Masukเข้าวันต่อมา…
หญิงสาวตื่นขึ้นมาด้วยท่าทีงัวเงียแต่แล้วเธอก็เบิกตากว้างเมื่อเห็นว่ามีร่างใหญ่กำลังนอนกอดเธอจากทางด้านหลัง “นี่นายแอบโฉยโอกาสมานอนกอดฉันโดยที่ฉันหรอ!”หญิงสาวรีบต่อว่าชายหนุ่มพร้อมกับดิ้นหนี้ “อะไร เมื่อคืนเธอก็ยอมให้ฉันกอดแล้วนี่” “แต่ว่าตอนนั้นฉันเห็นว่านายมีไข้เลยยอมๆไป” “ตอนนี้ฉันก็ยังมีไข้อยู่ไม่เชื่อเธอลองจับหน้าผากฉันดูสิ” “ยังมีไข้จริงๆด้วย” “วันนี้ฉันอนุญาตให้เธอตื่นสายหนึ่งวัน”ชายหนุ่มกล่าวใยขณะที่โอบกอดหญิงสาวไว้แน่น “แต่ว่าฉันต้องตื่นไปเข้าห้องน้ำ” “งั้นถ้าเธอไปเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วก็กลับเข้ามานอนเป็นเพื่อนฉันนะ” “เข้านี้อากาศดีมากๆฉันอยากออกไปยืดเส้นยืดสาย” “แต่ว่าฉันไม่สบายอยู่นะ” “ไม่สบายก็พักผ่อนเดี๋ยวฉันจะทำข้าวต้มให้ทานเป็นมื้อเช้า” “ฉันไม่อยากทานข้าวเช้า” “ไม่อยากทานก็ต้องทานเพราะนายจะได้หายไวๆ” “ก็ไม่อยากหายไง” “ฉันไม่คุยกับนายแล้ว”พูดจบหญิงสาวก็ลุกจากที่นอนเพื่อลงไปทำอาหารเช้าให้ชายหนุ่ม ตลอดทั้งวันหญิงสาวคอยดูแลชายหนุ่มที่ป่วยอยู่ไม่ห่างจนกระทั่งตกเย็นท้องฟ้าก็เริ่มอึมครึมและไม่นานฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย “ฝนตกอีกแล้ว”หญิงสาวบ่นกับชายหนุ่มด้วยสีหน้าเซ็ง “นั้นสิไม่รู้ว่าวันนี้ฟ้าจะผ่าต้นไม้ต้นไหนอีก” “ฟ้าผ่าหรอ” “ก็ฟ้าผ่าเหมือนเมื่อวานไง”เมื่อชายหนุ่มเห็นโอกาสจึงพูดจาหว่านล้อมให้เธอกลัว “ไหนๆเมื่อคืนเราก็นอนด้วยกันแล้ววันนี้ฉันขอนอนกับนายอีกคืนนะ”ส่วนหญิงสาวที่กลัวฟ้าผ่าจึงเป็นฝ่ายขอนอนกับชายหนุ่มด้วยท่าทีหวาดระแวงว่าจะมีฟ้าผ่าอีกเมื่อไหร่ “มาสิ ฉันกำลังต้องการเธออยู่พอดี”คำว่าต้องการของชายหนุ่มนั้นมีนัยแอบแฝงแต่หญิงสาวกลับไม่ได้คิดอะไรมากจึงเข้าไปซุกในผ้าห่มของชายหนุ่ม “ว้ายย!!”หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังทิ่มแทงบริเวณบั้นท้ายของเธอ “ทำไมเธอถึงชอบกรี๊ดเสียงดังอยู่เรื่อย รู้มั้ยว่าเสียงร้องของเธอมันทำให้ฉันแทบคลั่ง”ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงกระเส่า “ไอ่คนโรคจิต ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ”หญิงสาวพยามดิ้นหนีเมื่อรู้ตัวว่ากำลังไม่ปลอดภัย “ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่หรอว่ากำลังต้องการเธออยู่ ”ชายหนุ่มกระซิบข้างหูหญิงสาวในขณะที่กอดร่างเล็กเอาไว้แน่น “นายกำลังป่วยอยู่นะ” “ฉันหายป่วยตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว” “นี่นายแกล้งป่วยเพื่อฉวยโอกาสจากฉันงั้นหรอ” “ให้ฉันเถอะนะ ฉันสัญญาว่าจะถนุถนอมเธอเป็นอย่างดี”ชายหนุ่มขึ้นคร่อมร่างเล็กพร้อมกับตรึงแขนของเธอแนบกับที่นอน “ไม่มีวัน ฉันไม่มีวันปล่อยให้มันเกิดขึ้น”หญิงสาวจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างผิดหวังในตัวเขา “ตลอดระเวลากว่าสองอาทิตย์ที่เราได้ใช้ร่วมกันเธอไม่รู้สึกเหมือนกับที่ฉันรู้สึกบ้างเลยหรอ”ชายหนุ่มปรับโทนเสียงนิ่มนวลพร้อมกับมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย ส่วนหญิงสาวที่เห็นดังนั้นก็นิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ “รู้สึกอะไร” “ก็รู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน อยากใช้ชีวิตร่วมกันแบบนี้ตลอดไป” “ไม่ ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยแม้แต่นิด และฉันไม่ลืมว่านายเป็นใคร”แม้ลึกๆหญิงสาวเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างกับชายหนุ่มแต่เธอก็ไม่ลืมว่าเขาเป็นใคร “แล้วไม่คิดจะลองเปิดใจให้กันบ้างเลยหรอ”ชายหนุ่มขอโอกาสจากหญิงสาวด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง และการกระทำเหล่านั้นก็ทำเอาหัวใจของหญิงสาวนั้นเต้นไม่เป็นจังหวะ “งั้นนายก็ปล่อยฉันไปสิ”หญิงสาวที่เห็นโอกาสจึงต่อรองอย่างชาญฉลาดเพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากพันธนาการ “ความพยายามทั้งหมดของฉันมันไม่มีค่าอะไรเลยสินะ”ชายหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็ตัดพ้อด้วยสีหน้าผิดหวัง “พูดแบบนี้หมายความว่าไง” “ฉันเข้าใจเธอดีว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลยที่่ฉันจับตัวเธอมาแล้วจู่ๆฉันก็มาสารภาพความรู้สึกดีๆที่มีต่อเธอแบบนี้ แต่ฉันสาบานได้ว่าฉันรู้สึกแบบที่ฉันพูดจริงๆ”ชายหนุ่มพยายามหว่านล้อมหญิงสาวอย่างไม่คิดยอมแพ้ “งั้นก็บอกความจริงมาว่านายจับตัวฉันมาทำไม” “ความจริงคือฉันตั้งใจจับตัวเธอมาเพื่อต่อรองบางสิ่งบางอย่างกับพ่อของเธอ แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่สนใจเรื่องนั้นแล้ว ฉันสนใจแค่ว่าฉันอยากทำในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่” “นายต่อรองอะไรกับพ่อฉัน” “อันที่จริงฉันก็ไม่อยากจะพูดให้พ่อเธอดูเป็นคนไม่ดี แต่ไหนๆก็มาถึงขั้นนี้แล้วมันคงถึงเวลาที่เธอต้องรู้ความจริง”พูดจบเขาก็ปล่อยให้หญิงสาวเป็นอิสระ “ความจริงอะไรก็พูดมาสิมัวแต่อ้ำอึ้งอยู่ได้” “ความจริงคือพ่อของเธอพยายามขอซื้อที่ดินจากแม่ของฉันแถวเขตชานเมือง ตอนนั้นฉันกับแม่ไม่ต้องการขายมัน จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ฉันทราบมาว่าแม่ได้ขายที่ดินตรงนั้นให้กับพ่อของเธอไปแล้ว และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันกับแม่เริ่มมีปัญหากัน ฉันเอาแต่โทษแม่ที่ขายที่ดินผืนนั้นโดยที่ไม่ปรึกษากันและแม่ก็เอาแต่ขอโทษฉันโดยที่ไม่ยอมพูดความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งแกป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล หมอวินิจฉัยว่าแม่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและอาจจะมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน ถึงตอนนั้นแม่ถึงยอมบอกความจริงว่าโดนคนของพ่อเธอไปข่มขู่ ด้วยความที่แม่ของฉันไม่อยากให้ฉันตกงานและมีอนาคตที่ดีจึงยอมขายที่ผืนนั้นซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่ยายต้องการมอบให้ฉันกับพี่สาว ฉันที่ต้องการที่ดินผืนนั้นกลับคืนมาจึงพยายามไปต่อรองขอซื้อคืนจากพ่อของเธอแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะพ่อของเธอได้ถมที่แล้วและกำลังปลูกสิ่งก่อสร้าง นั่นจึงทำให้ฉันเกิดความรู้สึกแค้นเลยทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ที่ดินนั้นกลับคืนมา” “ไม่จริง พ่อฉันไม่มีวันทำอะไรแบบนั้น” “ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าเธอต้องไม่เชื่อ” “ใช่ ฉันไม่มีวันเชื่อนาย” “งั้นก็ดูนี่”พูดจบเขาก็เดินไปเอาเอกสารซึ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เขาพูดนั่นเป็นความจริง ชายหนุ่มยื่นเอกสารให้หญิงสาวดูพร้อมกับเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ทำให้แม่ของเขาจำใจต้องขายที่ให้กับพ่อของเธอโดยไม่ชอบธรรม “นี่มันที่ดินที่พ่อเคยพาฉันไปดูนี่ แต่ว่าเจ้าของที่เป็นคู่สามีภรรยา และนายเคยบอกว่าพ่อของนายเสียชีวิตไปนานแล้ว” “คนที่เธอเห็นคือพ่อเลี้ยงฉันเอง” “แต่ว่าตอนนั้นดูเหมือนแม่ของนายกับพ่อเลี้ยงของนายเต็มใจขายให้” “นั่นมันหลังจากที่คนของพ่อเธอไปข่มขู่แม่ฉัน คือตอนนั้นฉันทำงานเป็นวิศวกรอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งและต่อมาฉันเพิ่งรู้ว่าบริษัทนั้นมีพ่อของเธอเป็นผู้ถือหุ้นด้วย ตอนนั้นหน้าที่การงานของฉันกำลังไปได้ดี แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ฉันโดนสั่งพักงานโดยที่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แม่รู้ดีว่าการอาชีพวิศวกรเป็นอาชีพที่ฉันใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กและกว่าฉันจะไปถึงจุดนั้นมันไม่ง่ายเลย อันที่จริงสำหรับฉันแล้วการถูกไล่ออกหรือถูกกีดกันจากสายอาชีพนั้นมันไม่ได้ทำให้ฉันกลัวเมื่อเทียบกับการที่ต้องสูญเสียที่ดินผืนนั้น” “ที่ดินผืนนั้นมันสำคัญกับนายยังไง” “ก็มันเป็นที่ดินของยาย และฉันกับพี่สาวถูกเลี้ยงมาโดยยาย ที่ดินตรงนั้นเต็มไปด้วยภาพความทรงจำในวัยเด็กสำหรับฉัน ยายตั้งใจมอบที่ตรงนั้นให้ฉันกับพี่สาวแต่ยังไม่ทันที่ยายจะได้ทำพินัยกรรมยายก็ยิงจากไปก่อนมันเลยตกเป็นของแม่” “ฉันเสียใจถ้าเรื่องที่นายพูดนั้นเป็นความจริง และฉันขอโทษแทนพ่อด้วย แต่เชื่อฉันเถอะว่าฉันสามารถช่วยให้นายได้ที่ดินตรงนั้นคืนเพียงแค่นายยอมให้ฉันคุยกับพ่อ อันที่จริงนายไม่ควรทำแบบนี้เพราะมันเสี่ยงทำนายเข้าคุกได้” “ก่อนหน้านี้ฉันเจรจากับพ่อเธอแล้วว่าให้รีบโอนที่ดินนั่นคืนให้ฉันเพื่อแลกกับตัวเธอ แต่พ่อของเธอขอเวลาอีกนิดเพื่อเจรจากับผู้ร่วมโครงการคนอื่นๆ” “ถ้านายยอมให้ฉันคุยกับพ่อนายจะได้ที่ตรงนั้นกลับคืนมาในทันที” “ช่างเถอะฉันไม่สนใจเรื่องนั้นแล้ว” “นายไม่ต้องการที่ดินตรงนั้นแล้วหรอ” “ไม่ และในทางกลับกันฉันภาวนาไม่ให้พ่อของเธอติดต่อกลับมาอีกเลย” “ทำไม” “เพราะสิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือเธอ” “เป็นไปไม่ได้ ฉันไม่เชื่อ” “แล้วฉันต้องพิสูจน์ยังไงเธอถึงจะเชื่อว่าฉันต้องการเธอจริงๆ”พูดจบเขาก็จับร่างผอมบางนอนหงายกับที่นอนแล้วตรึงแขนเรียวทั้งสองข้างเหนือศีรษะหญิงสาว นั่นจึงส่งผลให้ใบหน้าของทั้งสองแนบชิดกันอีกครั้ง ชายหนุ่มมองเข้าไปในดวงตาคู่สวยอย่างลึกซึ้งจนหญิงสาวตกอยู่ในภวังค์ ภายในกระท่อมหลังเล็กตกอยู่ภายใต้ความเงียบอยู่ชั่วครู่กระทั่งชายหนุ่มไม่อาจต้านทานความต้องการของตัวเองได้อีกต่อไป “เป็นของฉันเถอะนะ ฉันสัญญาว่าจะถนุถนอมเธอราวกับของมีค่าที่สุดในชีวิต”ชายหนุ่มให้คำมั่นสัญญาก่อนที่จะมอบจุมพิตอันแสนหวานให้กับหญิงสาวในขณะที่เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ และพอเธอเริ่มตั้งสติได้จึงพยายามขัดขืนโดยการไม่ยอมให้ร่างบนได้สัมผัสกับลิ้นของเธอ ส่วนเขาที่เห็นดังนั้นก็ไม่ลดละความพยายามจึงบดขยี้ริมฝีปากบางด้วยริมฝีปากหนาของตัวเอง จากนั้นเขาก็อาศัยความแข็งแรงของร่างกายจัดการตรึงแขนทั้งข้างของหญิงสาวไว้ในอุ้มมือเดียวส่วนมืออีกข้างก็รีบปลดตะขอบราอย่างชำนาญ มือสากกอบกุมเต้าขนาดพอดีมือส่วนนิ้วชี้ก็ทำหน้าที่เขี่ยยอดปทุมถันอย่างช้าๆจนร่างเล็กเริ่มส่งเสียงครางอยู่ในลำคอและไม่นานหญิงสาวก็ปล่อยให้ลิ้นของเธอเป็นอิสระจนชายหนุ่มที่เห็นดังนั้นก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ จากจุมพิตอันแสนหวานค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นจุมพิตอันเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจถอนริมฝีปากเมื่อเห็นว่าหญิงสาวกำลังตอบสนอง“หนูเห็นนะว่าพี่แอบส่งสายตาหวานให้พ่อหนู”เด็กหญิงแสดงท่าทีหวงผู้เป็นพ่ออย่างที่เธอชอบทำกับผู้หญิงคนอื่นๆ“พี่เปล่านะคะ”“ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย หนูจะฟ้องแม่”“พี่รู้ว่าหนูคงหวงพ่อมาก แต่พี่ไม่ได้ทำอย่างที่หนูกล่าวหา”“งั้นก็ออกไปเลยหนูอยากอยู่กับพ่อสองคน”“พี่คงทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพี่รับเงินค่าจ้างมาแล้ว”“แต่ว่าคุณพ่อมาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว”“แล้วไหนอ่ะคะคุณพ่อของหนู”“คุณพ่อแค่ออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก”“งั้นก็รอจนกว่าคุณพ่อของหนูกลับเข้ามาพี่ถึงจะไปโอเคมั้ย”“ก็ได้”เด็กหญิงที่ไม่ต้องการเห็นหน้าพยาบาลสาวจึงนอนหันหลังในระหว่างที่รอผู้เป็นพ่อ “คุณพ่อมาแล้ว”เด็กหญิงรีบหันหลังกลับทันทีที่ได้ยินเสียงประตูห้องถูกเปิด “ดูสิว่าคุณพ่อซื้ออะไรมาฝาก”“ว้าว! ของกินเยอะจัง”เด็กหญิงเผยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อกลับเข้ามาพร้อมของกินเต็มไม้เต็มมือ“พ่อรู้ว่าหนูคงเบื่ออาหารของโรงบาลเลยลงไปหาซื้อของกินให้ มีขนมด้วยนะ”“คุณพ่อรู้ใจน้องพรีมที่สุด”“อยากกินอะไรก็เลือกเอาเลยนะเดี๋ยวคุณพ่อไปใส่จานให้”“อยากกินหมดเลย”“ไม่ได้สิคะ น้องพรีมต้องเลือกเอาสักอย่างสองอย่างเดี๋ยวกินไม่หมด”“งั
“คุณพ่อมาหาน้องพรีมจริงๆด้วย”เด็กหญิงเผยรอยยิ้มทันทีที่เห็นผู้เป็นพ่อเปิดประตู้ห้องเข้ามา“ก็ลูกสาวคุณพ่อไม่สบายนี่”ผู้เป็นพ่อเดินไปหาลูกสาวที่เตียงจากนั้นสองพ่อลูกก็โอบกอดกันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “น้องพรีมเสียใจที่เมื่อคืนคุณพ่อไม่มานอนด้วย”แต่แล้วเด็กหญิงก็เปลี่ยนสีหน้าบูดบึ้งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนมีเพียงผู้เป็นแม่ที่มานอนเฝ้า “งอนเป็นเด็กน้อยไปได้”ส่วนผู้เป็นพ่อที่เห็นดังนั้นก็หยิกแก้มลูกสาวเบาๆเป็นการหยอกเล่น “น้องพรีมงอนคุณพ่อจริงๆนะคะ”“ก็คุณพ่อติดธุระด่วนนี่คะ”“แล้วธุระของคุณพ่อสำคัญกว่าน้องพรีมหรอ”“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าลูกสาวของพ่อ แต่เมื่อวานคุณพ่อติดงานด่วนจริงๆ”“แล้วทำไมคุณพ่อถึงสั่งห้ามไม่ให้พี่พีทมาเยี่ยมน้องพรีม”“ก็พี่พีททำให้น้องพรีมเกือบจากคุณพ่อไป และนี่ก็เป็นครั้งที่สองแล้ว”“น้องพรีมทำตัวเองไม่เกี่ยวกับพี่พีท คุณพ่ออย่าไปโทษพี่พีทเลยนะคะ”“ทำไมน้องพรีมต้องรับผิดแทนพี่พีทตลอด”“ก็พี่พีทไม่ผิดจริงๆนี่ และคุณพ่อชอบโทษแต่พี่พีทคนเดียว อย่างเรื่องแพ้กุ้งน้องพรีมเป็นคนร้องขอที่จะไปกับพี่พีทเอง”“แต่พี่พีทไม่ดูแลน้องพรีม”“ถ้าน้องพรีมไม่ตื้อพี่พีทไปงานตั
ทางด้านหญิงสาวที่สามารถหนีออกมาได้จึงรีบติดต่อหาผู้เป็นแม่โดยใช้โทรศัพท์ที่ยืมมาจากพนักงานปั๊มน้ํามัน “Rrrrr“รับสายสักทีเถอะ”หญิงสาวกระวนกระวายเมื่อโทรเข้าเบอร์ผู้เป็นแม่แล้วไม่มีการตอบรับ “คุณแม่คะ เมื่อกี้มีคนโทรหาคุณแม่หลายสายเลย”เด็กหญิงยื่นโทรศัพท์ที่ยืมมาเล่นคืนให้กับผู้เป็นแม่“ใครโทรมา”“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ มันไม่โชว์ชื่อ”เด็กหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง นั่นสิเบอร์ไม่คุ้นเลย”“เป็นพวกคอลเซ็นเตอร์แน่ๆ”“งั้นรอเขาโทรมาอีกรอบเดี๋ยวแม่จะด่าให้พวกเขาลืมชื่อพ่อชื่อแม่ตัวเองไปเลย”“Rrrr”“ไอ่พวกโง่ ไอ่พวกเห็นแก่ตัว วันๆเอาแต่โทรล่าเหยื่อ แกคิดว่าฉันจะหลงกลพวกแกหรอไม่มีทางหรอก”“แม่คะใจเย็นๆก่อน นี่หนูเอง”“นี่พวกแกรู้แม้กระทั่งเรื่องที่ลูกสาวฉันถูกลักพาตัวเลยหรอ ถ้ารู้ดีขนาดนั้นก็บอกมาว่าลูกสาวฉันอยู่ที่ไหน”“แม่! หนูไม่ใช่มิจฉาชีพ”“จะว่าไปแล้วเสียงคุ้นๆนะ หรือใช้เอไอ”“แม่ช่วยใจเย็นๆแล้วฟังหนูก่อน ถ้าไม่ฟังหนูจะวางสายแล้วนะ”“ใช่เลย นี่แหละลูกสาวฉัน”ผู้เป็นแม่เผยรอยยิ้มพร้อมน้ำตาแห่งความดีใจเมื่อรู้ว่าลูกสาวที่ถูกลักพาตัวยังมีชีวิตอยู่ “แม่อยู่ไหน”“อยู่โรงพยาบาล แม่อยู่โรงพยา
เมื่อถึงหน้าผาสูงหญิงสาวรีบส่ายหัวอย่างต้องการร้องขอชีวิต “ขอร้อง”หญิงสาวปล่อยโฮทันทีที่เทปกาวถูกดึงออก เธอรีบคุกเข่าต่อหน้าชายฉกรรจ์ทั้งที่มือทั้งสองถูกมัดแน่น “แต่นายหญิงจ่ายเงินให้เราแล้วดังนั้นคงปล่อยเธอไปไม่ได้หรอก เว้นแต่จะมีข้อเสนอที่น่าสนใจ”“เธอจ่ายให้พวกคุณเท่าไหร่ฉันจะจ่ายให้มากกว่าเป็นสิบเท่าหรือจะเรียกเท่าไหร่ก็ได้ จะสิบล้านยี่สิบล้านหรือร้อยล้านฉันก็ยอม”หญิงสาวร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนาเมื่อเห็นหน้าผาที่สูงชันอยู่ตรงหน้า เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นาจนน้ำตาไหลอาบแก้มโดยที่ไม่มีโอกาสได้เช็ดมันออก “ข้อเสนอของเธอน่าสนใจดี เราเอาไงกันดีวะ”หนึ่งในชายฉกรรจ์ทำตาโตด้วยความโลภเมื่อได้ยินจำนวนเงินที่หญิงสาวเสนอให้ซึ่งมันมากกว่าที่เขาได้รับจากผู้หญิงที่กำลังนั่งรออยู่ในรถเป็นพันเท่า“แกคิดว่าน้ำหน้าอย่างนังนี่จะมีปัญญาจ่ายให้เรารึไง”“ก็ไม่แน่นะเว้ย ตอนที่อยู่ในรถแกก็ได้ยินไม่ใช่หรอว่าเธอถูกลักพาตัวมา แถมยังบอกว่าพ่อไม่ใช่คนกระจอกๆ”“ไอ่โง่! ถ้าพ่อนังนี่มีตังค์คงไม่ปล่อยให้ลูกสาวตัวเองถูกลักพาตัวหรอก”“เขาขู่จะฆ่าฉันพ่อเลยไม่กล้าทำอะไรแต่พ่อก็พยายามหาวิธีช่วยฉันอยู่ ผู้ชายคนนั้นเข้าใจผิ
หญิงสาวรอคอยที่จะได้ออกจากชีวิตของชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง และหลังจากที่เธอทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้วก็หาข้ออ้างกลับมายังบ้านพัก จากนั้นเธอก็เฝ้ารอให้มีรถยนต์มาจอดอยู่หน้าบ้านพักอย่างใจจดใจจ่อและไม่นานรถเก๋งคันเล็กก็ปรากฏต่อหน้าเธอ“นั่งหน้าเดี๋ยวก็มีคนจับได้หรอก”“แล้วฉันต้องนั่งไหน”“นั่งท้ายรถ”“แต่ว่าฉันอาจขาดอากาศได้นะ”“ผมคำนวณระยะทางและเวลาให้แล้ว มันไม่เป็นอะไรหรอก พ้นไร่นี้ไปค่อยมานั่งหน้า”“ก็ได้”หญิงสาวที่ต้องการออกจากไร่องุ่นให้เร็วที่สุดจึงยอมขึ้นไปนอนท้ายรถแต่โดยดี เมื่ออยู่ในที่แคบหญิงสาวก็พยายามหายใจช้าๆเพื่อรักษาออกซิเจนไว้ไม่ให้ถูกใช้งานมากเกินไป และถนนที่ไม่เรียบทำให้เธอกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่อย่างนั้นกระทั่งในที่สุดก็ถึงถนนใหญ่ “ลงมา!”น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของคนขับรถทำให้หญิงสาวเริ่มรู้สึกถึงลางร้าย “แล้วนายหญิงหล่า”“ฉันอยู่นี่”“นายหญิงคะ นี่มันเรื่องอะไรกัน!”“จับเธอขึ้นรถ”“ไม่นะ! ขอร้องเถอะค่ะนายหญิง”ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้พูดอะไรมากเธอก็ถูกปิดปากด้วยเทปหนาๆส่วนมื้อทั้งสองข้างก็ถูกมัดรวมกัน หญิงสาวพยามที่จะไม่ขึ้นไปนั่งบนรถตู้คันใหญแต่กลับถูกอุ
เช้าวันต่อมา..หญิงสาวตื่นขึ้นมาพร้อมกับมีอาการคลื่นไส้จนต้องรีบเข้าไปอาเจียนในห้องน้ำ และไม่นานเธอก็กลับมานอนต่อที่เตียงด้วยความอ่อนเพลีย “นี่ยังกล้ามาโผล่หน้ามาที่บ้านเจ้านายอีกหรอ”ถ้อยคำต่อว่าจากเพื่อนร่วมงานทำให้หญิงสาวแทบจะเดินหันหลังออกจากบ้านหลังใหญ่ แต่ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบเธอจึงจำใจนั่งทานข้าวท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มองเธออย่างไม่ต้องการร่วมโต๊ะด้วยแม้หญิงสาวไม่ได้รู้สึกหิวแต่เธอก็เลือกที่จะตักอาหารซึ่งอยู่ตรงหน้าใส่ปากเพื่อให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆได้เติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง และเธอเลือกที่จะก้าวผ่านคำพูดแย่ๆของคนรอบตัวโดยการนั่งนิ่งไม่โต้ตอบอะไรใดๆทั้งสิ้น ….“ซุบชิบอะไรกัน”“เปล่าๆค่ะนายหญิง”“แต่ฉันได้ยินนะว่าพวกเธอสองคนกำลังพูดถึงสามีฉัน” “ขอโทษค่ะพวกเราผิดไปแล้ว”“ไหนเล่ามาสิว่าเมื่อวานตอนค่ำเกิดเรื่องอะไรขึ้น”“แววไม่ได้บอกนายหญิงหรอคะว่าเกิดอะไรขึ้น”“ไม่ แววไม่ได้มาบอกอะไรฉัน ว่าแต่เมื่อวานเกิดเรื่องอะไรขึ้น”“เปล่าๆค่ะไม่มี”“อย่าให้ฉันรู้จากปากคนอื่นนะไม่งั้นพวกเธอสองคนโดนไล่ออกแน่”“คืออย่างงี้ค่ะ”สาวใช้ที่ไม่อยากโดนไล่ออกจึงแย่งกันพูด “ใจเย็นๆไม่ต้อ







