Masukเวลาดึกสงัดคืนนั้น
ณ เพิงเล็กๆ บนต้นไม้ในป่าท้ายไร่เศรษฐกร
เตชทัตพาพวกตนุภัทรมาถึงไม่นาน เสียงผิวปากก็ดังมาจากข้างล่างสองครั้ง นี่เป็นสัญญานที่คนของเขาต้องส่งให้ก่อนจะขึ้นมา พอเขาผิวปากยาวๆ ตอบกลับไป ชายสี่คนก็ไต่บันไดขึ้นมาทันที ที่เพิงนี้ไม่มีไฟสว่าง อาศัยแสงจันทร์พอมองเห็นกันรางๆ คนมาใหม่หน้าตาดูธรรมดามาก แต่ฝีมือไม่ธรรมดาเลย รับหน้าที่จับตาดูเสี่ยวงศกรมาสักพักแล้ว
เมื่อมากันครบแล้ว เตชทัตจึงถามเข้าเรื่องอย่างไม่เสียเวลา “มีข่าวอะไรหรือเปล่า ช่วงนี้พวกมันเคลื่อนไหวบ้างไหม”
หนึ่งในสี่คนนั้นตอบทันที “ไม่มีเลยครับ เหมือนทางนั้นจะระวังตัวมากขึ้น อาจเริ่มสงสัยอะไร หรือไม่ก็กำลังจะทำงานใหญ่”
“อย่าประมาท จับตาดูไว้ให้ดี มันนิ่งมานานแล้ว คงจะเคลื่อนไหวเร็วๆ นี้แน่นอน” เขาสั่งกำชับ พอนึกถึงเรื่องในวันนี้จึงเสริมไปอีก “บางทีมันอาจจะยุ่งเรื่องที่ดินท้ายไร่รุ่งรวินท์ บ่ายนี้เกิดเรื่องไม่ค่อยดีกับคนของไร่นั้นด้วย”
คนบางคนได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นกับคนของไร่รุ่งรวินท์ก็มุ่นคิ้วถามทันที
“เกิดเรื่องไม่ดีกับคนของไร่รุ่งรวินท์? เรื่องอะไรวะ”
เตชทัตปรายตามองน้องชายแวบหนึ่ง ก่อนบอก “ขิงหอมเกือบโดนวายุฉุดไปกลางทาง”
“อะไรนะ!”
“ไม่ต้องห่วง กูผ่านไปช่วยไว้ทันพอดี”
“อ้อ แล้วมันทำอะไรยายนั่นหรือเปล่า เป็นอะไรมากไหม” ตนุภัทรถามแบบเก็บสีหน้า
“น่าจะตกใจกลัวอยู่” ทั้งที่พูดถึงพิชานันท์ แต่เตชทัตกลับไม่ได้นึกถึงหน้าเธอเลย ดันนึกถึงหน้าหวานๆ ของผู้หญิงอีกคนที่ฝีมือไม่หวานเหมือนหน้าคนนั้น
“ไอ้เหี้ยนั่น!”
เตชทัตส่ายหน้ามองน้องชายที่หลุดสบถด่าออกมา เพราะรู้ว่ามันจะออกอาการแบบนี้ เขาจึงให้มันตามมาด้วย จะพูดให้จบทีเดียว คิดแล้วก็เอ่ยกับตนุภัทร “อีกไม่กี่วันลุงสินจะไปต่างประเทศ ไม่รู้ทางนั้นจะวางแผนดูแลไร่กันยังไง เดี๋ยวกูคงต้องเข้าไปคุยกับลุงสินสักหน่อย เผื่อให้แกยืมคนไปช่วยดูแล”
“เข้าท่านะ” ตนุภัทรพยักพเยิดบอก “แต่คนของเราจะพอเหรอ”
“กูเรียกขึ้นมาหมดแล้ว พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมไปรับคนที่สนามบิน”
ประโยคหลังพ่อเลี้ยงหนุ่มหันไปบอกพวกพยัคฆ์หมอบทั้งสี่คนที่ขึ้นมาทำงานให้ก่อน ส่วนคนอื่นๆ เพิ่งถูกเรียกตามมาตอนนี้
ในเมื่อยังไม่มีความคืบหน้า คืนนี้ก็คงไม่มีเรื่องให้ทำแล้ว เตชทัตโบกมือไล่ลูกน้อง “แยกย้ายกันไปพักเถอะ มีอะไรคืบหน้าให้รายงานเข้ามาทันที”
สี่คนนั้นค้อมหัวรับคำสั่งแล้วไต่บันไดหายลงไปกับความมืดอย่างรวดเร็ว
“โห ไปไวมาไวจริงๆ” ตนุภัทรเพิ่งจะห่อปากพูดขึ้น หางตาก็เห็นเตชทัตกับคนสนิทตามสี่คนนั้นลงไปติดๆ “อ้าว! รอกูด้วยสิ! ให้ตาย! แม่งเหมือนกันทั้งนายทั้งลูกน้อง!”
สามวันแล้วที่ชญานินมาพักอยู่ในไร่รุ่งรวินท์
ในที่สุดวันนี้เจ้าถิ่นก็พาเธอออกมาเที่ยวสักที โดยได้ชาติชายเป็นคนขับรถและคนดูแลความปลอดภัยให้เอง
จุดหมายแรกของพวกเธอคือวัดพระธาตุดอยตุง ปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย ภายในพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้ายหรือกระดูกไหปลาร้าของพระพุทธเจ้าเอาไว้
พิชานันท์ทำหน้าที่ไกด์พาเดินชมความเก่าแก่รอบๆ วัดเอง กว่าจะออกมาก็เกือบเที่ยงวัน พวกเธอตัดสินใจไปทานอาหารเที่ยงที่ร้านดังริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นร้านของรุ่นพี่ที่พิชานันท์รู้จักด้วย บรรยากาศแบบล้านนาผสานความเป็นยุคสมัยใหม่ สร้างความพึงพอใจให้ชญานินไม่น้อย โต๊ะที่นั่งก็ติดแม่น้ำ รับลมเย็นๆ ได้เต็มที่เลย
เข้ามานั่งได้สักพัก เจ้าของร้านก็เดินออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง
“มาไม่บอกเลยนะ” ไตรภพยีผมนุ่มของพิชานันท์เบาๆ ก่อนจะทักทายชาติชายที่ถูกสองสาวบังคับให้มาร่วมโต๊ะด้วยอย่างคุ้นเคย แล้วนั่งลงข้างๆ เสียเลย
เมื่อเห็นรุ่นพี่มองชญานินอย่างสนใจ พิชานันท์จึงแนะนำยิ้มๆ “นี่เพื่อนขิงเองค่ะ ชื่อนิน พี่ไตรรู้จักไว้สิ มาคราวหน้าก็ให้ส่วนลดเยอะๆ เลย”
“ขอให้มาจริงๆ เถอะ” ไตรภพยิ้มแนะนำตัวกับชญานิน “ไตรภพครับ ยินดีที่ได้รู้จัก หิวก็แวะมาร้านพี่ได้ตลอดนะ”
ชญานินยิ้มรับ “ร้านบรรยากาศดีน่านั่งแบบนี้ ถ้ามีโอกาส ต้องมาอีกแน่นอนค่ะ”
“ร้านเราบรรยากาศเป็นแบบล้านนาประยุกต์ครับ เน้นให้ลูกค้าได้สัมผัสกับธรรมชาติของที่นี่” พูดถึงตรงนี้ พนักงานก็เดินมารับรายการอาหาร เขาจึงไม่อยู่กวนพวกเธออีก “สั่งตามสบายเลยนะ พี่ไม่กวนแล้ว”
พิชานันท์เห็นไตรภพลุกขึ้นก็ทำหน้างอถาม “อะไรกัน จะไปแล้วเหรอคะ ไม่นั่งคุยกับขิงก่อนล่ะ”
“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวมีข่าวหลุดไปละยุ่งเลย”
“ข่าวหลุดอะไรคะ?”
“ช่างเถอะ พอดีพี่ต้องไปดูโต๊ะอื่นด้วย ไปก่อนนะ” ไตรภพตัดบทยิ้มๆ ไม่รู้อะไรก็เชิญไม่รู้ต่อไปเถอะ ชายหนุ่มคิดอย่างระอาใจ ก่อนหันไปยิ้มลาชญานินกับชาติชายง่ายๆ แล้วค่อยเดินหนีมา
“อะไรของเขา” พิชานันท์บ่นตามหลังรุ่นพี่งงๆ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะอยากรู้อีกเรื่องมากกว่า ร่างเล็กนั่งลงยิ้มถามชญานิน “เป็นไง รุ่นพี่เรา งานดีมะ?”
“นี่จะเชียร์รุ่นพี่ให้นินเหรอ” ชญานินเห็นสายตาคนถามแล้วพอจะเดาออกว่าคิดอะไรอยู่ จึงส่ายหน้าบอก “ไม่ต้องมาจับคู่ให้เลยค่ะ”
“ชิ! ถ้าได้พี่ไตรหรือพ่อเลี้ยงแถวนี้เป็นแฟนนะ วันหน้านินอาจจะได้ย้ายมาอยู่ทางนี้ เราก็จะได้เจอกันบ่อยๆ เลยไง”
“เรื่องแบบนี้มันบังคับกันได้ที่ไหน แล้ววันหน้าน่ะ ไม่มีหรอก แค่มาเที่ยวนี่ คุณชายที่บ้านยังวีนแตก”
นึกถึงพี่ชายขี้หวงของชญานิน พิชานันท์ก็ได้แต่หน้ามุ่ย อยากรู้จริงๆ ถ้าชญานินหาแฟนทางนี้ไปฝาก เมวินจะทำยังไง
คิดแล้วสาวตัวเล็กก็หัวเราะคิก พยักพเยิดบอกเพื่อน “ช่างเถอะๆ เราสั่งอาหารกันดีกว่า”
ชญานินตอบรับทันที “มีเมนูแนะนำอะไรบ้าง สั่งมาเลย หิวไส้จะขาดแล้วเนี่ย”
“งั้นเอาแกงอ่อม คอหมูย่าง น้ำพริก...”
หลังจากสั่งไปครู่ใหญ่ อาหารมากมายก็ถูกยกออกมาเสิร์ฟ คนที่รออยู่เห็นจำนวนอาหารทั้งหมดแล้วพากันกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ทั้งอยากกินและนึกหวั่นว่าจะจัดการพวกมันหมดหรือเปล่า
“สั่งมาเยอะแบบนี้จะไหวเหรอเรา”
“ไม่ต้องห่วง ถึงขิงหอมคนนี้จะตัวเล็ก แต่เรื่องกินถึงไหนถึงกัน!”
หลังใช้เวลาอยู่ในร้านอาหารไปเกือบชั่วโมง พวกเธอจึงเดินทางไปยังพระตำหนักคอยตุง ที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวงต่อ
พอมาถึงพระตำหนักนี้ พิชานันท์ไม่ต้องทำหน้าที่ไกด์แล้ว เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยบริการแนะนำว่าพระตำหนักที่ผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับชาเลย์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้ เคยเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานของสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ หรือสมเด็จย่าของคนไทยมาก่อน ตามเชิงชายและขอบหน้าต่างของพระตำหนักแกะสลักแบบกาแลเป็นลวดลายต่างๆ เอาไว้อย่างสวยงามทีเดียว
พอเจ้าหน้าที่พาไปถึงระเบียงด้านหลัง พวกเธอก็เห็นทัศนียภาพของดอยตุงที่เต็มไปด้วยธรรมชาติงดงาม เดินจากส่วนนั้นมาด้านหน้าก็จะเป็นสวนแม่ฟ้าหลวง มีดอกไม้เมืองหนาวอยู่มากมาย ทั้งดอกซัลเวีย ดอกพิทูเนีย ดอกบีโกเนีย ดอกกุหลาบ และดอกลำโพง ยิ่งเป็นฤดูหนาวแบบนี้ พวกดอกไม้ต่างๆ ยิ่งเบ่งบานชูช่อสวยงามแข่งกัน
พิชานันท์เองถึงแม้จะอยู่ไม่ไกล แต่กลับไม่มีโอกาสได้ขึ้นมาเที่ยวเลย พอได้มาเห็นภาพดอกไม้ชูช่อออกดอกสวยแบบนี้ ก็อดนึกไม่ได้ ว่าถ้ามากับคนรักคงจะโรแมนติกน่าดู
พอคิดว่ามากับคนรัก ใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งก็โผล่มาในหัว เธอรีบสะบัดหน้าไล่ออกไปอย่างตกใจ
ชญานินเห็นเข้าก็ถามอย่างแปลกใจ “เป็นอะไร แมลงเหรอ แล้วทำไมหน้าแดงแบบนั้น โดนกัดเหรอ”
“เปล๊า!”
“เปล่าก็เปล่าสิ ปฏิเสธเสียงสูงแบบนี้ เธอมีพิรุธนะ”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า แค่เผลอคิดอะไรนิดหน่อยน่ะ” พิชานันท์ว่าพลางดึงเพื่อนไปขึ้นรถที่ชาติชายขับมาจอดรอ ทำเป็นถามเปลี่ยนเรื่องว่าอยากไปที่ไหนอีก
“นี่ก็บ่ายแก่เต็มที นินว่าเรากลับกันเลยดีกว่า ค่อยมาเที่ยวต่อกันวันหลังก็ได้ นินยังอยู่อีกหลายวันนะ”
เมื่อชญานินพูดมาเช่นนี้ พิชานันท์จึงไม่ได้หาที่เที่ยวต่อ บอกให้ชาติชายกลับไร่เลย
ไร่ชาเศรษฐกรในวันนี้ถูกเวดดิ้งแพลนเนอร์เนรมิตเป็นสถานที่จัดงานฉลองวิวาห์อย่างยิ่งใหญ่ ดอกกุหลาบสีขาวที่เจ้าสาวทั้งสองคนชื่นชอบ ถูกนำมาประดับประดาอยู่ทุกมุม บรรยากาศงานเรียบหรูดูแพงสมหน้าตาตระกูลใหญ่จัดงานนางเอกของงานอย่างชญานินกับพิชานันท์มาแต่งหน้าทำผมอยู่ที่บ้านใหญ่ของไร่เศรษฐกรตั้งแต่บ่าย ส่วนเตชทัตกับตนุภัทรถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านหนุ่มโสด ห้ามมาเจอสาวๆ จนกว่าจะถึงเวลาเวลาเดินผ่านมาถึงช่วงค่ำ เจ้าสาวจึงสวยพร้อมออกงาน ทั้งสองเดินมาหมุนตัวดูความเรียบร้อยในกระจกบานใหญ่ช้าๆ งานนี้ชญานินได้เลือกสวมชุดทรงเอไลน์สีออฟไวท์ ช่วงบนเป็นซีทรูเปิดไหล่ ตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสทั้งชุด ด้านหลังเว้าลึกแอบเซ็กซี่เย้ายวน พิชานันท์เลือกเป็นชุดเกาะอกสไตล์เจ้าหญิง กระโปรงพองหนาสองชั้น ตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสสีออฟไวท์เหมือนกัน แต่เพิ่มความหรูด้วยคริสตัล ดูสวยระยิบระยับจับตาไปหมดสองสาวยืนชื่นชมลุคเต็มๆ ของกันและกันได้ไม่นาน แม่เลี้ยงลดาก็พาชลวิภากับนิ่มนวลแวะมาดูความเรียบร้อย“สาวๆ พร้อมกันยังจ๊ะ”“พร้อมแล้วค่ะ สวยไหมคะ”พอพิชานันท์หมุนตัวโชว์ให้ดูพร้อมๆ กับชญานิน แม่ๆ ทั้งสามก็ปรบมือให้ทันที ชุด
พอได้คำมั่นมาแล้ว เตชทัตไม่เสียเวลาพูดมากอีก ยกมือเรียวสวยขึ้นจุมพิตหนักๆ แล้วลุกเดินออกไปยังซุ้มดอกไม้ใกล้ๆ ทันที ชญานินได้แต่ยิ้มมองร่างสูงเดินหากุหลาบขาวดอกใหญ่มาในเวลาไม่ถึงนาที แต่แหวนไม่ได้มีอยู่รอบงานเหมือนดอกไม้ เขาจะหามาจากไหนเอ๊ะ! ดูเหมือนเขาจะไม่หา หลังจากได้ดอกไม้ เตชทัตก็หมุนตัวเดินกลับมาหาเธอเลย ระหว่างทางเขาจ้องเธอไม่ละสายตา ทั้งยังยกกุหลาบขาวดอกนั้นขึ้นจุมพิตอ้อยอิ่งราวกับว่าสิ่งที่กำลังจุมพิตคือเธอผู้เป็นที่รักท่าทางของพ่อเลี้ยงหนุ่มคนดังเรียกสายตาคนอื่นให้หันมองเขาตามๆ กัน ไม่เว้นตนุภัทรกับพิชานันท์บนเวที ฝ่ายชายถึงกับหยุดร้องเพลงไปเลย ส่วนชญานินได้สบสายตาพราวระยับแฝงประกายอ่อนหวานคู่นั้นเข้าก็ชักเริ่มรู้สึกหวั่นๆไม่ใช่หรอกน่า...ในที่สุดเตชทัตก็กลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าชญานิน เขายื่นกุหลาบขาวให้เธอแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ท่าทางของเขาทำให้เธอเบิกตาโต วินาทีต่อมาก็ยกมือปิดปากมองเขาหยิบกล่องแหวนออกมาจากเสื้อสูทอย่างไม่เชื่อสายตาเขาพกแหวนมาด้วยเหรอเนี่ย!คนในงานก็ตะลึงกับการกระทำของเตชทัต พากันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมา บางคนรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดถ่ายคลิปวิดีโอนาทีสำคัญข
เมื่อแดดร่มลมตก งานเลี้ยงฉลองก็เริ่มขึ้นในงานนี้ไม่ได้มีแต่แขกคนสำคัญเหมือนพิธีช่วงเช้าแล้ว สินธรยังอนุญาตให้คนงานในไร่มานั่งกินดื่มฉลองด้วย พวกเขาดีใจมาก แต่งหล่อ แต่งสวย มาร่วมงานแต่หัววัน แต่ขอนั่งอยู่ไกลๆ ไม่กล้านั่งรวมกับเจ้านายและแขกคนอื่นเสียงปรบมือและโห่แซวดังขึ้นทันทีที่ตนุภัทรเดินกุมมือพิชานันท์เข้ามาในงาน อิศวัตผู้รับหน้าที่พิธีกรรีบเชิญทั้งคู่ขึ้นกล่าวอะไรสักเล็กน้อยบนเวทีพลางส่งสัญญาณให้นักดนตรีเปลี่ยนไปเล่นเพลงหวานๆ ด้วยตนุภัทรพาพิชานันท์ก้าวขึ้นเวทีไปรับไมโครโฟนมากล่าวด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีครับ ผมและขิงหอมขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมยินดีกับเราในวันนี้ด้วยนะครับ วันนี้เราฉลองกันเล็กๆ หากมีอะไรติดขัดตรงไหนต้องขออภัย อีกสองเดือนข้างหน้าค่อยมาฉลองแต่งกันอีกนะครับ ยังไงเราขอเรียนเชิญไว้ล่วงหน้า ณ โอกาสนี้เลย ขอบคุณค้าบบบ”หลังจากนั้นเขาก็ส่งไมโครโฟนให้พิชานันท์พูดต่อ หญิงสาวสบตาเขายิ้มๆ ก่อนจะพูดกับทุกคนในงาน “ขิงขอบคุณทุกคนที่มายินดีกับเราสองคนเช่นกันค่ะ ดีใจที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่เช้ามาจนถึงตอนนี้ เหนือสิ่งอื่นใด ขอบคุณครอบครัวที่สนับสนุนเราสองคนค่ะ คืนนี้ขอให้ทุกคนกินดื่มเต็มท
ทางฝั่งเชียงรายเตชทัตกับตนุภัทรกำลังถูกบิดามารดาที่เพิ่งกลับมาจากทริปเที่ยวทั่วไทยสอบถามเรื่องจับกุมเสี่ยเลวยันรัฐมนตรีเลวอยู่ แน่นอนว่าตนุภัทรเป็นคนเล่าเสียส่วนใหญ่ ยังเล่าไปถึงเรื่องอื่นที่เกิดขึ้นตอนพวกท่านไม่อยู่ไร่ด้วย กระทั่งมาถึงเรื่อง ‘ว่าที่สะใภ้’ คนนั่งฟังเรื่องดีและร้ายที่ลูกชายลงทุนลงแรงทำจนสำเร็จด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้ายอย่างแม่เลี้ยงลดาก็พลันกระตือรือร้นขึ้นมาทันที“นี่แม่กำลังจะมีลูกสะใภ้กับเขาจริงๆ เหรอเนี่ย!”“โธ่! ผมไม่หลอกแม่หรอก จะหมั้นแล้วด้วย” ลูกชายคนเล็กว่า“ของลูกน่ะ แม่เชื่อแล้วจ้ะ” แม่เลี้ยงลดาพูดกับตนุภัทรเสียงหวาน แล้วหันไปทางเตชทัตที่นั่งเงียบอยู่อย่างไม่แน่ใจ “แต่ของเราน่ะ แม่จะเชื่อได้หรือเปล่าจ๊ะ”“แม่เชื่อได้สิ ลูกสะใภ้ใหญ่ของแม่น่ะ สวยมากกกกก”“ต้นเงียบๆ ก่อน แม่จะฟังพี่เขาพูดเอง”ตนุภัทรปิดปากทันที ยังหันมองบิดาอย่างน้อยใจ พ่อเลี้ยงตฤณถึงกับส่ายหน้ากับความเยอะของลูกชายคนเล็กด้านเตชทัตสบตากับมารดาแล้วพยักหน้าตอบเสียงนุ่ม “แม่เชื่อได้แน่นอน ผมกับแฟนคบกันมาสักพักแล้วครับ อีกไม่นานแม่กับพ่อคงได้มีสะใภ้ใหญ่กับเขาแล้ว”ได้ยินเช่นนั้น แม่เลี้ยงลดาก็หันไป
เตชทัตหรี่ตามองน้องชายที่มานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ต่อหน้าเขา ซึ่งนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ หลังจากงอนง้อขอคืนดีได้แล้ว ตนุภัทรไปขลุกอยู่กับพิชานันท์มากกว่าเดิมอีก วันก่อนไปทำท่าไหนไม่รู้ มันถึงกลับมาบอกเขา ว่าสินธรตกลงยกพิชานันท์ให้หมั้นกับมันในอีกสองเดือนข้างหน้าแล้วก็แค่จะหมั้น ไอ้น้องบ้านี่ดีใจเหมือนจะได้แต่ง!“มองไมวะ” ตนุภัทรเหลือบมาเห็นพี่ชายมองตัวเองอยู่ ก็เลิกคิ้วถามกวนๆ “อิจฉาอะดิ ที่กูจะหมั้นแล้ว มึงยังได้แค่จิ้มโทรศัพท์คุยกันอะ”“...” เตชทัตคนถูกพูดให้อิจฉา คร้านจะบอกว่าตอนนี้หมดเวลาสามเดือนที่คุณชลวิภาขอไว้แล้ว โดยที่เขาไม่ได้ละเมิดเงื่อนไขแต่อย่างใด ตอนไปดูการพิจารณาคดีของเสี่ยวงศกรกับนายอดิศร เขาก็รีบไปรีบกลับ ไม่ได้ไปหาชญานินเลย ทำเอาคนสวยงอนตุ๊บป่อง ด้วยไม่รู้เรื่องที่มารดาขอให้เขาอยู่ห่างจากเธอสามเดือน นี่ถ้าไม่ติดว่างานดึงตัว ยังไปไหนไม่ได้ เขาคงไปหาชญานินตั้งนานแล้วตนุภัทรเหมือนไม่สนใจว่าเตชทัตจะโต้ตอบหรือไม่ ถามต่อเสียงตื่นเต้น “มึงว่าพวกกูควรจัดงานหมั้นแบบไหนดีวะ”“พูดตรงๆ นะ กูสงสัยจริงๆ ทำไมลุงสินถึงตกลงที่จะยกขิงหอมให้กับมึงวะ”“อ้าวๆ พูดจาให้มันดีหน่อย กูออกจะแสนด
ทั้งที่ถูกเตชทัตโจมตีกลับมา ตนุภัทรดันไม่โวยเช่นปกติ เขาเดินหน้าบูดไปนั่งลงเก้าอี้ข้างๆ พี่ชาย ทอดสายตาเหม่อลอยมองไร่ชาเหมือนมีเรื่องคิดไม่ตก“เป็นอะไรของมึงอีกล่ะ”“เปล่า” ว่าแล้วก็หลบตาพี่ชายอย่างมีพิรุธ“มีอะไรจะพูดก็พูดมา ไม่อยากพูดก็ไสหัวไปจากสายตากู”“ก็...”เห็นตนุภัทรยังอึกอัก เตชทัตเลยยักไหล่จะเดินหนี ร้อนคนเป็นน้องต้องรีบมารั้งเอาไว้ กดให้นั่งลงข้างๆ ตน “มึงนี่! รอฟังกูก่อนไม่ได้ไง”“กูพูดมาสิ”“เรื่องขิงหอมน่ะ” บอกสั้นๆ แล้วตนุภัทรก็เริ่มเดินไปมาด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ พอเห็นเตชทัตทำท่าจะลุกอีกถึงยอมพูดต่อ “วันนี้กูเข้าไปทำธุระในเมือง แวะกินข้าวร้านประจำของเรา กูเจอขิงหอมนั่งหัวเราะกินข้าวอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง”“แล้ว?”“แล้วกูก็เข้าใจผิด หึงจนหน้ามืดเลยน่ะสิ!” ตนุภัทรพูดแล้วทึ้งหัวตัวเองแรงๆ พอเห็นพิชานันท์นั่งกินข้าวอยู่กับผู้ชายอื่น เขาก็ตรงดิ่งเข้าไปนั่งลงกอดเอวเธอ แนะนำตัวกับหมอนั่น ว่าเขาเป็นคนรักของเธอ แสดงท่าทางเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเต็มที่ หมอนั่นดันเปิดยิ้มบอกว่าตนเป็นรุ่นพี่ของพิชานันท์ รู้จักกันมาแต่เล็ก นับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง เขานี่ปั้นยิ้มคืนแทบไม่ออก แล้วยังโดนพ







