั้งด้วยแรงเบาหวิวแต่กลับทำให้ฉันถลาเดินตามจนมาถึงรถหรู
พอเขาเปิดประตู ฉันก็ได้สติว่าควรปฏิเสธ
ฉันใช้มืออีกข้างงัดมือใหญ่ออก ขยับถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว
"ไม่เป็นไรค่ะ"
เขาหัวเราะหึแล้วใช้แรงมากขึ้นผลักดันฉันให้เข้ามานั่งในรถได้สำเร็จ ไม่แค่นั้นพี่เจไดยังก้มลงมาคาดเข็มขัดนิรภัยให้ ฉันพยายามยื้อแย่งขึงตาดุใส่
"เมื่อกี้ไม่เห็นเก่งแบบนี้"
ผู้ชายคนนี้กลับยิ้มเยาะสู้ ออกแรงดึงรั้งคาดเข็มขัดนิรภัยให้ฉันจนเสร็จสิ้น ผละออกแล้วปิดประตูรถ ฉันยังไม่ทันได้ก่นด่าเขาในใจ พี่เจไดก็โผล่ขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ พารถเคลื่อนตัวออกไปจากที่นี่
จังหวะมือใหญ่จับพวงมาลัยหมุนไปตามเส้นทาง ฉันกลับเผลอเอาสายตาวางไว้ที่มือนั้น มือที่โอบเอวฉันเมื่อครู่ มันทั้งใหญ่และอุ่นซ่านจนน่าโมโห
[JDai Part]"ปากดี น่ากัดให้ปากขาด"ผมบ่นตามหลังยัยตัวเล็กผมหยิกเป็นเส้นมาม่าแล้วเดินกลับเข้ามานั่งข่มอารมณ์มันเขี้ยวอยู่ในรถเคลียร์เรื่องรถของสาวมนุษยศาสตร์ที่โชนตามจีบอยู่ในช่วงนี้เสร็จเรียบร้อยก็ไปเรียนต่อ วันนี้ผมอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บาสก็แข่งแพ้เด็กสถาปัตย์ โปรเจคต์จบก็สุมหัว เพื่อนแม่งก็ไข้ใจกันเป็นแถบๆ หนักสุดก็ไอ้เวรแทนคุณที่ตอนนี้วิญญาณน่าจะไปอยู่แถวๆ ตึกมนุษย์โน้น เหลือแต่กายหยาบนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวข้างบาทาผม ผมเลยใช้ตีนสะกิดขามัน"ทนไม่ไหวก็ไปหาเขา เอาแต่ทำหน้าเป็นหมาหงอยกูรำคาญ"แทนคุณใช้เท้ายันเท้าผมออก พลิกตัวตะแคงข้างหันตูดให้เฉยเออดี! ขอให้แม่งง้อเขาไม่สำเร็จผมหันไปสนใจโอบ ยังดีที่มันรักกับน้องปันปันดี เลยยังเหลือตัวช่วยทำโปรเจคต์กลุ่มที่จะต้องส่งอาจารย์ในอีกสองสัปดาห์ แต่เห็นมันจิ้มๆ หน้าจอมือถืออีกแล้ว ไม่พ้นคงสั่งอาหารไปกินที่ตึกโน้นอีกเหมือนเคย"ครั้งนี้แดกไรวะ""น้องอยากกินบะหมี่ไข่" มันตอบแต่ไม่ได้เงยหน้าจากหน้าจอมือถือขึ้นมาคุย"วันนี้?""พรุ่งนี้ มึงไปด้วยกันไหม""กูจะไปทำห่าอะไร กูไม่ได้มีเด็กอยู่ตึกนั้นเหมือนพวกมึง"โอบเงยหน้ามองผม.. "แต่ครั้งก่อนม
"แวะทำแผลที่โรงพยาบาลไหม"รถเลี้ยวออกจากห้างสรรพสินค้าก็มีคำถามลอยมา ฉันดึงสายตาออกจากมือใหญ่แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามวางสายตาเอาไว้ที่รถด้านหน้า ใช้เวลาแค่สิบนาทีก็จะถึงคอนโดมิเนียมของฉันแล้วแกต้องอดทน!"ไม่รู้เลยเหรอว่ามันมีเมีย"ฉันส่ายหน้าตอบอีกหนมือสางผมให้เข้าทรงเพราะอาการแสบยุบยิบตรงขมับกระตุ้นให้ฉันนึกได้ว่าสภาพไม่ต่างจากฟัดกับหมามาจริงๆ"ก็ไหนว่าโสดไง""บางคนไม่โสดก็ยังตอแหลว่าโสดได้เลยนี่คะ ไอหมายถึงไอ้ชั่วเมื่อกี้ อีกอย่างแค่คุยไม่ได้คบ ถือว่าโสดก็ถูกแล้ว"พี่เจไดไม่ได้ตอบกลับ ฉันเลยใช้จังหวะนี้ชี้มือไปด้านหน้า"ถึงคอนโดไอแล้วค่ะ พี่จอดได้เลย"เอี๊ยด! รถหรูจอดเทียบหน้าฟุตบาทตรงด้านหน้าป้ายคอนโดมิเนียม พี่เจไดเป็นคนปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยให้เป็นอิสระแล้วฉันก็หันไปพนมมือไหว้ แต่ไม่ได้มองหน้าเขา"ขอบคุณค่ะที่ช่วยแล้วก็ขอบคุณที่มาส่งด้วยค่ะ""ขอบคุณที่เหวี่ยงใส่เหมือนกัน"อีพี่เจได! ฉันถลึงตาดุมองเขา อยากเอาความรู้สึกที่มีทั้งหมดในตอนนี้มาระบายด้วยการตะกุยหน้าเขาที่สุดเขาทำเพียงเหล่ตามองฉัน จิ้มนิ้วลงบนปุ่มอะไรสักอย่างตามมาด้วยเสียงปลดล็อกประตูสุดท้ายก็ได้แค่คิด การอยู่ห่างเข
ปึก! เผละ! สิ้นเสียงเผละความรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ลำคอลามมาถึงปลายนิ้วมือข้างขวาก็มาพานพบฉันตกใจกางแขนข้างนั้นออก มองดูของเหลวสีแดงผสมเกล็ดน้ำแข็งที่หกเลอะเปรอะเปื้อนให้ตายเถอะ! โคตรซวยเลย ชุดนี้ฉันเพิ่งจะใส่ครั้งแรกด้วยนะมันเหมือนจะเป็นน้ำแตงโมปั่นที่ฉันสั่ง ฉันเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของกางเกงสีดำที่ยืนประชิดตัว ก่อนจะต้องย่นคิ้วเพราะเธอไม่ใช่พนักงาน แต่เป็นใครก็ไม่รู้ที่ทำหน้าตาไม่ต่างจากนางยักษ์ผีเสื้อสมุทร"หน้าตาก็ดี ไม่มีปัญญาหาผัวเองหรือไง"ห๊ะ! ฉันอุทานในใจ ไม่ทันได้หันไปโยนคำถามใส่พี่ต้นว่าใครคือผัวของเธอคนนี้ที่คาดเดาอายุน่าจะเกินสามสิบปี เส้นผมลอนมาม่าที่ฉันนั่งทำอยู่ครึ่งชั่วโมงก็ถูกดึงทึ้งจิกด้วยมือของอีคนแก่กว่า ออกแรงดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนแล้วลากออกมานอกร้านฉันรู้แล้วว่าสถานการณ์ชักไม่ดี มีกลิ่นตุๆ บางอย่างตั้งแต่น้ำแตงโมลอยมาสาดใส่ลำตัวแต่ฉันดันตั้งตัวไม่ทัน สัญชาตญาณป้องกันตัวตอนนี้คือใช้สองมือจับข้อมือมัน จิกเล็บลงบนผิวเนื้อเหี่ยวๆ อย่างแรง ลำตัวถลาตามการดึงรั้ง ความเจ็บปวดวิ่งพล่านโอบล้อมหนังศีรษะจนอยากกรีดร้องดังๆ และรัศมีสายตามองเห็นรองเท้าหลายสิบคู่ยืนรายล้อมเป็นไทยมุ
ฉันเป็นคนดื่มได้แต่ดื่มไม่เก่ง เลยเลือกดื่มน้อยๆ เพื่อจะได้พามาหยากลับได้ หลังจากเป่าเค้กมินิที่พี่ปันปันซื้อมาเซอร์ไพรส์ นั่งอยู่ต่ออีกหนึ่งชั่วโมงก็แยกย้ายกันกลับเพราะรุ่นพี่ถูกบรรดาแฟนหนุ่มมาตามตอนแรกฉันแกล้งดื้อดึงทำเป็นโอดครวญว่าถูกพี่ๆ ทิ้งในวันเกิด แต่เพียงได้สบตาแฟนพี่ปันปันที่ชื่อว่าพี่โอบ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดในแก๊งวิศวะลูกเทพ ขนแขนก็ลุกชันจนต้องแกล้งทำเป็นเมาแล้วควงแขนมาหยาขึ้นรถแท็กซี่กลับแทบไม่ทัน"ไม่น่าเชื่อว่าพี่ปันจะคบกับพี่โอบได้" ฉันชูมือถือที่เปิดรูปคู่ของคู่รักที่กำลังกล่าวถึงให้มาหยาดู"แกจะบอกว่าพวกเขาไม่เหมาะสมกันเหรอ""ไม่ใช่ พี่ปันของเราเรียบร้อยดั่งนางฟ้า แต่ดูพี่โอบสิ..""จริง แต่ใครจะไปรู้ล่ะ เวลาอยู่กันสองคนพี่โอบอาจจะเป็นหมาเชื่องให้พี่ปันลูบหัวก็ได้""เป็นไปได้เพราะตอนเขามองพี่ปันนะ ตาเชื่อมมาก ดูรู้เลยว่าเขารักเธอ.."ไม่ใช่แค่พี่ปันปันหรอก พี่ชูครีมก็ด้วย แฟนของเธอโอบอุ้มในท่าเจ้าหญิงแล้วพาเดินออกไป ตอนนั้นทำฉันกรี๊ดคอแทบแตกวาสนาพวกเธอจริงๆ เฮ้อ! น่าอิจฉาเนอะมาหยายังมีสติมากพอไม่ต้องเป็นภาระใครจึงกลับไปนอนห้องตัวเองเราแยกกันบนรถแท็กซี่ ส่งเพื
พื้นที่สนามบินแน่นขนัดไปด้วยผู้คนนับพันนับหมื่นทั้งนั่งปะปนกับยืนสลับกันไปตามพื้นที่ที่ทางสนามบินจัดเตรียมเอาไว้ให้ 'แฟนคลับ' ของนักร้องเกาหลีที่จะมาแสดงคอนเสิร์ตในวันพรุ่งนี้ความสูงหนึ่งร้อยห้าสิบเก้าเซนติเมตรเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น เบื้องหน้าตอนนี้มีแต่แผ่นหลังผู้คนมากมาย มองไม่เห็นแม้แต่ทางเดินของศิลปินกรี๊ด! ฉันกรีดร้องในใจแล้วตัดสินใจหันหลังเดินฝ่าฝูงชนมากมายออกมายังจุดโล่งโปร่ง สูดเอาอากาศเข้าปอดลึกๆ มือพัดโบกสร้างความเย็นและลดความหงุดหงิดให้ตัวเองไปด้วยสาบานเลยว่าฉันจะไม่บ้าจี้ตามยัยเบลล์เพื่อนสายติ่งมาอีกเพียงเพราะเบื่อนอนอยู่ที่ห้องเฉยๆ รอบก่อนก็ชวนมาติ่งนักแสดงจีนคนหนึ่งพาฉันกลับถึงห้องพักตั้งเกือบห้าทุ่มแหนะติ๊งๆๆ พอนึกถึงเบลล์ก็ส่งแชทมาทันทีBellza : ไม่อดทนคราวหลังไม่ต้องมาเลยนะBellza : อีบ้า!"แกน่ะสิบ้า!"ฉันไม่ตอบกลับ จัดการบล็อกไลน์ของเบลล์ทันทีแล้วกระโดดขึ้นรถสาธารณะคันใหญ่นั่งกลับเข้ามาในเมืองหนึ่งปีกว่าๆ ที่ฉันกับเบลล์ยังคงติดต่อกันอยู่ทั้งที่เรียนคนละมหาวิทยาลัยก็เพราะความเห็นใจเพื่อน.. ไม่ใช่สิ! อดีตเพื่อนคนนี้หาคนคบยากเพราะนิสัยขี้วีน ตัวอย่างก็เมื่อครู่







