로그인“เจ้าเข้าใจถูกต้อง ข้าเคยมีความคิดเหมือนกับเจ้าในอดีต แต่ว่าปัจจุบันข้าเลิกคิดเช่นนั้นไปแล้ว...เสียใจด้วย ข้าคงขายหนังสือของข้าให้เจ้าไม่ได้หรอก”
“ทะ…ทำไมเล่าเจ้าคะ !”
“ใจเย็นก่อนแม่นางเจียวเชิน”
อาจารย์หนุ่มยกมือขึ้นห้ามทัพเจียวเชินที่ผุดขึ้นยืนเพราะคำพูดปฏิเสธของเขา “ข้ากำลังจะบอกว่าหนังสือพวกนี้ข้าขอมอบให้เจ้าโดยไม่คิดเงินสักตำลึง ข้ามอบให้เจ้าทั้งหมด”
“ฟู่...โธ่ ท่านชงอวี้ช่างหยอกล้อใจข้าได้เก่งเสียจริง”
เมื่อสักครู่เจียวเชินคิดว่าอีกฝ่ายปฏิเสธนางจริง ๆ เสียอีก
“อย่างไรหนังสือพวกนั้นก็ขายไม่ออกอยู่แล้ว หากยังอยู่ที่ห้องของข้าในไม่ช้าพวกมันอาจกลายเป็นเศษขยะก็ได้ ไม่สู้ข้า
มอบให้แม่นางนำไปใช้ประโยชน์ไม่ดีกว่าหรือ”“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ ถือเสียว่าเป็นของขวัญสำหรับการทำความรู้จักกันครั้งแรกก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าให้คนห่อหนังสือและส่งไปให้ถึงจวน ให้สาวใช้แจ้งที่อยู่แม่นางได้เลย”
“ไม่ลำบากท่านชงอวี้ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ เดี๋ยวพวกข้ายกกลับไปเลยดีกว่า”
“มันหนักเกินไป เพียงแค่หนังสือที่สาวใช้ของแม่นางถืออยู่ก็มากพอแล้ว”
“แต่...”
“เอาเถอะน่า เผื่อว่าวันใดข้าอยากไปเยี่ยมเด็ก ๆ ที่อ่านหนังสือของข้าบ้าง จะได้ไม่ต้องถามหาที่อยู่อีกอย่างไรเล่า”
“เอาเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ คราหลังอย่ามาหาว่าข้าไม่เกรงใจท่านชงอวี้นะเจ้าคะ”
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้นแน่นอน”
ทั้งสองคุยธุระสำคัญจบ หลังจากนั้นจึงพูดคุยเรื่องทั่วไปกันต่ออีกหลายก้านธูปเพราะคุยกันถูกคอมากกว่าที่คาดเอาไว้
เจียวเชินปรึกษาเรื่องบทเรียนของเด็กในยุคนี้บ้าง บางทีก็สอบถามเรื่องหนังสือที่เหมาะกับเด็กอายุไม่ถึงสิบหนาวบ้าง และอีกหลาย ๆ หัวข้อที่ทำให้เวลาการพูดคุยวันนี้ดูเหมือนผ่านไปเร็วเหลือเกินจนดวงตะวันเกือบลับขอบฟ้า
ถึงเวลาที่เจียวเชินจะต้องกลับจวนเสียแล้ว
“เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนเจ้าค่ะ ข้าและพวกเด็ก ๆ จะรอคอยท่านชงอวี้ผู้เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนพวกเรามาเยี่ยมอย่างมีความหวังเจ้าค่ะ”
เจียวเชินพูดทีเล่นทีจริงทิ้งท้ายก่อนโค้งศีรษะ หันหลังเดินจากไปโดยมีแววตาส่อความเสียดายอย่างสุดซึ้งออกมาตามหลังร่างบางที่ห่างออกไป
เจียวเชินกลับมาถึงจวนก็เป็นเวลามื้ออาหารเย็นพอดี วันนี้นางสั่งให้คนขึ้นสำรับอาหารที่เรือนกลางหรือเรือนตู้เจวียน เรือนที่นางยกให้เป็นเรือนพักผ่อนของเด็ก ๆ ที่ยังไม่มีผู้ปกครองมารับกลับบ้าน
วันไหนที่เจียวเชินไม่มีเวลาไปเล่น พูดคุยกับพวกเด็ก ๆ ด้วยนางก็จะใช้เวลามื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกับพวกเด็ก ๆ นั่นแหละ
“พี่เจียวเชินมาแล้ว”
“พี่สาวมาแล้ว”
“เย่ พี่สาวมาหาพวกเราแล้ว”
เท้ายังไม่ทันก้าวเข้าไปในอาณาเขตเรือนตู้เจวียน เสียงใสแจ๋วคุ้นเคยก็ดังทักทายนางแต่ไกลพร้อมกับร่างอ้วนป้อมของเชินหลงวิ่งนำทัพสหายคนอื่นเข้ามาจู่โจมกอดขาของเจียวเชิน
“ปล่อยพี่สาวก่อนสิ” พอเห็นว่าเจ้าร่างอ้วนป้อมส่ายศีรษะไม่ยินยอมปล่อยอ้อมกอดจากขานางจนนางเดินต่อไม่ได้ เจียวเชินจึงก้มลงไปพูดต่อ “ไม่หิวกันหรืออย่างไร หากมัวกอดพี่สาวเช่นนี้เกรงว่าพี่น้องของเจ้าอาจต้องหิ้วท้องรอนะหลงเอ๋อร์”
พรึ่บ
พอพูดถึงของกินนิดเดียวล่ะปล่อยทันทีเชียว มือบางโดนเด็กน้อยดึงลากเข้าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารหน้าตาน่ากิน
“พี่เจียวเชินเหนื่อยหรือไม่ขอรับ” จางหยวนเด็กน้อยแปดหนาวที่อายุมากที่สุดในบรรดาเด็กที่นางรับเลี้ยงดูเอ่ยถามขึ้นขณะลงมานั่งข้างกายเจียวเชินหลังจากช่วยส่งน้อง ๆ นั่งเรียงเป็นระเบียบหน้าโต๊ะอาหารอย่างที่เจียวเชินเคยสอน
“ไม่เหนื่อยหรอก หยวนเอ๋อร์เป็นพี่ใหญ่ดูแลน้อง ๆ ทั้งวันเหนื่อยกว่าพี่อีกกระมัง”
“หยวนเอ๋อร์ไม่เหนื่อยขอรับ”
ก่อนที่พวกนางจะได้กินอาหารที่เตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้วตรงหน้า เสียงฝีเท้าเร่งรี่วิ่งเข้ามาในเรือนก็ดังขัดจังหวะการกินเสียก่อน
เจียวเชินเงยหน้าขึ้นมองอามี่สาวใช้ของตนเองที่วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นตระหนก
“คุณหนูเจ้าคะ รบกวนตามบ่าวไปดูข้างหน้าจวนหน่อยเถอะเจ้าค่ะ บ่าวไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี”
“หือ มีเรื่องอันใดเวลานี้กัน”
“บ่าวพูดไม่ถูกเจ้าค่ะ คุณหนูเดินตามไปโดยเร็วก่อนเถิด”
“ได้...เด็ก ๆ เดี๋ยวพี่สาวกลับมานะ ใครหิวลงมือกินอาหารไปก่อนเลยไม่ต้องรอพี่สาว”
“อื้ม พี่สาวรีบกลับมานะ ไม่เช่นนี้หลงเอ๋อร์กินของท่านหมดแน่”
“กินให้เยอะ ๆ ดีแล้ว”
ก่อนลุกขึ้นไปเจียวเชินไม่ลืมโยกหัวของเจ้าก้อนแป้งอ้วนท้วนสมบูรณ์อย่างมันเขี้ยว
เนื่องจากจวนของเจียวเชินไม่ได้กว้างขวางมากนักจึงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็สามารถเดินเท้ามาถึงด้านหน้าทางเข้าจวนของนาง
เดินไปหน้าประตูจวนเห็นแค่ผู้คุ้มกันของตนกำลังยืนหันหลังโน้มตัวไปเหมือนก้มลงไปคุยกับใครที่พื้น
“นั่นคุณหนูมาถึงแล้ว ปล่อยให้คุณหนูจัดการเถอะ”
“ลู่เสียน นั่นเจ้าคุยกับผู้ใดน่ะ อะ…อ้าว เจ้า !”
คนที่ผู้คุ้มกันหน้าประตูจวนของเจียวเชินกำลังคุยด้วยอยู่นั้นเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังนั่งกอดเข่าซบใบหน้าลง พอได้ยินเสียงเรียกชื่อของเจียวเชินเด็กน้อยคนนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมา
ดวงตากลมใสแจ๋วเอ่อคลอด้วยน้ำตา ริมฝีปากเล็กเบะออกขณะสบตาเจียวเชิน
“พี่สาว ข้าหลงทางมาแถวนี้ ข้าหิวยิ่งนัก”
เจียวเชินที่ตอนแรกตกใจเมื่อเห็นหน้าเด็กน้อยที่ไม่ควรมาโผล่อยู่แถวจวนนอกเส้นทางหลักของเมืองหลี่ซงได้ฟังเช่นนั้นจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนยกยิ้มมุมปากรู้ทัน
ร่างบางเดินเข้าไปนั่งยอง ๆ ปลายนิ้วแตะปลายจมูกรั้นเหมือนนิสัยเจ้าของอย่างมันเขี้ยว
“อาเว่ยของพี่สาวหลงมาเสียไกลเชียวนะ ไป เข้าไปข้างในเถอะ”
บทส่งท้ายหลายวันผ่านไปคดีลักลอบค้าเด็กผิดกฎหมายข้ามเมืองถูกปิดจบลงไปด้วยดีโดยสามารถจับทั้งตัวเบื้องหลังและพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งตระกูลที่ร่วมมือต่าง ๆ ได้ทั้งหมดด้วยเพราะมือปราบของแต่ละเมืองร่วมมือกันอย่างสามัคคี รวมทั้งตระกูลจิ่นตระกูลมากอำนาจในเมืองหลี่ซงเองก็ถูกจับกุมตัวทั้งครอบครัวไปรับโทษในคุกด้วยเช่นกัน การจับกุมตัวตระกูลชั้นสูงนี้ย่อมเป็นข่าวดังที่ชาวเมืองหลี่ซงทุกคนล้วนให้ความสนใจ เป็นหัวข้อสนทนายามเช้าติดต่อกันหลายวันเลยทีเดียวครั้นกล่าวถึงอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากคดีดังกล่าวถูกปิดจบลงคือมีรถม้าจากต่างเมืองหลายคันเดินทางผ่านเข้าผ่านประตูเมืองมุ่งหน้าสู่จวนเรียบง่ายหลังหนึ่งต่อเนื่องตลอดหลายวันที่ผ่านมาจวนหลังดังกล่าวมีเจ้าของคือสตรีนางหนึ่งนามว่าเจียวเชินนั่นเองรถม้าแต่ละคันที่เดินทางมาจอดหน้าจวนมีจุดประสงค์คล้ายกันคือเดินทางมารับลูกน้อยของตนเองที่โดนลักพาตัวไปกลับบ้านอันเป็นที่รักของพวกเขา“พวกข้าต้องขอบคุณแม่นางเจียวเชินอย่างยิ่งที่ดูแล เหยียนเอ
สี่สิบหก จับตัวคนร้ายซู่...เสียงน้ำเย็นเยียบผสมน้ำแข็งถูกสาดลงไปบนใบหน้างามของสตรีไร้สติที่กำลังนอนบนพื้นสกปรก แขนและมือทั้งสองถูกไพล่มัดกันไว้ข้างหลัง แน่นอนว่าน้ำที่เย็นขนาดนี้ย่อมสามารถปลุกให้สตรีผู้น่าสงสารผู้นี้ตื่นจากนิทราได้ เปลือกตาลืมโพล่งขึ้นพร้อมกับร่างกายที่เปียกน้ำเย็นเยียบเต็ม ๆ เริ่มสั่นระริกจนกายบางห่อตัวเข้าหากัน“ตื่นได้สักที”“จะ เจ้าทำเช่นนี้ทำไม ข้า...อึก ทำอันใดให้เจ้าไม่พอใจ”เจียวเชินฟื้นขึ้นสิ่งแรกที่นางเห็นคือ
สี่สิบห้า ตรวจร่างกายฝ่ายเจียวเชินเดินออกมาจากภัตตาคารอาหารได้ก็มุ่งหน้าไปยังจุดที่รถม้าลากของนางจอดรออยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ไกลจากที่นางยืนอยู่ พอขึ้นไปข้างบนรถอามี่ สาวใช้ส่วนตัวของนางก็รีบเข้ามาหาเจ้านายสาวด้วยความเป็นห่วง“คุณหนูไม่สบายหรือไม่เจ้าคะ ไยจึงหน้าแดงและร้อนผ่าวเช่นนี้”“ข้าไม่เป็นอันใด” เจียวเชินยกมือขึ้นจับใบหน้าตนเองพลางค่อย ๆ ผ่อนหายใจเข้าออกเพื่อปรับอารมณ์ของตนเอง สลัดความทรงจำตราตึงใจเมื่อครู่ทิ้งไปก่อน “อามี่เจ้าบอกให้สารถีออกเดินทางเถอะ เดี๋ยวไปถึงจวนตระกูลจิ่นสายนะ”“เจ้าค่ะ”ใช้เวลาไม่นานรถม้าของเจียวเชินก็เดินทางมาถึงจวนตระกูลจิ่นที่วันนี้คนข้างในจวนนั้นเงียบสงบผิดปกติเจียวเชินลงจากรถปุบท่านพ่อบ้านคนเดิมที่คอยต้อนรับนางยามาตรวจความคืบหน้าของการรักษาคุณชายน้อยของตระกูลก็ดินนำนางเข้าจวนไปยังเรือนของเด็กอ้วนคนไข้ของเจียวเชิน“เวลานี้ท่านประมุขกับฮูหยินใหญ่ไม่อยู่จึงดูเงียบเหงากว่าทุกทีทว่าอีกเดี๋ยวคงกลับมาขอรับ ส่วนคุณชายน้อยเพิ่งวิ่งเล่นเสร็จเหงื่อโซม
สี่สิบสี่ คนร้ายเบื้องหลังเจิ้งคุนเซียวและลูกน้องเดินทางไปที่จวนทางการสถานที่ที่เหล่ามือปราบของเมืองหลี่ซงทำงานอยู่และเป็นสถานที่คุยงาน คดีความต่าง ๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวได้ดีที่สุดดังนั้นหัวหน้ามือปราบจึงนัดหมายให้ท่านเจ้าเมืองเป็นฝ่ายมาหาตนเองพ่อบ้านของจวนทางการเดินนำเจ้าเมืองหนุ่มเข้าไปยังห้องโถงประชุมกลางของจวน ที่พอเดินเข้าไปข้างในปรากฏร่างสูงของคนที่ส่งคำเชิญมาให้เลี่ยงเฟิ่งผายมือให้เจ้าเมืองนั่งที่โต๊ะตัวหาแถวอันเป็นตำแหน่งประธาน“ธุระด่วนที่ว่าคือเรื่องคดีคนลอบขโมยเด็กหรือ”ในห้องโถงไม่ได้มีเพียงเหล่ามือปราบเมืองหลี่ซงทว่ายังมีกลุ่มบุรุษฉกรรจ์ไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบของเมืองหลี่ซง“ขอรับ พวกเขาเหล่านี้เป็นมือปราบจากเมืองทางเหนือสุดของแคว้นเซี่ยได้แก่เมืองซีสูขอรับ มือปราบของเมืองกำลังตามจับตระกูลเบื้องหลังการค้าทาสเด็กผิดกฎหมายอยู่”“คารวะท่านเจ้าเมืองเจิ้งคุนเซียวขอรับ”“คารวะท่านเจ้าเมืองขอรับ”“ยินดีที่ได้ร่วมงานกับพวกท่านเช่นเดียว
สี่สิบสาม บทลงโทษหลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จเจียวเชินขอแยกตัวออกมาก่อนเนื่องจากชงอวี้ไม่รู้นึกคึกอันใดจึงต้องการดื่มสุราตั้งแต่หัววันจึงบอกให้นางล่วงหน้าออกมาก่อนเจียวเชินยังไม่ทันเดินออกมาถึงหน้าร้านพบเข้ากับบุรุษที่นางเพิ่งหาข้ออ้างหนีหน้ามาก่อนกินมื้อกลางวันนั่งจิบน้ำชาหน้านิ่งอยู่บนโต๊ะไม่ไกลจากตีนบันไดเหมือนมาดักรอใครไม่นึกว่าคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใครหากไม่สนิทจะมานั่งอยู่ในร้านที่โต๊ะรวมไม่ใช่ห้องพิเศษเช่นนี้
สี่สิบสอง ว้าวุ่นใจ“เจียวเชิน เจียวเชิน!”“เจ้าคะ ท่านชงอวี้เรียกข้าหรือ”เวลานี้เจียวเชินเดินทางมายังร้านอาหารอันเป็นสถานที่นัดหมายกวางวันวันนี้ของนางและชงอวี้ พวกนางเดินทางมาถึงได้สักพักใหญ่ อาหารที่สั่งมานั้นถูกเสี่ยวเอ้อนำขึ้นโต๊ะจนครบหมดแล้วฝ่ายชงอวี้เห็นว่าเจียวเชินดูเหม่อลอยไม่รับรู้สิ่งใดรอบตัว ขนาดเขาเรียกนางเพราะต้องการชักชวนให้ลงมือกินอาหารได้แล้ว นางยังไม่ได้ยินเลยไม่รู้ว่าใจนางกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่จึงมีสีหน้าไม่สดใสเช่นนี้“วันนี้มีเรื่องกังวลใจเรื่องใดหรือ หากอยากระบายข้าสามารถเป็นกระโถนให้เจ้าระบายได้ ”คนโดนถามยิ้มจาง แววตาหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด“ข้ามีเรื่องไม่สบายใจจริง ๆ เจ้าค่ะ พวกเราเวลานี้ถือเป็นสหายสนิทกันใช่หรือไม่เจ้าคะ หากข้าปรึกษาแล้วจะไม่มีใครนอกจากพวกเรารู้ใช่หรือไม่” เจียวเชินกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นแล้วค่อยคลายแล้วกำอีกเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกที่มาถึงร้านอาหารจนบุรุษที่มีใจให้นางอย่างชงอวี้รู้สึกไม่สบายใจไปด้วยยามเห็นสตรีที่ตน
สามสิบเก้า ปฐมพยาบาล“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ แค่ก ปล่อยข้าก่อน”นอกจากเขาไม่ทำตามคำร้องขอของนางแล้ว เจิ้งคุนเซียวยังถือโอกาสนี้ดึงร่างนางเข้ามากอดทำให้เจียวเชินตกใจตัวแข็งเลยทีเดียว“ทะ...ท่าน”อ้อมแขนทรงพลังกอดร่างนา
สามสิบเจ็ด กับดักเจียวเชินอุ้มซินเหยียนก่อนปีนขึ้นไปบนตั่งและออกแรงถีบเท้ากระโดดออกจากวงล้อมไฟที่มันลามตามรอยน้ำมันที่โดนคนราด หญิงสาวกระโดดออกมาทันเวลาก่อนกระท่อมติดไฟเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ขณะนางโดดออกมาผิวหนังบางส่วนไม่แคล้วโดนไฟลวกผิวไปเล็กน้อย
สามสิบหก คดีเก่าเจียวเชินไปยังบริเวณที่สาวใช้บอก โดยพอพวกนางไปถึงก็รีบวิ่งกระจายตัวตรวจสอบที่ซอยเล็กแถวนั้นทันที“แยกย้ายกันตามหาทุกซอยแถวนี้กันเถอะ”“ขอรับคุณหนู หากข้าน้อยจำไม่ผิด ข้างหลังฝั่งนั้นเป็นเส้นทางเชื่อมไปตลาดเล็กอีกแห่
นี่เป็นของขวัญหลังจากชงอวี้เดินจากนางไป ชายหนุ่มวัยกลางคนที่เจียวเชินจำได้







