เข้าสู่ระบบ“ครูคะ หนู ... ขอไปเข้าห้องน้ำได้ไหมคะ” สาวน้อยพูดพร้อมยกมือขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้อง
“อ่า --- รีบไปรีบมาครับ ถึงเวลาสอบแล้ว” ครูเหลียวมองนาฬิกา แล้วเดินวางกระดาษคำตอบต่อ สาวน้อยรุดตัวออกจากห้องสอบ มองซ้ายขวาหาใครคนนั้น เห็นเพียงโถงทางเดินชั้นระเบียงตึกที่ว่างเปล่าไร้ผู้คนสัญจร ด้วยที่เธอขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำ เธอจึงไปเข้าห้องน้ำตามที่ขออนุญาตไว้ “เอ้าป๊อบ ... ถึงเวลาสอบแล้วนี่ จะไปไหน ?” เสียงที่คุ้นหูเอ่ยขึ้นขณะที่เธอกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำมุมตึก “เอ่อ ... อ่อ ... ป๊อบกำลังจะไปเข้าห้องน้ำน่ะ กานต์รีบเข้าห้องสอบเร็ว ครูแจกข้อสอบแล้ว” เธอหันหน้ากลับไปยังทิศของห้องน้ำ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลในก่อนหน้า พลันหายไปในพริบตา หนุ่มน้อยเดินไปยังห้องสอบอย่างเชื่องช้า ไม่รีบไม่ร้อน เธอแอบมองเขาอยู่มุมข้างห้องน้ำ จนเขาเข้าไปในห้องสอบ เธอถึงออกมา มุ่งหน้าไปยังห้องสอบตามหลังติด ๆ “กานต์ทวี ก้องกิจตระกูลครับ” หนุ่มน้อยก้าวเข้าห้อง พร้อมขานชื่อตัวเอง “นั่งที่ได้เลยครับ จะสอบแล้ว” ครูเอ่ยบอก หนุ่มน้อยดึงเก้าอี้ทิ้งทั้งตัวลงเก้าอี้ไม้ ยกตัวดึงชิดโต๊ะ ยืดหลังตรงพร้อมสอบ “ปานใจ จงใจรักค่ะ” สาวน้อยเดินตามมาติด ๆ เอ่ยชื่อ พร้อมนั่งลงที่ตัวเอง เยื้องหลังหนุ่มน้อยสองแถวล่าง “เริ่มทำข้อสอบได้ครับ” ครูป่าวประกาศบอกนักเรียนทั้งห้อง ในขณะที่ทุกคนก้มหน้าตั้งใจทำข้อสอบ สาวน้อยกลับนั่งครุ่นคิดรำพัน เพราะสัมผัสได้ถึงพลังงานความเศร้าที่แผ่ออกมาจากสีหน้าของหนุ่มน้อย ที่เพิ่งทักทายกันไปเมื่อครู่ “เริ่มทำข้อสอบได้ครับ” เสียงทุ้มหนาของครู มุ่งตรงมาที่เธอเพียงคนเดียว “คะ ... ค่ะ” สาวน้อยก้มหน้าเปิดข้อสอบ เวลาผ่านไปราวเกือบจะค่อนครึ่งชั่วโมง เสียงเปิดกระดาษไปหน้าถัดไปดังสลับกันทั่วห้อง เพียงแต่ในกระดาษคำตอบของสาวน้อยนั้นเพิ่งมีรอยขีดเขียนได้เพียงสิบข้อ พร้อมยังค้างอยู่หน้าเดิม เธอได้แต่เงยหน้าค้าง ทั้งที่คนอื่น ๆ ยังคงก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบต่อ เธอมองเฉียงไปที่หนุ่มน้อยที่ตั้งใจ เอาจริงเอาจังกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างสุด ๆ อย่างที่สาวน้อยเคยเห็นมาตลอด ไม่ว่ากานต์จะอยู่ในสถานการณ์อะไรก็ตาม เมื่อเขาตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วเขาจะเอาจริงเอาจังกับสิ่งนั้นมาก ๆ “เก่งจังเลยนะกานต์ นายเก่งและเท่ในแบบของนายแบบนี้ไปนาน ๆ นะ” สาวน้อยยืดแขนเรียบพื้นโต๊ะ หัวเองนอนราบทับแขนมองเฉียงดูหนุ่มน้อย “เห้ย !” สาวน้อยตกใจตัวโยน เมื่อมีวัตถุขนานหน้าบังมิดมุมมองของเธอ “มองอะไร --- ปานใจ” ครูยกกระดาษขวางทางเพ้อคิดของเธอ เอียงคอเพ่งดูชื่อที่หน้าอก “น่ะ ... หนู ... ง่วงค่ะครู ของีบสักพักนะคะ” สาวน้อยอ้ำอึ้งตอบกลับแบบตะกุกตะกัก “ก็แล้วไป นึกว่าส่งสัญญาณลอกกัน” ครูเดินผ่านหน้าไป พร้อมหันกลับมามองเธอ ที่ยังคงเอียงนอนทับแขนตัวเองอยู่ สาวน้อยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะสะบัดหัวละทิ้งเรื่องในหัว แล้วก้มหน้าทำข้อสอบต่อ จนเวลาผ่านไปเกือบจะครบชั่วโมง เพื่อนในห้องบางคนและอีกหลาย ๆ คน เริ่มสวมปลอกปากกากลับคืน เก็บปากกา ดินสอ อุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ากระเป๋า เอนตัวคลายกับพนักพิง เหลือเพียงแต่ ... “เหลือเวลาสิบนาที” ครูลุกยืนป่าวประกาศจากหน้าห้อง “หา ... เหลืออีกตั้งเยอะ” สาวน้อยบ่นกับตัวเอง ที่ในกระดาษคำตอบยังมีช่องว่างอีกหลายช่อง ทั้งที่คนรอบข้างเกือบทั้งห้อง บิดขี้เกียจ ผ่อนคลายความเครียด พร้อมที่จะส่งแล้ว สาวน้อยมุ่งทำต่อด้วยความล่กอย่างขีดสุด เหงื่อมือเริ่มไหลออกมา จนเปียกกระดาษบางเป็นปื้นใหญ่ “เหลืออีกหนึ่งนาที นักเรียนตรวจสอบความเรียบร้อยของตัวเองด้วยนะครับ” ครูเริ่มเก็บข้อสอบจากหัวแถว “อีกห้าข้อเอง ครูอย่าเพิ่งเดินมา” สาวน้อยคิดบ่นในใจให้กับเวลาที่เดินเร็ว ทำไมมันเดินเร็วขนาดนี้ ขอเพิ่มอีกสักสิบนาทีได้ไหม “ต้องส่งแล้วครับ” ครูยื่นมือหยิบดึงปลายกระดาษ ที่เธอกำลังกาคำตอบ “ครูคะ ... หนูเหลือสามข้อ” เธอดึงกลับ “แต่ ! มันหมดเวลาแล้วนะครับ” “แต่ ! หนูเหลืออีกสามข้อค่ะ” “หนูต้องส่งแล้ว” “หนูยังไม่เสร็จ” แรงดึงกระดาษของทั้งสอง ทำให้กระดาษคำตอบของเธอตึงเสียยิ่งกว่าหนังกลอง กระดาษลอยเหนือโต๊ะไม้ สั่นไหวไปมาด้วยแรงดึง “หนูเหลือสามข้อ หนูขอสามวิได้ไหมคะ” สาวน้อยขมวดคิ้ว เงยหน้ามองดูหน้าครูหนุ่ม ที่ขมวดคิ้วสู้แรงดึงชนิดที่ว่าไม่ยอมง่าย ๆ “สามวินะ” ครูกัดฟันพูด พร้อมปล่อยแรงดึงกลับ จนสาวน้อยหลังกระทบกับที่เอนหลัง ขาเก้าอี้ลอยเหนือพื้นต่ำด้วยแรงกระแทก “นับ ...หนึ่ง” สาวน้อยกวาดสายตาอ่านโจทย์ ด้วยความเร็ว รีบกาลงบนกระดาษคำตอบ “... สอง” เธอเปิดไปยังหน้าสุดท้ายด้วยความเร็ว เธอน่าจะช็อกถ้าเวลาเหลือเยอะกว่านี้อีกสักหน่อย เพราะโจทย์ข้อสุดท้ายมีถึงครึ่งหน้า เธอเลือกที่จะวาดสายตาแบบลวก ๆ “...สาม” “ไม่อ่านแล้ว” เธอส่ายหัวอย่างรับไม่ได้ จี้ปลายปากกาสุ่มกาข้อคอควายในข้อสุดท้าย ที่เหลือเวลาเพียงเสี้ยววิ “หมดเวลา” ครูดึงกระดาษคำตอบพ้นมือ ผ่านสายตาที่เธอมองนิ่ง และยังคงจับปากกามือสั่น สายตายังมุ่งดูพื้นโต๊ะไม้ต่อ คล้ายวิญญาณยังค้างอยู่ที่ข้อสอบข้อนั้น “นักเรียนตรวจสอบสัมภาระของตัวเองให้ดี แล้วออกจากห้องได้ครับ ขอให้โชคดีทุกคนนะครับ” / “ขอบคุณครับ / ขอบคุณค่ะ” ครูเก็บกระดาษคำตอบของคนสุดท้าย จับสันรวมเคาะเข้ากับพื้นโต๊ะ “ข้อสอบง่ายมากเลยนะ โดยเฉพาะข้อสุดท้าย เหมือนข้อฟรีเลย / ใช่ ๆ เค้าทำเสร็จตั้งแต่สิบนาทีแรกอะ / เค้าก็เสร็จตั้งนานแล้ว เวลาเหลือจนเค้าวาดพี่ภีมจนเสร็จ นี่เหมือนไหม / อร้ายยยยยยย กรี๊ดดดดดดด พี่ภีม” เสียงบทสนทนาพูดคุยด้วยความรื่นเริงเดินผ่านหลังเธอไป ราวกับเอาค้อนตอกเธองลงกับพื้นดินโคลน จนแทบจะหายเข้าไปในดิน “จิ้ ~ ง่ายเหรอ ? เวลาเหลือเยอะเหรอ ? ไม่แบ่งมานี่บ้างงงงง !” สาวน้อยกำปากกาแน่น แค้นที่ตัวเองทำไม่ทัน จนต้องสุ่มกามั่วในสองข้อสุดท้าย “กลับบ้านได้เลยนะครับนักเรียน” ครูพุ่งเสียงตรงมาหาเธอ ที่นั่งเหลืออยู่คนเดียวภายในห้อง “นะ ... หนู ขอจูนอารมณ์แป๊บค่ะครู” สาวน้อยกัดฟันตอบกลับ “เอิ่ม ... งั้น ... หนูยกเก้าอี้ขึ้นโต๊ะช่วยป้าแม่บ้านด้วยนะ” ครูยื่นข้อเสนอ “หนู ! ไปก็ได้ค่ะครู หนูโอเคแล้วค่ะ” สาวน้อยถอนหายใจแรง รวบสายกระเป๋าคล้องเข้าแขนเล็ก “กานต์ !” สาวน้อยพอนึกขึ้นได้ เมื่อหลุดจากภวังค์ ก็วิ่งตามหาหนุ่มน้อยทั่วตึก จนเธอเหลือบไปเห็นหนุ่มน้อย ที่เช็ดมือเปียกด้วยผ้าเช็ดมือผืนคุ้นเคยที่เธอจำได้ “กานต์” สาวน้อยยกมือสูงทักทาย แล้ววิ่งลิ่วเข้าไปหา “อ้าวป๊อบ ยังไม่กลับอีกเหรอ ?” หนุ่มน้อยยกมือทักทายกลับ “ป๊อบนั่งช็อกกับข้อสอบอยู่ เลยไม่ทันมองว่ากานต์ออกมาแล้ว” “ช็อกอะไร ข้อสอบง่ายจะตาย กานต์เสร็จตั้งแต่สิบนาทีแรก” สาวน้อยกัดฟัน บีบมือตัวเองจนเล็บแทบจะเข้าไปฝังฝ่ามือ “เนอะ ... ง่ายจนป๊อบช็อกไปเลยอะ ฮ่า ๆ” สาวน้อยฝืนหัวเราะด้วยเสียงแห้ง ๆ “ว่าแต่ช่วงนี้ไม่เห็นมาเล่นด้วยกันเลยอะ กานต์มีเพื่อนใหม่เหรอ ป๊อบเล่นกับเพื่อนใหม่กานต์ได้นะ” สาวน้อยร่ายคำถามยาวใส่หนุ่มน้อย ที่ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงหน้า “ขอโทษนะ --- พอดีช่วงนี้กานต์มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะน่ะ” หนุ่มน้อยถอนหายใจสั้น “เป็นเรื่องที่คุยกับคนอื่นไม่ได้ใช่ไหม ?” สาวน้อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ “เอิ่ม ... ก็ ...” หนุ่มน้อยอ้ำอึ้งกับคำถาม “เล่าให้ฟังได้นะ” สาวน้อยแทรกขึ้น1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







