LOGINRome Game #8
ขอบคุณที่ดึงสติ
“นอนพักผ่อนได้เลย”
“หนูขอไปนอนที่โซฟาได้ไหมคะ ไม่ก็ขอนอนบนพื้น”
“ไม่ได้”
“แต่ว่า...”
“พี่สัญญากับหนูแล้วไง หนูไม่เชื่อใจพี่เหรอ”
มันก็แค่คำสัญญาใช่ปะ ไม่ได้บ่งบอกว่าพี่โฬมจะทำหรือไม่ทำอะไรฉันไง หลังจากที่เคลียร์กันเรียบร้อยพี่โฬมก็จูงมือฉันเข้ามาในห้องนอนของเขาที่กว้างขวางแลดูสะอาดตาเพราะโทนสีขาวแทบทั้งหมด มีเตียงนอนคิงไซส์สีขาวตั้งตรงกลางห้อง หัวเตียงติดกับกำแพง ด้านบนจะติดโคมไฟเล็กๆ ไว้หลายจุด ถูกเปิดแค่พอให้สว่างเท่านั้นไม่ได้เปิดทั้งหมด ผ้าม่านถูกเปิดออกให้เห็นวิวยามค่ำคืน มีโซฟาตัวยาวตั้งติดกับกระจกให้นั่งเล่นหรือนั่งอ่านหนังสือ ห้องนอนของพี่โฬมเรียบหรูดูมีราคามาก
ตอนนี้เขาอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยสวมเพียงแค่กางเกงบ็อกเซอร์สีดำตัวเดียวเท่านั้น เพิ่งจะเห็นร่างกายเปลือยเปล่าของพี่โฬมครั้งแรก นอกจากรอยสักมังกรที่แขน บนตัวของเขาตำแหน่งสีข้างด้านขวาสักตัวอักษรคำว่า Laphit ด้วยมันสวยงามและขลับกับผิวขาวๆ กล้ามเนื้ออัดแน่นไปทุกสัดส่วน ส่วนแผ่นหลังก็ดอกกุหลาบสีดำหนึ่งดอกตรงสันกระดูกมีควันสีดำลอยไปมา ถึงจะสักไม่ได้เยอะแต่ลายสักของพี่โฬมก็น่ามองและน่าค้นหาแบบสุดๆ
“หนู... ไม่เคยนอนกับผู้ชายมาก่อน” บอกตามความจริงพลางยกมือเกาศีรษะตัวเอง “หนูอาย”
“อายอะไร” พี่โฬมเอาผ้าขนหนูที่เช็ดเส้นผมพาดลำคอ จากนั้นก็เดินมาหยุดตรงหน้าซึ่งฉันนั่งอยู่ตรงปลายเตียง ร่างสูงโน้มตัวลงมาเท้ามือลงบนเตียง ใบหน้าหล่อจดจ้องเข้ามาในดวงตาเล่นเอาฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “นอนกับพี่ ไม่เสียหายอะไรหรอก ไม่ต้องอายด้วย”
“หนูเป็นผู้หญิงนะ”
“พี่รู้” ตอบแกมขำขัน จากนั้นก็วางมือลงบนศีรษะของฉันลูบไล้อย่างอ่อนโยน “วันนี้หนูแย่มาทั้งวันแล้ว นอนเถอะ”
“...”
“ไหนพูดสิว่าเชื่อใจพี่” จะให้พูดเหรอ มันก็ไม่เต็มปากเต็มคำน่ะสิ ทว่ามันก็ถูกอย่างที่พี่โฬมพูดว่าวันนี้ฉันเจอเรื่องแย่มาทั้งวันแล้ว ฉันต้องกินยาและพักผ่อนไม่เช่นนั้นร่างกายจะแย่จนใช้ชีวิตปกติในวันต่อๆ ไปไม่ได้
“หนู... เชื่อใจพี่โฬม”
“ดีมากคนเก่ง”
“น้ำเปล่าตรงลิ้นชักหัวเตียง หนูกินได้ไหมคะ หนูต้องกินยา” พี่โฬมที่หมุนตัวไปหยิบซองบุหรี่กับไฟแช็กเป็นอันหยุดชะงัก หันมามองฉันด้วยสีหน้าสงสัย ฉันหลุดเรื่องที่ไม่ควรหลุดไปใช่ไหม
“กินยาอะไร?”
“ยาคลายเครียดน่ะค่ะ” ฉันตอบเขาพลางยิ้มแห้งๆ ไม่รอให้พี่โฬมอนุญาตฉันก็ลุกขึ้นไปหยิบขวดน้ำมาเปิด กล่องยาขนาดเล็กถูกตบยาสองตัวเขาปากและตามด้วยน้ำที่กระดกจนเกือบครึ่งขวด “หนูนอนก่อนนะคะ”
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อพยายามรวบรวมสติ ทิ้งตัวลงนอนพลางดึงผ้าห่มสีขาวห่มจนมิดคอ พี่โฬมแลดูเงียบไปเลยเมื่อถามถึงยาที่ฉันกิน หวังว่าเขาจะไม่สงสัยอะไรหรอกนะ ฉันเชื่อใจว่าพี่เจคจะไม่เล่าเรื่องอาการที่ฉันเป็นให้กับเขาฟัง อย่างที่บอกบางเรื่องมันไม่จำเป็นต้องเล่าให้เขาฟังหรอก เขาดึงสติให้คิดก่อนที่สติจะเตลิด ขนาดกินยาแล้วก็ยังคิดเรื่องหมั้นกับท่านรณกรไม่จบไม่สิ้นสักที
ฉันจะต้องหมั้นกับท่านจริงๆ ใช่ไหม ถ้าหากหมั้นกับท่านหนี้สิบล้านก็จะถูกยกอย่างง่ายดาย ฉันแค่ต้องปรนนิบัติรับใช้ท่าน ดูแลท่านให้ดีที่สุดเพื่อจะได้หักหนี้สิบล้านที่พ่อสร้างไปได้ ทางเลือกของฉันมีแค่สองทางเท่านั้นระหว่าง ‘ไม่หมั้น’ กับ ‘หมั้น’ มันไม่มีทางไหนให้ฉันเลยนอกจากสองทางนี้ พลิกตัวนอนตะแคงข้างทอดสายตามองเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย หากจะต้องหมั้นหมายกับท่านรณกรเพื่อชดใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ อาจจะทำให้ฉันกลายเป็นเมียน้อยเมียเก็บเอาโดยปริยาย ท่านเลือกที่จะหมั้นกับฉันโดยไม่เรียกร้องเรื่องเอาเงินคืนด้วยซ้ำ
ถ้าหากต้องหมั้นหมายกับท่าน... ฉันกับพี่โฬมเราก็คงไม่ได้เจอกันอีกต่อไปสินะ เพราะฉันเองก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะได้เรียนต่อหรือจะต้องไปอยู่กับท่านแบบไหน ไม่รู้อะไรเลยเพราะดันหนีออกมาเสียก่อน
‘การที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ไม่เว้นแม้แต่การแก้ปัญหาที่พบเจอ มันต้องเกิดจากตรงนี้’
คำพูดของพี่โฬมและการกระทำของเขาที่เอานิ้วจิ้มตรงขมับ เพื่อแสดงให้เห็นว่าควรคิดแก้ปัญหาด้วยสมอง ไม่ใช่หนีมันทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายก็ต้องกลับไปแก้ไขมันให้ถูกต้อง ต่อให้ฉันปฏิเสธการหมั้นหมายกับท่านรณกร แม่ก็มีทางเลือกอีกมากให้ฉันก็คือเอาไปเร่ให้กับเจ้าหนี้ของพ่อที่ไม่ใช่แค่ท่านรณกร
ลมหายใจถูกถอนออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งรับรู้ถึงเตียงนอนยุบตามน้ำหนักตัว ฉันเอี้ยวไปมองพี่โฬมกลิ่นหอมเย็นๆ จากตัวเขามันลอยแตะจมูก สูบบุหรี่เสร็จเรียบร้อยแล้วสินะ
“คิดอะไรอยู่”
“เปล่าค่ะ” ปฏิเสธออกไปแทนการบอกเขาตรงๆ พอเห็นหน้าพี่โฬมก็แอบรู้สึกไม่ดี ถ้าต้องไม่ได้เจอกับเขาอีก ฉันจะไปหาใครที่พึ่งพาได้อย่างเขากันนะ ยิ่งไปกว่านั้นพอได้รับสัมผัสที่แสนอ่อนโยน ฝ่ามืออุ่นร้อนลูบศีรษะราวกับกำลังปลอบประโลมให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว มันก็พาให้ฉันพลิกตัวขยับเข้าไปหาร่างกายอบอุ่น
พี่โฬมตกใจเล็กน้อยที่ฉันสวมกอดเขากดหน้าซุกลงตำแหน่งแผงอกแกร่ง “หนูกอดพี่เองนะ พี่ไม่ได้ทำ”
“พี่โฬมบอกเองว่าหนูทำได้”
“หึ” เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะลูบแผ่นหลังฉันขึ้นลง “นอนซะ ลืมเรื่องวันนี้ไปให้หมด”
“...”
“พรุ่งนี้หนูตื่นขึ้นมา ปัญหาที่หนูเจอมาวันนี้มันจะดูเล็กน้อยมาก”
“พี่โฬม”
“ว่าไง” ฉันเรียกชื่อเขาเสียงแผ่วเบา ผละใบหน้าจากแผงอกเงยหน้าสบตากับเขา เม้มริมฝีปากตัวเองจนเจ็บหนึบกล้าๆ กลัวๆ ที่จะพูดออกไป ฉันจ้องมองใบหน้าเขาด้วยความรู้สึกที่สับสน มันแบบสวนทางกันไปหมดเลย “นินิว”
“พี่...” ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าร้อนผ่าวเสียจนแทบจะไหม้เกรียม “จูบหนูหน่อยได้ไหม”
งุดหน้าอย่างเขินอาย ฉันอุตส่าห์บอกกำชับพี่โฬมไม่ให้คิดกับฉันเรื่องบนเตียง ตัวเองดันมาขอให้เขาจูบเนี่ยนะ ไม่ค่อยจะขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวเองพูดไปก่อนหน้านั้นเลยนะ พอเห็นเขาเงียบก็เลยแสร้งทำเป็นหลับแค่เพียงเสี้ยววิ พี่โฬมก็ช้อนปลายคางฉันขึ้นเพื่อให้รับกับสัมผัสนุ่มยุ่นที่กดทาบทับลงมา ดวงตาที่ปิดสนิทกับค่อยๆ ลืมขึ้นเมื่อพี่โฬมไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก็จูบฉันทันทีโดยไร้ซึ่งการตอบรับหรือเสียงพูดคุย พอจูบแค่เพียงปากแตะปากเขาก็ถอนจูบออกอย่างเชื่องช้า
“พอไหม” น้ำเสียงแหบพร่าชวนให้หลงใหลเอ่ยถาม จึงทำได้เพียงพยักหน้าเหมือนเด็กน้อย กัดผนังในปากจนเจ็บหนึบยิ่งไปกว่านั้นสัมผัสร้อนระอุยังคงติดบนกลีบปากไม่จางหายไป “แต่พี่ไม่พอ”
พี่โฬมไม่รอให้ฉันพูดปฏิเสธออกมาสักคำเดียว ริมฝีปากแดงคล้ำก็กดแนบลงมาอีกครั้งและครั้งนี้มันต่างกันออกไป คือฝ่ามือหนาบีบแก้มเพื่อให้ได้เปิดปากรับเรียวลิ้นสากที่เข้ามาเพื่อตักตวงความหอมหวาน เป็นสัมผัสที่แปลกใหม่จนหัวใจของฉันเต้นแรง เผลอจิกนิ้วระบายความรู้สึกวาบไหวในช่องท้องและหน้าอกบนผิวเนื้อของพี่โฬม ยามที่ปากของเราสองคนยังนัวเนียกันไปมา ฉันที่ไม่ประสีประสาเรื่องพวกนี้กลับค่อยๆ เรียนรู้มันจากเขาอย่างตั้งใจ เรียวลิ้นของเรากวัดเกี่ยวดูดดึงจนลมหายใจของพี่โฬมหอบถี่ รสขมจากปลายลิ้นสากทำให้ฉันรู้สึกว่าศีรษะถูกครอบงำไปด้วยเขาอย่างไม่น่าเชื่อ
ฉันส่งเสียงครางหวานในลำคอ แทบจะถูกกลืนกินไปทั้งตัวถ้าหากพี่โฬมทำได้ ราวกับเขารู้ว่าฉันกำลังจะขาดใจตายจึงถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า ส่งผลให้น้ำลายที่แลกกันอย่างดูดดื่มผ่านปลายลิ้นของเราสองคน ลมหายใจหอบถี่จนรู้สึกวูบโหวงในช่องท้อง เลื่อนสายตาขึ้นไปจดจ้องมองนัยน์ตาสีดำสนิทที่ทอประกายวิบวับเหมือนดวงดาวที่สว่างสดใสทุกครั้งที่ได้มอง พี่โฬมไม่พูดอะไรเขาผ่อนลมหายใจแรงๆ รดรินบนหน้าผากและกดจูบอย่างแนบแน่นจนเปลือกตาของฉันปิดลงอัตโนมัติ
เป็นจูบที่ร้อนแรงมาก... สำหรับฉันคิดว่าพี่โฬมกำลังยับยั้งตัวเองเอาไว้มากพอควร เพราะสัญญาที่เขาให้ฉันไว้นั่นแหละ ฉันไม่พร้อมเขาจะไม่ทำและไม่ขืนใจ ที่เขาจูบมันก็เพราะฉันเป็นฝ่ายอ้อนวอนเขา ด้วยความที่เขินจนไม่กล้าสบตากับเขาโดยตรง จึงพลิกตัวหันมานอนตะแคงข้างอีกฝั่ง คิดว่าจะหนีพี่โฬมพ้นเหรอ เปล่าเลย
ตอนนี้เขาขยับเข้ามาสวมกอดเอวฉันจากด้านหลัง ปัดเส้นผมสีดำสนิทออกจากท้ายทอยดึงคอปกเสื้อเชิ้ตสีดำลงเล็กน้อย ฉันสัมผัสได้ถึงริมฝีปากของพี่โฬมที่ร้อนระอุกดแนบลงตรงนั้น หนำซ้ำพี่โฬมยังดูดดึงผิวเนื้อจนฉันนิ่วหน้าไปด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบๆ ตรงท้ายทอย
“ทะ ทำอะไรคะ”
“เปล่า” กระซิบมายังข้างใบหูไม่วายกดจมูกลงบนเส้นผมของฉัน “แค่มันเขี้ยวท้ายทอยหนู”
“มันเขี้ยว” อะไรของเขา มาบอกว่ามันเขี้ยวท้ายทอยคนอื่นแบบนี้ได้ไง
“นอนได้แล้ว ไม่งั้นพี่จูบอีกนะ”
คำขู่เหรอคิดว่าฉันเชื่อไหม ตอบเลยว่าเชื่อสิ! มีคำพูดไหนของพี่โฬมบ้างที่ฉันจะไม่เชื่อน่ะ เขาพูดจริงทำจริง ดังนั้นพอฤทธิ์ของยาค่อยๆ ทำให้เปลือกตาของฉันหลับลง ในห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย รวมไปถึงอ้อมกอดจากคนที่นอนซ้อนด้านหลัง มันทำให้ฉันเขินอายเสียจนต้องข่มตาหลับให้ได้ หนำซ้ำตรงนั้นของพี่โฬมยังเอาแต่ถูกอยู่บริเวณหลังจนแทบจะสลัดมันออกไปไม่ได้
บ้าจริง พี่โฬมจะขยับอะไรกันนักกันหนานะ เขาจะรู้ไหมว่าน้องชายตัวเองมันสีจนหลังฉันจะถลอกอยู่แล้ว
[50%]
*-----------------------------------------------------*
หนูเองก็ดีใจที่คนๆ นั้นคือพี่โฬม ฉันเลือกที่จะตอบคำถามนี้เอาไว้ในใจและหันมาจัดแจงข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองต่อ โดยมีเขานั่งกอดอยู่แบบนั้น“ปล่อยหนูได้ไหม หนูทำไม่ถนัด”“ไม่ปล่อยจนกว่าหนูจะเล่าเรื่องของหนูให้พี่ฟังทั้งหมด”“ก็ได้ค่ะ หนูจะเล่า แต่พี่โฬมต้องปล่อยหนูก่อน” บอกเขาน้ำเสียงเด็ดขาด แน่นอนว่าดูเหมือนจะไม่อยากทำตาม เขากลัวตัวเองจะไม่ได้ฟังเรื่องของฉันจำยอมขยับออกไปนั่งพิงขอบประตูชันเข่าข้างหนึ่งขึ้น มือทั้งสองกำชายกระโปรงชุดเดรสแน่น สบตากับพี่โฬมที่จ้องหน้าฉันเพื่อตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดยกเว้นที่ไม่เล่าและไม่มีวันเล่าก็คือเรื่องอาการป่วยของฉัน แค่ไม่อยากให้พี่โฬมต้องมองฉันเป็นผู้หญิงที่เอาแต่คิดมากกับเรื่องในอดีตจนกลายเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือใช้ชีวิตร่วมกับเขาครึ่งปีหลังจากนี้ แค่อยากให้พี่โฬมมองว่าฉันเป็นผู้หญิงปกติ ไม่ต้องกินยาวิตกกังวลหรือยานอนหลับเพื่อช่วยให้อาการเครียดเหล่านั้นถูกขจัดมลายหายไป“ผู้หญิงคนนั้น ตอนผับ LC มายั่วพี่”“จริงเหรอคะ!”“ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นลูกติดพ่อเลี้ยงหนู ถึงว่าทำไมให้แม่หนูเปลี่ยนตัวหมั้น” ร้ายนักนะยัยเดือน!“พี่โฬมจะนอนกับใครก็ไ
Rome Game #12คู่หมั้นขัดดอก“ทีนี้หนูก็ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่นอนร่วมเตียงกับพี่”“เรื่องนั้นหนูรู้ แต่สัญญาของเราก่อนหน้านั้นพี่โฬมห้ามลืมด้วย”“หึ”ยังจะมายืนขำอีกนะ ฉันมองค้อนร่างสูงที่ขนกระเป๋าของฉันเข้ามาในห้องนอน แน่นอนว่าถ้าหากพี่เจคไม่ได้อยู่อีกห้องฉันจะขอนอนแยกทันทีอย่างเสียไม่ได้ ถึงจะสับสนและมึนงงอยู่กับเรื่องที่มันเกิดขึ้นแบบกะทันหัน ฉันจับพลัดจับผลูมาหมั้นกับพี่โฬมเป็นที่เรียบร้อย“หนูไม่รู้เหรอว่าหน้าที่ของคู่หมั้น มันมีอะไรบ้าง” พี่โฬมเดินต้อนฉันเข้ามาเรื่อยๆ จนขาสะดุดเข้ากับปลายเตียงจนเซล้มลงนั่ง พี่โฬมไม่รีรอที่จะโน้มตัวลงมาเอาแขนทั้งสองกักกันร่างฉันไม่ให้ขยับหนีไปไหน ลมหายใจอุ่นร้อนมีกลิ่นหอมเย็นจากบุหรี่ที่เขาสูบรดรินอยู่บนกลีบปาก ส่ายหน้าไปมาเพราะไม่รู้จริงๆ นี่นา “เอาไว้หลังดินเนอร์กับพ่อแม่พี่เสร็จ พี่จะบอก”“พี่โฬมสัญญากับหนูแล้วนะ” ยังไงก็ขอทวงสัญญาเรื่องนั้นก่อน ไม่ไว้ใจพี่โฬมสุดๆ พี่โฬมหื่นอะ!“พี่ไม่ได้ลืม พี่ทำตามสัญญา”“ขอบคุณค่ะ”“ตอนที่เราสัญญา เราสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ถูกไหม”“!”“ตอนนี้เป็นคู่หมั้นกันแล้ว พี่ลืมมันได้ใช่หรือเปล่า” ดวงตาของฉันเบิกกว้า
“ลาภิศเป็นลูกชายของเราเองค่ะ” แนะนำตัวพี่โฬมให้พวกเราทั้งหมดรู้จัก ท่านทั้งสองนอกจากจะรักกันมากแล้วยังมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายหน้าตาดีและเป็นคนเดียวที่ฉันพึ่งพาเขาได้เสมอ “ลาภิศเป็นลูกชายคนเล็กค่ะ คนโตชื่อรชต เขาปฏิเสธจะหมั้นหมายกับนินิว ลูกชายคนเล็กของเราก็เลยตกลงแทน”นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกันล่ะเนี่ย! ฉันตกใจจนอ้าปากค้าง ต่างจากพี่โฬมพอรู้ว่าฉันไม่ต้องไปหมั้นกับชายรุ่นพ่อและรู้ว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นคนใหม่ของฉัน เขากลับอมยิ้มพลางจ้องมองฉันที่แต่งตัวสวยตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า รู้สึกอายเขาขึ้นมาเสียดื้อๆ“หนูสวยมากเลยนะวันนี้” คำชมของพี่โฬมทำให้คุณท่านทั้งสองลอบมองหน้ากันพลางยิ้มกริ่ม“คุณแม่คะ หนูขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิคะ” จู่ๆ เดือนก็สะกิดแม่ของฉันให้ลุกขึ้นตามออกไปจากห้องรับแขก ฉันไม่รู้หรอกนะว่าหล่อนมีแผนอะไรอีก ก็ช่างเถอะตอนนี้ฉันดีใจมากที่ได้เจอกับพี่โฬม มันโล่งใจยังไงบอกไม่ถูกเลย“พี่ลาภิศจะหมั้นกับหนูนะ นินิว” คุณหญิงภริตาลุกขึ้นเดินมาโอบไหล่ฉันเอาไว้หลวมๆ “แม่รู้ว่าหนูคงลำบากใจ พ่อเขาก็เลยมาปรึกษาแม่น่ะ จริงๆ พ่อเขาไม่ได้คิดจะหมั้นกับหนูเลยนะ แค่หาทางออกให้กับตัวเองแล้วก็หนู”“อีแ
Rome Game #11การหมั้นหมายเริ่มขึ้นและแล้วงานหมั้นก็มาถึง ฉันนั่งมองตัวเองในกระจกขณะนั่งแต่งหน้าจนสวยงามเหมาะกับงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าสีหน้าของคนที่กำลังจะมีงานมงคลไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันปล่อยเส้นผมที่ดัดเป็นลอนใหญ่คลายตรงปลายผมและเหน็บข้างใบหู สวมชุดเดรสผ้าชีฟองพิมพ์ลายดอกไม้ เปิดไหล่อวดผิวขาวอมชมพูริ้วระบายราวกับเจ้าหญิงในนวนิยายชีวิต... มันไม่ได้สวยงามเหมือนในนิยายหรอก กว่าฉันจะแต่งหน้าตรงใต้ตาไม่ให้ดูหมองคล้ำก็ใช้เวลานาน เป็นเพราะตัวเองดันร้องไห้นับตั้งแต่เดินจากพี่โฬมมา เขาติดต่อหาฉันเป็นร้อยๆ สาย ส่งข้อความมาหาฉันอีกนับครั้งไม่ถ้วน ฉันแค่ไม่อยากให้เขาต้องเข้ามาวนเวียนในชีวิตจึงเลือกปิดเครื่องเพื่อยอมรับการตัดสินใจของตัวเอง เวลาผ่านไปฉันไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนขนาดเพื่อนมาที่บ้านแม่ก็ไล่กลับไป เพราะต้องการให้ฉันเก็บตัวรอวันหมั้นที่มาถึงในเร็ววันเสมองข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกแพคเก็บลงกระเป๋าประมาณสามใบและกระเป๋าเป้อีกสองใบ มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เอามันไปด้วยนั่นก็คือรูปถ่ายของฉันกับพ่อหรือรูปครอบครัว ให้มันฝังอยู่ที่นี่เถอะ เพราะครึ่งปีต่อจากนี้ฉันจะ
ด้วยความหงุดหงิดเลยลุกขึ้นเดินหนีมันเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนอนคว่ำหยิบมือถือขึ้นมากดต่อสายหานินิว มันก็เหมือนเดิมจนผมกดเข้าไปที่แอพฯ กดดูรูปโปรไฟล์ของเธอที่สวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาว ปล่อยผมสยายผมแสกกลางเปิดรับใบหน้าเรียวสวยและเท้าคางให้เห็นโครงหน้าชัดๆ ปลายนิ้วโป้งของผมลากไล้บนรูปเธอและกดเข้าไปยังกล่องข้อความ แน่นอนว่านินิวไม่ได้เปิดอ่านมันแม้แต่อันเดียวLaphit : พี่เป็นห่วงหนู ตอบกลับพี่หน่อยนะ นินิวLaphit : หนูคุยกับพี่ได้ทุกเรื่อง เราจะมาแก้ปัญหานี้ด้วยกัน ขอแค่หนูรับสายพี่ผมรู้ว่าสุดท้ายนินิวไม่ตอบผมหรอก แค่อยากให้เธอรู้เอาไว้ว่าผมพร้อมเป็นที่พึ่งพิงให้เธอเสมอ... ไม่ยอมให้เธอหมั้นกับชายแก่คราวพ่อแน่ ครึ่งปีเชียวนะที่เธอต้องทรมานเป็นเมียเก็บเมียน้อยน่ะ ให้ตายยังไงผมก็ไม่ยอมเด็ดขาด! จะด้วยฐานะเหี้ยอะไรก็ช่างแม่ง ผมสนแค่นินิว แค่เธอคนเดียวเท่านั้นจริงๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ เวลา 15.05 น.หลังเลิกเรียนผมก็เดินวนไปมาอยู่หน้าคณะวิศวะ เพราะรู้แค่ว่าเด็กวิศวะคอมฯ ใกล้เลิกคลาสตอนนี้ ดังนั้นมันเลยไม่ได้มีแค่ผมที่เดินวนไปมา มีไอ้เจคที่เอนตัวลงนอนบนขอบปูนทางขึ้นลงบันได เอามือสองข้างสอดใต้ท้ายทอยและ
“กูจะรอวันนั้น” รอยยิ้มของไอ้เกียร์ทำให้ผมแปลกใจมาก มันไม่เคยยิ้มแบบนี้มาก่อนเลย ยิ้มที่ฉีกกว้างซึ่งปกติยิ้มของมันจะเน้นไปที่กวนตีนเสียมากกว่า “หยาส่งข้อความมา กูไปรับเมียก่อนแล้วกัน”ไอ้เกียร์เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินสวนผมออกไปทางประตู หากแต่ว่ามันกลับชูนิ้วชี้ขึ้นและชี้หน้าผม “อะไร”“ในเมื่อติดต่อไม่ได้” ราวกับกำลังชี้ทางสว่างให้ผม “ถามเพื่อนน้องที่คณะ”จริงด้วย ผมลืมไปเสียสนิทว่านินิวมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมด้วยนี่นา อย่างน้อยๆ เธอน่าจะติดต่อเพื่อนตัวเองบ้างล่ะนะ“อย่าใช้อารมณ์” ไอ้เกียร์ทิ้งท้ายพลางเอานิ้วชี้จิ้มขมับตัวเอง “ใช้ความคิด”“อือ”“สอนคนอื่นน่ะง่าย ทีเรื่องตัวเองดันยาก”“คนมันโมโหนี่หวา” ผมยืนเท้าเอวเสมองไปยังคนอื่นที่นั่งดื่มในโซนวีไอพี คงตกใจกับการกระทำของผมไม่มากก็น้อยละนะ ปกติโฬมคนเฟรนลี่ไม่เคยอารมณ์ร้อน ไม่เคยร้อนอกร้อนใจหรือกระวนกระวายแบบนี้มาก่อนในชีวิต ให้หลังไอ้เกียร์เดินไปผมก็ยืนระงับสติอารมณ์ของตัวเองให้ใจเย็นลงกว่านี้ ไม่เป็นไรโฬม พรุ่งนี้มึงไปถามเพื่อนน้องก็ได้นี่หวา“พี่โฬมคะ”กดล็อกรถเรียบร้อยเตรียมจะกลับห้อง เพราะวันนี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น หากแต่







