Masukฉันกับท่านประธานอินคิวบัสแต่งงานกันตามสัญญา เป็นสามีภรรยาแต่เพียงในนามมาสามปีแล้ว วันที่ฉันขอหย่า เขาตอบตกลงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าจู่ๆ เหนือศีรษะเขากลับมีข้อความป๊อปอัปเด้งขึ้นมา [ไอ้ยันเดเระเอ๊ย โซ่ตรวนกับของเล่นกระจุ๊กกระจิ๊กในห้องใต้ดินน่ะ สั่งทำมาไซส์พอดีกับนางรองเป๊ะๆ ยังจะมาแอ๊บทำทรงเป็นสุภาพบุรุษอยู่นั่นแหละ] [นี่หล่อน วินาทีที่หล่อนจรดปากกาเซ็นชื่อลงไป พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็เตรียมตัวแนบชิดติดลบกับพระรองที่หล่อนเกลียดขี้หน้าได้เลยจ้า] [โอ้โห ในที่สุดฉากกักขังหน่วงเหนี่ยวก็มาถึงแล้วจ้า ร่วมรักด้วยความแค้นแบบนี้แหละ สะใจโว้ย! ได้ข่าวว่าร่างจริงของอินคิวบัสมีหนามด้วยนี่นา นังนางรองทำเรื่องชั่วๆ ไว้เยอะ โดนกระแทกจนตาเหลือกก็สมควรแล้ว…] [โอ๊ย นังนางรอง หล่อนนี่มันโง่จริงๆ เลย หลายปีมานี้ถ้าหล่อนทำดีกับพระรองสักนิด ไอ้คนคลั่งรักจนเสียสตินี่คงแทบจะคลานเข่าเข้าไปกราบขอเป็นไอ้โบ้เบอร์หนึ่งของหล่อนแล้วป้ะ คงไม่ถึงขั้นรักมากจนแค้นฝังหุ่น โรคจิตบิดเบี้ยวได้ขนาดนี้หรอก…] มือที่ถือปากกาเตรียมเซ็นชื่อของฉันถึงกับสั่นงันงก ฉันเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่ยังคงตีหน้านิ่งไร้ความรู้สึกตรงหน้า “เอ่อ คือว่า… เรื่องหย่าเนี่ย เอาไว้ก่อนแล้วกันนะ”
Lihat lebih banyak“เอาสิ ถามมาเลย”จางเสวี่ยเฟิงช่วยนวดข้อเท้าที่เมื่อยล้าจากการใส่ส้นสูงมาทั้งวันให้ฉัน รอยยิ้มบางๆ ประดับบนใบหน้า“ฉันเป็นรักแรกของคุณเหรอ?”“อืม”“รักฉันตั้งแต่เมื่อไหร่?”“ตอนอายุสิบสาม หรืออาจจะเร็วกว่านั้น ตอนนั้นผมเผลอเผยร่างจริงของอินคิวบัสที่เหมือนกับแม่ออกมาจนที่บ้านจับได้ พวกเขาบังคับให้ผมกินยา ช็อตไฟฟ้า แล้วก็จับใส่ชุดประหลาดๆ เพื่อปกปิดมันไว้ ตอนอยู่ที่โรงเรียน มีแค่คุณคนเดียวที่ยอมเข้าหาผม…”ฉันแอบตกใจ“ฉันนึกออกแล้ว คุณคือเด็กผู้ชายห้องสิบห้องข้างๆ นี่เอง! คุณไม่เคยพูดเลย ฉันยังนึกว่าคุณเป็นคนใบ้ที่ชอบคอสเพลย์ซะอีก ในฐานะกรรมการคุมกฎ ฉันก็ต้องดูแลคุณเป็นพิเศษอยู่แล้วล่ะ แต่ว่านะ ในเมื่อชอบ แล้วทำไมถึงไม่จีบล่ะ?”“รอบตัวคุณมีแต่คนเก่งๆ ผมไม่อยากเป็นตัวถ่วงคุณ…”ฉัน “คำถามต่อไป โกหกครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?”“เมื่อกี้”จางเสวี่ยเฟิงไล่มือจากข้อเท้าขึ้นมาด้านบน ลูบไล้ผิวของฉันอย่างหลงใหล ไม่ยอมปล่อยผ่านไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียว“คำตอบจริงๆ ของคำถามนั้นก็คือ ผมอยากให้คุณเป็นของผมคนเดียว ในสายตาคุณมีแค่ผมคนเดียว ทั้งความสุข ความเศร้า ความรัก หรือความเกลียดชังของคุณ ทั้งหมด
“เธอจะไม่รู้เชียวเหรอว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ถูกต้อง แต่เธอก็ยังเลือกที่จะทำ ถ้าเสวี่ยเสวี่ยร้ายกาจจริงๆ หล่อนก็ควรจะแฉเรื่องพวกนี้ออกไปให้หมดแล้ว ไม่ใช่มัวแต่มาทะเลาะกับเธอเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอกนะ”“หลิวม่าน ก่อนจะไปตัดสินคนอื่น สู้เอาเวลามาดูตัวเองก่อนดีกว่าไหมว่าตัวเองเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้รอยด่างพร้อยจริงๆ หรือเปล่า ก่อนจะไปเรียกร้องให้คนอื่นขอโทษ ถามใจตัวเองดูให้ดีก่อนเถอะว่าไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ”หลิวม่านถูกตอกหน้าหงายจนเถียงไม่ออก อึกอักอยู่นานกว่าจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร้อนตัว“คนที่ไม่ถูกรักต่างหากล่ะที่เป็นเมียน้อย ซุนเสวี่ยเสวี่ยก็แค่เสียสิทธิ์การหมั้นกับมรดกของตระกูลซุนไปก็เท่านั้น แต่ฉันเกือบจะสูญเสียความรักไปเลยนะ”ข้อความป๊อปอัปและบรรดาไทยมุงรอบข้างต่างก็หลุดขำพรืดออกมาพร้อมกันแม้แต่จางเหว่ยกับพ่อแม่ ก็ยังรับไม่ได้กับตรรกะวิบัติแถสีข้างถลอกของหลิวม่านอยากจะแก้ตัวแทนก็ยังอ้าปากไม่ออก“อ้อ จริงสิ เมื่อกี้เสวี่ยเสวี่ยบอกว่าแก้แค้นเธอได้ แต่ผมขอแนะนำว่าอย่าดีกว่านะ แน่นอน ถ้าใครไม่กลัวตายก็ลองดูได้ ขอให้ทุกคนสนุกกับงานเลี้ยงวันนี้นะครับ ขออภัยด้วยที่กระโปรงของเ
“พี่จาง คุณ… คุณคือสามีของซุนเสวี่ยเสวี่ยเหรอ?”หลิวม่านยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล มองฉันสลับกับจางเสวี่ยเฟิงด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ[มาแล้วๆ ฉากโป๊ะแตกในตำนานกำลังจะมาแล้ว ก่อนหน้านี้หลิวม่านไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของจางเสวี่ยเฟิงมาตลอด คอยทำตัวเป็นพระอาทิตย์ดวงน้อยมอบความอบอุ่นให้พระรองตั้งเยอะ ในใจพระรองหล่อนอาจจะสำคัญไม่แพ้นางรองก็ได้นะ][เมนต์บน ที่แกบอกว่ามอบความอบอุ่นน่ะ คงไม่ได้หมายถึงตอนที่หลิวม่านเข้าใจผิดคิดว่าจางเสวี่ยเฟิงเป็นคนยากไร้ เลยซื้อนมอุ่นมาให้แล้วทำหกใส่ตัวพระรองจนหมดแก้วหรอกนะ โอเค อบอุ่นจริงๆ นั่นแหละ อบอุ่นทางกายภาพอะนะ][บางทีก็รู้สึกว่านางเอกแม่งโคตรแอ๊บใสเลยว่ะ ดูของแบรนด์เนมทั้งตัวที่พระรองใส่สิ ดูยังไงถึงเหมือนคนไม่มีข้าวจะกินวะ? แต่น่าแปลกที่พวกผู้ชายในเรื่องดันซื่อบื้อหลงกลหล่อนกันหมด เฮ้อ]จางเหว่ยทำหน้าสงสัย “อาม่าน เธอรู้จักจางเสวี่ยเฟิงด้วยเหรอ?”หลิวม่านพยักหน้า สีหน้ายิ่งดูน่าสงสารน่าเวทนาขึ้นไปอีก“คิดไม่ถึงเลยว่าคนดีๆ อย่างพี่จาง จะมาคบกับ…”“จะมาคบกับผู้หญิงอย่างฉัน ใช่ไหมล่ะ” ฉันช่วยต่อประโยคครึ่งหลังให้หลิวม่านด้วยน้ำเสียงเย็นชาหลิวม่านยัง
หลิวม่านที่ปกติชอบโชว์หน้าสดท้าฟ้าดิน คราวนี้กลับเปลี่ยนมาใส่ชุดราตรีกับรองเท้าส้นสูง แต่ท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ของหล่อนมันช่างดูขัดหูขัดตากับบรรยากาศรอบข้างเสียเหลือเกินแม่กำลังจัดหน้าม้าให้หล่อนอย่างเอ็นดูพอเห็นฉัน หลิวม่านก็ยิ่งพุ่งเข้าไปควงแขนแม่หน้าตาเฉย“แม่คะ ดูสิ น้องเสวี่ยเสวี่ยก็มาด้วย”ฉันสงสัยว่าตัวเองคงหูฝาดไป “เธอเรียกแม่ฉันว่าอะไรนะ?”“ใช่จ้ะ เสวี่ยเสวี่ย เธอยังไม่รู้ล่ะสิ ฉันฝากตัวเป็นลูกบุญธรรมของคุณป้าแล้วนะ เมื่อก่อนเราอาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดหรือไม่พอใจกันบ้าง แต่ไม่เป็นไรหรอก ต่อไปนี้เราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”พ่อทำหน้าปลาบปลื้มใจ “หลิวม่านนี่เป็นเด็กใจกว้างจริงๆ รู้จักรักใคร่ปรองดอง ไม่เหมือนเสวี่ยเสวี่ย โตมากับปู่กับย่า นิสัยก็เลยดื้อด้านหัวรั้น ไม่เคยสนิทสนมกับพวกเราเลย”“น้องเสวี่ยเสวี่ย นี่การ์ดเชิญงานหมั้นของฉันกับจางเหว่ยนะ คิดไปคิดมา เอามาให้เธอด้วยตัวเองน่าจะดีกว่า”“ใครเป็นน้องเธอไม่ทราบ” ฉันรับการ์ดเชิญมา แล้วก็โยนทิ้งลงถังขยะไปอย่างไม่ไยดี“ซุนเสวี่ยเสวี่ย จะทำเกินไปแล้วนะ” พ่อปั้นหน้าขรึมใส่ฉัน “ขอโทษม่านม่านเดี๋ยวนี้”“แค่นี้มันยังน้อยไป” ฉัน