เข้าสู่ระบบเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่สามนับตั้งแต่รินทร์หายจากอาการไข้หวัดใหญ่ หญิงสาวกลับมาใช้ชีวิตตามตารางเวลาเดิมอย่างเคร่งครัด เธอตื่นเช้าไปคุมไซต์งาน กลับมาจัดการแบบแปลนในห้อง และรักษาระยะห่างจากเจ้าของเพนต์เฮาส์อย่างสมบูรณ์แบบ กำแพงความเย็นชาที่เธอสร้างขึ้นมาใหม่นั้นหนาและสูงชันยิ่งกว่าเดิม ราวกับต้องการลบเลือนความทรงจำเรื่องชามโจ๊กและผ้าชุบน้ำในคืนที่เธอป่วยให้หมดสิ้น
เข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าทุ่มครึ่ง รินทร์นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ในโซนครัว แสงไฟสีวอร์มไวท์ส่องกระทบหน้าจอแล็ปท็อปและกองเอกสารที่วางระเกะระกะ มือบางยกแก้วน้ำเย็นจัดขึ้นจิบเพื่อไล่ความง่วงงุน ทว่าความสงบสุขยามวิกาลก็ถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน
เสียงประตูดิจิทัลหน้าเพนต์เฮาส์ถูกปลดล็อกและกระชากเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนิท ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวพรวดพลาดเข้ามาด้านใน
รินทร์ชะงักมือที่กำลังพิมพ์งาน เธอหันไปมองทางต้นเสียงและพบกับพายุในสภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เสื้อสูทแบรนด์เนมราคาแพงถูกถอดทิ้งไว้ที่พื้นพรมหน้าประตู เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมออกกว้างจนเห็นแผงอกแกร่งที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ เนกไทถูกกระชากออกจนยับยู่ยี่ เส้นผมสีเข้มที่เคยถูกจัดทรงอย่างดีบัดนี้ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง
แต่สิ่งที่ทำให้รินทร์ต้องเบิกตากว้าง ไม่ใช่สภาพที่ดูไม่ได้ของซีอีโอหนุ่ม แต่มันคือความเปลี่ยนแปลงของมวลอากาศภายในห้อง
วินาทีที่พายุก้าวเข้ามา อากาศที่เคยเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศกลับหดตัวลงอย่างฉับพลัน ความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินขนาดมหึมาหล่นทับลงบนหน้าอกทำให้รินทร์เผลอปล่อยแก้วน้ำในมือกระแทกลงบนเคาน์เตอร์ ลำคอของเธอตีบตันจนจังหวะการหายใจสะดุด ขนอ่อนทั่วเรือนร่างลุกซันด้วยสัญชาตญาณการเตือนภัยถึงอันตรายขั้นสูงสุด
แรงกดข่มของอัลฟ่ายีนเด่นกำลังแผ่ซ่านออกมากัดกินพื้นที่ทุกตารางนิ้วในเพนต์เฮาส์
พายุเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงเจรจาธุรกิจที่ไนต์คลับระดับวีไอพี ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งโอเมก้าคนหนึ่งในงานเกิดอาการฮีทฉับพลัน กลิ่นฟีโรโมนหอมฉุนที่รุนแรงและขาดการควบคุมแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ กระตุ้นสัญชาตญาณดิบของอัลฟ่าทุกคนในงานให้บ้าคลั่ง พายุใช้ความอดทนขั้นสูงสุดในการควบคุมสติตัวเองไม่ให้พุ่งเข้าไปหาโอเมก้าคนนั้น เขากัดฟันฝ่าดงอัลฟ่าที่กำลังเสียสติ รีบสาวเท้าขึ้นรถและสั่งให้ลูกน้องขับกลับมาที่เพนต์เฮาส์ด้วยความเร็วสูงสุด
แต่ถึงแม้จะหนีออกมาได้ สัญชาตญาณนักล่าในตัวเขากลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ เลือดในกายเดือดพล่าน ฮอร์โมนอัลฟ่าเรียกร้องหาการระบายออก เรียกร้องหาการแสดงอำนาจเหนืออาณาเขต และเรียกร้องให้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในอาณาเขตของเขาต้องหมอบกราบเพื่อบรรเทาความคลุ้มคลั่งนี้
นัยน์ตาสีรัตติกาลที่บัดนี้วาวโรจน์และดำมืดมิดราวกับสัตว์ร้าย ตวัดมองมาที่ร่างบางซึ่งนั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์
พายุก้าวเดินเข้ามาหารินทร์อย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เขากดฝ่าเท้าลงบนพื้นพรม จงใจเพิ่มระดับความรุนแรงของแรงกดข่มให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก เขาต้องการเห็นเธอหวาดกลัว เขาต้องการเห็นเธอทรุดตัวลงไปกองกับพื้นและสั่นเทาด้วยความยำเกรงต่อจ่าฝูงอย่างเขา
ความกดดันทางกายภาพบีบรัดจนรินทร์ต้องใช้สองมือยึดขอบเคาน์เตอร์บาร์ไว้แน่นเพื่อพยุงตัวไม่ให้ร่วงลงไปจากเก้าอี้สตูล ขาเรียวทั้งสองข้างสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม เหงื่อเย็นเยียบซึมชื้นตามกรอบหน้า ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปตามข้อต่อกระดูกราวกับกำลังถูกจับบีบอัดด้วยคีมเหล็ก
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด ฝืนเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นจ้องมองผู้ชายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้
พายุหยุดยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่ถึงสองก้าว ลมหายใจของเขาหอบถี่และร้อนระอุ รังสีอำนาจที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงเสียจนอากาศรอบตัวสั่นไหว เขาจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของเบต้าสาว รอคอยให้เธอเปล่งเสียงร้องขอความเมตตา หรืออย่างน้อยก็หลบสายตาด้วยความยอมจำนน
แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความรำคาญและหงุดหงิด
"คุณไปคลุกคราบสกปรกอะไรมาคะ ท่านประธาน"
เสียงแหบพร่าจากการฝืนหายใจของรินทร์ดังทำลายความเงียบ มันไม่ใช่เสียงที่สั่นเครือด้วยความกลัว แต่มันราบเรียบและเย็นชาจนน่าขนลุก
พายุชะงักงัน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความสับสน "คุณ... คุณไม่ได้กลิ่นหรือไง"
"กลิ่นอะไรคะ" รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เธอจงใจสูดจมูกดมอากาศรอบตัวให้เขาเห็น "ฉันเป็นเบต้าค่ะคุณพายุ จมูกของฉันรับรู้แค่กลิ่นกาแฟดำที่ฉันเพิ่งชงไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว กับกลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยวของคนที่กำลังทำตัวเหมือนหมาบ้าตรงหน้าฉันตอนนี้เท่านั้น"
คำว่าหมาบ้ากระแทกเข้ากลางอีโก้ของอัลฟ่าหนุ่มอย่างจัง ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกระตุ้นจากสัญชาตญาณดิบพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เขาไม่สนใจแล้วว่าเธอจะไม่ได้กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าที่ติดตัวเขามา แต่เขาจะใช้แรงกดข่มทางสายพันธุ์บังคับให้เธอต้องยอมสยบให้จงได้
พายุยกมือขึ้นทุบลงบนเคาน์เตอร์บาร์เสียงดังสนิท ร่างสูงใหญ่โน้มตัวเข้าไปใกล้จนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลของหญิงสาว
"อย่ามาอวดดีกับผม รินทร์" พายุกดเสียงต่ำทุ้มเป็นเสียงคำรามในลำคอ "คุณกำลังสั่น คุณกำลังหายใจไม่ออก ร่างกายของคุณกำลังตอบสนองต่ออำนาจของผม ยอมรับมาซะว่าคุณสู้สัญชาตญาณพวกนี้ไม่ได้ คุกเข่าลงแล้วก้มหัวให้ผมเดี๋ยวนี้"
แรงกดข่มที่พุ่งทะลักออกมาในระยะประชิด ทำให้รินทร์รู้สึกเหมือนถูกกระชากลงไปใต้น้ำลึก อากาศในปอดถูกสูบออกไปจนหมด หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างแรงจนเลือดสีสดซึมออกมา รสชาติฝาดเฝื่อนของเลือดช่วยดึงสติสัมปชัญญะของเธอให้ตื่นตัว ฝ่ามือบางที่ยึดขอบโต๊ะไว้เกร็งแน่นจนข้อต่อขาวซีด
เธอจะไม่มีวันคุกเข่า เธอจะไม่มีวันยอมสยบให้ผู้ชายที่ใช้สัญชาตญาณสัตว์ป่ามารังแกคนอื่นเด็ดขาด
รินทร์รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ฝืนดันตัวลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้สตูล ความสูงที่แตกต่างกันทำให้เธอต้องเชิดหน้าขึ้นเพื่อสบตากับเขา แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามของเธอลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
"ถ้าคุณอยากเห็นคนคุกเข่ากราบไหว้ ฉันแนะนำให้คุณไปซื้อศาลพระภูมิมาตั้งไว้หน้าห้องนะคะ" รินทร์เอ่ยลอดไรฟัน ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด "เพราะคนอย่างฉัน จะไม่มีวันก้มหัวให้ผู้ชายที่ขาดสติสัมปชัญญะและควบคุมฮอร์โมนของตัวเองไม่ได้แบบคุณ"
พูดจบ หญิงสาวก็เอื้อมมือไปคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กที่วางอยู่ข้างอ่างล้างจาน เธอเปิดก๊อกน้ำเย็นจัดจนสุด ปล่อยให้น้ำไหลชโลมผ้าจนเปียกชุ่ม รินทร์บิดน้ำออกลวกๆ ก่อนจะหันกลับมาหาพายุที่กำลังยืนอึ้งกับปฏิกิริยาต่อต้านของเธอ
ป้าบ!
ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นเฉียบถูกโยนอัดเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลาของซีอีโอหนุ่มอย่างแรง ความเย็นจัดปะทะเข้ากับผิวเนื้อที่ร้อนผ่าวอย่างจัง ตามมาด้วยหยดน้ำที่ไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้าและแผงอก
พายุชะงักค้างไปชั่วขณะ ความเย็นจากผ้าขนหนูและสัมผัสที่หยาบกระด้าง ราวกับน้ำเย็นจัดถังใหญ่ที่สาดโครมลงมาดับไฟบรรลัยกัลป์ในกองเพลิง สัญชาตญาณดิบที่กำลังคลุ้มคลั่งถูกกระชากกลับเข้าสู่ความเป็นจริง สติสัมปชัญญะของมนุษย์เริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง รังสีอำนาจที่เคยกดทับไปทั่วทั้งห้องจางหายไปราวกับหมอกควันที่ถูกลมพัดกระจาย
อากาศกลับมาถ่ายเทได้ตามปกติ รินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดเพื่อกอบโกยออกซิเจน เธอยกหลังมือขึ้นปาดเลือดที่มุมปาก นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองผู้ชายตรงหน้าที่กำลังดึงผ้าขนหนูออกจากใบหน้าด้วยท่าทางโง่งม
"เช็ดหน้าเช็ดตาแล้วเดินไปอาบน้ำซะนะคะ คุณพายุ" รินทร์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังคุยกับเด็กชายที่เพิ่งวิ่งเล่นจนตัวมอมแมม "ถ้าคุณไปเจอเรื่องบ้าบออะไรข้างนอกมา กรุณาทิ้งมันไว้หน้าประตู อย่าเอาสัญชาตญาณป่าเถื่อนของคุณมาใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง เพราะมันไม่ได้ทำให้คุณดูน่าเกรงขามเลยสักนิด มันทำให้คุณดูน่าสมเพชต่างหาก"
พายุกำผ้าขนหนูเปียกชุ่มในมือแน่น เขากะพริบตาถี่ๆ มองดูหยดเลือดเล็กๆ ที่มุมปากของรินทร์ สลับกับมองแววตาที่ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความรำคาญของเธอ
เขาเพิ่งทำอะไรลงไป เขาเพิ่งใช้แรงกดข่มเต็มพิกัดกับผู้หญิงที่ไม่มีภูมิคุ้มกันทางสายพันธุ์ เขาตั้งใจจะบีบบังคับให้เธอหวาดกลัว แต่สิ่งที่เธอทำคือการฝืนยืนหยัดต้านทานความเจ็บปวด โยนผ้าเปียกใส่หน้าเขา และสั่งสอนเขาด้วยถ้อยคำที่กรีดลึกเข้าไปในศักดิ์ศรีของอัลฟ่าอย่างไม่มีชิ้นดี
ความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างหมดรูปก่อตัวขึ้นในใจของพายุ มันไม่ใช่การพ่ายแพ้ทางพละกำลัง แต่มันคือการพ่ายแพ้ทางจิตใจ เขาผู้ซึ่งเป็นถึงจ่าฝูง กลับถูกเบต้าธรรมดาๆ คนหนึ่งตอกหน้ากลับจนเสียศูนย์ เธอไม่ได้สยบยอมต่ออำนาจของเขา แต่เธอเหยียบย่ำมันด้วยความมีเหตุผลและความเข้มแข็งที่เหนือกว่า
"ผม..." พายุพยายามจะอ้าปากพูดบางอย่าง แต่ลำคอของเขากลับแห้งผาก
"ถ้าคุณสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ก็รบกวนช่วยเก็บเสื้อสูทของคุณที่ทิ้งไว้หน้าประตูด้วยนะคะ พรุ่งนี้แม่บ้านมาเห็นเข้าจะดูไม่ดี"
รินทร์ไม่รอฟังคำแก้ตัวหรือคำอธิบายใดๆ เธอหันกลับไปพับหน้าจอแล็ปท็อป รวบรวมเอกสารบนเคาน์เตอร์บาร์มาถือไว้ในแขน ก่อนจะเดินก้าวผ่านหน้าพายุไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีการแสดงความหวาดกลัว ไม่มีการแสดงความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความเฉยเมยที่ตัดขาดเขาออกจากโลกของเธออย่างสิ้นเชิง
เสียงประตูลายไม้ของห้องนอนปีกขวาปิดลงและกดล็อกดังคลิก ทิ้งให้เพนต์เฮาส์กลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
พายุยืนนิ่งอยู่กลางโซนครัว หยดน้ำจากผ้าขนหนูร่วงแหมะลงบนพื้นพรม ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับตัวให้เข้ากับสติสัมปชัญญะที่เพิ่งถูกดึงกลับมา เขาหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องนอนมาสเตอร์ของตัวเอง ทิ้งเสื้อผ้าที่ชื้นเหงื่อไว้บนตะกร้า และก้าวเข้าไปใต้สายน้ำเย็นจัดจากฝักบัว
สายน้ำเย็นช่วยชำระล้างกลิ่นฟีโรโมนแปลกปลอมที่ติดตัวมาจนหมดสิ้น แต่ทว่ามันกลับไม่สามารถชำระล้างความรู้สึกปั่นป่วนภายในร่างกายของเขาได้
การที่ฮอร์โมนอัลฟ่าถูกกระตุ้นขึ้นจนถึงขีดสุดจากโอเมก้าฮีท แล้วถูกบังคับให้ดับลงอย่างกะทันหันด้วยสติสัมปชัญญะที่ถูกกระชากกลับมา ร่างกายของอัลฟ่ายีนเด่นเริ่มแสดงปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรง พายุยกมือขึ้นกุมขมับเมื่อความรู้สึกปวดหนึบแล่นริ้วขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ความปวดนั้นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับมีค้อนเหล็กทุบลงกลางศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชายหนุ่มกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นปูดนูน เขาเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำฝักบัว มือที่เคยจับปากกาเซ็นสัญญามูลค่าพันล้านบัดนี้สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
พายุพยุงร่างที่เริ่มหนักอึ้งของตัวเองออกจากห้องน้ำ คว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมลวกๆ อาการปวดหัวรุนแรงขึ้นจนสายตาของเขาเริ่มพร่ามัว โลกหมุนคว้างจนเขาเสียการทรงตัว ร่างสูงใหญ่ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นพรมข้างเตียงนอน สองมือกุมศีรษะแน่นพร้อมกับเสียงหอบหายใจที่ติดขัด
เขารู้ดีว่านี่คือ 'แบคแลช' (Backlash) หรือผลข้างเคียงของการที่สัญชาตญาณปะทะกับเหตุผลอย่างรุนแรง มันคือบทลงโทษทางกายภาพที่ธรรมชาติมอบให้อัลฟ่าที่ฝืนสัญชาตญาณดิบของตัวเอง
"อึก..."
เสียงครางทุ้มต่ำหลุดรอดไรฟันออกมาด้วยความทรมาน เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้า ความร้อนรุ่มภายในร่างกายตีกลับจนเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกต้มทั้งเป็น พายุพยายามฝืนตะเกียกตะกายขึ้นไปบนเตียง แต่เรี่ยวแรงทั้งหมดกลับหดหายไปเสียดื้อๆ
เขาเพิ่งจะพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงเบต้าที่หน้าเคาน์เตอร์ครัวไปหมาดๆ และตอนนี้... เขากำลังพ่ายแพ้ให้กับร่างกายของตัวเองอย่างน่าสมเพชที่สุด
โคมไฟแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายระยิบระยับอยู่กลางเพดานห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา งานเลี้ยงขอบคุณพันธมิตรทางธุรกิจของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ในค่ำคืนนี้ คลาคล่ำไปด้วยนักลงทุนระดับแนวหน้าและผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายประเทศ บรรยากาศเต็มไปด้วยการเจรจาพาทีและเสียงแก้วแชมเปญกระทบกันรินทร์ก้าวเดินเคียงข้างพายุเข้าไปในงานด้วยท่วงท่าที่สง่างามและมั่นคง วันนี้เธออยู่ในชุดราตรีปาดไหล่สีแดงเบอร์กันดีที่ขับผิวให้ดูโดดเด่น เส้นผมสีเข้มถูกรวบตึงเป็นมวยต่ำเรียบหรู ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มการค้าที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ในขณะที่พายุสวมชุดทักซิโด้สีดำสนิท ทรงผมถูกเซตอย่างเนี้ยบกริบ เขายังคงแผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามและอำนาจของซีอีโอหนุ่มไฟแรงออกมาอย่างปิดไม่มิดหลังจากเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้าเมื่อวันเสาร์ บรรยากาศระหว่างรินทร์และพายุก็เปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ กำแพงความเย็นชาที่รินทร์เคยตั้งตระหง่าน เริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ ที่เปิดทางให้ความบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติแทรกซึมเข้ามาได้บ้าง พวกเขาไม่ได้คุยกันเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่การจิกกัดและตั้งแง่ใส่กันลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด"เป้าหมายหลักของเ
บ่ายวันเสาร์ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง รินทร์เดินทอดน่องดูของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์อยู่ในโซนโฮมดีคอร์ วันนี้เธอตั้งใจมาหาแรงบันดาลใจและสำรวจราคาวัสดุสำหรับโปรเจกต์ใหม่ที่เพิ่งรับมา หญิงสาวอยู่ในชุดวันสบายๆ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนและกางเกงยีนส์เข้ารูป ใบหน้าแต่งแต้มเพียงเครื่องสำอางบางเบา แต่ก็ยังคงความสวยเฉียบและดูทะมัดทะแมงหลังจากเดินสำรวจจนได้ข้อมูลครบถ้วน รินทร์ก็แวะเข้าไปในร้านกาแฟชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณมุมหนึ่งของชั้นเพื่อสั่งเครื่องดื่มดับกระหาย ระหว่างที่เธอกำลังยืนรอรับกาแฟอเมริกาโน่เย็นอยู่ที่เคาน์เตอร์ เสียงเรียกชื่อที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง"รินทร์... นั่นรินทร์ใช่ไหม"น้ำเสียงทุ้มที่เคยคุ้นหูทำให้รินทร์ชะงัก ร่างกายของเธอชาวาบไปชั่วขณะ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองตามต้นเสียงชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวจัดแบบคนมีเชื้อสายจีนยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขาอยู่ในชุดเสื้อโปโลแบรนด์เนมและกางเกงสแล็กดูภูมิฐาน นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ"พี่นนท์..." รินทร์เอ่ยชื่อของเขาออกมาแผ่
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบปลายเตียง รินทร์ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นตามความเคยชินของนาฬิกาชีวิต หญิงสาวลุกขึ้นนั่งและยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เมื่อคืนนี้กว่าเธอจะข่มตาหลับลงได้ก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่ชื้นเหงื่อและสัมผัสจากฝ่ามือร้อนผ่าวที่เกาะกุมมือเธอไว้อย่างเว้าวอน ยังคงฉายวนเวียนอยู่ในหัวราวกับแผ่นฟิล์มที่เล่นซ้ำไปซ้ำมารินทร์สะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เธอจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดทำงานเรียบหรูตามปกติ ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนปีกขวาและก้าวเดินออกไปยังพื้นที่ส่วนกลางเพนต์เฮาส์กว้างใหญ่เงียบสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยการเคลื่อนไหวใดๆ รินทร์กวาดสายตามองไปทางประตูห้องนอนมาสเตอร์ของพายุ มันยังคงปิดสนิทเหมือนเมื่อคืนตอนที่เธอเดินจากมา หญิงสาวเดินไปที่โซนครัวเพื่อชงกาแฟดำ เธอสังเกตเห็นว่าแก้วน้ำและซองยาที่เธอวางทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียงของเขาถูกเก็บไปทิ้งเรียบร้อยแล้ว แผ่นกระดาษโน้ตสีเหลืองใบเล็กแปะอยู่บนเครื่องชงกาแฟ'ผมมีประชุมบอร์ดเช้า กวินมารับไปแล้ว ไม่ต้องเตรียมมื้อเช้าเผื่อ'ลายมือตวัดๆ ที่ดูทรงพลังเป็นของพายุอย่างไม่ต้องสงสัย รินทร์ดึงกระดาษโน้ตแผ่นนั้นออกและ
ความเงียบสงัดยามวิกาลเข้าปกคลุมเพนต์เฮาส์สุดหรูอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ปะทะอารมณ์ที่หน้าเคาน์เตอร์ครัวจบลง รินทร์กลับเข้ามาในห้องนอนปีกขวา อาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า และล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าง ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเบิกโพลงท่ามกลางความมืดมิดแม้สมองจะสั่งให้พักผ่อนเพื่อเตรียมรับมือกับงานในวันพรุ่งนี้ แต่ร่างกายและจิตใจของเธอยังคงตื่นตัว สัมผัสจากแรงกดข่มที่พุ่งเข้าใส่ก่อนหน้านี้ยังคงทิ้งร่องรอยความอึดอัดไว้จางๆ รินทร์พลิกตัวไปมา พยายามขับไล่ภาพใบหน้าดุดันและดวงตาสีรัตติกาลที่วาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายของซีอีโอหนุ่มออกไปจากหัวตุบ!เสียงของหนักบางอย่างหล่นกระแทกพื้นดังลอดทะลุกำแพงห้องเข้ามา รินทร์ชะงัก เธอผุดลุกขึ้นนั่งและเงี่ยหูฟัง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ต้นเสียงมาจากฝั่งห้องนอนมาสเตอร์ของพายุอย่างไม่ต้องสงสัยตอนแรกหญิงสาวตั้งใจจะล้มตัวลงนอนต่อ เธอบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่กงการอะไรของเธอ เขาอาจจะแค่หงุดหงิดแล้วปาข้าวของระบายอารมณ์ หรืออาจจะเมาค้างจนเดินเตะโต๊ะเก้าอี้ กฎข้อแรกของการอยู่ร่วมกันคือห้ามล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัว และเธอตั้งใจจะรักษากฎข้อนั้นไว้อย่างเคร่งครัด"อึก..."แต่
เวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่สามนับตั้งแต่รินทร์หายจากอาการไข้หวัดใหญ่ หญิงสาวกลับมาใช้ชีวิตตามตารางเวลาเดิมอย่างเคร่งครัด เธอตื่นเช้าไปคุมไซต์งาน กลับมาจัดการแบบแปลนในห้อง และรักษาระยะห่างจากเจ้าของเพนต์เฮาส์อย่างสมบูรณ์แบบ กำแพงความเย็นชาที่เธอสร้างขึ้นมาใหม่นั้นหนาและสูงชันยิ่งกว่าเดิม ราวกับต้องการลบเลือนความทรงจำเรื่องชามโจ๊กและผ้าชุบน้ำในคืนที่เธอป่วยให้หมดสิ้นเข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าทุ่มครึ่ง รินทร์นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ในโซนครัว แสงไฟสีวอร์มไวท์ส่องกระทบหน้าจอแล็ปท็อปและกองเอกสารที่วางระเกะระกะ มือบางยกแก้วน้ำเย็นจัดขึ้นจิบเพื่อไล่ความง่วงงุน ทว่าความสงบสุขยามวิกาลก็ถูกทำลายลงอย่างกะทันหันเสียงประตูดิจิทัลหน้าเพนต์เฮาส์ถูกปลดล็อกและกระชากเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนิท ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวพรวดพลาดเข้ามาด้านในรินทร์ชะงักมือที่กำลังพิมพ์งาน เธอหันไปมองทางต้นเสียงและพบกับพายุในสภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เสื้อสูทแบรนด์เนมราคาแพงถูกถอดทิ้งไว้ที่พื้นพรมหน้าประตู เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมออกกว้างจนเห็นแผงอกแกร่งที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ เนกไทถูกกระชากออกจนยับยู่ยี่ เส้นผมสีเข้มท
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของโจ๊กหมูสับลอยมาเตะจมูก ปลุกให้รินทร์รู้สึกตัวตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันยาวนาน หญิงสาวขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งอย่างเชื่องช้า แสงไฟสีส้มสลัวภายในห้องนอนปีกขวาบ่งบอกว่าเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงค่ำแล้ว ร่างกายของเธอยังคงรุมๆ ด้วยพิษไข้ แต่ความรู้สึกหนักอึ้งและปวดเมื่อยตามข้อต่อลดลงไปมากเมื่อเทียบกับตอนเช้ารินทร์พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ความทรงจำสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบคือภาพที่เธอล้มลงหน้าคลับเฮาส์ท่ามกลางแสงแดดจ้า และเสียงเรียกชื่อเธอด้วยความตื่นตระหนกของใครบางคน"ตื่นแล้วเหรอ"เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากมุมห้องทำให้รินทร์สะดุ้ง เธอหันขวับไปตามต้นเสียง และพบกับภาพที่ทำให้ดวงตาคู่สวยต้องเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจพายุ ภักดีนวสกุล ซีอีโอหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและบ้าอำนาจ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมข้างเตียงนอนของเธอ เขาไม่ได้อยู่ในชุดสูทเต็มยศหรือเสื้อโปโลแบรนด์เนมเหมือนปกติ แต่สวมเพียงเสื้อยืดสีดำคอวีที่ยับย่นเล็กน้อยและกางเกงวอร์มขายาว ผมสีเข้มที่มักจะถูกเซตมาอย่างดีบัดนี้ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยวาววับด้วยความร้ายกาจ บัดนี้ฉายแววอ่อนล้าและมีรอยคล้ำใต้ตาจางๆ







