LOGINRome Game #1
นินิว วิศวะคอมฯ
‘คุณนลาภัศ เมธาปกรณ์ รับยาช่อง 2 ค่ะ’
น้ำเสียงอ่อนหวานของพยาบาลประจำโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ขานเรียกชื่อฉันเพื่อให้ไปรับยาที่ช่องรับยา 2 หลังจากนั่งรอมาเกือบสิบนาที จึงลุกขึ้นเดินไปจ่ายเงินค่ายาและรับยามาตรวจเช็ก
“คุณหมอจะให้ยารับประทานสำหรับสามเดือนนะคะ นี่ใบนัดตรวจค่ะ”
“ขอบคุณนะคะ”
“รับประทานยาตามที่แนะนำไว้บนซองได้เลยนะคะ”
ฉันฉีกยิ้มให้กับพยาบาลที่แนะนำเรื่องของยา แม้ว่าจะกินยาพวกนี้มาเกือบครบปี ยังไงเพื่อความปลอดภัยพยาบาลจะถามไถ่ทุกครั้งและบอกว่าควรกินเวลาไหนหรือถามเรื่องแพ้ยา เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยก็ยัดถุงยาใส่ลงกระเป๋าสะพายข้างสีขาว ออกจากโรงพยาบาลเอกชนและเงยหน้ามองท้องฟ้าที่วันนี้ถึงจะมีแดด ทว่าท้องฟ้ากลับมืดมิดไร้สีฟ้า... สีแห่งความสดใส
หลุบสายตามองนาฬิกาข้อมือก็พบว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะได้เวลาเข้าเรียนวิชาเคมีแล้ว ดังนั้นฉันจึงสาวเท้าออกจากโรงพยาบาลเพื่อนั่งรถเมล์ต่อไปยังมหาลัย เพราะกลุ่มแชทที่มีเพื่อนสนิทสามคนเด้งมาหารัวๆ ฉันจึงมีเวลาตอบกลับไปเพียงแค่...
Ninew : กลับจากโรงพยาบาลแล้ว อีกประมาณยี่สิบนาทีถึง
Yel : รอที่เดิมนะเพื่อนเลิฟ ฉันซื้อชาเขียวเย็นหวานมากให้แก
Ninew : แต้งท์นะเยล
เพียงเท่านี้รอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่... อย่างน้อยชีวิตของฉันที่เคยคิดว่ามันค่อนข้างเฮงซวยก็มีเพื่อนที่ดีที่คอยห่วงใยและไม่เคยหนีหายไปไหน ฉันรู้สึกดีใจที่คนรอบข้างของฉันยังคงให้กำลังใจดีมากยิ่งกว่าคนในครอบครัวจริงๆ เสียอีก ส่ายหน้าไปมาเพื่อสลัดความคิดที่ไม่ควรเอามาเป็นประเด็นให้ต้องคิดมาก
ฉันเป็นพวกที่พอคิดหรือมีเรื่องเครียดมากๆ จะทำให้หลงลืมเรื่องบางเรื่องไปชั่วขณะ เช่นเมื่อคืนก่อนจะกลับบ้าน แต่ดันคิดมากหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่ควรลืม ก็ดันมาหลงอยู่แถวหน้าผับ LC ชื่อดัง ดีหน่อยนะที่ดึงสติของตัวเองกลับมาได้ จากการโทรตามของเพื่อนชายคนสนิทอย่างเสือ ไม่งั้นฉันคงหลงเดินไปไกลจนทำให้เพื่อนเป็นห่วงแน่
มาถึงมหาลัยฉันก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาในคณะ ด้วยความเร่งรีบของตัวเอง ฉันจะหยิบชีทเอกสารออกมาเพื่อทบทวนก่อนเข้าคลาสก็ดันทำถุงยาตกลงสู่พื้น กำลังจะก้มลงเก็บก็มีมือหนึ่งมาเก็บมันไปซะก่อนและคนที่หยิบไปทำให้ฉันลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“ขอคืนด้วยค่ะ”
“นี่คือเหตุผลที่หนูปฏิเสธพี่เหรอนินิว” รุ่นพี่วิศวะยานยนต์หรือพี่อัฐ ชูถุงยาขึ้นพลางยิ้มขำกับเพื่อน
“น้องเป็นบ้า”
“!”
“ถึงกับต้องกินยาเลยเหรอเนี่ย พี่ว่าบางทีน้องควรเช็กสมองบ้างก็ได้นะ จะได้ไม่โง่มองข้ามคนอื่นเขาแบบนี้”
“พี่ยุ่งอะไรด้วย” เค้นเสียงแข็งพลางจ้องคนตรงหน้าราวกับไม่ชอบใจ “สมองหนูดี แค่สมองมันสั่งไม่ให้ยุ่งกับผู้ชายใจทรามอย่างพี่อัฐมากกว่า”
“นินิว!”
“ขอคืน” แบมือไปตรงหน้า มีเหรอว่าเขาจะยอมแถมยังเบ้ปากและอ่านหน้าซองถุงยานึกสนุกปาก “เดี๋ยวนี้”
“เสียดายความสวยนะเนี่ย ไม่น่าเป็นบ้าเลย” ฉันสูดลมหายใจเข้าดีนะที่คนเดินผ่านไปมาเขาไม่ได้คิดจะสนใจ มีแต่ผู้ชายคนนี้ที่มาจีบ ฉันไม่เล่นด้วยก็หาข้ออ้างสารพัดวิธีมาทำลายฉัน นิสัยชายแท้เป็นอะไรที่น่ารังเกียจที่สุด
“ที่บ้านไม่ได้สอนเหรอคะว่าไม่ควรเอาปมคนอื่นมาพูดเล่น” ในเมื่อพูดดีๆ ด้วยไม่ยอมก็ต้องโดนด่ากลับ “พี่เองก็น่าเสียดายนะคะ หน้าตาก็หล่อ ไม่น่าทำตัวเป็นผู้ชายที่มีแค่ไอ้นั้นไว้แค่คั่นสมอง”
“นินิว ยัยเด็กบ้า!”
“แค่เพราะหนูไม่ชอบ พี่ก็เลยหาวิธีแกล้งแบบสกปรกๆ ดูเป็นนิสัยชายแท้สุดๆ เลยค่ะ” คิดว่าคนอย่างฉันจะยอมให้ตัวเองมาโดนด่าทั้งที่ตัวเองไม่ได้บ้าเหรอ ฝันไปเถอะ ฉันไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ใช่ว่าจะด่าใครไม่เป็นนะ “ผู้หญิงไม่ชอบก็ควรหัดยอมรับความจริงบ้างนะคะ ไม่ใช่ทำตัวให้มันดูน่าสมเพชมากกว่าเดิม”
“อยากโดนประจานใช่ไหมว่าตัวเองทำตัวหยิ่งจองหอง ที่แท้ก็เป็นแค่อีบ้าที่ต้องกินยาระงับประสาท!” เขาเดินต้อนฉันพลางกระตุกยิ้มมุมปาก แถมยังชูถุงยาขึ้นโดยที่ฉันจ้องหน้าเขาพลางกำหมัดแน่น “หึ โรคบ้ากำลังกำเริบหรือไง”
“...”
“เฮ้ย มึงโทรเรียกรถโรงบาลบ้ามารับยัยเด็กคนนี้ทีสิ ความบ้ากำลังจะถึงขีดสุดแล้วว่ะ ฮ่าๆ” ฉันกัดฟันกรอด รู้สึกหน้าตัวเองร้อนผะผ่าวเสียจนมันแทบจะลุกไหม้ถ้าหากมันทำได้ เกลียดผู้ชายสันดานแบบนี้ที่สุด
“หนูไม่ได้เป็นบ้า”
“อ๋อเหรอ แล้วนี่อะไร?” พี่อัฐยังคงเสมองถุงยาในมือเพื่อต้อนให้ฉันจนมุม หากแต่ว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ก็มีมือปริศนาเจ้าของร่างสูงใหญ่สวมช้อปสีแดงเลือดหมูดึงถุงยาออกจากมือพี่อัฐ ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งแลสัมผัสถึงได้ความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกจากตัวเขาและคนรอบข้าง ฉันลอบกลืนน้ำลายขณะเอี้ยวมองเสี้ยวหน้าด้านข้าง
เขาไม่พูดอะไรกลับโยนถุงยาให้ฉันที่แทบจะรับมันเอาไว้ไม่ทัน ก่อนที่เขาจะยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์และจ้องหน้ากลุ่มพี่อัฐด้วยสายตาราบเรียบ “เกะกะ”
“ไอ้เจค”
“ถอย” น้ำเสียงแหบพร่าและด้วยความสูงของเขามันสูงกว่ากลุ่มพี่อัฐ หนำซ้ำแม้แต่ใครก็ตามแต่ได้เผชิญหน้ากับเขาก็แทบจะไม่มีใครกล้ายุ่งด้วยสักเท่าไหร่ คณะวิศวกรรมศาสตร์หนุ่มฮอตที่มีดังในมหาลัยมากถึงมากที่สุดก็มีแค่พวกเขาสามคนเท่านั้น เด็กวิศวะโยธาพี่เกียร์ พี่เจคและอีกคนที่ฉันชังน้ำหน้าเขาอย่างพี่โฬม ทว่าส่วนใหญ่คนจะไม่ชอบพี่เกียร์ เกรงพี่เจคและรู้สึกดีกับพี่โฬม สามคาเรกเตอร์จะแตกต่างกัน
ทว่าพี่เจคที่แทบจะไม่ยุ่งเรื่องของใครเลยนะ ย้ำ เขาไม่ยุ่งเรื่องของใคร กลับมาช่วยฉันหรือแค่พวกเรายืนขวางทางเดินก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเขามาได้ทันเวลาก่อนที่พวกพี่อัฐจะทำตัวระยำหมาใส่ฉัน
“น่ารำคาญ” ยกมือเกาเส้นผมสีดำสนิทและยกมือปิดปากหาว “กูจะนอน”
“เกี่ยวอะไร”
“เสียงดัง” ไม่รู้ว่าพี่เจคไปแอบหลับตรงไหนนะ เขาถึงได้ตื่นมางัวเงียขนาดนี้ “มึงมันบ้า”
“อะ ไอ้เจค”
“ว่าน้อง” น้อง... เขากำลังหมายถึงฉันใช่ไหมอะ น้องก็มีแค่ฉันที่เป็นผู้หญิงยืนอยู่ในวงล้อมผู้ชายแค่คนเดียว “หน้าตัวเมีย”
“!” เป็นคำพูดที่ไม่ได้แรงอะไร พอออกจากปากพี่เจคกลับทำให้ฉันรู้สึกสะใจเสียดื้อๆ
“รุ่นพี่หัดทำตัวให้น่าเคารพ” พี่เจคถอนหายใจพลางเสมองฉัน นัยน์ตาสีดำสนิทค่อนข้างลึกลับเหมือนมหาสมุทรที่นิ่งสงบไร้คลื่นกลางทะเล นิ่งและดูล้ำลึกเสียจนพอได้มองเหมือนตัวเองถูกดึงให้จมลงในน้ำทะเลทันทีที่เหยียบมัน “ไปได้แล้ว”
“ค่ะ”
เขาเอ่ยปากและเดินนำฉันผ่านวงล้อมพี่อัฐที่โวยวายพลางสะบัดหน้าหนี กระทั่งฉันเดินตามหลังพี่เจคมาถึงลานเกียร์ เขาก็เดินเลี้ยวเข้าไปในตึกคณะ สองเท้าของฉันจึงพามาหยุดที่ข้างๆ ลานเกียร์มีโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นไม้ นักศึกษาหลายคนกำลังนั่งๆ นอนๆ เล่นกันหรือไม่ก็อ่านหนังสือเพื่อทบทวนการเรียนก่อนเข้าคลาส
“นิว ทางนี้!” เสียงสดใสของเยลเพื่อนสาวในกลุ่มที่เป็นสายปาร์ตี้ดื่มเก่ง โบกมือเรียกฉันให้ไปนั่งประจำโต๊ะหินอ่อน คนตรงข้ามเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาตีและมีนิสัยค่อนข้างเงียบขรึมชื่อว่าเสือ ส่วนทอยเพื่อนอีกคนก็เป็นพวกรักสนุก ติดเล่นพวกเราเจอกันตอนเรียนปีหนึ่งจนถึงปีสอง สนิทกันได้เพราะทำกิจกรรมกลุ่มกันเนี่ยล่ะ
“หาหมอมาเป็นไง” เสือเอ่ยถามเสียงเรียบ
“เหมือนเดิม หมอนัดอีกทีก็สามเดือน”
“เมื่อวานนี้เสือบอกเธอเดินหลงเหรอวะ บอกแล้วให้ฉันไปส่งก็ไม่เอา” ทอยบ่นอุบ “เกิดไปหลงที่ที่ไม่เคยไป จะแย่”
“ไม่เป็นไร ฉันโอเค” ตอบเพื่อนให้สบายใจ “ยังไงฉันก็ต้องหัดดูแลตัวเองให้ได้ เกิดมีพวกแกช่วย มันจะไม่หาย”
“เลิกเครียด”
“ได้ก็ดีน่ะสิ” หัวเราะในลำคอ คนเรานะจะเครียดหรือจะมีปัญหาอะไรก็ตามแต่ ถ้าหากมันเลิกได้ง่ายๆ ก็คงไม่มีใครเป็นโรคแบบนี้หรอก อีกอย่างฉันเป็นโรคนี้มาเกือบปีแล้ว มันไม่หายเองดังนั้นถึงต้องพึ่งพาหมอและยา อย่างน้อยก็อาการมันจะได้ไม่แย่ลงเพราะไม่ได้พบแพทย์
“ว่าจะถาม เมื่อวานแกเป็นบ้าอะไรนิว ไปมองรุ่นพี่แบบนั้น”
“หมายถึงมองรุ่นพี่โฬมปะ” ทอยตอบ “นั่นดิ”
“เกลียดพี่เขาเหรอ?”
“จะเกลียดได้ไง ไม่ได้รู้จักกัน”
“งั้น...”
“แค่ไม่ชอบ ในสิ่งที่เขาทำ”
[50%]
*----------------------------------------------*
หนูเองก็ดีใจที่คนๆ นั้นคือพี่โฬม ฉันเลือกที่จะตอบคำถามนี้เอาไว้ในใจและหันมาจัดแจงข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองต่อ โดยมีเขานั่งกอดอยู่แบบนั้น“ปล่อยหนูได้ไหม หนูทำไม่ถนัด”“ไม่ปล่อยจนกว่าหนูจะเล่าเรื่องของหนูให้พี่ฟังทั้งหมด”“ก็ได้ค่ะ หนูจะเล่า แต่พี่โฬมต้องปล่อยหนูก่อน” บอกเขาน้ำเสียงเด็ดขาด แน่นอนว่าดูเหมือนจะไม่อยากทำตาม เขากลัวตัวเองจะไม่ได้ฟังเรื่องของฉันจำยอมขยับออกไปนั่งพิงขอบประตูชันเข่าข้างหนึ่งขึ้น มือทั้งสองกำชายกระโปรงชุดเดรสแน่น สบตากับพี่โฬมที่จ้องหน้าฉันเพื่อตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดยกเว้นที่ไม่เล่าและไม่มีวันเล่าก็คือเรื่องอาการป่วยของฉัน แค่ไม่อยากให้พี่โฬมต้องมองฉันเป็นผู้หญิงที่เอาแต่คิดมากกับเรื่องในอดีตจนกลายเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือใช้ชีวิตร่วมกับเขาครึ่งปีหลังจากนี้ แค่อยากให้พี่โฬมมองว่าฉันเป็นผู้หญิงปกติ ไม่ต้องกินยาวิตกกังวลหรือยานอนหลับเพื่อช่วยให้อาการเครียดเหล่านั้นถูกขจัดมลายหายไป“ผู้หญิงคนนั้น ตอนผับ LC มายั่วพี่”“จริงเหรอคะ!”“ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นลูกติดพ่อเลี้ยงหนู ถึงว่าทำไมให้แม่หนูเปลี่ยนตัวหมั้น” ร้ายนักนะยัยเดือน!“พี่โฬมจะนอนกับใครก็ไ
Rome Game #12คู่หมั้นขัดดอก“ทีนี้หนูก็ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่นอนร่วมเตียงกับพี่”“เรื่องนั้นหนูรู้ แต่สัญญาของเราก่อนหน้านั้นพี่โฬมห้ามลืมด้วย”“หึ”ยังจะมายืนขำอีกนะ ฉันมองค้อนร่างสูงที่ขนกระเป๋าของฉันเข้ามาในห้องนอน แน่นอนว่าถ้าหากพี่เจคไม่ได้อยู่อีกห้องฉันจะขอนอนแยกทันทีอย่างเสียไม่ได้ ถึงจะสับสนและมึนงงอยู่กับเรื่องที่มันเกิดขึ้นแบบกะทันหัน ฉันจับพลัดจับผลูมาหมั้นกับพี่โฬมเป็นที่เรียบร้อย“หนูไม่รู้เหรอว่าหน้าที่ของคู่หมั้น มันมีอะไรบ้าง” พี่โฬมเดินต้อนฉันเข้ามาเรื่อยๆ จนขาสะดุดเข้ากับปลายเตียงจนเซล้มลงนั่ง พี่โฬมไม่รีรอที่จะโน้มตัวลงมาเอาแขนทั้งสองกักกันร่างฉันไม่ให้ขยับหนีไปไหน ลมหายใจอุ่นร้อนมีกลิ่นหอมเย็นจากบุหรี่ที่เขาสูบรดรินอยู่บนกลีบปาก ส่ายหน้าไปมาเพราะไม่รู้จริงๆ นี่นา “เอาไว้หลังดินเนอร์กับพ่อแม่พี่เสร็จ พี่จะบอก”“พี่โฬมสัญญากับหนูแล้วนะ” ยังไงก็ขอทวงสัญญาเรื่องนั้นก่อน ไม่ไว้ใจพี่โฬมสุดๆ พี่โฬมหื่นอะ!“พี่ไม่ได้ลืม พี่ทำตามสัญญา”“ขอบคุณค่ะ”“ตอนที่เราสัญญา เราสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ถูกไหม”“!”“ตอนนี้เป็นคู่หมั้นกันแล้ว พี่ลืมมันได้ใช่หรือเปล่า” ดวงตาของฉันเบิกกว้า
“ลาภิศเป็นลูกชายของเราเองค่ะ” แนะนำตัวพี่โฬมให้พวกเราทั้งหมดรู้จัก ท่านทั้งสองนอกจากจะรักกันมากแล้วยังมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายหน้าตาดีและเป็นคนเดียวที่ฉันพึ่งพาเขาได้เสมอ “ลาภิศเป็นลูกชายคนเล็กค่ะ คนโตชื่อรชต เขาปฏิเสธจะหมั้นหมายกับนินิว ลูกชายคนเล็กของเราก็เลยตกลงแทน”นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกันล่ะเนี่ย! ฉันตกใจจนอ้าปากค้าง ต่างจากพี่โฬมพอรู้ว่าฉันไม่ต้องไปหมั้นกับชายรุ่นพ่อและรู้ว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นคนใหม่ของฉัน เขากลับอมยิ้มพลางจ้องมองฉันที่แต่งตัวสวยตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า รู้สึกอายเขาขึ้นมาเสียดื้อๆ“หนูสวยมากเลยนะวันนี้” คำชมของพี่โฬมทำให้คุณท่านทั้งสองลอบมองหน้ากันพลางยิ้มกริ่ม“คุณแม่คะ หนูขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิคะ” จู่ๆ เดือนก็สะกิดแม่ของฉันให้ลุกขึ้นตามออกไปจากห้องรับแขก ฉันไม่รู้หรอกนะว่าหล่อนมีแผนอะไรอีก ก็ช่างเถอะตอนนี้ฉันดีใจมากที่ได้เจอกับพี่โฬม มันโล่งใจยังไงบอกไม่ถูกเลย“พี่ลาภิศจะหมั้นกับหนูนะ นินิว” คุณหญิงภริตาลุกขึ้นเดินมาโอบไหล่ฉันเอาไว้หลวมๆ “แม่รู้ว่าหนูคงลำบากใจ พ่อเขาก็เลยมาปรึกษาแม่น่ะ จริงๆ พ่อเขาไม่ได้คิดจะหมั้นกับหนูเลยนะ แค่หาทางออกให้กับตัวเองแล้วก็หนู”“อีแ
Rome Game #11การหมั้นหมายเริ่มขึ้นและแล้วงานหมั้นก็มาถึง ฉันนั่งมองตัวเองในกระจกขณะนั่งแต่งหน้าจนสวยงามเหมาะกับงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าสีหน้าของคนที่กำลังจะมีงานมงคลไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันปล่อยเส้นผมที่ดัดเป็นลอนใหญ่คลายตรงปลายผมและเหน็บข้างใบหู สวมชุดเดรสผ้าชีฟองพิมพ์ลายดอกไม้ เปิดไหล่อวดผิวขาวอมชมพูริ้วระบายราวกับเจ้าหญิงในนวนิยายชีวิต... มันไม่ได้สวยงามเหมือนในนิยายหรอก กว่าฉันจะแต่งหน้าตรงใต้ตาไม่ให้ดูหมองคล้ำก็ใช้เวลานาน เป็นเพราะตัวเองดันร้องไห้นับตั้งแต่เดินจากพี่โฬมมา เขาติดต่อหาฉันเป็นร้อยๆ สาย ส่งข้อความมาหาฉันอีกนับครั้งไม่ถ้วน ฉันแค่ไม่อยากให้เขาต้องเข้ามาวนเวียนในชีวิตจึงเลือกปิดเครื่องเพื่อยอมรับการตัดสินใจของตัวเอง เวลาผ่านไปฉันไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนขนาดเพื่อนมาที่บ้านแม่ก็ไล่กลับไป เพราะต้องการให้ฉันเก็บตัวรอวันหมั้นที่มาถึงในเร็ววันเสมองข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกแพคเก็บลงกระเป๋าประมาณสามใบและกระเป๋าเป้อีกสองใบ มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เอามันไปด้วยนั่นก็คือรูปถ่ายของฉันกับพ่อหรือรูปครอบครัว ให้มันฝังอยู่ที่นี่เถอะ เพราะครึ่งปีต่อจากนี้ฉันจะ
ด้วยความหงุดหงิดเลยลุกขึ้นเดินหนีมันเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนอนคว่ำหยิบมือถือขึ้นมากดต่อสายหานินิว มันก็เหมือนเดิมจนผมกดเข้าไปที่แอพฯ กดดูรูปโปรไฟล์ของเธอที่สวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาว ปล่อยผมสยายผมแสกกลางเปิดรับใบหน้าเรียวสวยและเท้าคางให้เห็นโครงหน้าชัดๆ ปลายนิ้วโป้งของผมลากไล้บนรูปเธอและกดเข้าไปยังกล่องข้อความ แน่นอนว่านินิวไม่ได้เปิดอ่านมันแม้แต่อันเดียวLaphit : พี่เป็นห่วงหนู ตอบกลับพี่หน่อยนะ นินิวLaphit : หนูคุยกับพี่ได้ทุกเรื่อง เราจะมาแก้ปัญหานี้ด้วยกัน ขอแค่หนูรับสายพี่ผมรู้ว่าสุดท้ายนินิวไม่ตอบผมหรอก แค่อยากให้เธอรู้เอาไว้ว่าผมพร้อมเป็นที่พึ่งพิงให้เธอเสมอ... ไม่ยอมให้เธอหมั้นกับชายแก่คราวพ่อแน่ ครึ่งปีเชียวนะที่เธอต้องทรมานเป็นเมียเก็บเมียน้อยน่ะ ให้ตายยังไงผมก็ไม่ยอมเด็ดขาด! จะด้วยฐานะเหี้ยอะไรก็ช่างแม่ง ผมสนแค่นินิว แค่เธอคนเดียวเท่านั้นจริงๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ เวลา 15.05 น.หลังเลิกเรียนผมก็เดินวนไปมาอยู่หน้าคณะวิศวะ เพราะรู้แค่ว่าเด็กวิศวะคอมฯ ใกล้เลิกคลาสตอนนี้ ดังนั้นมันเลยไม่ได้มีแค่ผมที่เดินวนไปมา มีไอ้เจคที่เอนตัวลงนอนบนขอบปูนทางขึ้นลงบันได เอามือสองข้างสอดใต้ท้ายทอยและ
“กูจะรอวันนั้น” รอยยิ้มของไอ้เกียร์ทำให้ผมแปลกใจมาก มันไม่เคยยิ้มแบบนี้มาก่อนเลย ยิ้มที่ฉีกกว้างซึ่งปกติยิ้มของมันจะเน้นไปที่กวนตีนเสียมากกว่า “หยาส่งข้อความมา กูไปรับเมียก่อนแล้วกัน”ไอ้เกียร์เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินสวนผมออกไปทางประตู หากแต่ว่ามันกลับชูนิ้วชี้ขึ้นและชี้หน้าผม “อะไร”“ในเมื่อติดต่อไม่ได้” ราวกับกำลังชี้ทางสว่างให้ผม “ถามเพื่อนน้องที่คณะ”จริงด้วย ผมลืมไปเสียสนิทว่านินิวมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมด้วยนี่นา อย่างน้อยๆ เธอน่าจะติดต่อเพื่อนตัวเองบ้างล่ะนะ“อย่าใช้อารมณ์” ไอ้เกียร์ทิ้งท้ายพลางเอานิ้วชี้จิ้มขมับตัวเอง “ใช้ความคิด”“อือ”“สอนคนอื่นน่ะง่าย ทีเรื่องตัวเองดันยาก”“คนมันโมโหนี่หวา” ผมยืนเท้าเอวเสมองไปยังคนอื่นที่นั่งดื่มในโซนวีไอพี คงตกใจกับการกระทำของผมไม่มากก็น้อยละนะ ปกติโฬมคนเฟรนลี่ไม่เคยอารมณ์ร้อน ไม่เคยร้อนอกร้อนใจหรือกระวนกระวายแบบนี้มาก่อนในชีวิต ให้หลังไอ้เกียร์เดินไปผมก็ยืนระงับสติอารมณ์ของตัวเองให้ใจเย็นลงกว่านี้ ไม่เป็นไรโฬม พรุ่งนี้มึงไปถามเพื่อนน้องก็ได้นี่หวา“พี่โฬมคะ”กดล็อกรถเรียบร้อยเตรียมจะกลับห้อง เพราะวันนี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น หากแต่







