เข้าสู่ระบบบรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ไม่ได้แตกต่างจากทุกวัน จะต่างก็มีอยู่สองสิ่ง สิ่งแรก คือ หญิงชราผู้มีศักดิ์เป็นคุณย่าของพลบค่ำและรุ่งอรุณลงมาร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วย ซึ่งปกติท่านจะรับประทานอาหารภายในห้องนอนเท่านั้น สิ่งที่สอง คือ มีแขกสาวสวยใบหน้าจิ้มลิ้มมานั่งร่วมรับประทานอาหารด้วยในมื้อนี้
“ตามสบายนะ ไม่ต้องเกรงใจย่า” วาลีที่นั่งติดกับพลบค่ำยกมือไหว้แสดงความขอบคุณในความเอ็นดูที่ได้รับ การที่เธอมานั่งติดกับคนตัวสูงไม่ใช่เรื่องที่เธอจงใจให้เกิดขึ้น เพียงแต่จานชามที่แม่บ้านจัดโต๊ะไว้ตามจำนวนคนเหลือแค่ที่ว่างตรงนี้ให้เธอนั่งได้ เพราะกว่าหญิงสาวจะช่วยแม่บ้านยกอาหารมาวางบนโต๊ะจนครบ ทุกคนในบ้านก็มานั่งประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว รุ่งอรุณจึงจัดแจงให้วาลีไปนั่งข้างพี่ชายเพราะไม่ชอบความจุกจิกของพลบค่ำที่มีต่อตนเอง ระหว่างที่รับประทานอาหาร คุณย่าก็ถามไถ่วาลีและคนครอบครัวจิปาถะเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศ นานแล้วที่เจ้าของบ้านไม่ได้ลงมาร่วมโต๊ะอาหารกับคนในครอบครัว จึงไม่แปลกที่จะมีเรื่องคุยวันนี้มากเป็นพิเศษ “หนูวายังไม่มีแฟนเหรอลูก งั้นวิรัช...แกก็แนะนำลูกชายนักธุรกิจที่ร่วมงานกับเราให้สักคนสิ เอาคนที่จะคอยดูแลหนูวาได้นะ” หญิงชราผู้พ่วงตำแหน่งมารดาประธานบริษัทพูดขึ้นมา หลังจากที่ทราบจากลูกสะใภ้ว่าวาลียังไม่มีคนคบหาดูใจ “แคก!” คนตัวเล็กถึงกับสำลักอาหารเมื่อได้ยินอย่างนั้น เธอเข้าใจความหวังดีของผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้เธอเพิ่งจะเรียนจบและยังไม่คิดเกี่ยวกับความรัก ยังไม่ทันหายจากอาการไอ มือหนาของคนข้างๆ ก็ยัดผ้าเช็ดปากใส่มือเธอพร้อมกับส่งยิ้มมุมปากให้ ราวกับมันเป็นเรื่องน่าขบขัน ก่อนจะนั่งก้มหน้ารับประทานอาหารต่อด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ทำไมล่ะลูก ไม่อยากแต่งงานเหรอ” “ปะ เปล่าค่ะคุณหญิง วาแค่รู้สึกว่ามันยังเร็วเกินไป วาเพิ่งเรียนจบเองค่ะ” คนตัวเล็กรีบตอบเจ้าของบ้านด้วยความสุภาพ คนได้ฟังเช่นนั้นก็อดถอนหายใจออกมากับประโยคที่ได้ยินนี้ไม่ได้ เพราะท่านเองก็เคยได้ยินมาก่อนหน้านั้นหลายครั้งจากหลานชาย “พูดเหมือนตามไทม์เลย เรียนจบวิศวะมาก็ทำแต่งานกับเที่ยวเล่น ผ่านไปแป๊บๆ ก็สิบปี...ยังไม่มีเหลนให้ย่าอุ้มเหมือนกัน” หญิงชราบ่นออกมากลางโต๊ะตามประสา พร้อมกับปรายตามองหลานชายซึ่งนั่งสะดุ้งจนดูมีพิรุธ “แคก!” รอบนี้เสียงสำลักออกมาจากหลานชายเจ้าของบ้าน วาลีหยิบผ้าเช็ดปากส่งให้เขาแบบเดียวกับที่เขาทำกับเธอบ้าง ก่อนจะถูกสายตาคมเหลือบมองกลับมาด้วยแววตาหงุดหงิด และรับมาถืออย่างเสียไม่ได้ ในขณะที่คนถูกดุทางสายตานั่งงุนงงว่าทำอะไรผิด เสียงหัวเราะของรุ่งอรุณก็ดังขึ้นมา “หึ ฮ่าๆๆ” ลูกสาวคนเล็กเบือนหน้าหนีหยิบน้ำมาจิบแก้เก้อกับกิริยาที่เผลอแสดงออกมา ก่อนจะหันมาทำหน้าตาสงบเสงียม “ขำอะไรยัยเว” มารดาที่นั่งข้างลูกสาวจับแขนถามลูกด้วยความไม่เข้าใจ “ขำวาลีกับพี่ไทม์ค่ะ” วาลีแสดงสีหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจคำพูดนั้น รวมถึงคนบนโต๊ะด้วย ยกเว้นชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างคนตัวเล็กที่ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด “เวแอบเห็นตอนที่ยัยวาสำลักเพราะคุณย่าถามเรื่องแฟน พี่ไทม์เขายัดผ้าใส่มือแล้วยิ้มมุมปากใส่ รอบนี้เลยโดนยัยวายัดผ้าใส่มือเอาคืน ” คนตัวเล็กถึงบางอ้อว่าทำไมเขามองเธอด้วยสายตาหงุดหงิด เขาคิดว่าเธอยอกย้อนการกระทำของเขานี่เอง วาลีเงยหน้าไปมองคนตัวสูงพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ บ่งบอกว่าเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว “อย่าหัวเราะเวลากินข้าว” เสียงเข้มดุน้องสาวจนคนข้างๆ สะดุ้งไปด้วย พลบค่ำที่เห็นว่าวาลีสะดุ้งตามน้องสาวก็ชักสีหน้าใส่เธออีกแล้ว หญิงสาวรีบยกมือไหว้ขอโทษเมื่อลืมตัวว่าเผลอแสดงอาการกลัวเขาออกมาทุกทีที่เจอกัน จนคนเคยถูกเธอเรียกว่า ‘ยักษ์’ รู้สึกเสียหน้า “แกงส้มทะเลวันนี้เป็นยังไงบ้างไทม์” โสภาที่เห็นบรรยากาศไม่ดีก็ถามขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของลูกชาย “อร่อยมากครับ รสชาติเข้มข้นขึ้นเยอะเลย ผมชอบแบบนี้มากกว่า” ชายหนุ่มกล่าวชมเอาใจมารดา ก่อนจะตักแกงส้มอาหารโปรดเข้าปากเป็นการการันตีคำพูดตนเองอีกคำ “วันนี้น้องวาเป็นคนทำน่ะลูก” “พรืดดด” คำตอบของมารดาทำเอาคนบนโต๊ะหันหน้าหนีเพื่อกลั้นหัวเราะคนละทิศละทาง ส่วนคนหน้าแตกเพราะจะเอาใจแม่ แต่ผิดแผน ก็ต้องหันไปมองคนนั่งข้างๆ เป็นครั้งที่สาม คนถูกมองก็ทำหน้าแหยก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ วันนี้เขากับเธอประเด็นเยอะกันเหลือกัน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ รุ่งอรุณก็ชวนวาลีขึ้นไปคุยกันในห้องนอน ส่วนคนตัวสูงก็พาคุณย่ากลับขึ้นมาพักผ่อนที่ห้องนอนใหญ่ หญิงวัยชราเอนกายลงพิงกับหัวเตียง เพื่อผ่อนคลายอาการเมื่อยจากการนั่งเป็นเวลานาน บิดาและมารดาของคนตัวโตก็เดินตามเข้ามาช่วยดูแลเช่นทุกครั้ง “ตาไทม์ แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียทีเถอะ” ท่านเปิดประเด็นกล่าวอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง “ผม...ยังไม่พร้อมมีครอบครัวครับ” ปากหนาตอบผู้ใหญ่ออกไปตามจริง การมีครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา ตั้งแต่จำความได้จนถึงตอนนี้ พลบค่ำไม่เคยให้ความสำคัญกับคนอื่นนอกจากครอบครัวและเพื่อน แม้จะมีผู้หญิงที่เขามีสัมพันธ์ทางกายมากหน้าหลายตา แต่เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่ความรักอย่างแน่นอน “รอบนี้จะอ้างอะไรกับย่าอีกล่ะ เรื่องงานก็เข้าที่มานานแล้ว ไทม์ทำงานมาสิบปีแล้วนะลูก” “ผมยังไม่เจอคนที่ผมรักครับ” เขาตอบคำถามคุณย่าจากใจพร้อมกับแสดงใบหน้าไร้ความรู้สึกออกมา “บรรดาผู้หญิงที่ผ่านๆ เข้ามาไม่มีถูกใจเลยเหรอ” คุณย่ายังถามคนตรงหน้าต่อ พร้อมๆกับเอามือเหี่ยวย่นลูบใบหน้าคมคมคร้ามด้วยความเอ็นดู หลานชายของเธอเป็นคนหน้าตาดี การศึกษาดี ผู้หญิงเข้ามาทำความรู้จักด้วยไม่เคยขาด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสรับทราบมาตลอด แต่พลบค่ำกลับไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้านเลย เรื่องนี้ก็เป็นที่ทราบกันดี “ไม่มีครับ” ร่างสูงตอบแล้วฟุบหน้าลงตักอุ่นของคุณย่าเป็นการออดอ้อนหวังให้เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา จนคนถูกอ้อนถอนหายใจอย่างจำนนในครั้งนี้ แต่ก็มิวายสอนหลานให้รู้จักรักคนอื่น อย่ากลายเป็นคนไร้หัวใจ... “ใช้ร่างกายตัวเองจนคุ้มแล้ว ก็อย่าลืมใช้หัวใจ” “...ครับ” “หัดใจดีกับคนอื่นนอกจากครอบครัว” “...จะพยายามครับ” รับปากออกไปส่งๆ เสียไม่ได้ “รักให้เป็น” “ครับ” “ถ้าไม่มีย่า ไม่มีพ่อแม่กับน้องและเพื่อนๆ แล้ว ไทม์จะไม่เหลือใครเลยนะลูก” “ครับ” “ย่าอยากเห็นเหลน ปีหน้าย่าก็แปดสิบหกแล้ว พ่อหลานก็ใกล้หกสิบกว่า แถมตอนนี้ก็วางงานให้ไทม์ดูแลเกือบหมดแล้ว เหลือแต่ครอบครัวของหลานที่ย่ายังไม่เห็น” คนอาวุโสพูดพลางลูบศีรษะหลานชาย อายุของคนเรามันสั้น กาลเวลาก็ผ่านไปรวดเร็วนัก เธอยังจำวันที่หลานชายเข้าโรงเรียนวันแรกได้ พริบตาเดียวหลานตัวเล็กของเธอก็กลายเป็นหนุ่มหล่อที่มีแต่คนหมายปอง แต่เขากลับเย็นชาไม่สนใจจะผูกใจไว้ที่ใคร “ที่แม่ตั้งชื่อลูกว่าไทม์ และตั้งชื่อน้องว่าเวลา เพราะแม่อยากให้ไทม์ให้ความสำคัญกับเวลาปัจจุบันของตนเอง” มารดานั่งลงข้างๆ ลูบแผ่นหลังกำยำด้วยความรักสุดหัวใจ “บ้านเรามีเงินเยอะแล้ว ไม่ต้องมองหาคนที่เหมาะสมกับฐานะ ให้หาคนที่เหมาะสมกับใจ”มารดาพูดอีก “ครับ” ร่างสูงที่นอนฟุบบนตักคุณย่ารับคำเสียงเรียบ แต่ในใจกำลังสับสนวุ่นวายกับสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด เขาไม่ใช่คนรั้นกับผู้ใหญ่ แต่เรื่องยิ่งใหญ่อย่างการมีครอบครัวมันต้องใช้เวลา “ย่ายังรอได้ ทำใจให้สบายเถอะ” สุดท้ายก็เป็นฝ่ายหญิงชราที่ต้องยอมให้หลานชายสุดที่รักอีกครั้ง มือเหี่ยวย่นพยุงตัวหลานให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยกัน ก่อนจะลูบศีรษะแสดงความรัก “ส่วนยัยเวลาย่าไม่ได้เร่งรัดอะไร คนนั้นเขาใช้หัวใจไม่ขาด แต่ให้เพลาๆ เรื่องใช้เงินหน่อยก็ดี” ประโยคท้ายที่คุณย่าพูดถึงหลานสาววัยยี่สิบสองปี ที่ขยันทำบัตรเครดิตเต็มวงเงินทำเอาทุกคนหัวเราะออกมา จนทำให้บรรยากาศอึมครึมเมื่อสักครู่คลายลง วิรัชเองก็พยักหน้ารับทราบยิ้มๆ กับพฤติกรรมของลูกสาว “หนูวาลี...จริงๆ ย่าก็ชอบนะ ถ้าไม่ติดว่าโสภาเขารักเหมือนลูก ย่าก็อยากให้ไทม์ศึกษาน้องให้ดีกว่านี้” คนอายุมากแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง โสภาที่นั่งข้างลูกชายพอได้ยินดังนั้นก็รีบตอบแม่สามีด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกัน “ภาก็รักวาลีมากค่ะ รักเหมือนลูก อยากให้วาลีได้คนดีๆ ดูแล” พลบค่ำหันขวับมองหน้าแม่ทันทีที่ได้ฟังประโยคนั้น อดตงิดในใจไม่ได้...แม่กำลังบอกว่าเขาเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า “ไม่ต้องมามองแม่ด้วยสายตาแบบนั้นเลยนะไทม์ ก็ดูบรรดาผู้หญิงของลูกสิ ถ้าเขามารุมทึ้งน้อง น้องคงสู้ไม่ไหว” พูดจบมารดาก็หยิกลูกชายด้วยความมันเขี้ยวไปหนึ่งที ไม่รู้ว่าได้นิสัยแบบนี้มาจากใคร ทั้งที่สามีของโสภาก็เป็นคนสุขุม รักเดียวใจเดียว แต่ไทม์ได้จากพ่อมาแค่ความสุขุมกับการรักครอบครัวเท่านั้น “เอ๊ะ! แต่ถ้าตาไทม์มีวาลีดูแลก็ดีนะคะคุณแม่ รายนั้นเขาไม่จุกจิก ไทม์เองก็ไม่ชอบคนคอยตาม น่าจะอยู่ด้วยกันได้”โสภาพูดขึ้นอย่างนึกสนุก “หนูวาเขาจะเอาลูกเราหรือเปล่า วาลีน่ะกลัวเจ้าไทม์ยังกะกลัวยักษ์” ประโยคนี้วิรัชเป็นคนพูดขึ้น ยักษ์... เขาเกลียดคำนี้ เพราะมันเป็นคำที่คนตัวเล็กเรียกเขาตอนยังเด็ก และยังทำให้พ่อกับแม่ล้อเลียนเขาอยู่พักใหญ่ในช่วงนั้นหนึ่งปีต่อมา ครอบครัวสิทธิเกรียงไกรก็มีสมาชิกใหม่ถือกำเนิดขึ้นเป็นสีสันของคนในบ้าน เด็กชายวงศ์วรัณ สิทธิเกรียงไกรหรือน้องเทมป์ ชื่อจริงถูกตั้งโดยคุณย่าผู้เป็นที่เคารพของคนในตระกูล ซึ่งวงศ์วรัณนั้นมีความหมายว่า ผู้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ทุกคนที่ได้ฟังครั้งแรกต่างชื่นชอบเพราะเหมาะสมและยิ่งใหญ่ สมกับการทายาทรุ่นที่สี่คนแรกของครอบครัว ส่วนชื่อเล่นนั้น ภรรยาคนสวยเป็นคนตั้ง โดยให้มีความหมายเดียวกับชื่อเล่นบิดา คงไม่ต้องอธิบายว่าลูกชายคนแรกของพลบค่ำจะเป็นที่รักแก่คนในครอบครัวขนาดไหน เรียกได้ว่าหากวันไหนพลบค่ำและวาลีต้องเข้าไปประชุมที่บริษัท วิรัชกับโสภาจะพากันมาเคาะประตูห้องนอนรับหลานชายไปเลี้ยงตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น จากนั้นจึงอุ้มหลานชายวัยสี่เดือนเศษไปรับประทานมื้อเช้าเป็นเพื่อนคุณย่าทวด ซึ่งท่านเองก็แข็งแรงดีขึ้นทันตานับตั้งแต่ทราบข่าวว่าวาลีตั้งครรภ์ลูกคนแรก ก๊อกๆๆ “ตาไทม์ ตาไทม์ แม่มารับหลาน” เสียงของโสภาดังมาจากหน้าห้องนอนสลับกับเสียงเคาะประตูไม่หยุด ปลุกให้ลูกชายที่เพิ่งได้หลับพักผ่อนงัวเงียลุกขึ้นมาเปิดประตู
‘วันนี้วันอะไรคะ...’ พลบค่ำจำได้ดี ว่านี่คือหนึ่งในคำต้องห้ามที่เพื่อนทั้งสามคนเคยบอกเอาไว้ หากถูกเมียถาม นั่นหมายถึงว่าวันนี้ต้องเป็นวันสำคัญอะไรสักอย่าง เช่น จับมือกันครั้งแรก เดตกันครั้งแรก วันครบรอบวันแต่งงาน เป็นต้น ชายหนุ่มมั่นใจว่าไม่ใช่วันเกิดของภรรยาเป็นอย่างแรก ส่วนวันครบรอบวันแต่งงานยิ่งแล้วใหญ่ เนื่องจากเพิ่งแต่งงานยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ “พี่ไทม์~ ไม่รู้เหรอคะ?” การถูกถามซ้ำยิ่งทำให้เขาลุกลี้ลุกลน พูดตามตรงคือนึกไม่ออก แต่ก็รู้ว่าหากยอมรับออกไปตามตรงก็เสี่ยงตาย “อ่า...” “คะ?” ใบหน้าสวยพอดีกับรูปร่างเอียงคอรอคำตอบอย่างน่ารัก คนถูกมองด้วยความรักใจอ่อนยวบ สุดท้ายจึงอ้อมแอ้มยอมรับกับภรรยาออกมาเสียงแผ่ว “พี่ไม่ทราบครับ น้องวาบอกพี่ได้ไหมว่าวันนี้วันอะไร” พลบค่ำยกมือขึ้นประคองแผ่นหลังเนียน ซึ่งสวมเพียงชุดนอนตัวบางสีชมพูกับเสื้อคลุมผ้าซาตินสีเดียวกันเอาไว้ กลัวว่าเธอจะร้องไห้ตัวสั่นตัวโยนเพราะสามีจำวันสำคัญไม่ได้ ทว่าคนที่นั่งคร่อมหันหน้าเข้าหากันกลับหัวเราะคิกคัก จากนั้นจึงโน้มตัวลงมาซ
วาลีได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ในอีกหลายวันถัดมา ตั้งใจว่าจะไปเก็บของเพื่อย้ายเข้าบ้านใหญ่ตามคำสั่งของแม่สามีก็พบว่าสามีให้สาวใช้ที่คฤหาสน์มาจัดการให้หมดแล้ว ทันทีที่เท้าแตะลงบนพื้นในเขตบ้านสิทธิเกรียงไกร คุณหญิงย่าผู้เป็นอาวุโสของบ้านก็เดินออกมารับด้วยตนเองพร้อมกับโสภาและรุ่งอรุณ “น้องวา ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูก” ท่านเดินช้าๆ เข้ามาสวมกอดคนตัวเล็ก ซึ่งวาลีก็ย่อตัวลงสวมกอดตอบด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจ “ต่อไปอยู่บ้านเราที่นี่แหละ ปลอดภัย ไม่มีใครทำอะไรหนูได้” วาลียิ้มรับคำพูดน้ำ ก่อนจะประนมมือไหว้ขอบคุณหลังจากผละออกจากอ้อมกอดอบอุ่น “ขอบคุณค่ะคุณย่า ช่วงนี้วายังไม่ได้กลับไปทำงาน มีอะไรเรียกใช้วาได้เลยนะคะ” คำพูดคำจาน่ารักเรียกความเอ็นดูจากคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี ก่อนที่ผู้อาวุโสของบ้านจะตอบกลับด้วยอารมณ์ขัน “โอ๊ย~ บ้านนี้แม่บ้านเยอะแยะ หนูวาพักผ่อนเถอะ อย่าขยันกว่าเจ้าเวนักเลย” “คุณย่าอะ!!” รุ่งอรุณแหวลั่น เมื่อถูกท่านพาดพิงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นทำให้ทุกคนในบ้านหัวเราะออกมากับท่าทางดิ้นดีดงอแงของเธอ “
โสภากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามโถงทางเดินด้วยความร้อนใจ รุ่งอรุณที่หอบตะกร้าอาหารวิ่งตามมาติดๆ แทบจะเดินไม่ทันฝีเท้าของมารดาด้วยซ้ำ แต่เข้าใจได้ว่าแม่กำลังเป็นห่วงวาลีมาก กลางดึกเมื่อคืนหลังจากโสภาจับสังเกตได้ว่ารถตู้ครอบครัวหายไปหนึ่งคันก็จัดการเค้นสอบรายบุคคลจนสามีเป็นฝ่ายอ้อมแอ้มบอกออกมาว่าลูกชายเอาไปใช้ และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟังจนเป็นลมล้มพับไปหนึ่งรอบ ประตูห้องพักถูกเปิดออกกว้างเต็มแรงที่มี เห็นลูกสะใภ้นอนห้อยสายน้ำเกลือหลับปุ๋ยอยู่ ข้างเตียงมีลูกชายตัวดีนอนฟุบหลับเช่นเดียวกัน ผลัวะ! กระเป๋าหนังแบรนด์เนมฟาดลงกลางหลังลูกชายเต็มแรงจนคนถูกตีสะดุ้ง พอหันมามองว่าใครเป็นคนทำร้าย พลบค่ำก็ตาแทบถลน “มะ แม่!!!” “ยังจำได้ว่าฉันเป็นแม่ใช่ไหมไอ้ไทม์!!” ผลัวะ! ฟาดฝ่ามือกลางแผ่นหลังหนาซ้ำลงไปอีกรอบด้วยความโมโห คนตัวสูงมุ่ยหน้าแต่ไม่กล้าเถียงออกมาสักคำ ก็ทำตัวไม่ดี ถูกแม่ตีก็สมควรแล้ว “พี่ไทม์เป็นบ้าหรือไง ถึงได้หายัยวาคนเดียวน่ะ” รุ่งอรุณออกปากด่าผสมโรงเข้าไปด้วย “หาคนเดียวที
วิรัชไม่รอให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ท่านเปิดอีกอีเมลที่วาลีส่งเข้ามาในวันเดียวกันกับวันที่ถูกปราการพาตัวไป เวลาในการส่งคือเที่ยงครึ่ง นั่นหมายถึงไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก่อนที่เธอจะถูกปราการหลอกให้ออกจากบริษัทไปพร้อมกัน ไฟล์ถูกเข้ารหัสล็อกเป็นอย่างดี มีรหัสผ่านส่งเข้าอีเมลตามหลังแยกต่างหาก พลบค่ำเปิดไฟล์ดูทีละหน้าอย่างตั้งใจ เด็กดีของเขาทุ่มเทหาหลักฐานการทุจริตของปราการมาได้หลายร้อยหน้า มีภาพประกอบและข้อมูลอ้างอิงเสร็จสรรพ สามารถส่งต่อให้ทีมกฎหมายไปจัดการต่อได้เลย อันนี้หรือเปล่าที่นั่งหลังขดหลังแข็งทำทุกวัน... “พ่อไปเรียกตำรวจให้” วิรัชอาสาเปิดประตูออกไปตามเจ้าหน้าที่ เพราะสภาพลูกชายตอนนี้ตาแดงก่ำจนเก็บอาการตนเองต่อไม่ไหว เขาสงสัยความรู้สึกของภรรยาตนเองได้อย่างไร พลบค่ำรู้สึกว่าตัวเองโคตรงี่เง่าที่ทะเลาะกันด้วยเรื่องแค่นั้น เรื่องยาคุมแผงเดียว! ประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้มีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินตามบิดาเข้ามา ผู้หญิงที่เขาคุ้นหน้าเดินร้องไห้เข้ามาพร้อมกับเด็กผู้ชายที่ตนเองเคยเจอ
ปราการกำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอโน้ตบุ๊ก หน้าจอสีขาวมีเอกสารที่จะถูกยื่นขอลาออกสิ้นเดือนนี้ เหตุผลในการลาออกคือออกไปหาประสบการณ์ใหม่ แน่นอนว่าปราการยื่นสมัครไปหลายบริษัท เงินเดือนก็เรียกสูงขึ้นยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐาน เหลือบมองมุมขวาล่างของจอ อีกไม่ถึงสิบนาทีก็ได้เวลาเลิกงาน ลุกไปเข้าห้องน้ำสักรอบแล้วค่อยกลับมาเก็บของกลับบ้านดีกว่า... กริ๊งงงง~!! เพียงแค่ลุกขึ้นยืนโทรศัพท์ประจำโต๊ะก็แผดเสียงเรียกเอาไว้ จำได้ว่านั้นคือเบอร์ต่อของโต๊ะตุ๊กตาเลขาของบอส จึงคว้ามารับอย่างไม่คิดมาก “ครับตุ๊กตา” เขาเรียกปลายสายด้วยน้ำเสียงสนิทสนม เพราะชอบให้ความเป็นกันเองกับคนในที่ทำงาน เวลารู้ข่าววงในก็รู้ก่อนคนอื่น เผื่อเป็นเรื่องของตนเองจะได้ไหวตัวทัน (เอกสารที่พี่กานจะให้บอสเซ็นได้เอามาฝากตุ๊กหรือยังคะ? พอดีตุ๊กหาไม่เจอเลย) “เอ๊ะ! พี่เอาไปวางบนโต๊ะให้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนี่ ตุ๊กทำหายหรือเปล่า?” ปราการหงุดหงิดจนเผลอพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีให้ปลายสายได้ยิน ก่อนจะนึกขึ้นมาได้แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงให้กลับมาใจดีตามเดิม “ไม่เป็นไร เดี๋ย




![เจ้าสาวจัดดอก [PWP] + [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


