LOGIN“พอดีเลย มะรืนเป็นวันหยุดพี่จะสั่งให้เราทำข้าวกล่องสักห้าสิบกล่องเอามาส่งที่สนามก่อนบ่ายได้ไหม”
“ดะ ได้สิคะ” โห กลิ่นเงินมันโคตรจะหอมเลยแหะ “หนูทำได้ค่ะ”
“เป็นเด็กดีมาก เอาอะไรง่ายๆ ก็ได้นะ พี่จะเอามาเลี้ยงนักแข่งที่จะมาซ้อมที่สนามวันมะรืนกับพวกช่างซ่อมรถ” พยักหน้ารับและคงต้องบอกยายนวลให้หยุดขายของหนึ่งวันเพื่อช่วยกันทำข้าวกล่องประมาณห้าสิบกล่อง “เท่าไหร่วันมาส่งก็ค่อยมาบอกพี่อีกทีก็แล้วกัน”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณเต้”
ยกมือไหว้ขอบคุณคุณเต้ที่โบกมือให้ฉันราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ เอาจริงคุณเต้น่ะเป็นผู้มีพระคุณมากเลยนะ ตอนที่ฉันขอมาขายขนมที่นี่เพราะเห็นคนเยอะ คุณเต้ไม่อนุญาตพอเห็นว่าฉันขยันมากและยืนขายอยู่หน้าสนามราวกับเล็งเห็นความพยายามก็เลยให้ฉันมาขายของที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปีกว่าแล้ว เวลาจะสั่งอาหารเลี้ยงนักแข่งกับช่างซ่อมรถหรือคนงานมาบำรุงซ่อมแซมสนามแข่งก็จะสั่งจากฉันที่เดียวเท่านั้น
พอคุยเรื่องธุระกับคุณเต้เสร็จฉันก็เดินออกมาจากห้องพลางฉีกยิ้มกว้างและกระโดดโลดเต้นเหมือนเด็กน้อย “เป็นอะไร”
เฮือก!
สะดุ้งตกใจหน้าเกือบทิ่มพื้น เพราะน้ำเสียงเย็นชาแสนคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง กลิ่นเย็นๆ ที่ลอยมาแตะจมูกสัมผัสได้ทันทีว่าคนที่เอ่ยทักต้องเป็นใครไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่...
“พะ พี่เจค” ร่างสูงยืนสูบบุหรี่กอดอกพิงกำแพงอยู่ด้านหลัง พอเห็นหลังมือขวาของพี่เจคที่มีรูปการ์ตูนที่ฉันวาดยังติดผิวหนังไม่จางหายไป ฉันก็อมยิ้ม “พี่เจคชนะอีกแล้ว”
“อือ”
“เก่งที่สุด” ชูนิ้วโป้งให้สองข้างเลยนะดีไม่ยกนิ้วโป้งด้านล่างให้อีก แบบนั้นโดนพี่เจคบีบคอตายฆ่าหมกศพคาสนามแน่ถ้าคิดจะทำ “การ์ตูนหลังมือพี่เจคน่ารักดีนะคะ เหมือนพี่เจคตอนหลับเลย”
พอฉันเอ่ยทัก พี่เจคก็คีบบุหรี่ออกจากมุมปากและเสมองหลังมือของตัวเอง “หมามันเขียน”
“หมามีมือด้วยเหรอคะ” กล้ามากที่จะด่าฉันว่าเป็นหมา ปากแซ่บที่สุดในสามโลก
“มี” คำตอบของพี่เจคและสายตาคมดุจเหยี่ยวจดจ้องมองมา “หมาตัวนั้น”
“อะ อะไร หนูไม่ใช่หมาสักหน่อย” รู้ได้ไงก่อนว่าเป็นฉัน! หลับอยู่ไม่ใช่หรือไง ขนาดเขียนขนาดนั้นยังหลับเป็นตาย ชักจะจริงจังแล้วดิที่ว่าพี่เจคมีตาทิพย์อะ
“มีหลักฐาน” พี่เจคล้วงมือซ้ายหยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ หลังจากที่เขาเปลี่ยนจากชุดแข่งเป็นเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูเซตวิศวะ ซองคุกกี้ผลไม้แห้งมีสติ๊กเกอร์ติดบ่งบอกหลักฐานชั้นเยี่ยมว่าเป็นฝีมือของใคร “เถียงว่าผีเข้า”
“หนูยังไม่ได้พูดเลยนะ”
“เดี๋ยวก็พูด” รู้ดี รู้ดีไปหมดทุกอย่างจริงๆ มองฉันออกถึงขนาดที่ว่าจะแถไปแบบไหน
“บนหลังมือลบออกได้ แต่บนหมวกกันน็อกลบออกยากนะคะ” ฉันอมยิ้มเพราะรู้สึกเหมือนตัวเองได้ชนะพี่เจคเลยแหะ ยังไงซะบนหมวกกันน็อกใบโปรดพี่เจคก็ต้องสวมใส่มันตลอดเวลาแข่งนี่นา “คิดซะว่าเป็นยันต์ พี่จะได้ชนะเวลาลงแข่ง”
“...” พี่เจคเงียบ สูบบุหรี่เป็นครั้งสุดท้ายเขาก็จิ้มกรองบุหรี่ลงทรายบนถังขยะ
“เดี๋ยวหนูจะไปเดินเล่นที่ตลาดแถวริมทะเลพัทยา พี่อยากไปด้วยกันไหม” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ฉันเอ่ยปากชวนพี่เจค ดูจากสีหน้าและท่าทางของเขา “เอ่อ หนูคิดว่าบางทีพี่ควรกลับไปนอนดีกว่า ตลาดคนเยอะคงไม่เหมาะกับพี่”
คิดได้ไงว่าจะชวนพี่เจคไปเดินตลาดทั้งที่เขาโคตรจะโลกส่วนตัวสูง ใช่ โลกที่ว่าคือการนอน นอนแล้วก็นอนยังไงล่ะ จ้องใบหน้าหล่อๆ ของเขาไร้ซึ่งคำพูดใดออกมา ฉันจึงหมุนตัวเพื่อจะกลับไปหาไอ้ตังและไปหาอะไรลงท้องกันก่อนกลับ
“ไป”
“คะ?” เพราะพี่เจคตอบแค่ว่าไป จึงทำให้เอี้ยวหน้าไปมองร่างสูงที่ยืนล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงยีนส์มาหยุดตรงหน้าแบบเพียงแค่ก้าวเท้าเพียงเก้าเดียว กลิ่นเย็นๆ จากบุหรี่ที่พี่เจคสูบ กลิ่นน้ำหอมที่เขาฉีดบนตัว ทุกอย่างบนตัวของพี่เจคเล่นงานความรู้สึกของฉันได้ไม่มากก็น้อย ยามไล่สายตาจากแผงอกขึ้นไปสบตากับพี่เขา จำต้องหลุบสายตามองไปทางอื่นและยกมือเกาท้ายทอยตัวเองแก้อาหารลุกลี้ลุกลนของตัวเอง “พี่จะไปไหน”
“ชวนไปไหน”
“ตลาด”
“อือ ไป” พูดจบก็เดินนำฉันออกไปทางด้านหลังสนาม “รอที่รถ”
“หนูมากับไอ้ตังนะ จะไป...”
“รถนั่งได้”
“เอาจริงเหรอคะ”
“ห้านาที”
กำหนดเวลาให้เสร็จสัพในขณะที่ฉันยืนเอ๋ออยู่ พี่เจคก็เดินดุ่มออกจากสนามทิ้งฉันไว้กับความมึนงง แค่เอ่ยปากชวนตามมารยาทและใครจะไปคิดว่าเขาจะตกลงกันล่ะ พอรู้สึกตัวเองอีกทีก็ขึ้นมาตามไอ้ตังที่บ่นกับฉันว่าหิวแล้ว ตอนนี้โทรบอกยายนวลว่าไม่ต้องรอเดี๋ยวจะซื้อของกินไปฝาก เมื่อออกมาก็เห็นร่างสูงคุ้นตายืนพิงรถสุดหรูสีดำของตัวเอง
“ไปยังไงอะเพิร์ล”
“นั่น” ชี้นิ้วไปหาพี่เจคจนไอ้ตังเท้าเอวพลางเบิกตากว้าง
“เฮ้ย! ดะ เดี๋ยวนะนั่นเจคแลค”
“อือ”
“อะไรยังไง?” ไอ้ตังเอ่ยถามด้วยสีหน้ามึนงงแลสับสน “เพิร์ล”
“ไว้กลับบ้านจะเล่าให้ฟัง”
พี่เจคเห็นฉันกับไอ้ตังเดินมาเขาก็ทิ้งกรองบุหรี่ที่สูบจะหมดมวนทิ้งลงบนพื้น ใช้ปลายรองเท้าขยี้จนแหลก กดล็อกรถเขาก็ปรับเบาะฝั่งข้างคนขับและเท้าแขนลงบนหลังคา “ขึ้นไป”
“หนูเหรอ”
“ไม่” พี่เจคส่ายหน้าและชี้ไปหาไอ้ตัง “นาย”
“เอ่อ ครับ” ไอ้ตังเองก็ทำอะไรไม่ถูกพอๆ กับฉันนั่นแหละ พี่เจคค่อนข้างเคร่งขรึมและเย็นชามาก เดาความต้องการของเขาได้อยากแบบหาจุดตรงกลางไม่เจอ ไอ้ตังหันมาสบตากันพอเห็นว่าฉันพยักหน้ามันก็โน้มตัวเข้าไปนั่งด้านหลังรถสปอร์ตซึ่งมีที่นั่งด้านหลังเรียบร้อยพี่เจคก็ปรับเบาะกลับมาตามเดิม
“ไม่ขึ้น” สบตากับพี่เจคที่เลิกคิ้ว “หรือรอให้อุ้ม”
“หนูขึ้นเองได้”
“รออะไร”
“...”
“หิวแล้ว”
ตอบแค่นั้นพี่เจคก็เดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับ เขาสตาร์ทเครื่องยนต์และเร่งเครื่องเสียงดังจนไอ้ตังกวักมือเรียกฉันให้รีบกุลีกุจอขึ้นมานั่งประจำที่ เพียงแค่ประตูปิดลงและล็อกอัตโนมัติ ยังไม่ทันได้คาดเข็มขัดนิรภัยดีเลยพี่เจคก็ออกตัวแรงจนแผ่นหลังของฉันติดกับเบาะ กำสายเข็มขัดนิรภัยแน่นพลางหันไปมองไอ้ตังด้วยสายตาเว้าวอนอ่านใจความได้ว่า...
‘ถ้าต้องตายก็ขอตายกับยายนวลดีกว่า’
ขับรถเร็วขนาดนี้ กลัวไปส่งฉันที่นรกไม่ทันหรือไงกัน!
*-------------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก







