Masukไอ้ตังอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงขาดห้วง ส่วนฉันเองก็หยุดดีดดิ้นและนิ่งค้างไปแปบหนึ่งเมื่อรถของรุ่นพี่วิศวะหรือเจคแลคจอดรถทันทีที่ตะกร้าสแตนเลสปลิวหลุดออกจากมือ มันไม่น่าจะปลิวไปไกลขนาดที่ว่า... ปักโดนกระจกรถด้านหลังของเขาจนฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ยิ่งไปกว่านั้นรถของพี่เขาจอดกึกกระทั่งร่างสูงเปิดประตูรถลงมามองตะกร้าสแตนเลส
“ขะ ขึ้นรถไอ้ตัง”
“อะไรนะ”
“บอกให้ขึ้นรถไงโว้ย!”
ตะโกนให้ไอ้ตังที่ยืนเอ๋ออยู่ขึ้นรถและสตาร์ทขับออกไปทันทีโดยไม่สนใจว่ายางมันจะแบนหรือถูกบดจนพัง ฉันสนแค่ว่าตอนนี้ตัวเองต้องหนีไปให้เร็วที่สุด จึงเหยียบคันเร่งรถขับผ่านรุ่นพี่วิศวะที่ยืนหยิบตะกร้าสแตนเลสออกพร้อมชิ้นคุกกี้ที่ติดลอยไปด้วย เขาเหลือบมองฉันผ่านกระจกรถที่หวังขับหนีโดยเร็วที่สุด สายตาก็มองกระจกหลังไปด้วยจึงเห็นว่ารุ่นพี่ไม่ได้ขับรถตามจี้มา
“เพิร์ล เธอทำบ้าอะไรวะ รถแพงนะเว้ย”
“ถึงต้องหนีไง”
“เวรเอ๋ย! กระจกรถหรูๆ แม่งแพงจนขายของเป็นปีก็หามาใช้เขาไม่ได้นะ”
“เลิกโวยวายสักทีได้ปะ ฉันกำลังใช้สมาธิ” ในการบังคับรถที่ยางมันบดจนรถเซไปเซมาจนลงข้างทางอยู่แล้ว แค่คิดว่าขับออกมาได้ไกลพอควรจึงหักเลี้ยวรถจอดพลางพ่นลมออกทางริมฝีปาก ไหนๆ ก็บดยางเกือบถึงตัวเมืองแล้ว คิดได้ว่าต้องติดต่อใครสักคนฉันก็เลยกดต่อสายหาเมืองเหนือเพื่อนสุดเลิฟที่โทรไปไม่กี่วิก็รับสาย “ห้ามบอกยายนวล โอเคปะ รู้กันสองคน”
“เพิร์ล เจคแลคแม่งจำหน้าพวกเราได้แน่ จะไปขายของที่สนามได้ไงวะ”
“เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
“จัดการยังไง เล่นเขวี้ยงตะกร้าไปปักคากระจกเขาแบบนั้นอะ!” ไอ้ตังยกมือกุมศีรษะตัวเองราวกับเคร่งเครียด เออ ฉันก็เครียดเหมือนกันนั่นแหละ “หนีมาแบบนี้เขาแจ้งตำรวจจับมีหวัง...”
“แกอย่าเพิ่งคิดไปไกลดิ ใครจะไปคิดว่าตัวเองจะแม่นขนาดนั้นวะ!”
“ใครใช้ให้เธอโมโหเขาวะ เขาจะช่วยหรือไม่มันก็สิทธิ์ของเขา เธอไม่มีสิทธิ์ไปทำลายข้าวของเขานะเว้ย”
“คนมันโมโหนี่นา” บ่นอุบก่อนจะเห็นแสงไฟกระพริบด้านหลัง พอเห็นร่างสูงที่ลงจากรถมาฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ลงจากรถไปหาเมืองเหนือที่รีบมาทันทีพร้อมรถลาก “ขอบใจนะเมือง”
“ไม่เป็นไร เธอกำลังลำบากจะให้ทิ้งเพื่อนแล้วตัวเองปาร์ตี้หัวราน้ำก็ไม่ได้ปะ”
“เพื่อนเลิฟ” ฉันเม้มปากพลางทำหน้าจะร้องไห้ “รักนายว่ะ”
“ขนลุกนะเว้ย ไปขึ้นรถดิ เดี๋ยวเคลียร์เรื่องรถให้”
เมืองเหนือเอามือลูบแขนตัวเอง ฉันกับไอ้ตังจึงพากันขึ้นมานั่งบนรถบีเอ็มฯ สี่ประตูสีดำของเมืองเหนือ ทันทีที่ฉันเข้ามานั่งที่ด้านข้างคนขับก็หันไปสบตากับไอ้ตัง “ยายถามฉันตอบเอง”
“เออ เคลียร์เองเลยนะฉันไม่ขอยุ่ง” ปัดความรับผิดชอบกันสุดๆ เลยไอ้เด็กเปรต! “ถ้าเจคแลคทำให้เราสองคนไปขายของในสนามไม่ได้ก็โทษความโง่เง่าของตัวเองก็แล้วกัน”
“บอกจะจัดการเองไง ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก” ถึงเขาจะเป็นนักแข่งก็ไม่ใช่เจ้าของสนามปะ เพราะคุณเต้เป็นคนอนุญาตให้เข้ามาขาย ส่วนเรื่องที่ฉันทำกระจกเขาร้าวมันก็แค่นิดเดียวเอง... มั้ง เรื่องนี้มันนอกประเด็นสนามไปแล้วไง
“แม่งทำอะไรไม่เคยจะคิดหน้าคิดหลัง”
“อย่าเล่นหัวได้ไหมวะ!” ไอ้ตังเอานิ้วจิ้มศีรษะฉันจำต้องปัดมือมันออกพัลวัน แถมมองค้อนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ใครมันจะไปรู้ว่าจะซวยขนาดนั้นอะ”
“ตะกร้าสแตนเลสเลยนะเว้ยเพิร์ล ถ้าพลาสติกก็คงไม่เครียดหรอก” ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองพลางเอามือลูบศีรษะ
“ฉันจะไม่ให้แกมายุ่งเรื่องนี้เลย พอใจปะ”
“เออ! ฉันเองก็ไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้เป็นคนสั่งแถมห้ามด้วยซ้ำ”
“คนดี ดีเหลือเกิน” ประชดประชันแกมเหน็บแนมมัน โอเค ฉันจะรับผิดชอบเรื่องที่ตัวเองก่อเอง “กล้าทำก็กล้ารับ”
“แล้วเมื่อกี้หนีเขามาทำหอกไร” มันจ้องหน้าฉันพลางยักไหล่ไหว “หนีเพื่อ?”
“กะ ก็แค่กลับมาตั้งหลักก่อน”
“เหอะตั้งหลัก หนีชัดๆ” ไม่ได้หนี บอกแล้วไงว่าไม่ได้หนีแค่กลับมาตั้งหลักว่าจะเอายังไงต่อต่างหาก “กระจกรถสปอร์ตราคาเปลี่ยนไม่ล่อเป็นแสนเหรอ โหย กูอยากจะบ้าให้รู้แล้วรู้รอด”
“เลิกคิดเรื่องนี้แล้วเงียบปากซะ”
สั่งให้ไอ้ตังเงียบปากเนื่องจากเมืองเหนือเพื่อของฉันกลับขึ้นรถมาบอกว่ารถจะต้องเอาเข้าอู่ เพื่อนจะจัดการให้ ฉันเลยบอกว่าแค่ซ่อมยางพอนะทำอย่างอื่นไม่มีเงินจ่ายหรอก เมืองเหนือก็เลยตกลงจากนั้นเพื่อนก็ขับรถมาส่งฉันที่ห้องเช่า เห็นยายนวลกำลังนั่งชะเง้อมองพวกเราว่าทำไมถึงกลับมาช้า บนแคร่ไม้ตัวเดิมมีฝาชีสีน้ำเงินครอบอาหารอยู่ ไอ้ตังไม่รีรอที่จะลงจากรถไปก่อนเพราะความหิวโซ
“สวัสดีครับยายนวล”
“อ้าว หนุ่มเมืองเหนือเอง” ยายนวลฉีกยิ้มกว้างที่เมืองเหนือเดินไปสวมกอดยายนวล “เป็นไงมาไงเนี่ย”
“เพิร์ลโทรหาผมน่ะครับ รถมีปัญหาเลยเอาเข้าอู่”
“อ้าวเรอะ”
“ไม่เป็นไรหรอกยาย แค่ยางแบน” ตอบยายนวลที่เอ่ยปากชวนเมืองเหนือกินข้าวด้วย แต่เพื่อนต้องรีบกลับไปงานปาร์ตี้ต่อก็หมุนตัวเดินกลับไปที่รถพร้อมหิ้วถุงพลาสติกส่งมาให้ฉัน
“สติ๊กเกอร์ที่สั่งทำเสร็จละ”
“เท่าไหร่บอกในไลน์นะ เดี๋ยวโอนให้”
“เค งั้นฉันไปก่อน”
“ขอบใจนะเมือง” โบกมือให้เพื่อนที่ยกมือไหว้ลายายนวล ก่อนที่ฉันจะขยับไปนั่งใกล้ๆ และดึงสติ๊กเกอร์วงกลมขนาดเท่าเหรียญห้าบาทขึ้นมาดูพื้นสติ๊กเกอร์จะเป็นสีขาวและตรงกลางจะเป็นรูปคุกกี้กับแซนวิชที่เมืองเหนือออกแบบให้ พร้อมชื่อ ‘พาเพลินคุกกี้ & แซนวิช’ ตามด้วยเบอร์โทรของฉันด้านล่าง “เป็นไงยาย สวยปะ”
“เออ ดีๆ” ยายนวลดันกรอบแว่นสายตาและยื่นสติ๊กเกอร์ออกห่างเพื่อชมความสวยงาม
“ตอนแรกหนูจะเอาชื่อยาย แต่เมืองเหนือกับตาลบอกว่าแบบนี้เก๋กว่า”
“โอ๊ย เอ็งไม่ต้องมาใช้ชื่อข้า ชื่อเอ็งน่ะดีแล้ว”
“มันก็ไม่ใช่ชื่อเพิร์ลอยู่ดีปะยาย พาเพลินนะ” ไอ้ตังเถียงขึ้นมาพลางหยิบไก่ทอดเข้าปาก
“แล้วมันไม่ใช่ชื่อไอ้เพลินตรงไหนไอ้ตัง” ยายนวลดึงแว่นสายตาออกพลางยกมือตบที่ศีรษะมันจนไก่หลุดออกจากปาก ฉันถึงกับหลุดขำทันที “ชื่อมันก็ถูก”
“บอกว่าเพิร์ลไม่ใช่เพลิน”
“เพลินน่ะดีแล้ว ยายนวลเรียกแบบนี้ก็ใช้ชื่อนี้ไปเลย การค้าแบบปังๆ” เพราะออกเสียงค่อนข้างยากสำหรับคนแก่ ยายนวลจึงเรียกฉันด้วยชื่อเพลินตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ถึงได้บอกไงว่าคนเดียวที่เรียกฉันได้นะ “พรุ่งนี้หนูทำคุกกี้กับแซนวิช จะเอาแปะบนกล่องเลย เพิ่มมูลค่าสินค้าของเรา”
“เดี๋ยวนะ ข้าไม่เห็นตะกร้าที่ใส่ไปขายของ ไม่ได้หยิบจากรถมาเรอะ”
“เอ่อ...” พอยายนวลถามหาตะกร้าฉันก็สบตากับไอ้ตังที่ทำลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้ “หนูลืมไว้ที่รถน่ะยาย”
“กินข้าวได้แล้ว จะได้เข้าห้องไปพักผ่อนกัน”
ฉันมองหน้าไอ้ตังพลางชี้หน้ามันที่แลบลิ้นให้ พออาหารที่กินลงท้องจนอิ่มเราก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน พอฉันเข้ามาในห้องก็หยิบเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีดำออกมานอกห้องเพื่อเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านหลัง เมื่ออาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยก็ต่อด้วยไอ้ตังที่เอาหัวโขกศีรษะฉันจนเจ็บ จะตามเข้าไปยำมันก็ปิดประตูใส่หน้าฉันจนลมตีอย่างแรง
เห็นยายนวลนอนดูทีวีหลังจากปิดประตู จึงกลับเข้ามาในห้องพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงขณะกำลังเอาผ้าเช็ดเส้นผมสีดำของตัวเอง ภาพที่ตัวเองก่อเรื่องกับรุ่นพี่วิศวะก็ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด จริงๆ เริ่มเครียดแล้วดิเพิร์ล เพราะความโมโหหิวหรือเป็นเพราะว่าเขาเมินเฉยต่อการช่วยเหลือกัน อย่างน้อยก็มีน้ำใจถามไถ่กันสักนิดก็ยังดี แต่เขาไม่มีเลยมันก็เลยทำให้ฉันโกรธจนเผลอทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัย
สติหน่อยเพิร์ล... เขาเป็นนักแข่งรถใช่ปะ คงไม่ได้มายุ่งเรื่องบนอัฒจันทร์หรอก พอคิดตามที่ไอ้ตังบอกว่ากระจกรถสปอร์ตสุดหรูราคาเป็นแสน ฉันก็ห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรงทันทีจึงกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดูเงินเก็บจากการขายของที่แยกเป็นส่วนๆ สำหรับเอาไว้สำรองยามเดือดร้อนแบบที่บ้านเดือดร้อนจริงๆ นะ เงินน่ะมันมีอยู่ประมาณสองหมื่นกว่าบาท แค่คิดว่าต้องเอาเงินก้อนนี้ไปชดใช้ค่ากระจกฉันก็อยากจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด
จะปัดความรับผิดชอบแบบนี้ไปตลอดเหรอเพิร์ล มันดูเป็นคนที่แย่แบบหาที่สุดไม่ได้เลย เครียดจนคิดอะไรไม่ออกแล้วดิ ควรลืมมันไปดีปะ... เออใช่ๆ ลืมดีกว่า หลับตาตื่นขึ้นมาก็คงเป็นแค่ฝันนั่นแหละ
*-----------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก







