Masukณ บ้านจงใจรัก
(07.00 น.) กริ้งงงงงง ~ กริ้งงงงงง ~ เสียงนาฬิกาปลุก ฉุดสาวน้อยที่งัวเงียลุกนั่งหลังค่อม พร้อมสีหน้าที่หงุดหงิดให้กับเสียงปลุก อันน่ารำคาญ “เช้าเร็วจังอ่า ขออีกนิดได้ไหม” สาวน้อยทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง หลังจากปิดเสียงนาฬิกาปลุก “แต่ ...” สาวน้อยโพลงดีดตัวขึ้นนั่ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีนัดเดินไปโรงเรียน “แม่ !” เสียงแหลมตะโกนลั่นบ้าน ด้วยคำที่คุ้นหู “แม่ !!!” “อะไร๊ ---” แม่ยืนนิ่งค้ำเอวเอียงคอ รอสาวน้อยที่กำลังวิ่งแจ้นลงมาจากบันไดไม้เสียงดัง อย่างรีบร้อน “แหกปากแต่เช้า มีอะไรเหรอจ้ะลูกรักของแม่” ประโยคแสนหวาน ที่ผ่านเสียงอ่อนนุ่มเชิงประชดประชัน ทำสาวน้อยตาเบิกกว้าง ด้วยความตกใจ “กระจกหนูอะ” “อยู่ในรถ แม่ซื้อให้ใหม่แล้ว” “แม่ไปเอามาให้หนูได้ไหม จะสายแล้วเนี่ย” “โนจ้ะ ซื้อก็ซื้อให้แล้ว เชิญไปหยิบเองได้ตามสะดวกเลยจ้ะ ลูกรักของแม่” แม่เบะปากยิ้มกรุ่ม ก่อนจะเดินกลับไปที่ซิงค์ล้างจาน ที่เปิดน้ำท่วมจานไว้ “แม่อ่า ---หึ... ก็ได้” สาวน้อยเดินบิดปากบ่นลม สาวน้อยเดินกลับมา พร้อมกระจกบานใหญ่ลายเดิมกับที่แม่ทำแตก “วันนี้ยังไงจ้ะลูกรัก ให้แม่ไปส่งไหมจ้ะ” แม่เอ่ยถามทันที ที่ลูกสาวก้าวขาเข้าบ้าน “คุณแม่ขา อย่าพูดแบบนี้ได้ไหม คุณลูกทำตัวไม่ถูกค่ะคุณแม่ขา” สาวน้อยแกล้งยิ้มร่าตอบกลับ “คุณแม่พูดผิดตรงไหนคะคุณลูก ก็คุณลูกคือลูกรักของแม่นี่คะ” แม่ยิ้มหวานฝืนเจื่อน ๆ “แม่ --- หนูขอล่ะ” สาวน้อยทำหน้านิ่ง “โอเค สรุปจะเดินไปเองใช่ไหม ?” “เดินไปกับกานต์ค่ะ” สาวน้อยยิ้มกรุ่ม ก่อนจะยกกระจกขึ้นกอด แล้วพรวดกลับขึ้นห้อง ณ บ้านก้องกิจตระกูล (06.00 น.) “กานต์ลูก ตื่นเช้าจัง นี่เพิ่งจะหกโมงเองนะลูก” แม่เอ่ยทักทันที ที่เห็นหนุ่มน้อยเดินลงมาจากบันได “ผมอยากไปโรงเรียนแต่เช้าน่ะแม่ ไปรอเข้าแถว” หนุ่มน้อยยิ้มร่ารับเช้าวันใหม่ อย่างสดชื่น “เดี๋ยวแม่เอาน้ำมาให้นะ นั่งรอแม่ก่อน” แม่รีบเดินสับขา เปิดตู้เย็นเทน้ำลงในแก้วใส ยื่นให้กับหนุ่มน้อย “ดื่มน้ำหลังตื่นนอน จะช่วยให้ขับถ่ายดี / ดื่มน้ำหลังตื่นนอน จะช่วยให้ขับถ่ายดี” แม่กับลูกพูดประโยคประจำพร้อมกัน แล้วยิ้มรับกันอย่างสุขใจ “วันนี้ให้แม่ไปส่งไหม ?”แม่นั่งลงตรงข้าม เอ่ยถามลูกชาย “ไม่ครับแม่ ผมจะเดินไปกับป๊อบครับ” หนุ่มน้อยกระดกน้ำในมือจนหมด “วันนี้ประกาศผลสอบใช่ไหมล่ะ ถ้าไม่ติดก็ไม่เป็นไรนะลูก เรียนห้องปกติก็ไม่ได้แย่นะ” แม่กุมมือลูกชาย พร้อมประโยคคำถามเชิงปลอบใจ “ครับแม่” หนุ่มน้อยยิ้มกลับ หลังจากที่บทสนทนายามเช้าที่แสนสดใสของแม่ลูกจบลง หนุ่มน้อยก็ขึ้นห้องทำธุระส่วนตัว อาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จสรรพ หยิบสะพายกระเป๋าสีดำใบประจำขึ้นหลัง เดินลงมาข้างล่างพร้อมรับประทานอาหารเช้า “มาแล้วเหรอลูก นั่งก่อนเดี๋ยวแม่ตักโจ๊กให้” แม่วางไอแพด ที่ดูรายการแข่งทำอาหารค้างไว้ลงบนโซฟาหนังขาว ลุกเร่งไปตักโจ๊กใส่ถ้วยให้ลูกชาย พร้อมแวะหยิบแก้วนมจืด ที่เทไว้ก่อนหน้าในตู้เย็น วางตรงหน้าลูกชายที่นั่งรออยู่ อย่างเป็นกิจวัตร “ขอบคุณครับ” หนุ่มน้อยเอ่ยขอบคุณ พร้อมรอยยิ้มอ่อนนุ่ม หนุ่มน้อยก้มหน้าจัดการอาหารแสนอร่อยตรงหน้า จนหมดเกลี้ยง ตามด้วยนมแก้วโต จนหมดทุกหยด นั่นทำให้ผู้เป็นแม่เผยยิ้มออกมาอย่างชื่นใจ “ผมไปโรงเรียนก่อนนะครับ” หนุ่มน้อยสะพายกระเป๋าสีดำขึ้นหลัง “ตั้งใจเรียนนะลูก” แม่หยิบไอแพดขึ้นมาดูรายการที่ค้างไว้ต่อ “ครับ” ด้วยบ้านของทั้งสองอยู่ในระแวกเดียวกัน ห่างกันแค่ซอยเดียว เพียงไม่ถึงห้านาที หนุ่มน้อยก็เดินมาถึงบ้านของสาวน้อย กริ้งงงงง ~ กริ้งงงงง ~ หนุ่มน้อยกดกริ่งหน้าบ้าน “ป๊อบ ! กานต์มาแล้วนะ เสร็จหรือยัง ?” แม่ของสาวน้อยตะโกนเรียกลูกสาว ที่ยังแต่งองค์ทรงเครื่องไม่เสร็จ “แม่ ! ให้กานต์มานั่งรอในบ้าน” สาวน้อยตอบกลับสั้น ๆ แม่ถอนหายใจยาวส่ายหัวไปมา ก่อนจะเดินออกมานอกบ้าน “สวัสดีครับป้าประภา” หนุ่มน้อยยกมือไหว้สวัสดี “สวัสดีหนูกานต์” แม่ยกมือไหว้รับ พร้อมเลื่อนเปิดประตูรั้วบ้านให้หนุ่มน้อย “หนูกานต์ลูก แม่ต้องขอโทษแทนหนูป๊อบด้วยนะลูก พอดีว่าหนูป๊อบยังแต่งตัวไม่เสร็จ หนูกานต์เข้ามารอข้างในก่อนนะ” “ครับแม่” หนุ่มน้อยถอดรองเท้าผ้าใบสีดำ ก้มลงจับวางข้างประตูอย่างเป็นระเบียบ “นั่งรอไปก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่ขึ้นไปเรียกหนูป๊อบ” แม่หยิบนมกล่องวางบนกระจกใสบานใหญ่ “ครับ” หนุ่มน้อยก้มหัวขอบคุณ “ป๊อบลูก ! หนูกานต์มารอแล้วนะ” แม่ขึ้นมาตะโกนหน้าห้อง พร้อมเคาะเสียงดัง “แม่ !!! หนูยังไม่เสร็จเลย !” สาวน้อยตะโกนกลับ “แล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ !” “เนี่ยะ --- จะเสร็จแล้ว !” “ให้เพื่อนรอแบบนี้มันไม่ดีนะลูก” “ก็จะเสร็จแล้วเนี่ย ~” สาวน้อยส่องกระจก ตรวจเช็คความเรียบร้อยของร่างกายและใบหน้า ร่างบางเล็กขาวอมชมพูใส ถูกลูบไล้ไปไปด้วยโลชั่นกลิ่มหอม ผมเรียบยาวถูกมัดรวบตึงยาว ด้วยยางสีดำรับใบหน้าที่เรียกได้ว่าหน้าแบบปากนิดจมูกหน่อย แม้คิ้วจะบางรับกับหน้าผากโหนกนูน แต่ก็ยังพอมีสีน้ำตาลให้มองเห็นว่าเป็นคิ้ว เธอไม่จำเป็นต้องเขียนซ้ำเลยสักนิด แต่วันนี้เธอกลับเขียนซ้ำจนดำเข้มจัด ขัดกับผิวขาวชมพูของเธอนิดหน่อย ตากลมโตพร้อมขนตาที่หนาเป็นแพขัดกับคิ้ว ก็ไม่วายที่จะถูกวาดสรร จมูกสันดันสวย ปลายโค้งหยดราวกับเสริมราคาแพง น่าจะเป็นส่วนเดียวบนใบหน้า ที่เธอแทบจะไม่ต้องทำอะไร ปากเล็กเป็นกระจับบางมันวาวถูกวาดวนเม้มเข้าออก ด้วยลิปกลอสชมพูอ่อน ส่วนของปากนั้นน่าจะเป็นส่วนที่เธอทำได้ดีที่สุด สำหรับการแต่งหน้าเลียนแบบบิวตี้บล็อกเกอร์ครั้งแรกของเธอ สองแม่ลูกตะโกนคุยกันผ่านประตูไม้ไปมา หนุ่มน้อยนั่งหลังตรงยิ้มเงยมองชั้นบนตรงจุดกำเนิดเสียง ในมือถือกล่องนมจืด พลางดูดไป พร้อมกับฟังเสียงแม่ลูกตะโกนคุยกัน ราวกับดูเป็นสื่อบันเทิงฆ่าเวลา เวลาผ่านไปราวห้านาที สาวน้อยเดินเฉิดฉายลงมาจากชั้นสอง พร้อมกลิ่นน้ำหอมกรุ่นบ้าน คิ้วดำหนา เปลือกตาสีชมพูอ่อนพร้อมแก้มที่สีเดียวกัน ทำเอาหนุ่มน้อยที่หันไปมองเผลอไอสำลักนมที่กำลังคาบดูด “อะ ไร วะ เนี่ย ?” แม่อุทานออกมาเสียงดัง พร้อมสีหน้าตกตะลึงปนจะขำ “ตะลึงคนสวยใช่ไหมล้า --- คนสวยมาแล้วจ้า พร้อมไปโรงเรียนแล้วจ้า” สาวน้อยหมุนตัวร่าลงมา มุ่งอ้อมหลังโซฟาสีครีม มาตรงที่หนุ่มน้อยนั่งสำลักมือกวักหากระดาษชำระอยู่ “ไปกันเถอะ” สาวน้อยดึงมือหนุ่มน้อยลุกยืน “ไม่กินอะไรหน่อยเหรอลูก” แม่เอ่ยขัด “ไม่อะแม่ เดี๋ยวอ้วน” “ป๊อบกินข้าวเถอะนะ กานต์รอได้” หนุ่มน้อยยิ้มพร้อมพยักหน้าบอก “งั้น ...ขอนมกล่องนึงค่ะแม่” “โอเค รอแป๊บ” แม่เดินไปหยิบนมในตู้เย็น ยื่นให้เธอ “ไปแล้วนะคะ”“อะ อะโอเค มากันครบแล้วเนาะ เราจะเริ่มกันเลยนะ น้อง ๆ นั่งยืดตัวขึ้น หลับตา ทำสมาธิ คิดทบทวนกับสิ่งที่เราซ้อมกันมา สิบห้านาทีหลังจากนี้ พี่อยากให้น้อง ... น้องครับ หลับตาด้วยครับ น้อง ...” “น้องใจสลายมา” พี่สาวคนที่หอบร่างเธอมา เดินเข้ามากระซิบข้างหูด้วยความเบาที่พยายามจะเบาที่สุด จนมีเสียงแอบแทรกเข้าไมค์ ทำให้หลายคนที่กำลังหลับตาทำสมาธิ ถึงกับสมาธิหลุดกันถ้วนหน้า จนหัวหน้าสตาฟต้องพูดแทรกขึ้น ก่อนที่มีเกิดเหตุแตกตื่นทางด้านจิตใจ “โอเค หลับตาลงครับ ทุกคนหลับตา ยกเว้นน้องคนนั้น ไม่เป็นไร ไม่ต้องหลับตาก็ได้ หลับหมดหรือยัง หลับหมดแล้วใช่ไหม ยกเว้นน้องนะ (น้ำเสียงนุ่มนวล) ทำสมาธิ พี่อยากให้น้อง ๆ ทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด เอาชัยชนะมาให้ได้ ...” “ต่อไปจะเป็นการแข่งขันของคณะสีชมพู ขอเสียงปรบมือให้กำลังใจ ... พร้อมนับถอยหลัง ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ศูนย์ ... เริ่มจับเวลา” สิ้นเสียงประกาศเริ่มจับเวลา เสียงกลองพร้อมเสียงร้องเพลงตะโกนสุดเสียง เร้าอารมณ์คึกดีดอย่างไม่กลัวคอแตก อุปกรณ์หยิบจับถนัดมืออย่างฉับไว มีเพียงแต่ ... สาวน้อยที่ยังนั
ภายใต้ความอ้ำอึ้ง นิ่งสงบของห้วงเวลา เหมือนโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย กลับเหมือนถูกทำให้หยุดหมุนเพียงชั่วครู่ สาวน้อยที่กล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะพูดออกมา สวนทางกับความรู้สึก หนุ่มน้อยที่ยืนรอฟังประโยคจากคนที่สนิทและรู้ใจมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเขาก็พร้อมจะรับฟังเธออยู่เสมอ“คือ ... เอ่อ ... คือ ... คือว่า ... ป๊อบว่าป๊อบ ........... ป๊อบ ... ชอบ ...”“ชอบ ...”“... ชอบ ...”“ไงคะ รอนานไหม ?”เสี้ยววินาทีที่ประโยคสำคัญกำลังถูกพ่นออกมาให้ตัวเบา กลับมีเสียงนุ่มหวานของหญิงสาวแทรกมาจากข้างหลังของเธอ“ครับ ไม่นาน ๆ เค้าก็เพิ่งมา”เธอคนนั้นเดินเข้าเคียงคู่หนุ่มน้อยอย่างแนบชิด พร้อมมือที่คว้ากุมแน่นหนึบ สาวน้อยยืนมองภาพตรงหน้าด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ สั่นไปทั้งตัว ราวกับถูกสาปให้เป็นหินขยับตัวไม่ได้“กานต์ ...” สาวน้อยเอ่ยเบาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง“อ้อ ป๊อบนี่พี่ฝ้าย แฟนกานต์”“ดีค่ะน้องป๊อบ พี่ฝ้ายนะ เป็นแฟนกานต์” เธอยกมือทักทายพร้อมเอนหน้าซบลำตัวหนุ่มน้อย เพื่อการันตีว่าเป็นแฟนกันจริง“... แฟนเหรอ ... แฟน ... หมายความว่ายังไง ?” เสียงเรียบของสาวน้อยยังคงบ่งบอกว่าเธอยังคงช็อกกับเหตุก
เวลาล่วงเลยไปประมาณชั่วโมงเศษ ๆ เสียงดนตรีดุริยางค์ก็เริ่มสะกิดต่อมตื่นเต้นของเหล่าน้องมอหนึ่งที่นั่งกันนิ่งกับกีฬาสีปีแรกในรั้วมัธยม จนบางคนอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นชะโงกมองดูตามเสียง หัวขบวนหักเลี้ยวเข้ารั้วของโรงเรียน นำโดยคทากรของโรงเรียนที่วาดลวดลายควงคฑาอย่างแข็งแรงและสง่างาม ตามมาด้วยวงโยธวาทิตที่เดินเรียงกันสับขาโดยพร้อมเพรียง แม้จะเป็นแค่งานในโรงเรียนแต่ทุกคนก็งัดความสามารถออกมาจนหมด ไม่ให้เสียชื่อรางวัลระดับประเทศที่ได้เมื่อต้นปี เหล่าน้องมอหนึ่งที่นั่งมองดูความตื่นตาตื่นใจ ก็ฝืนคำสั่งรุ่นพี่ที่ย้ำนักย้ำหนาว่าให้นั่งนิ่ง ๆ ลุกขึ้นยืนมองกันแทบจะทุกคน คงมีแค่คนที่เป็นตะคริวเท่านั้นที่ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ สาวน้อยมองข้ามสิ่งที่ทุกคนตื่นตา ควานกวาดสายตามองหาเป้าหมายหัวใจอย่างใจจดใจจ่อ “สีฟ้าขบวนที่เท่าไหร่กันนะ” เธอพูดพึมพำในใจ “... ขบวนสุดท้าย” “เธอพูดว่าอะไรนะ ?” สาวน้อยคิ้วขมวดฉับพลัน มองข้างตามเสียงอย่างตกใจ “ก็เธอถามไม่ใช่เหรอ เธอถาม ฉันก็ตอบ” สาวแว่นตัวเล็กที่อยู่ข้าง ๆ ตอบกลับด้วยส
“แข่งเป็นไงบ้างลูก แม่ขอโทษนะ ไม่ได้ไปเชียร์เลย” แม่เปิดประตูรับลูกชายที่เดินโซเซก้าวเข้าบ้างด้วยความเหนื่อยล้า ที่เก็บอาการมาโดยตลอดเวลา จนก้าวขาเข้าบ้าน “ชนะครับแม่” หนุ่มน้อยยิ้มตาตี่ บอกกล่าวแม่ด้วยน้ำเสียงของพลังงานที่จวนจะหมดเต็มที แม่เข้าสวมกอดลูกชาย โดยทิ้งความสนใจในเหรียญทองที่เขาถือไว้ให้เป็นแค่วัตถุที่บ่งบอกแค่ว่า “นี่สินะ ชัยชนะ” “ยินดีด้วยนะลูก เหนื่อยแย่เลย กินไรมาหรือยัง ไปนั่งรอนะ เดี๋ยวแม่หาไรให้กิน” “ครับแม่” หนุ่มน้อยลากร่างอ่อนล้า ทิ้งตัวลงโซฟาแบบล้มทั้งยืน ยกเหรียญที่ห้อยอยู่ในมือขึ้นมองย้อนแสงไฟ ก่อให้เกิดความคิดมากล้นขึ้นในหัว “อยากให้พ่อได้เห็นเหรียญนี้จัง” เพียงสิ้นสุดความคิด น้ำตาก็เอ่อไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง โดยที่ไม่ได้ร้องไห้ มือปาดน้ำตาที่ไม่ได้สั่ง “นี่สินะที่เขาเรียกว่า ร้องไห้ในใจ” “อาหารเสร็จแล้วลูก ลุกมากินข้าวนะ” มือนุ่มจับสัมผัสหน้าขาอย่างอ่อนโยน “ครับแม่” “ลูกร้องไห้เหรอ ?” “ปะ เปล่าครับ ผะ ผม แค่แสบตานิดหน่อยครับ” มือทั้งสองรีบปาดน้ำตาพร้อมดั
หนุ่มน้อยยกมือขอบอลจากแดนหลัง บอลถูกยกสูง เพื่อให้มีเวลาในการคิดว่าจะเล่นแบบไหน ทางทีมสีส้มที่เห็นว่าหนุ่มน้อยมักได้แต้มจากการหยอด จึงขึ้นบล็อกแค่ตัวเดียว ที่เหลือบีบเข้ามารองหยอดกันเกือบทั้งทีม ก่อนที่หนุ่มน้อยจะรวบตัวกระโดดสูงเหวี่งวงแขนสุดวง ข้อมือเคาะหัวบอลอย่างหนัก บอลพุ่งเฉียงหนีบล็อกมาทางขวา พุ่งลงพื้นเฉียดเส้นหลังไปอย่างชัดเจน ก่อนจะมีสัญญาณของผู้กำกับเส้นชี้ลงในสนามพร้อมเสียงนกหวีดเป่ายาวชี้มาที่ฝั่งเขา 16 – 14 แต้มบนกระดาษพลิกเปลี่ยน สิ้นสุดการแข่งขัน เสียงกรี๊ดพร้อมท่าทางการดีใจหลายรูปแบบวิ่งกรูเข้าในสนามอย่างชุลมุน แต่เป็นความชุลมุนที่เต็มไปด้วยความสวยงามอย่างบอกไม่ถูก ก่อนสถานการณ์จะถูกคลี่คลายลงด้วยการที่นักกีฬาต้องยืนคำนับคู่แข่ง เสียงกรี๊ดพร้อมเสียงปรบมือดังลั่นโรงเรียน สาวน้อยวิ่งเข้าหาหนุ่มน้อยด้วยของเต็มมือพะรุงพะรัง “เก่งมากเลยนะกานต์ ป๊อบดีใจด้วยนะ” เสียงสั่นสะอื้นกล่าวต่อหน้าหนุ่มน้อยที่เต็มไปด้วยเหงื่ออาบหน้าที่ปริ่มสุข “ขอบคุณนะป๊อบ” สิ้นประโยคหนุ่มน้อยโน้มตัวทั้งร่างเข้าสวมกอดสาวน้อยที่ปริ่มจะร้องอย่า
เสียงนกหวีดลั่นสัญญาณเริ่มแข่งขัน ด้วยสถานการณ์ของทีมสีฟ้าในตอนนี้ดูท่าจะเหลือแค่ทางเดียว คือต้องทุบหม้อข้าวสู้เท่านั้น ถ้าชนะในเกมนี้ก็ได้ยืดชีวิตไปสู้ต่อในเกมต่อไป แต่ถ้าแพ้ก็คงต้องก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้แบบสิ้นรูป เสียงเล็กแหลมร้องลั่นตะโกนเชียร์ข้างสนามอย่างไม่ย่อท้อ ใบหน้าที่มองด้วยความภูมิใจ พร้อมยกชูป้าย กู่ร้องเชียร์หนุ่มน้อยสุดใจ แม้เสียงที่ตะโกนเชียร์กับเสื้อพละสีต่างจะแตกต่างจากกลุ่มกองเชียร์ก็ตาม “อีป๊อบ มึงร้องยังกะสีมึงเลยนะ” เพื่อนสาวเดินมาเทียบข้าง พร้อมหัวที่เปียกโชกกับชุดที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ ด้วยแข่งเสร็จก่อนหน้าและคว้าแชมป์ระดับมอปลายมาได้หมาด ๆ “อีเจส มาร้องช่วยกูเลย” มือเล็กคว้าแขนคนข้าง ๆ เข้ามาใกล้ตัว “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ กูต้องเชียร์แฟนกูอยู่แล้วปะ” “ใครแฟนมึง” สาวน้อยหันมองด้วยสีหน้าตกใจ “กานต์ไง” “ตบ” “กูล้อเล่น” เกมการแข่งขันเริ่มขึ้น สีฟ้าเป็นฝ่ายเสิร์ฟลูกก่อน ครั้งนี้มีการเปลี่ยนตำแหน่งนิดหน่อย จากเกมก่อน ๆ หนุ่มน้อยอยู่ในตำแหน่งโค้งสองที่ต
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอ
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะ
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อม







