LOGIN“คะ...คุณอาหมอ...จะ...จะทำอะไรคะ” “ทำในสิ่งที่ชายและหญิงควรทำกัน” ยั่วนักแม่สาวน้อยเตือนแล้วว่าอย่ามายั่ว “หนูแค่ล้อเล่นเองค่ะ...แฮะๆ” “ใครให้เรามาเล่นกับอารมณ์หื่นกามผู้ชาย” “คะ...คุณอา...หนูขอโทษ....” “เปลี่ยนคำว่าขอโทษ...เป็นครางบนเตียงกับอาเถอะ”
View Moreแนะนำเรื่อง
ติณณภพ หิรัญพฤกษ์ หรือ หมอติน หนุ่มโสดวัย 35 ศัลยแพทย์ประสาทและสมองมือหนึ่งของโรงพยาบาลแอลอีดี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีสวัสดิการดูและบุคลลากรทางการแพทย์ที่ดีที่สุด
แต่สำหรับหมอตินแล้ว เขาไม่ค่อยชอบที่นี่นัก และทำเรื่องย้ายไปทำงานกับโรงพยาบาลรัฐ แต่ทว่าเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้ขอร้องไว้ ซึ่งลูกสาวของท่านเจ้าของโรงพยาบาลก็เป็นเพื่อนกับเขาด้วยเช่นกัน
เมนิลา ดารัญ หรือ นีลา นักศึกษาสาวที่ฝันอยากเป็นแพทย์แต่ทว่ากลัวเลือด จึงต้องเปลี่ยนสายการเรียนเป็นด้านสถาปัตยกรรมแทน
นีลา ไม่ได้เป็นคนที่เก่งกาจอะไร แค่เป็นหมอไม่ได้ เธอก็แค่หาเรียนที่สามารถเลี้ยงชีพได้
หญิงสาวรับงานออกแบบ และงานวาดรูปที่บ้าน ระหว่างรอเรียกสัมภาษณ์ แต่ทว่ายิ่งรอยิ่งไม่มีใครติดต่อมา งานที่รับทางออนไลน์ ก็สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เธอจึงหันมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์แทน
หมอหนุ่มใหญ่ที่มีบ้านใกล้กับนีลา และแม่เธอรับทำอาหารไปส่งในทุกๆ วัน โดยเธอรับหน้าที่เป็นพนักงานส่งอาหารให้เขาทุกเช้าและเย็น เพราะกลางวันคุณหมอไปทำงาน
จนเมื่อวันหนึ่งนีลาไม่เคาะประตูบ้าน เข้าไปเจอสภาพหมอหนุ่มกำลังนุ่งเพียงผ้าขนหนูผืนเดียว
“อุ๊ย...ขอโทษค่ะ นีลาลืมเคาะประตู” นีลาสาวเวอร์จิ้นที่ไม่เคยต้องกายชายใด รีบยกมือปิดหน้า แต่นิ้วกลางห้านิ้ว แอบดูซิกแพค
“ถ้านิ้วจะกางขนาดนั้น ไม่ต้องปิดก็ได้ยัยเด็กแก่แดด” หมอติณนึกขำ แต่เขาก็ไม่ได้เร่งรีบไปแต่งตัวกลับเดินมาหาหญิงสาว รับเอาปิ่นโต
“เอ่อ...คุณอาหมอไม่ไปแต่งตัวหน่อยหรือคะ” นีลาพูดไป แต่ไม่ได้มองหน้าเลย มองต่ำลงที่เอวเขา
“ก็ไม่ได้โป๊นี่นา ส่งเสร็จแล้วก็กลับไปได้แล้ว ทะลึ่งใหญ่แล้วนะเรา มองต่ำตลอด”
นีลาเมื่อเขาแซวก็ยิ้มแก้เขินแล้วก็วิ่งจู๊ด....กลับไปยังบ้านตัวเอง
ใหญ่มากแม่...!!!
“นีลาลูก เอาอาหารเช้าไปให้อาหารหมอของเราเร็วเข้า เดี๋ยวอาหมอหนูไปทำงานสายนะ” ปทุมพร ร้องเรียกลูกสาวสุดที่รักของเธอ ให้ไปส่งอาหาร
“ค่า...แม่” นีลามีหน้าที่ส่งปิ่นโตให้กับอาหมอติน ทำตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย จนตอนนี้เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว หน้าที่นี้ก็ยังเป็นของเธอ
เมื่อก่อนยอมรับว่าอยากเป็นเหมือนอาหมอติน ที่หล่อเท่ห์และมีเสน่ห์ แต่ทว่าเธอกลัวเลือด โครงการเป็นหมอตามเพื่อนบ้านเป็นอันพับเก็บเข้าลิ้นชัก แล้วก็เลือกเรียนด้านศิลปะที่เธอถนัด สุดท้ายก็จบที่คณะสถาปัตย์ แต่ทว่าเมื่อเรียนจบกลับยังไม่มีบริษัทไหนรับเธอเข้าทำงาน จึงเปิดรับงานวาดภาพ และออกแบบโดยเป็นฟรีแลนซ์รับจ้างทั่วไป
โชคดีที่แม่เธอเข้าใจ และงานจ้างแต่ละรอบเงินที่ได้มาก็มิน้อย ทำให้เธอไม่ได้ลำบากอันใด นั่นจึงทำให้เธออยู่ได้
แม่เธอทำอาหารส่งให้กับเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน โดยคนที่มาผูกปิ่นโตส่วนใหญ่ ก็มีอาชีพเป็นพนักงานออฟฟิศ และเหล่าคนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เหมือนคุณอาหมอของเธอ
รายได้ที่ได้มาก็ไม่น้อย จนทำให้เธอเรียนจบได้ หลังจากพ่อเสียชีวิตแม่ก็ยึดอาชีพนี้มาตลอด และมีเธอเป็นลูกมือและเด็กส่งอาหารให้กับคนให้หมู่บ้านอยู่ตลอด
วันนี้ก็เช่นเคย เธอเดินเข้าในบ้านอาหมอและก็ใช้เสียงแปดหลอดของเธอ ตะโกนให้เขาออกมารับปิ่นโต
“คุณ...อา...หมอ...หมอ...หมอ...” เธอแกล้งทำเป็นเสียงแอคโค่ เพื่อทำให้ดูตลก และเป็นที่ชอบใจของอาหมอทุกครั้ง ยามเมื่อเธอมาส่งอาหาร
“มาแล้วเหรอยัยตัวแสบ” หมอตินเพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จพอดี ก็ได้ยินเสียงที่เจี้ยวแจ้วทุกเช้า เพราะมาส่งอาหารให้เขา
“ค่า...วางไว้ตรงโต๊ะหน้าบ้านนะคะ” เมื่อชายหนุ่มขานรับเธอก็วางปิ่นโตและวิ่งตื๋อกลับเข้าบ้าน เพราะว่ามีงานค้างส่งลูกค้า ต้องรีบทำให้เสร็จภายในเช้านี้
ติณณภพ อยากจะออกมาคุยกับแม่สาวน้อยตัวแสบของเขา แต่เมื่อออกมาก็ไม่เห็นแล้ว
“หายไปไวเชียวนะ ยัยตัวแสบ” เขามองปิ่นโตยกยิ้มให้มัน นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขายิ้มได้ทุกเช้า เพราะเมื่อเข้าทำงานในโรงพยาบาล นั่นหมายถึงงานที่เดิมพันด้วยชีวิตของคนไข้ เพราะระบบประสาทและสมองเป็นศูนย์รวมการควบคุมทั้งร่างกาย หากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว อาจทำให้คนไข้เสียชีวิตหรือพิการไปตลอดเลยก็ได้
การทำงานที่โรงพยาบาลนี้แสนเบื่อหน่ายมาก หากไม่ใช่เพื่อนของเธอขอร้องไว้ เขาไม่มีวันอยู่ที่นี่ได้นานแน่ เพราะการที่เป็นโรงพยาบาลเอกชน นั่นหมายถึงค่ารักษาที่แพงหูฉี่ และบางคนไข้ถึงกับต้องกลับไป เพราะไม่มีเงินรักษา
แต่นั่นแหละ มันเป็นระบบการจัดการของโรงพยาบาล ซึ่งเขาเองก็ไม่สามารถจัดการอันใดได้ ก็คงต้องทำไปตามแบบที่มันควรจะเป็น เขายื่นเรื่องขอลาออกหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็โดนปัดตก และการแก้ปัญหาคือใช้เงินจ่ายให้หนักขึ้น เพื่อให้เขายังคงอยู่ที่นี่
แต่เงินไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ หนึ่งเดียวที่ต้องการคือ การทำงานกับทีมที่ดี และระบบการจัดการดูและคนไข้อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรม ไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบ เขาเรียนมาเพื่อช่วยเหลือคนไข้ มิได้เรียนมาเพื่อขูดเลือดขูดเนื้อ
แต่ได้เขาก็ยื่นออกจากโรงพยาบาลนี้แล้วเช่นกัน สิ้นสุดสัญญาจะเป็นเดือนตุลาคม เพื่อเขาจะได้เริ่มงานใหม่ที่โรงพยาบาลของรัฐได้ในเดือนพฤศจิกายน แม้เงินจะน้อยกว่ากันเกินครึ่ง แต่คิดว่าน่าจะสบายใจกว่า
เขาเปิดปิ่นโตดูอาหารที่ธรรมดาบ้านๆ แต่รสชาติที่ไม่ธรรมดาทำให้เขาติดรสมือของบ้านนี้ไปแล้ว กินอะไรก็ไม่อร่อย หากวันไหนที่เขารีบจนไม่สามารถกินอาหารเช้าที่บ้านได้แล้ว เขาก็จะหิ้วปิ่นโตไปทำงานด้วย
วันนี้เขาคิดว่าจะหิ้วปิ่นโตไปทำงานจะดีกว่า ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ไปถึงโรงพยาบาลเร็วหน่อย นั่งกินข้าวก็ไม่น่าจะมีปัญหา
ชายหนุ่มติดกระดุมตรงคอให้เรียบร้อยแล้ว คว้ากระเป๋าแพทย์แล้วก็ปิ่นโต ขึ้นรถสปอร์ตคันหรูขับออกไปอย่างรวดเร็ว
นีล่าที่ได้ยินเสียงรถออกไป หลังจากที่เธอขึ้นบ้านได้เพียงเป๊บเดียว จึงเปิดม่านมาดูเห็นหลังรถไวไว เพราะห้องเธอติดกับฝั่งบ้านของเขา
“ทำไมรีบไปทำงาน ได้กินข้าวหรือเปล่า” เธอนึกสงสัย จะว่าเป็นห่วงก็ใช่ เพราะเธอและเขาเธอเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านจนเหมือนเป็นญาติกันไปแล้ว
หากวันไหนเขากลับดึก เธอก็จะเอาปิ่นโตที่ไปส่งแล้วกลับมาอุ่นก่อน พอเขากลับมาก็จะเอาไปส่งใหม่ เขามักจะยีหัวเธอเล่นตั้งแต่ม.ปลายจนปัจจุบัน ไม่รู้ว่าวันนี้เขากลับดึกอีกไหม แต่ว่าตอนนี้ไม่มีเวลาแล้วต้องรีบจัดการงานตรงหน้าก่อน ทั้งงานอาร์ตเวิร์ค และงานวาดยุ่งพันกันยิ่งกว่าฝอยขัดหม้อ
หมอติณณภพ เข้ามาถึงห้องพักแพทย์ กำลังจะเปิดปิ่นโตแต่ก็โดนขัดจังหวะ
ก็อก ก็อก!!!
ชลลนี ที่ร้อนใจอยากมาหาติณตั้งแต่เมื่อคืน เมื่อเห็นว่าเขายื่นเอกสารขอลาออก นี่เป็นรอบที่สิบแล้วแต่เขาก็ยังทำเหมือนเดิม เธอไม่อยากให้เขาออกจากโรงพยาบาลนี้ เธอจะเป็นผู้บริหารสืบทอดจากพ่อ ดังนั้นต้องอาศัยเขาและเธอเองก็ชอบเขาอยู่ อยากกระโดดข้ามเฟรนโซน ไปอยู่แฟนโซนตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว แต่เขาก็ให้เธอได้แค่เพื่อน
“กลิ่นหอมแต่เช้าเลยทานอะไรคะ” ชลลนีแสร้งทำเป็นเอ่ยชมเขาเรื่องอาหาร แต่ทว่าเธอไม่ค่อยชอบอาหารไทยสักเท่าไหร่นัก เพราะมันกลิ่นรุนแรง
“แกงส้มชะอมกุ้ง ของโปรดผมเลยนะ แล้วก็ไข่เจียวปูฝากท้องกับป้าพรเช่นเดิมครับ” ติณเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม เพราะอาหารป้าพรอร่อยที่สุด เหมือนรสมือแม่ ตั้งแต่แม่เขาเสียชีวิตไป
ก็ไม่มีได้กินอาหารไทยอร่อยๆ อีก จนมาย้ายเข้าบ้านที่ติดกับป้าพรที่ตนซื้อไว้เมื่อหลายปีก่อน ที่จะทำงานในโรงพยาบาล
แต่ทว่าเมื่อได้งานที่โรงพยาบาลแห่งนี้ เขาก็ไม่อยากออกจากที่นั่น แม้โรงพยาบาลจะเสนอคอนโดหรูราคาแพงใจกลางเมืองให้ แต่ทว่าต้องห่างจากรสมือแสนอร่อยของป้าพร เขาก็ไม่ยอมอีกเช่นกัน
“เชิญตามสบายค่ะ ชลนีไม่ถนัด” เธอรีบบอกปัด พร้อมกับหย่อนก้นนั่งตรงข้ามกับโต๊ะของเขา
“อร่อยจริงๆ นะ ชลนี่ไม่ลองชิมหน่อยหรือ” ติณณภพบอกเพื่อนสาว พร้อมกับตักข้าวเข้าปากอย่างเต็มคำมิได้วางมาดแพทย์หนุ่มหล่อประจำโรงพยาบาล
“ชลนี่อยากให้คุณเปลี่ยนใจเรื่องลาออก” เธอเริ่มพูดเรื่องที่มาหาเขาวันนี้
“ผมอยากพอแล้ว คิดว่าที่นี่ให้ประสบการณ์กับผมมากพอแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบๆ
“แต่ชลนี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณนะคะ โรงพยาบาลแห่งนี้ต้องการคุณ” ชลลนีอ้อนวอนเขา เพราะว่ามีเพียงเขาที่จะทำให้เธอยืดหยัด และผู้บริหารทั้งหลายจะสนับสนุนเธอ
“ชลนี่ ผมว่าผมพูดชัดเจนแล้วนะครับ เรื่องนี้ผมจะอยู่แค่ที่เคยให้สัญญาไว้ ตอนนี้ผมก็ติดต่อโรงพยาบาลของรัฐไว้เรียบร้อยแล้ว ทางนั้นก็รอให้ผมหมดสัญญาจากที่นี่ เพราะบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ อีกอย่างผมเห็นว่า หากผมไปจะช่วยคนได้อีกมากมาย ดีกว่าผมช่วยได้แค่คนกลุ่มเดียวที่มีเงินมาหาหมอที่นี่” หมอติณเริ่มไม่อยากกินข้าวแล้ว เพราะเพื่อนของเขามาทำให้เสียบรรยากาศ
“มีอะไรที่จะเปลี่ยนใจคุณได้บ้างคะ” ชลลนีเมื่อไม่สามารถโน้นน้าวได้ในตอนนี้ เธอจะค่อยๆ หาทางอื่นเพราะอีกหลายเดือน ตำแหน่งหัวหน้าแผนกศัลยกรรมระบบประสาทและสมองใช่จะหากันได้ง่ายๆ เพียงข้ามคืน
“คุณก็รู้หากผมตัดสินใจแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ แม้แต่คุณก็ตาม” ติณณภพรวบรัดตัดความ เพราะเขาเบื่อจะพูดเรื่องเดิมๆ
“เอาล่ะ ไว้เราคุยเรื่องนี้กันทีหลัง ฉันจะขอพ่อให้เพิ่มวันพักให้คุณ ฉันรู้ว่าที่แผนกนี้คนไม่พอ แต่เรากำลังหาคนมาเพิ่ม ฉันอยากให้คุณใจเย็นๆ อย่างน้อยช่วยอยู่เพื่อฉันหน่อยได้ไหม” ชลลนีลองเกริ่นเรื่องของเราดู เผื่อว่าเขาจะมีใจให้เธอบ้าง ตลอดหลายปีมานี้ มีเพียงเธอที่ดูและเขามาตลอด แต่มีที่เดียวที่เขาไม่ยอมให้เธอเฉียดเข้าใกล้ คือบ้านของเขา
เขาบอกว่าต้องการพื้นที่ส่วนตัว ที่ไม่อยากเอางานเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นเธอจึงเว้นระยะให้เขา และพยายามก้าวข้ามเขตพื้นที่ส่วนตัวของเขาเข้าไป แต่เมื่อไหร่ที่เธอเอ่ยขึ้นเขาจะหาทางเลี่ยงทันที
“ระหว่างเราเป็นได้แค่เพื่อนชลนี่ ตลอดหลายปีผมว่าผมชัดเจนนะ คุณอย่าให้ความสัมพันธ์ของเรามาจบด้วยเรื่องนี้เลย คุณยังคงเป็นเพื่อนรักของผมเสมอ” ติณณภพประกาศย้ำชัดเจน เขาและเธอจะไม่มีวันลงเอยด้วยสถานะคนรักเด็ดขาด เพราะไม่อยากให้คนครหาเอาได้ว่าต้องการจับเธอเพื่อไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้บริหาร แม้ว่าพ่อเธอจะเสนอให้เขารับตำแหน่งหลายรอบ แต่เขายังคงยืนยันคำเดิม ชอบใช้ชีวิตในห้องผ่าตัดเสียมากกว่า
“โอเคค่ะ ชลนี่จะไปก่อน หวังว่าจะได้รับข่าวดีจากคุณนะคะ” ก่อนไปเธอยังคงฝากคำพูดให้เขาได้คิดเรื่องลาออกอีกครั้ง
“ผมขอตัวไปทำงานก่อน” หมอติณก็หนีหน้าเธอเช่นกัน เพราะไม่อยากคุยเรื่องนี้อีกแล้ว
น้ำพริกแม่มิ้นต์ไม่ได้ดังเพียงในไทยแล้วเท่านั้น ตอนนี้ยังส่งออกไปต่างประเทศ โดยที่กลุ่มคนก่อตั้งโรงงานน้ำพริกทุกคนได้รับหน้าที่ให้เป็นหัวหน้าที่มีเกียรติ เพราะหากไม่มีพวกป้า ๆ และรุ่นน้องของฉันก็จะไม่มีโรงงานน้ำพริกแม่มิ้นต์ รามนอกจากจะวิ่งไปทำงานที่บ้านสามวัน แล้ววิ่งมาดูโรงงานน้ำพริกสองวัน แต่ว่าหลัก ๆ นั้นอยู่เขาใหญ่เพราะหากทิ้งไปก็ไม่สบายใจ แม้กระทั่งอุ้มท้องลูกคนที่สองอยู่ก็ตาม “เมียจ๋า...น้องพอดาวดิ้นไหมครับ” ตอนนี้ในท้องของฉันมีลูกคนที่สองเป็นผู้หญิงคุณหมอซาวนด์เพศให้รู้แล้ว คุณพ่อก็เลยตั้งว่าพอดาว ส่วนพี่สาวดารินตอนนี้เป็นพี่ปอหนึ่งแล้วไปโรงเรียนโดยมีคุณปู่คุณย่ารับอาสาไปรับไปส่ง อ้อ...ฉันลืมบอกไปว่าบ้านที่เขาใหญ่สร้างเสร็จ คุณแม่ของรามก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ช่วยแม่ของฉันเลี้ยงดาริน ส่วนพ่อของรามนั้นก็บ่นว่าไม่ชอบกรุงเทพฯ จึงเกษียณตัวเองให้สามีฉันรับหน้าที่แทน นั่นจึงเป็นที่มาของการต้องไปทำงานกรุงเทพฯ สามวันทำงานที่โรงงานน้ำพริกสองวัน ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์เป็นเวลาครอบครัว เราตกลงว่าจะไม่ทำงานและมักหากิจกรรมมาทำกัน ซึ่งวันนี้เป็นวันศุกร์ รามที่จัดการเค
หลังเรียนจบโพรเจกต์ต่าง ๆ ที่วางไว้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น คุณแม่ของรามช่วยฉันคุยกับห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่มีอยู่ทุกจังหวัด ทั้งดีลกับร้านสะดวกซื้อและทำน้ำพริกแบบคลุกข้าวถ้วยเล็ก ๆ เพื่อซื้อได้สะดวกพร้อมทานและวางขายในร้านนั้นด้วย ส่วนรามก็จ้างบริษัทของยักษ์ขยายโรงงานการผลิตเดิมที่เป็นโรงงานเล็ก ๆ ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการผลิตที่มากขึ้น รวมทั้งสร้างเรือนหอไว้ด้วย เพราะฉันบ่ายเบี่ยงเรื่องแต่งงานมาหลายเดือน ทั้งที่ฉันเซย์เยสอำนาจเงินของบ้านรามก็พร้อมเนรมิตทุกอย่างให้อย่างที่ใจปรารถนาแต่ฉันติดเรื่องโรงงานยังไม่เรียบร้อย จึงขอผลัดไปก่อน “มิ้นต์จ๋า...รามคิดถึงจัง” รามที่บอกคิดถึงเพิ่งจะออกไปดูการก่อสร้างโรงงานกับดูช่างที่มาสร้างเรือนหอได้เพียงสองชั่วโมง ต่อให้จากกันแค่เพียงห้านาที คนที่ขยันอ้อนอย่างรามก็เข้ามาออเซาะทุกครั้งที่เดินออกไปข้างนอก “เหม็นเหงื่อค่ะ ไปอาบน้ำก่อนไหม” “อาบด้วยกัน” เขาส่งสายตาระยับมาให้รู้ว่ามันไม่ใช่แค่อาบน้ำ “ยังไม่มืดเลย” ฉันพยายามตีสีหน้าขรึมเพื่อไม่ให้เขินออกไป แต่รามก็ยังขยันพูดจาชวนขนลุก “ถ้ามืดแล้วก็
วันนี้นอกจากเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เข้าสอบแล้ว ยังมีจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ กันที่บ้านของยักษ์ โดยแม่ของยักษ์ก็เข้ามาสมทบตอนเย็นเพื่อยินดีกับฉันแล้วพวงมาลัยแบงก์พันก็ห้อยระย้ามาเชียวทำเอาแม่ของรามเข่นเขี้ยวที่เอาหน้าเกินไป แต่มีเพียงพูดเล่นหยอกกันขำ ๆ เพราะสุดท้ายแล้วเงินพวกนี้ก็ตกไปเป็นของดารินอยู่ดี ยักษ์ที่ให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับฉันมากกว่านั้น คือที่ดินสิบไร่รอบ ๆ บ้านและโรงงาน รวมทั้งบ้านหลังนี้ก็ยกให้ฉัน โดยที่ฉันไม่ได้ขอเลยด้วยซ้ำ “ยักษ์นายเล่นใหญ่ไปหรือเปล่า” “เปล๊า! พวกนี้เงินไอ้รามทั้งนั้น” “เงินราม???” ฉันไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร รามเอาเงินให้ยักษ์ตอนไหน แล้วคนที่มองหน้าเพื่อนอย่างเลือดเย็นก็เอ่ยขึ้น “ก็ดียี่สิบล้านของฉันจะได้ไม่สูญเปล่า” ยี่สิบล้าน โอ๊ยฉันฟังคนโน้นทีคนนี้ทีจนจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ แต่เจ้าตัวก็ไม่เล่าให้ฟัง เพียงบอกว่าเอาไว้เล่าคืนนี้ พวกเราชนแก้วกันจนดึก นั่งย้อนอดีตคิดถึงวันเก่า ๆ ผลัดกันเล่า ผลัดกันหัวเราะ รวมถึงน้อง ๆ ของฉันเองก็ด้วย รวมทั้งวีรกรรมเจอผีในหอพัก ตอนเจอน่ากลัวแต่
จากวันนั้นฉันก็ยังไม่ไปจดทะเบียนกับรามบ่ายเบี่ยงเขามาเรื่อย ๆ เพราะอีกแค่นิดเดียวฉันก็จะเรียนจบแล้ว ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงสอบปลายภาคที่ฉันแทบจะไม่ได้ไลฟ์ขายน้ำพริกเลย จึงรับน้องปีหนึ่งที่อยากหารายได้มาช่วยขาย ฉันและรุ่นน้องที่เรียนปีเดียวกันผลัดกันติวหนังสือ อ่านหนังสือสอบเรียกได้ว่าหามรุ่งหามค่ำ จนอยากเอาชีทที่เรียนนั้นมาต้มกินเสียให้รู้แล้วรู้รอด “เจ้ จริยธรรมอาจารย์จะออกอะไรบ้างอะ” ติ๊ช่าถามฉันผู้ที่เคยช่วยอาจารย์ปู่วิชากฎหมายยกของประจำ “กว้างมากเลย ข้อเขียนก็เขียนอ้อน ๆ อาจารย์ปู่แล้วกันเผื่ออาจารย์สงสารจะให้เอ” วิชาท่องจำเป็นวิชาปราบเซียนยิ่งกว่าวิชาที่ให้คิดคำนวณเสียอีก เพราะความรู้ต่าง ๆ มันกว้างมากจนพวกเราเดาใจอาจารย์ยากเหลือเกิน ขึ้นอยู่กับการวัดดวงแล้ว “เฮ้อ...สาธุขอให้อ่านตรงใจอาจารย์ปู่” “พี่ว่าจะไปบนหลวงพ่อสิงห์” หลวงพ่อสิงห์คือพระที่อยู่คู่มหาวิทยาลัยมานานแล้ว บนหลวงพ่อแล้วก็แก้บนด้วยการวิ่งรอบวงเวียนมหาวิทยาลัย “เจ้หนูยังวิ่งไม่หมดเลย บนไปรอบที่แล้ว” ติ๊ช่าผู้อ่านหนังสือเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เลือกที่จะมูเก้าสิบ เปอร์เซ็นต์ดังนั





