로그인“สวัสดีครับเจ้านาย คุณภา” เรวัติมองหน้าแดงๆ ของคนทั้งสอง “เอ่อ...คงตกลงกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ”
“เดี๋ยวนะคะคุณเรวัติ ไม่ทราบว่าตกลงเรื่องอะไรคะ?” หญิงสาวออกอาการงงๆ
“อ้าว” เรวัติอุทานเบาๆ แล้วหันหน้าไปมองเจ้านายหนุ่ม แต่คนถูกมองไม่คิดจะอธิบายต่อเลยสักคำ “คืออย่างนี้นะคุณภา เดือนหน้าคุณปรียาจะย้ายไปทำงานในตำแหน่งใหม่ ทำให้ตำแหน่งเลขาหน้าห้องว่างลง...” เลขาวัยกลางคนหยุดอธิบายเมื่อเห็นฐิตาภาเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ
“แต่เท่าที่ฟังมา มันไม่เกี่ยวกับฉันเลยนะคะ”
“ครั้งนี้คงต้องเกี่ยวแล้วล่ะครับ เพราะท่านประธานอยากให้คุณภามารับตำแหน่งเลขาแทนคุณปรียา แล้วแต่งตั้งให้คุณศรีสมรเป็นหัวหน้าแผนกแทน”
“อะไรนะคะ!!! จะให้ฉันเนี้ยนะมาทำงานเลขา ฉันจบบัญชีนะคะ ไม่ได้จบเลขา” หญิงสาวชี้นิ้วเข้าหาตัว แล้วหันขวับไปมองคนต้นเรื่องที่นั่งไขว่ห้างฟังอยู่อย่างสบายอารมณ์
“แต่ปรียาจะเทรนงานให้จนกว่าคุณภาจะโอเคนะครับ”
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ตกลง และฝากบอกท่านประธานด้วยนะคะว่า ถ้าจะบีบฉันหรือแกล้งกันไม่ต้องคิดให้ปวดหัวหรอกค่ะ เพราะฉันขอลาออกตั้งแต่วันนี้” เสียงใสบอกอย่างเด็ดเดี่ยว พลางลุกพรวดขึ้น หมายจะเดินออกไปจากห้อง แต่จังหวะนั้นก็ถูกเสียงเข้มร้องดักเอาไว้เสียก่อน
“เดี๋ยว!” อธิชาติลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าเปลี่ยนเฉดสีเป็นดำคล้ำด้วยความฉุนเฉียว แต่ฐิตาภาโมโหจนไม่กลัวอะไรแล้วเวลานี้ ร่างบอบบางหันกลับมาช้าๆ แววตาเขียวปั๊ด
“อย่าคิดว่ามีอำนาจบริหารในมือแล้วจะชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ ถ้าคุณล้ำเส้นก็รอพบกับเจ้าหน้าที่กรมแรงงานได้เลย”
คำขู่ของเธอเหมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิง ซึ่งมันลุกลามเร็วจนอยากที่จะดับมอด ทำเอาเรวัติกลัวแทนฐิตาภา นี่คงไม่รู้ว่าเวลาคุณปรายโกรธนั้นยิ่งกว่าพายุคลั่ง ตายแน่...ใครจะห้ามศึกครั้งนี้ได้ล่ะ คนหนึ่งก็ร้ายและเอาแต่ใจ อีกคนก็ดื้อรั้นไม่ยอมลงให้...
“ผมว่าค่อยๆ พูดกันดีกว่านะครับเจ้านาย คุณภา” เรวัติรีบเข้าไปยืนคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง สลับกับมองคนนั้นคนนี้อย่างหวั่นๆ ว่าจะเกิดสงครามขนาดย่อมในห้องทำงาน “นะครับ ใจเย็นๆ เถอะ”
“ไม่!” ทั้งสองตวาดขึ้นพร้อมกัน แต่อธิชาติไม่พูดเปล่า รีบสาวเท้าไปฉุดเอาข้อมือเล็กๆ แล้วเหวี่ยงหมุนร่างอ้อนแอ้นเข้ามาในอ้อมกอดตน
“ออกไปก่อนคุณเรวัติ ผมจะปราบม้าพยศตัวนี้เอง”
เจ้านายหนุ่มหันไปสั่งเสียงห้วนๆ จนเลขาส่วนตัวไม่กล้าขัด ฐิตาภามองอย่างวิงวอนให้ช่วยพาเธอออกไปด้วย
“เจ้านายครับ อย่าทำอะไรรุนแรงมากนะครับ ผมไม่อยากเจอเจ้านายที่กรมแรงงาน” เรวัติทิ้งท้ายก่อนจะหันไปสบตากับหญิงสาว “ผมจะหาทางช่วยนะครับคุณภา แต่ตอนนี้คงต้องเผ่นก่อน ไม่งั้นผมโดนเล่นงานตายแน่ๆ” พูดจบก็พาร่างอวบท้วมเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที คนในห้องจึงหันมาห้ำหั่นกันต่อ
“ไม่เจอกันหลายปี ยังปากเก่งเหมือนเดิม แถมหยาบคายขึ้นเยอะเลยนะ”
“หึ...ฉันหยาบคายเฉพาะกับคุณเท่านั้นแหละ ปล่อยฉัน ฉันลาออกแล้ว คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับฉันอีก” ฐิตาภาดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการแกร่ง ทว่าคราวนี้นักล่าไม่ยอมปล่อยเหยื่อหลุดมือไปได้ง่ายๆ
“ผมไม่เซ็นใบลาออก คุณก็ออกไม่ได้ ทำไม เป็นเลขาผมมันไม่ดีตรงไหน” เขาถามพาลๆ มากกว่าจะเอาคำตอบ หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นจ้องตา
“เพราะฉันไม่อยากทำงานกับเจ้านายห่วยแตกอย่างคุณนะสิ” เธอกัดฟันกดเสียงต่ำพร้อมกับยกเข่าขึ้นถองเพื่อจะกระแทกกล่องดวงใจเขา แต่คนอย่างอธิชาติมีหรือจะเสียรู้มวยอ่อนหัดแบบนั้น ชายหนุ่มเอี้ยวตัวหลบ ก่อนจะย่อกายลงช้อนอุ้มเอาร่างแน่งน้อยลอยหวือขึ้นในวงแขนอย่างรวดเร็ว
“ว้าย...คุณจะทำอะไร ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ใครก็ได้ที่อยู่ข้างนอกช่วยฉันที”
เสียงใสร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก็ช้าไป ริมฝีปากหยักลึกได้รูปสีน้ำชาแสยะยิ้ม อุ้มคนพยศตรงดิ่งไปยังโซฟาตัวยาว และทันทีที่ร่างของฐิตาภาถูกวางลง หญิงสาวก็รีบดีดตัวขึ้นว่องไว ทว่าก็ถูกร่างกำยำออกแรงกดทับจนแน่นิ่งลงไปตามเดิม
“ดิ้นไปก็เท่านั้น ยังไงวันนี้เธอต้องถูกฉันลงโทษ”
ดวงตาคู่คมฉายประกายดุดัน แล้วจัดการกระแทกปากร้อนๆ ลงมาประกบเรียวปากกระจับจิ้มลิ้มอย่างไม่ปรานีปราศรัย
“อ๊ะ...อื้อ!”
ดวงตากลมแป๋วเบิกโพลง เมื่อลิ้นสากๆ ของเขาล่วงล้ำเข้ามาในโพรงปากนุ่มนิ่ม หญิงสาวสั่นสะท้านไปทั้งกาย เลือดร้อนๆ ถูกสูบฉีดไหลเวียนไปทั่วร่าง
อธิชาติระดมจูบดิบเถื่อนแบบถึงพริกถึงขิงใส่ไม่ยั้ง การรุกรานปลุกเร้าของเขานั้นทำเอาฐิตาภาหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน สมองหมุนคว้าง ม่านตาพร่าพราย ร่างกายอ่อนเหลวดั่งเนยแข็งถูกละลายด้วยเปลวไฟอันร้อนแรง
และเมื่อเขาถ่ายถอนริมฝีปากออก หญิงสาวก็ใช้ไม้อ่อนเข้าสู้ ด้วยการอ้อนวอนน้ำเสียงที่นุ่มลงกว่าเดิม
“คุณปราย...ปล่อยฉันเถอะนะคะ...ได้โปรด...”
“ปล่อยงั้นเหรอ บอกเลยว่ายาก...” เขากระตุกยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือหนาขึ้นไปยังท้ายทอยได้รูป ล็อคไว้ไม่ให้ขยับพร้อมกับโน้มใบหน้าเข้าบดจูบเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาตักตวงความหวานอย่างตะกละตะกลาม หญิงสาวพยายามเอนตัวหนีตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด หากชายหนุ่มก็ตามตื้อระรานไม่ยอมหยุด กำปั้นเล็กๆ พยายามทุบตีตามร่างกำยำไม่ยั้งเช่นกัน อธิชาติรำคาญจึงจับข้อมือเรียวตรึงไว้เหนือศีรษะ
“สวัสดีครับเจ้านาย คุณภา” เรวัติมองหน้าแดงๆ ของคนทั้งสอง “เอ่อ...คงตกลงกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ”“เดี๋ยวนะคะคุณเรวัติ ไม่ทราบว่าตกลงเรื่องอะไรคะ?” หญิงสาวออกอาการงงๆ“อ้าว” เรวัติอุทานเบาๆ แล้วหันหน้าไปมองเจ้านายหนุ่ม แต่คนถูกมองไม่คิดจะอธิบายต่อเลยสักคำ “คืออย่างนี้นะคุณภา เดือนหน้าคุณปรียาจะย้ายไปทำงานในตำแหน่งใหม่ ทำให้ตำแหน่งเลขาหน้าห้องว่างลง...” เลขาวัยกลางคนหยุดอธิบายเมื่อเห็นฐิตาภาเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ“แต่เท่าที่ฟังมา มันไม่เกี่ยวกับฉันเลยนะคะ”“ครั้งนี้คงต้องเกี่ยวแล้วล่ะครับ เพราะท่านประธานอยากให้คุณภามารับตำแหน่งเลขาแทนคุณปรียา แล้วแต่งตั้งให้คุณศรีสมรเป็นหัวหน้าแผนกแทน”“อะไรนะคะ!!! จะให้ฉันเนี้ยนะมาทำงานเลขา ฉันจบบัญชีนะคะ ไม่ได้จบเลขา” หญิงสาวชี้นิ้วเข้าหาตัว แล้วหันขวับไปมองคนต้นเรื่องที่นั่งไขว่ห้างฟังอยู่อย่างสบายอารมณ์“แต่ปรียาจะเทรนงานให้จนกว่าคุณภาจะโอเคนะครับ”“ไม่ค่ะ ฉันไม่ตกลง และฝากบอกท่านประธานด้วยนะคะว่า ถ้าจะบีบฉันหรือแกล้งกันไม่ต้องคิดให้ปวดหัวหรอกค่ะ เพราะฉันขอลาออกตั้งแต่วันนี้” เสียงใสบอกอย่างเด็ดเดี่ยว พลางลุกพรวดขึ้น หมายจะเดินออกไปจากห้อง แต่จังหวะ
เช้าวันต่อมา...ฐิตาภามาถึงที่ทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่าวันนี้ดูแปลกกว่าทุกวันเพราะทุกคนในแผนกหน้าตาไม่สดชื่นหรือทักทายเธอเลย หญิงสาววางกระเป๋าสะพายและกล่องอาหารมื้อเช้าไว้บนโต๊ะ แล้วมองลูกน้องแต่ละคนที่เหมือนจะร้องไห้โดยเฉพาะศรีสมร“เอาละทุกคน หันมาทางนี้จ้ะ” ฐิตาภาตบมือสองสามครั้งเป็นเชิงเรียก ทุกคนจึงเดินเข้ามารายล้อมเธอ “มีใครพอจะบอกพี่ได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น”“ฮือ...ฮือ...” เจ้าแม่น้ำตาอย่างศรีสมรปล่อยโฮออกมาก่อนใครเพื่อนจนฐิตาภาตกใจ “เราไม่อยากให้คุณภาไปเลยค่ะ เราอยากให้คุณภาเป็นหัวหน้าเราต่อไป” ดราม่าเสร็จก็ปรี่เข้าไปกอดหัวหน้าสาว คนถูกกอดทำหน้างงๆ พร้อมกับจับบ่าอีกฝ่ายออกห่างเล็กน้อย“ไปไหน ภายังอยู่นี่ไงคะพี่ศรี”“ตะ...แต่...”ศรีสมรพูดไม่ทันจบประโยคก็ปล่อยโฮออกมาอีกรอบ สาวๆ ในแผนกอีกสองคนจึงร้องตาม ฐิตาภายิ่งงงหนักกว่าเดิม แต่ก่อนที่เธอจะได้ไถ่ถาม เครื่องติดต่อภายในก็ดังแทรกขึ้น“คุณภา คุณเรวัติเชิญที่ห้องทำงานท่านประธานค่ะ” เสียงหวานๆ ที่ดังมาตามสายนั้น ฐิตาภาจำได้ดีว่าเป็นเสียงปรียาเลขาหน้าห้องท่านประธาน เธอจึงรีบตอบกลับไป“ได้ค่ะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” หญิงสา
“เอ่อ...คุณภาครับ นี่คุณอธิชาติ เจ้านายคนใหม่ของพวกเราครับ” เลขาวัยกลางคนแนะนำ หญิงสาวพยายามตั้งสติแล้วพนมมือขึ้นไหว้อย่างเสี่ยงไม่ได้“สวัสดีค่ะ ดิฉันฐิตาภาเป็นหัวหน้าแผนกคลังสินค้าค่ะ”ท่าทีเย็นชาเหมือนคนไม่เคยรู้จักกันของหญิงสาวทำเอาอธิชาติหน้าตึง ดวงตาคู่คมดั่งใบมีดจ้องเขม็งที่ใบหน้านวลเกลี้ยงแทบไม่กะพริบ ฐิตาภาเสมองไปทางอื่นทั้งๆ ที่หัวใจเต้นแรงระรัวด้วยความหวาดหวั่นพรั่นใจ“ที่นี่เรียบร้อยดีใช่ไหม” ริมฝีปากหยักลึกที่ครั้งหนึ่งเคยพรมจูบกลีบปากอันรั้นเผยอเมื่อสี่ปีก่อนขยับพูด“ค่ะ...” เธอตอบสั้นๆ ยิ่งทำให้อารมณ์ของอธิชาติเริ่มเดือดมากขึ้น“ถึงงานจะไม่มีปัญหา ผมก็ต้องการให้พนักงานทุกคนทำงานเต็มที่ ไม่ใช่เอาเวลางานไปเลี้ยงลูกหรือทำอย่างอื่น!” ประโยคต่อว่าตรงๆ ทำเอาทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน“ขอโทษนะคะท่านประธาน พนักงานที่คลังไม่เคยทำแบบนั้น ทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ และที่ดิฉันมาต้อนรับช้าไม่ใช่ว่าเอาเวลาไปเลี้ยงลูก แต่วันนี้เป็นวันพักร้อนของดิฉัน และคุณเรวัติก็เป็นคนเซ็นอนุญาตค่ะ พอดีฉันอยู่แถวนี้ก็เลยมาต้อนรับท่าน” ฐิตาภาตอบด้วยความรู้สึกไม่พอใจที่ได้ยินคำกระแนะกระ
ณ ห้างสรรพสินค้าสุดหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ต่างคาคั่งไปด้วยผู้คนที่หอบลูกจูงหลานมาเที่ยวพักผ่อนและจับจ่ายซื้อของกันอย่างถ้วนหน้าฐิตาภาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อาศัยช่วงวันหยุดมาเที่ยวพักผ่อนเหมือนคนอื่นๆ หากวันนี้เธอไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มีสองแสบอย่างเด็กชายผักบุ้งกับเด็กหญิงปุ้งกี๋ เด็กกำพร้าฝาแฝดชายหญิงวัยสามขวบที่เธอรับอุปการะมาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ เพราะพ่อและแม่ของทั้งสองเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้คลังสินค้าของซีอาร์กรุ๊ปที่เป็นข่าวดังครึกโครมตามหน้าสื่อต่างๆ เมื่อหลายเดือนก่อนเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างสนุกสนาน ดังสอดประสานกับเสียงเครื่องเล่นในสวนสนุกของห้าง เด็กๆ หลายคนวิ่งจากเครื่องเล่นอันหนึ่งไปยังอีกอันหนึ่งด้วยรอยยิ้มสดใส ท่ามกลางบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มานั่งเฝ้าลูกๆ อยู่บริเวณโซนหน้าทางเข้า“แม่ภาขา...”เสียงเรียกเจื้อยแจ้วของปุ้งกี๋หรือจิรณา ดึงสายตากลมโตซึ่งกำลังไล่อ่านข้อความในโทรศัพท์ให้หันไปมองมือเล็กๆ ที่ยกโบกสะบัดในขณะเจ้าตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกที่หมุนวนเป็นวงกลม“แม่ภาครับ…”เด็กชายผักบุ้งหรือภูมิ ก็ไม่น้อยหน้าน้องสาวฝ







