LOGINเวลานี้เจียวเชินกำลังนอนให้ท่านหมอในโรงหมอรักษาแผลตามตัวรวมถึงแผลที่หนักที่สุดคือบนศีรษะอย่างว่าง่ายหลังจากจัดการให้เด็กน้อยคนอื่น ๆ ได้ทำแผลเรียบร้อยแล้ว
“หากข้าเห็นว่าแม่นางมีแผลใหญ่ขนาดนี้คงทำให้แม่นางคนแรกไปแล้ว ข้าแปลกใจยิ่งแผลเลือดไหลมากขนาดนี้คนส่วนใหญ่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะทว่าแปลกที่แม่นางทนได้”
เจียวเชินยิ้มแห้งให้กับคำพร่ำบ่นของหมอชราที่กำลังรักษาตัวเองอยู่
หากนางบอกว่าร่างนี้ตายไปแล้วเพราะแผลนี้ ทว่ามีวิญญาณอย่างนางจากที่ไหนก็ไม่รู้มาใช้ร่างเขาคงแปลกใจมากกว่านี้เป็นแน่
เรื่องอันใดจะบอก
ขืนบอกไปคนอื่นหาว่านางบ้าขึ้นมาจะซวยไปกันใหญ่
“คุณหนู คุณหนูของบ่าว คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
เสียงแหลมของสตรีใบหน้าแตกตื่นคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในโรงหมอ พออีกฝ่ายเห็นหน้าเจียวเชินถึงกับบ่อน้ำตาแตกวิ่งรี่เข้ามาเกาะข้างเตียง สายตากวาดตรวจสอบร่างกายคนที่ตนเองเรียกว่าคุณหนู
ในความทรงจำของร่างเดิมบอกว่าสตรีผู้นี้คือสาวใช้ติดตัวนามว่า อามี่
“อามี่ เจ้ามาได้อย่างไร”
“บ่าวไปแจ้งความกับทางการ ทว่าพวกเราหาคุณหนูในตลาดทั่วไปหมดแล้วไม่เจอเจ้าค่ะ พอมีข่าวเรื่องคดีค้าทาสผิดกฎหมาย มีคนบอกว่าหนึ่งในนั้นมีสตรีด้วย บ่าวสังหรณ์ใจไม่ดีจึงขอตามเจ้าหน้าที่มาดูด้วยตาตนเองเจ้าค่ะ...คุณหนูของบ่าวเจ็บมากหรือไม่เจ้าคะ”
ผู้ช่วยท่านหมอกำลังทำแผลบนเรือนร่างภายใต้เสื้อผ้าให้เจียวเชินหลังจากท่านหมอเดินออกจากห้องไปแล้ว อามี่ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความสงสารเจ้านายของตนเองที่ต้องมาตกระกำลำบาก กลายเป็นสามัญชนไม่พอยังต้องมาเจอเรื่องร้ายถึงขนาดถูกพวกคนชั่วจับตัวไปอีก
“เจ้าอย่าร้องไปเลย เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าข้าอาการหนักใกล้ตายเอาเสียเปล่า”
“ฮึก ก็บ่าวรู้สึกผิดนี่เจ้าคะ ตอนนั้นบ่าวควรห้ามไม่ให้คุณหนูวิ่งตามพวกมันไป”
“นั่นเป็นความผิดของข้าต่างหากเล่าที่คิดน้อยจนเกินไป”
บทสนทนาขอโทษกันไปมาของสองนายบ่าวถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโวยวายที่หน้าทางเข้าห้องทำแผลของเจียวเชินตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเดินตึงตังเข้ามาของคนมาใหม่
ทีแรกเจียวเชินขมวดคิ้วแปลกใจว่าเป็นผู้ใดมาเยี่ยมนางอีก พอเห็นหน้าบึ้งตึงเหมือนถ่ายอุจจาระไม่ออกหลายวันของท่านเจ้าเมืองเจิ้งคุนเซียวเท่านั้นแหละเจียวเชินจึงลอบเบะปากมองบนอย่างเหนื่อยอ่อนล่วงหน้า
“ว้าย ! บุรุษเข้ามาได้อย่างไร”
“คุณหนูระวังเจ้าค่ะ”
เสียงหวีดร้องตกใจของทั้งบ่าวติดตัวและผู้ช่วยหมอสาวร้องขึ้นพร้อมกับรีบดึงชุดขึ้นมาปกปิดเรือนร่างเปล่าเปลือยโดยทันทีเนื่องจากกำลังทำแผลอยู่
“ไยเจ้าแต่งตัวไม่เรียบร้อย”
เจิ้งคุนเซียวที่ตอนแรกใบหน้าถมึงทึงเบือนสายตาหนีภาพผิวนวลนางไร้อาภรณ์ปกคลุม ชายหนุ่มยกมือขึ้นตบหน้าผากตนเองก่อนถอนหายใจออกเฮือกใหญ่พยายามลบภาพเมื่อสักครู่ออกจากสมอง
“แล้วไยท่านเจ้าเมืองไม่เคาะประตูก่อนเข้าห้องสตรีเล่าเจ้าคะ” เสียงแข็งต่อปากต่อคำของเจียวเชินทำให้เจิ้งคุนเซียวหันหน้ากลับมาถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ
“เจ้า !”
“ข้ามีนามว่าเจียวเชินเจ้าค่ะ มิใช่นามว่าเจ้า !”
“เหอะ ! ข้าไม่เคยพบเคยเจอสตรีที่ปากเก่งขนาดเจ้ามาก่อน อีกทั้งยังมีความคิดแปลกประหลาดยิ่ง”
“ข้าน้อยก็ไม่เคยเจอบุรุษที่ยืนชี้หน้าสตรีเช่นนี้เหมือนกันเจ้าค่ะ”
“ท่านผู้ช่วยทำแผลต่อเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวท่านจะต้องไปทำแผลให้เด็กคนอื่นต่อไม่ใช่หรือ”
“แต่ว่า...”
ผู้ช่วยสาวเหลือบตามองเจิ้งคุนเซียวบุรุษหนึ่งเดียวในห้อง
ซึ่งเป็นสตรียิ่งไม่ได้แต่งงานก็ไม่ควรอย่างยิ่งในการเปิดเผยผิวกายภายใต้เสื้อผ้าให้บุรุษอื่นได้เห็น
หากแต่เจียวเชินเป็นสตรียุคสองพัน เพียงเปิดผิวบางส่วนย่อมไม่ทำให้นางถือสาหรือขัดเขินอันใดขนาดนั้น
เพราะฉะนั้นเจียวเชินจึงดึงเสื้อคลุมของตนเองลงเผยไหล่มนออกต่อหน้าต่อตาบุรุษผู้มาใหม่ราวกับเขาไม่ใช่บุรุษ หรือไม่ก็คิดว่าเขาเป็นมวลอากาศว่างเปล่าไร้ตัวตน
เป็นฝ่ายเจิ้งคุนเซียวเองที่เบือนหน้าหนีอีกรอบอย่างช่วยไม่ได้
“ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก”
“หึ” เจียวเชินรู้สึกสะใจที่ได้แก้เผ็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ กับบุรุษตรงหน้าที่นางไม่นึกชอบหน้าเท่าไรนัก ตั้งแต่เห็นอีกฝ่ายยืนต่อว่าลูกชายสุดแสนน่ารักของตนเอง แทนที่จะเข้าไปกอดปลอบเด็กตอนช่วงเวลาที่เด็กอ่อนแอที่สุดเพราะเพิ่งผ่านเรื่องร้ายมา
“ท่านเจ้าเมืองมีเรื่องสำคัญต้องการคุยกับข้าน้อยหรือไม่เจ้าคะ หากไม่มีคงต้องรบกวนท่านออกไปข้างนอกห้องผู้ป่วยก่อน”
“ต้องมีแน่นอนอยู่แล้ว แต่งตัวให้เรียบร้อยสิ !”
“ใต้เท้าพูดธุระของท่านมาได้เลยเจ้าค่ะข้าพร้อมฟัง พอดีว่าท่านผู้ช่วยมีงานต้องไปทำต่อเจ้าค่ะ มีเด็กอีกหลายคนยังไม่ได้ทำแผล ใต้เท้าคงไม่ว่าอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ได้ ! เรื่องของเจ้า”
เนื่องจากเจิ้งคุนเซียวพูดโดยไม่ยอมหันมามองหน้าของเจียวเชิน ดังนั้นนางจึงสังเกตเห็นใบหูแดงเถือกของชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี
โธ่ อันใดกัน บุรุษสมัยนี้ไร้เดียงสาถึงขนาดนี้เชียวหรือ
“ทหารของข้ารายงานว่าเจ้าต้องการรับเด็กที่โดนลักพาตัวมาจากเมืองอื่นไว้ในการดูแลของเจ้าระหว่างที่ยังไม่สามารถตามหาบิดามารดาบิดาที่แท้จริงของเด็กได้อย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นเทพธิดาหรืออย่างไรจึงต้องการช่วยเหลือผู้อื่นที่ไม่ใช่แม้กระทั่งญาติเช่นนี้ ที่จวนทางการมีสถานที่สามารถให้เด็กพักพิงชั่วคราวอยู่แล้ว เจ้าจะทำเรื่องให้ยุ่งยากทำไมกัน ต้องการอันใดกันแน่”
อ๋อ ที่แท้ก็ต้องการคุยกับนางเรื่องนี้
แปด มีเด็กหลงทาง“เจ้าเข้าใจถูกต้อง ข้าเคยมีความคิดเหมือนกับเจ้าในอดีต แต่ว่าปัจจุบันข้าเลิกคิดเช่นนั้นไปแล้ว...เสียใจด้วย ข้าคงขายหนังสือของข้าให้เจ้าไม่ได้หรอก”“ทะ…ทำไมเล่าเจ้าคะ !”“ใจเย็นก่อนแม่นางเจียวเชิน”อาจารย์หนุ่มยกมือขึ้นห้ามทัพเจียวเชินที่ผุดขึ้นยืนเพราะคำพูดปฏิเสธของเขา “ข้ากำลังจะบอกว่าหนังสือพวกนี้ข้าขอมอบให้เจ้าโดยไม่คิดเงินสักตำลึง ข้ามอบให้เจ้าทั้งหมด”“ฟู่...โธ่ ท่านชงอวี้ช่างหยอกล้อใจข้าได้เก่งเสียจริง”เมื่อสักครู่เจียวเชินคิดว่าอีกฝ่ายปฏิเสธนางจริง ๆ เสียอีก“อย่างไรหนังสือพวกนั้นก็ขายไม่ออกอยู่แล้ว หากยังอยู่ที่ห้องของข้าในไม่ช้าพวกมันอาจกลายเป็นเศษขยะก็ได้ ไม่สู้ข้า มอบให้แม่นางนำไปใช้ประโยชน์ไม่ดีกว่าหรือ”“แต่ว่า...”“ไม่มีแต่ ถือเสียว่าเป็นของขวัญสำหรับการทำความรู้จักกันครั้งแรกก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าให้คนห่อหนังสือและส่งไปให้ถึงจวน ให้สาวใช้แจ้งที่อยู่แม่นางได้เลย”“ไม่ลำบากท่านชงอวี้ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ เด
เจ็ด อาจารย์ผู้เขียนหนังสือเจียวเชินนั่งรอไม่นานเสียงฝีเท้าแผ่วเบามุ่งตรงมาที่ศาลาที่เจียวเชินและอามี่กำลังนั่งอยู่ก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏกายของบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งบุรุษที่กำลังย่างเดินเข้ามาสวมใส่ชุดยาวผ้าเนื้อดีสีครามปักลวดลายก้อนเมฆา รูปโฉมหล่อเหลา ท่าทางสุภาพ โดยเฉพาะพอมองสบดวงตาสองข้างทอแสงอ่อนนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นที่สุด“ข้าคืออาจารย์ชงอวี้ แม่นางทั้งสองใช่แขกที่ต้องการพบข้าใช่หรือไม่”“ฮะ...เอ่อ ใช่เจ้าค่ะ” เจียวเชินกลืนน้ำลายดังเอื๊อกอย่างลืมตัว มือก็ยกขึ้นมาเกาท้ายทอยอย่างเก้อเขิน “ข้าน้อยลืมทำความเคารพท่านอาจารย์ชงอวี้ไปเลย ไม่คิดว่าท่านอาจารย์จะอายุน้อยเช่นนี้ แหะ ๆ”เจียวเชินนึกว่าอาจารย์ที่เถ้าแก่ร้านหนังสือเอ่ยถึงจะเป็นชายชราอายุห้าสิบหกสิบหนาวมีหนวดเคราสีขาวโพลนเสียอีก“พูดจาเป็นกันเองเถอะแม่นาง ข้าอายุยี่สิบห้าเอง หากไม่ได้เป็นศิษย์อาจารย์กัน ข้าเองก็อยากให้แม่นางเรียกข้าว่าชงอวี้พอไม่ต้องมีคำนำหน้าว่าอาจารย์หรอก”“เจ้าค่ะท่านชงอวี้ อ๋อ ข้าลืมแนะนำตัว ข้านามว่าเจียวเชิน วันนี้มาขอพบท่านเพราะได้ชื่อและที่อยู่มาจากเถ้าแก่ร้านขายหนังสือหูอี๋ฉีที่หัวตลาดเจ้าค่ะ”
หก สำนักการศึกษาคราแรกเจียวเชินคิดว่าหลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จแล้วจะเดินไปขึ้นรถม้ากลับจวนตัวเองเลย ทว่าหญิงสาวกลับใจเปลี่ยนแผนเป็นเดินทางต่อเนื่องไปยังสถานที่ในแผ่นกระดาษที่เถ้าแก่ร้านขายหนังสือเขียนเอาไว้ให้ก่อนดีกว่าสำนักการศึกษาหงส์แดงเพลิงสถานที่ที่อาจารย์ผู้เคยเขียนหนังสือเขียนอ่านสำหรับเด็กผู้นั้นทำงานอยู่เขาน่าจะเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่นั่นกระมังเหตุผลที่เจียวเชินต้องการพบอาจารย์ผู้นั้นคือ นางต้องการเจรจาขอซื้อหนังสือเด็กที่เขาเคยเขียนนั่นเองถึงแม้ว่าชาติที่แล้วเจียวเชินจะเคยประกอบอาชีพเป็นคุณครูอนุบาล ทว่านั่นก็เป็นยุคสมัยหนึ่ง นางไม่อาจนำความรู้ที่มีมาสอนเด็ก ๆ เขียนตัวอักษรไม่เหมือนกันได้หรอกเนื่องจากสำนักการศึกษาอยู่ไม่ไกลจากกลางเมืองหลี่ซงจึงสามารถเดินเท้าไปหาได้โดยใช้เวลาไม่นานเจียวเชินเดินไปถึงก็วานให้อามี่สาวใช้ส่วนตัวของตนเดินเข้าไปแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ประตูทางเข้าสำนักการศึกษา ส่วนนางเดินไปนั่งรออยู่ที่ศาลาไม้ข้าง ๆ“คุณหนูเ
ห้า เรื่องบังเอิญเมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วเจียวเชินจึงเดินออกมาจากร้านหนังสือพร้อมกับอามี่ที่สองมือถือหนังสือเต็มไปหมดเดินต่อไปไม่ไกลก็ถึงภัตตาคารอาหารที่ขนาดไม่ใหญ่มาก ลูกค้าไม่แน่นร้านจนน่าอึดอัด ดังนั้นเจียวเชินจึงตัดสินใจเลือกฝากท้องมื้อกลางวันไว้ที่ร้านนี้ทว่าโชคร้ายที่พอเดินเข้าไปนางกลับเจอคนรู้จักที่ไม่อยากเจอเสียก่อนจะได้เดินไปนั่งที่โต๊ะว่างน้ำเสียงหวานหยดย้อยดังเข้ามาต้อนรับตั้งแต่นางเหยียบพื้นดินร้านเข้ามาทีเดียวเชียว“โชคดียิ่งนักเจ้าค่ะ พี่คุนเซียวกำลังจะนั่งกินมื้อกลางวันใช่หรือไม่เจ้าคะ เช่นนั้นหากพี่คุนเซียวไม่รังเกียจให้เม่ยเอ๋อร์ร่วมโต๊ะด้วยนะเจ้าคะ”“เอ่อ อืม ข้า...มีแขกน่ะ นั่นอย่างไรแขกที่ข้านัดเอาไว้เดินทางมาถึงแล้ว”ท่านเจ้าเมืองเจิ้งคุนเซียวนั่นเองที่เดินเข้ามาดึงแขนเสื้อของนางใช่…เขาเดินมาดึงแขนเสื้อของนางที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้านประจวบเหมาะกับที่เขาต้องการหาทางกำจัดคุณหนูผู้งดงามท่านนั้นอยู่พอดีเจียวเชินกะพริบตาปริบ ๆ อย่างงง ๆ แต่ก็เดินตามน้ำชายหนุ่มไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเจียวเชินขมวดคิ้วมองบุรุษตรงหน้า สื่อสารผ่านสายตาขณะสบตากับเขาเพื่อต้องการให้
สตรีโสดใช่แล้ว เจียวเชินเพิ่งเจรจาขอรับเลี้ยงดูเด็กผู้น่าสงสารเหล่านี้จริง ๆ นางวางแผนคร่าว ๆ เอาไว้ในหัวว่าจะให้พวกเด็ก ๆ อาศัยอยู่ที่จวนของตนเองที่หลังใหญ่มากพอเป็นที่พักให้เด็กเหล่านั้นในความทรงจำของร่างนี้คือ ร่างนี้เป็นสตรีโสด ไร้ครอบครัวเรียกได้ว่าไร้พันธะไร้ภาระใด ๆ ทั้งสิ้น หากไม่นับรวมเหล่าบ่าวและผู้คุ้มกันที่ได้มาโดยไม่เสียเงินจากความเมตตาของพระชายาจางหรงผิงของฉินอ๋องแห่งเมืองซีฉินรวมทั้งนางมีทั้งทรัพย์สินและเงินจำนวนมากในการดำรงชีวิตสุขสบายโดยไม่ต้องทำงานไปทั้งชีวิตดังนั้นเจียวเชินคนใหม่นี้จึงคิดใช้เงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการเอามาช่วยเหลือผู้อื่นที่เดือดร้อนชาติที่แล้วเจียวเชินเองก็เป็นเด็กกำพร้าอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจนโต มีพี่น้องร่วมครึ่งร้อยคนนางได้เรียนจนจบปริญญาตรีด้านจิตวิทยาเด็กจากเงินบริจาคของผู้สนับสนุนใจบุญที่ให้โอกาสเรียนจบด้านนี้มาเพื่อใช้ดูแลพี่น้อ
สาม รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเวลานี้เจียวเชินกำลังนอนให้ท่านหมอในโรงหมอรักษาแผลตามตัวรวมถึงแผลที่หนักที่สุดคือบนศีรษะอย่างว่าง่ายหลังจากจัดการให้เด็กน้อยคนอื่น ๆ ได้ทำแผลเรียบร้อยแล้ว“หากข้าเห็นว่าแม่นางมีแผลใหญ่ขนาดนี้คงทำให้แม่นางคนแรกไปแล้ว ข้าแปลกใจยิ่งแผลเลือดไหลมากขนาดนี้คนส่วนใหญ่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะทว่าแปลกที่แม่นางทนได้”เจียวเชินยิ้มแห้งให้กับคำพร่ำบ่นของหมอชราที่กำลังรักษาตัวเองอยู่หากนางบอกว่าร่างนี้ตายไปแล้วเพราะแผลนี้ ทว่ามีวิญญาณอย่างนางจากที่ไหนก็ไม่รู้มาใช้ร่างเขาคงแปลกใจมากกว่านี้เป็นแน่เรื่องอันใดจะบอกขืนบอกไปคนอื่นหาว่านางบ้าขึ้นมาจะซวยไปกันใหญ่“คุณหนู คุณหนูของบ่าว คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”เสียงแหลมของสตรีใบหน้าแตกตื่นคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในโรงหมอ พออีกฝ่ายเห็นหน้าเจียวเชินถึงกับบ่อน้ำตาแตกวิ่งรี่เข้ามาเกาะข้างเตียง สายตากวาดตรวจสอบร่างกายคนที่ตนเองเรียกว่าคุณหนูในความทรงจำของร่างเดิมบอกว่าสตรีผู้นี้คือสาวใช้ติดตัวนามว่า อามี่“อามี่ เจ้ามาได้อย่างไร”“บ่าวไปแจ้งความกับทางการ ทว่าพวกเราหาคุณหนูในตลาดทั่วไปหมดแล้วไม่เจอเจ้าค่ะ พอมีข่าวเรื่องคดีค้าทาสผิดกฎหม







