เข้าสู่ระบบ2 เดือนผ่านไป ...
ณ โรงเรียนวาสอุดมวิทยา เหล่านักเรียนนับร้อย ต่างกรู่เดินมาจากหลากหลายทิศ มุ่งหน้าไปที่เดียวกัน คือหอประชุมศิษย์เก่าสัมพันธ์วาสวิทฯ เพื่อที่จะสมัครเรียนต่อ เด็กสาวกอดแฟ้มเอกสารสีฟ้าใสชิดอก ก้าวขาเอื่อยเฉื่อยมาพร้อมกับแม่ ที่มัวคุยโทรศัพท์ตามหลังมาติด ๆ “ป๊อบ รอแม่ด้วยสิลูก” แม่ยกโทรศัพท์ออกจากหู เรียกตามหลังเด็กสาว ที่จ้วงก้าวยาวนำหน้า เด็กสาวหยุดชะงัก หันกลับมาหาแม่ “หนูว่าหนูเดินช้าแล้วนะแม่ แต่แม่ช้ากว่าอีก” “ก็พ่อของลูกไม่ยอมวางสายสักที ไม่รู้จะคุยอะไรกันนักกันหนา” “---” เด็กสาวจ้ำอ้าวฝ่าฝูงชนนับร้อย แทรกตัวผ่านคนนั้นที คนนี้ทีอย่างคล่องตัว “สำหรับใครที่เอกสารครบแล้ว ยื่นได้ที่โต๊ะได้เลยนะคะ” เสียงครูอรุณตะโกนมาจากอีกฟากของหอประชุม เด็กสาวเดินพุ่งตรงไปตามจุดของเสียง หมับ ! เธอวางแฟ้มเอกสารที่เตรียมมา วางลงตรงหน้าครูผู้รับลงทะเบียน “สวัสดีค่ะ” “สวัสดี .... อ้าวววว หนูป๊อบ” “ค่ะครูอรุณ หนูป๊อบเองค่ะ” “... ทำไมได้มาคนเดียวล่ะลูก แม่ไปไหนล่ะ” ครูอรุณมองส่องข้างหลังเธอ “แม่กำลังคุยโทรศัพท์กับพ่ออยู่ค่ะ เดี๋ยวก็คงมาค่ะครู” “อ่อ ... อะ เอกสารครบไหมลูก ถ้าครบก็ยื่นมาได้เลยจ้ะ” เด็กสาวดึงเอกสารในแฟ้มสีฟ้าใสออกมา ยื่นไปข้างหน้าเรียบโต๊ะขาวให้กับครู “หนูอยากอยู่ห้องไหน ได้คิดไว้บ้างไหม ?” ครูสาวเงยหน้าถามเธอ “เอิ่ม ... ไม่รู้เลยค่ะครู” เธอตอบกลับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ห้องไหนก็ได้ค่ะครู ไม่ว่าจะห้องไหนก็คงไม่มีกานต์” เธอก้มหน้าตอบกลับครู ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “อ้าว ! ไม่ได้เจอกันหรอกเหรอ กานต์เขาเพิ่งลุกออกไปจากครูเมื่อกี้เองนะ” เด็กสาวตาตั้งขึ้นอย่างทันที “กานต์เรียนต่อที่นี่เหรอคะครู” เด็กสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นสุด ๆ ครูสาวเอียงคอนึกคิด ก่อนจะตอบกลับเธอ “ก็น่าจะใช่นะ ครูถามว่าได้สมัครที่ไหนไว้อีกไหม เขาก็ตอบว่าไม่นะ” “แล้วกานต์เลือกสอบห้องไหนคะครู” เด็กสาวยื่นหน้าเข้ามาถามครู พร้อมเสียงกึ่งกระซิบ “เดี๋ยวครูขอดูแป๊บนะ” ครูสาวก้มลงค้นหาเอกสารในกล่องกระดาษข้างล่าง “ป๊อบลูก เมื่อกี้แม่เห็น ...” แม่ของเด็กสาวเดินหน้าตั้ง ลงนั่งเก้าอี้แดงข้าง ๆ เธอ “คุณครูอรุณ สวัสดีค่ะ” แม่เหลือบไปเห็นครูที่ก้มหน้าก้มตาค้นหาเอกสาร ก่อนที่ครูจะหยิบกระดาษขึ้นมา พร้อมรับไหว้และไหว้ตอบกลับคุณแม่ “ขอตอบคำถามก่อนหน้าของหนูป๊อบก่อนนะคะ” ครูยิ้มกริ่ม “กานต์เลือกสอบเข้า ...ห้องพิเศษจ้ะหนูป๊อบ” ครูสาวยื่นหน้ามาตอบคำถามที่เธออยากรู้มาก ๆ “หนูขอเลือกห้องพิเศษค่ะ” เด็กสาวยิ้มกว้าง ดึงกระดาษสีชมพูอ่อนในชั้นออกมา กรอกรายละเอียดต่าง ๆ อย่างตั้งใจ “แต่ห้องพิเศษต้องสอบเข้านะ หนูป๊อบต้องอ่านหนังสือนะ” ครูอรุณเหลือบมองหน้ากันกับคุณแม่ ก่อนจะเอ่ยบอกกล่าวเด็กสาว “ง่ายมากค่ะครู” เด็กสาวก้มหน้าก้มตากรอกข้อมูลลงใบสมัครอย่างตั้งใจ “แม่เซ็นตรงนี้ให้หนูหน่อยค่ะ” เธอเลื่อนเอกสารมาตรงหน้าแม่ แม่มองหน้ากันกับครู ฉีกยิ้มกริ่มให้กัน ก่อนจะก้มหน้าเซ็นชื่อตัวเองลงไปในเอกสาร ที่เธอจัดการด้วยตัวเองอย่างเสร็จสรรพ ยื่นกลับให้เธอ เด็กสาวหยิบเอกสารขึ้นมาตรวจสอบ พยักหน้าด้วยความพึงใจ ก่อนจะยื่นส่งต่อให้ครู ครูสาวตรวจเช็กเอกสารสักพัก แม่มองหน้าเด็กสาว ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความหวัง ความพยายามอย่างเต็มขีด “เรียบร้อยค่ะ เจอกันอีกทีวันสอบนะคะ” ครูอรุณรวบเอกสารของเธอ เย็บ แล้วหย่อนลงในกล่องกระดาษข้างตัว “ขอบคุณค่ะครู” เด็กสาวไหว้ขอบคุณ แล้วเดินออกจากตรงนั้น ด้วยรอยยิ้มปริ่มใบหน้า “ขอบคุณนะคะครูอรุณ” “ขอบคุณค่ะคุณแม่”1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







