Mag-log inเพื่อนสนิทวัยเด็ก ที่เคยสัญญาว่าจะแต่งงานกับฉันทันทีที่เรียนจบมหาวิทยาลัย กลับคุกเข่าขอ “เจียงเหนียนเหนียน” คุณหนูตัวปลอมของตระกูล แต่งงานในวันรับปริญญาของฉัน ส่วน “กู้ฉีหราน” นักบุญแห่งเมืองหลวงในสายตาของทุกคน ก็สารภาพรักกับฉันหลังจากที่เพื่อนสนิทวัยเด็กของฉันขอแต่งงานสำเร็จ ห้าปีหลังแต่งงาน เขาอ่อนโยนกับฉันเสมอมา ตามใจเสียยิ่งกว่าอะไร จนกระทั่งฉันได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับเพื่อนสนิทโดยบังเอิญ “ฉีหราน ตอนนี้เหนียนเหนียนก็มีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว นายยังจะแสร้งทำเป็นรักกับเจียงจิ่นต่อไปอีกเหรอ?” “ในเมื่อฉันไม่ได้แต่งงานกับเหนียนเหนียน อย่างอื่นก็ไม่สำคัญแล้ว อีกอย่าง ตราบใดที่ฉันยังอยู่กับเธอ เธอก็จะไม่สามารถไปรบกวนความสุขของเหนียนเหนียนได้” ส่วนพระคัมภีร์ล้ำค่าที่เขาเก็บรักษาไว้ ทุกหน้าล้วนจารึกชื่อของเจียงเหนียนเหนียนเอาไว้ “ขอให้เหนียนเหนียนหลุดพ้นจากความยึดติด ขอให้เธอมีกายใจที่สงบสุข” “ขอให้เหนียนเหนียนสมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา และไร้ซึ่งความกังวลในรัก” ... “เหนียนเหนียน ชาตินี้เราคงไร้วาสนาต่อกัน ขอให้ชาติหน้าได้ครองคู่เคียงข้าง” ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ตลอดห้าปี สิ้นสุดลงในชั่วพริบตา ฉันสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา วางแผนจัดฉากการจมน้ำของตัวเอง นับจากนี้ไป ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน เราอย่าได้พบเจอกันอีกเลย
view moreตอนที่ 1
สัญญาหลังสมรส ชายร่างสูงเดินมาพร้อมผู้หญิงหน้าตาสะสวย เขากวาดสายตามองไปทั่วร้านก่อนจะเดินมาทางที่ว่าที่เจ้าสาวเขาอยู่ “ขอโทษนะที่พี่มาสาย” ‘ใครเป็นน้องนายไม่ทราบย่ะ!’ เมื่อวีนว่าที่สามีในอนาคตในใจไปหนึ่งแมตช์เธอก็คว่ำปากลงแล้วกลอกตามองบนทันที “นั่งก่อนครับคุณมิลเลอร์” ทนายที่มินเตรียมมาเชิญให้ มิลเลอร์นั่งลงอย่างสุภาพร่างสูงขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่เข้าใจว่านัดเจอกันครั้งแรกทำไมต้องมีทนายมาด้วย “สัญญาหลังสมรสครับ คุณอ่านดูก่อนได้ ในนี้คือสิ่งที่ลูกความผมร้องขอ ถ้าคุณไม่เซ็นเกรงว่างานแต่งครั้งนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่นอน” “ข้อที่ 1 ห้ามมีเพศสัมพันธ์กันและบังคับขืนใจโดยที่อีกฝ่ายไม่เต็มใจ” “ข้อที่ 2 ห้ามเปิดเผยสัญญานี้ให้ครอบครัวทั้งสองฝ่ายรับรู้” “ข้อที่ 3 ถ้าผิดสัญญาต้องจ่ายเงินชดเชย 500 ล้านบาท” เขาขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้งไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กน่ารักเมื่อสิบปีที่แล้วจะโตมาเป็นคนร้ายกาจแบบนี้ถึงขนาดพาทนายความมาเพื่อบีบให้เขาเซ็นสัญญาบ้าๆนี้ “เฮีย!” “ออกไปรอเฮียที่รถนะ” “อืม” มิลเลอร์เอ่ยบอกหญิงสาวที่เขาพามาด้วยให้ออกไปรอข้างนอกก่อน “ถ้าจะให้พี่เซ็นขอคุยเป็นการส่วนตัวก่อนได้ไหม!” ทุกคนได้ยินอย่างนั้นก็รีบออกไปรอข้างนอกกันหมด “เลิกเรียกตัวเองว่าพี่สักทีจะได้ไหม” “ข้อหนึ่ง ฉันไม่ใช่น้องนาย” “ข้อสอง เราไม่ได้สนิทอะไรกันขนาดนั้นรู้ไว้ซะด้วย!” “เฮ้อ!!!” เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังออกมาอย่างผิดหวังเขาไม่คิดว่าผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วยในอีกสามวันข้างหน้าจะไม่ใช่แค่นิสัยร้ายกาจแต่ปากก็ร้ายตามด้วยพูดออกมาแต่ละคำแทบฟังไม่ได้เลย “เงียบทำไมตกลงจะเซ็นหรือไม่เซ็น!!” “เจอกันครั้งแรกในรอบสิบปีไม่คิดจะพูดกันดีดีบ้างเลยรึไงมิน” “โทษทีนะฉันจำนายไม่ได้ด้วยซ้ำเพราะงั้นนายจะไม่เซ็นก็ได้แต่ช่วยไปบอกที่บ้านนายยกเลิกงานแต่งบ้าๆนี้จะได้ไหม!” มินพยายามทำตัวร้ายกาจใส่คนตรงหน้าให้มากที่สุดเพราะเธอไม่อยากแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รักถ้าพ่อไม่ป่วยจนเอาเรื่องนี้มาบีบให้เธอแต่งงานเธอคงไม่ต้องเสียเวลามาทำอะไรแบบนี้หรอก “โอเคพี่จะเซ็น” “ก็แค่นั้นแหละ!” มินรีบเก็บเอกสารที่ดูเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่ากอดไว้แนบอกอย่างทะนุถนอมแล้วเดินจากว่าที่เจ้าบ่าวไปโดยไม่บอกลาหรือพูดอะไรกับเขาแม้แต่คำเดียว “ต่อให้ก่อนแล้วกัน มินลดา” ~โทรออก ไอ้เสือ “มึงตามไปอย่าให้คาดสายตาเธอไปพบใครที่ไหนเมื่อไหร่รายงานกูได้ทันที” [ใครที่ไหนนี่หมายถึงผู้ชายใช่ไหมครับนาย] “เออ!” มิลเลอร์ให้ลูกน้องจับตาดูมินตลอดเวลาเขากลัวว่าเธอจะแอบไปหาแฟนหนุ่มที่เธอเพิ่งคบหาดูใจกันได้ไม่ถึงสองเดือนตอนนี้เขาทำอะไรตามใจตัวเองมากไม่ได้เพราะกลัวว่าเธอจะปฏิเสธงานแต่งครั้งนี้เขาทำได้แค่ให้ลูกน้องแอบตามดูอยู่ห่างๆ ~ สองวันก่อนแต่งงาน “วันนี้พาน้องไปดูเรือนหอนะลูก” เสียงผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นกลางโต๊ะอาหารวันนี้ทั้งสองบ้านนัดทานมื้อเที่ยงด้วยกันถึงจะเป็นการคลุมถุงชนแต่ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านก็อยากให้ทั้งคู่ลองเปิดใจให้กันจริงๆ “ไปกันค่ะ” “หนูมินใจร้อนขนาดนั้นเลยเหรอลูก” แม่สามีในอนาคตของมินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เอ็นดูว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้มาก “ค่ะ” เธอตอบไปสั้นๆใจจริงไม่ได้สนใจเรือนหอนั่นเลยสักนิดแค่ขี้เกียจปั้นหน้ายิ้มบนโต๊ะอาหารก็เท่านั้นเอง เมื่อเดินออกมาจากร้านอาหารมิลเลอร์ก็พูดขึ้นก่อน “ไปรถพี่นะ” “ใครบอกว่าฉันจะไปกับนายนี่จะบอกอะไรให้นะฉันไม่ได้สนใจเรือนหอนั่นเลยสักนิดและฉันก็ไม่คิดจะอยู่ที่นั่นด้วย!” พูดจบมินก็เดินหนีมิลเลอร์ไปที่รถตัวเองแต่ทว่าร่างสูงไม่ยอมดึงแขนเธอไว้ก่อน หมับ!! มินไม่ได้โวยวายให้เขาปล่อยเธอแต่กลับเหวี่ยงหมัดใส่ใบหน้าหล่อแทน “พี่ก็สายดำนะเผื่อเรายังไม่รู้” ใบหน้าหล่อหลบหมัดเธอได้สบายแถมยังจับแขนมินไขว้ไว้ด้านหลังอีก แล้วเปิดสิ่งที่มินพูดก่อนหน้านี้ออกมาอีกครั้ง “ใครบอกว่าฉันจะไปกับนายนี่จะบอกอะไรให้นะฉันไม่ได้สนใจเรือนหอนั่นเลยสักนิดและฉันก็ไม่คิดจะอยู่ที่นั่นด้วย!” ใบหน้าหล่อก้มลงกระซิบที่ข้างหูของคนตัวเล็กเบาๆเขาแอบสูดกลิ่นหอมจากตัวเธอไปด้วย จมูกโด่งแตะโดนแก้มเนียนจนเธอรีบเบือนหน้าหนี “จะไปด้วยกันดีดีหรือจะให้ส่งคลิปเสียงไปให้คุณพ่อฟัง!” มินหัวเราะหึในลำคอทันทีคิดไม่ถึงว่า ว่าที่สามีเธอจะเจ้าเล่ห์ซะด้วย “น่าสนใจดีนี่รู้จักใช้วิธีแบบนี้ด้วยปล่อยฉันได้แล้ว!” เขาเดินนำเธอไปที่รถหรูของตัวเองก่อนจะขับพาเธอไปที่เรือนหอที่เพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อสองเดือนที่แล้ว บ้านสไตล์โมเดิร์นหลังใหญ่สองชั้นสีขาวตั้งเด่นอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้หน้าบ้านที่กว้างสุดลูกหูลูกตามีดอกไม้ที่เธอชอบปลูกตามโคนต้นไม้ทุกต้นในหัวเธอคิดว่าผู้เป็นพ่อเป็นคนจัดการทุกอย่างนี้ให้เธอ “กลับเถอะฉันเห็นแล้ว” เพิ่งมาถึงหน้าบ้านไม่ถึงหนึ่งนาทีเธอก็บอกให้เขาพากลับมิลเลอร์ไม่คิดว่ามินจะไม่สนใจเรือนหอของตัวเองขนาดนี้ทั้งๆที่เขาเป็นคนออกแบบเองทั้งหมดแถมยังตกแต่งภายในแบบที่เธอชอบด้วย “เข้าไปดูข้างในก่อน” “ลบคลิปเสียงก่อน!” “ออกมาค่อยลบ” มิลเลอร์เปิดประตูรถให้มินลงมาแต่เธอยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมลงจากรถ มือหนาช้อนเข้าที่ขาเรียวทั้งสองข้างอีกมือโอบหลังประคองไว้แล้วอุ้มมินลงจากรถเดินเข้าไปในบ้านอย่างหน้าตาเฉย “ทำอะไรของนายเนี่ย!!” “ก็อุ้มไง” “ทำไมไม่ถามก่อนว่าฉันอยากให้นายอุ้มไหมปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!!!” ถึงปากจะบอกให้ปล่อยแต่สองมือเล็กกอดรั้งต้นคอมิลเลอร์ไว้แน่นเพราะกลัวตก “พูดดีดีก่อน” “ฝันไปเถอะ!” “งั้นก็อยู่แบบนี้แหละ” “นี่นาย!” มิลเลอร์อุ้มคนตัวเล็กไปที่ห้องนอนใหญ่ก่อนเลยเขานึกอยากแกล้งเธอขึ้นมา ‘ชอบไหมห้องนอนของเรา’ ‘ไม่ชอบ!’ ‘งั้นเรามาลองทดสอบความแข็งแรงของเตียงก่อนดีไหม?เผื่อมินจะชอบ?’ ‘‘นายหมายความว่ายังไง?’ มิลเลอร์วางร่างบางลงที่เตียงก่อนจะขึ้นคร่อมตัวเธออย่างไวไม่ให้มีโอกาสได้หนีไปไหน ‘ก็หมายความตามที่พูดไง’ ‘นี่นายจะบ้ารึไงเราเซ็นสัญญากันแล้วนะนายลืมไปแล้วเหรอ?’ หัวใจมินเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆยิ่งเขาโน้มใบหน้าหล่อเข้ามาใกล้เธอจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของเขา ‘สัญญานั่นบอกมีผลหลังแต่งงานไม่ใช่เหรอนี่เรายังไม่ได้แต่งงานกันซะหน่อยก็แสดงว่ายังไม่ผิดสัญญานี่’ ฟอด!!!ว่าจบมิลเลอร์ก้มลงหอมที่แก้มเนียนก่อนเลย ‘อ๊ายยย!!!’ ‘แค่หอมเองเก็บเสียงไว้ร้องตอนเอากันไม่ดีกว่าเหรอ’ มือหนาบีบเคล้นที่อกอวบอั๋นที่ยังเต่งตึงเหมือนไม่เคยโดนมือชายบีบจับมาก่อนยิ่งเห็นอย่างนี้มิลเลอร์ยิ่งไม่อาจห้ามใจตัวเอง ‘นี่หยุดนะ!!อื้อ!!!’ ริมฝีปากหนากดจูบลงบนริมฝีปากบางอย่างหนักหน่วง ‘อ้าปาก!ถ้าไม่อ้าต่อไปจะไม่ใช่แค่จูบ’ มินกลายเป็นลูกแมวน้อยเขาบอกอะไรเธอก็ทำตามหมดเพราะเธอสู้แรงเขาไม่ได้ลิ้นร้อนสอดเข้าไปทักทายลิ้นเล็กเธอตอบรับสัมผัสนี้จากเขาอย่างง่ายดายทั้งสองคนจูบกันอย่างดูดดื่มราวกับว่าคือคนรักกันจริงๆ แต่แล้ว “นี่นาย!!!วางฉันลงได้แล้วไม่หนักหรือไงเพ้ออะไรอยู่ได้ฉันเรียกตั้งนาน” มิลเลอร์วางมินลงอย่างง่ายดายภาพในหัวที่เขาจินตนาการว่าอยากทำกับเธอก็ถูกดึงสติกลับมาด้วยเสียงวีนใส่ของมิน ใช่ต้องอดใจไว้เดี๋ยวเธอตกใจกลัวแล้วเปลี่ยนใจไม่ยอมแต่งงานขึ้นมาคนที่เสียใจที่สุดเห็นจะเป็นเขา “ชอบไหมห้องนอนของเรา?” “ชอบนะแต่มันคือห้องนอนของฉันคนเดียวต่างหาก!” แค่ชอบก็ดีมากแล้วแต่งเสร็จค่อยหาวิธีนอนเตียงเดียวกันก็ได้เขาคิดอย่างนั้น “แล้วห้องนายล่ะ?” “เฮ้อ!!!”ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยการอ้อนวอนและความต่ำต้อย ราวกับว่าขอเพียงได้อยู่ข้างกายฉัน เขาก็พร้อมจะยอมทุกอย่างในตอนนั้นเอง โจวหยางก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเฉียบคม “คุณกู้ครับ ถึงแม้ผมจะไม่ทราบเรื่องราวระหว่างพวกคุณ แต่ผมคิดว่า การที่จะอยู่ข้างกายคุณหรือไม่นั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของเธอ คุณเอาแต่พูดถึงความรู้สึกของตัวเอง แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่า จริง ๆ แล้วเธอต้องการอะไรกันแน่?”กู้ฉีหรานชะงักไป อ้าปากค้าง แต่กลับพูดอะไรไม่ออกฉันมองเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งแต่เด็ดเดี่ยว “กู้ฉีหราน ไม่ว่าจะอย่างไร ห้าปีนั้นมันก็ผ่านไปแล้ว ต่อให้ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันก็คิดว่า...คุณไม่ใช่ทางเลือกของฉันอีกต่อไปแล้ว”สีเลือดบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ จางหายไป แต่ฉันยังคงพูดต่อ “อย่าบีบให้ฉันต้องมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตของเราเป็นความผิดพลาดเลย หรือว่าคุณอยากให้ฉันตายไปจริง ๆ ถึงจะยอมปล่อยฉันไปอย่างสมบูรณ์?”“อย่า!” เขาพูดขัดฉันขึ้นมาทันที ในแววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง น้ำเสียงเจือไปด้วยการวิงวอน“เสี่ยวจิ่น ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้วจริง ๆ ขอแค่คุณอยู่ดีมีสุข อย่าจากผมไป
แต่กู้ฉีหรานกลับไม่สนใจคำพูดของเจียงเหนียนเหนียนเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ฉันไม่ละไปไหนน้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยการอ้อนวอน “เสี่ยวจิ่น ฟังผมนะ ผมเสียใจจริง ๆ ผมผิดเองที่ไม่เคยเห็นค่าคุณ ขอร้องล่ะ ให้โอกาสผมอีกครั้งได้ไหม”“โอกาสเหรอ?” ฉันหัวเราะเยาะ สายตาเย็นชา “กู้ฉีหราน ตอนนี้คุณยังคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มาพูดคำนี้กับฉันอีกเหรอ?”“ผมรู้ว่าผมผิด ผมไม่ควรละเลยคุณ ไม่ควรเชื่อคำพูดของคนอื่น ความผิดทั้งหมดเป็นของผมเอง ผมยินดีที่จะแก้ไข ขอร้องล่ะ ยกโทษให้ผมเถอะนะ...”น้ำเสียงของเขาค่อย ๆ แผ่วลง จนแทบจะเป็นการขอร้อง “ขอแค่คุณยอม ผมยอมทำทุกอย่าง”เมื่อเจียงเหนียนเหนียนเห็นดังนั้นก็ร้อนรนจนหน้าถอดสี เธอสะกดกลั้นความโกรธแล้วพูดแทรกขึ้น “อาหรานคะ พี่เคยบอกว่าพี่รักฉันคนเดียว พี่...”“หุบปาก!” กู้ฉีหรานพูดขัดเธอขึ้นมาอย่างเย็นชา ในแววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ฉันพูดกับเธอชัดเจนไปนานแล้ว ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันอีกต่อไป”เจียงเหนียนเหนียนราวกับถูกตบหน้าอย่างแรง สีหน้าซีดเผือดในทันที เธอตะโกนอย่างไม่ยอมแพ้ “อาหรานคะ พี่จะทำกับฉันแบบนี้ไม่ไ
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เธอก็พุ่งเข้ามาทันทีฉันใช้สัญชาตญาณปกป้องเด็ก ๆ ที่อยู่ข้างหลัง ทำให้หลบไม่ทัน ถูกมือของเธอคว้าเสื้อไว้แน่น เล็บของเธอข่วนแขนฉันจนเป็นรอยเลือดหลายรอย“หยุดนะ!” ฉันตวาด แต่เธอกลับเหมือนคนบ้า อารมณ์สูญเสียการควบคุมโดยสิ้นเชิง และผลักฉันล้มลงกับพื้นอย่างแรงพวกเด็ก ๆ กรีดร้องด้วยความตกใจโจวจวิ้นน้ำตาคลอเบ้า แต่ก็ยังแอบวิ่งเข้ามาใช้กำปั้นเล็ก ๆ ต่อยเธอไปหนึ่งที “อย่ามาตีคุณครูนะ!”เจียงเหนียนเหนียนชะงักไปเมื่อถูกต่อย จากนั้นก็ยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “ไอ้เด็กเวร แม้แต่แกก็กล้าแตะต้องฉันเหรอ?”เธอเงื้อมือขึ้นจะตบโจวจวิ้น ฉันรีบลุกขึ้นพุ่งเข้าไปปกป้องเขาไว้ และรับฝ่ามือนั้นแทนเขาอย่างจังความเจ็บปวดแสบร้อนแล่นไปทั่วหัวไหล่ แต่ฉันก็ยังคงปกป้องเด็ก ๆ ไว้แน่น พร้อมกับตะคอกเสียงดัง “พอได้แล้ว! เจียงเหนียนเหนียน ถ้าเธอยังเป็นแบบนี้อีก ก็รอให้กฎหมายมาจัดการเธอเถอะ!”เธอหัวเราะเยาะ ในแววตาเต็มไปด้วยการดูถูก “เจียงจิ่น เธอหนีได้ชั่วคราว แต่หนีไม่ได้ตลอดไปหรอก! วันนี้แหละฉันจะทำให้เธอต้องชดใช้!”ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากหน้าประตูโจวหยางพุ่งเข้ามาเขาไม่
”ลองดูเถอะครับ ภาพวาดของคุณมีค่าพอที่จะให้คนอื่นได้เห็นมากกว่านี้”คืนนั้น ฉันหยิบพู่กันที่ไม่ได้จับมานานออกมาบนผ้าใบ ท้องทะเลค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ บนท้องฟ้าเป็นแสงแรกของยามรุ่งอรุณ ผิวน้ำระยิบระยับสะท้อนเงาของฉันเมื่อฉันตวัดพู่กันเป็นครั้งสุดท้าย ฉันก็พลันเข้าใจในทันทีว่า ภาพวาดนี้ไม่ได้วาดเพื่อเขา ไม่ได้วาดเพื่อใคร แต่เพื่อตัวฉันเองในวันแสดงภาพวาด ผลงานของฉันได้รับการยอมรับอย่างสูงจากคณะกรรมการพรสวรรค์ที่ถูกทอดทิ้งมานานหลายปี ในที่สุดก็ได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งฉันคิดว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่กลับไม่คาดคิดว่า “การกลับมา” ครั้งนี้จะทำลายชีวิตอันสงบสุขของฉันลงโดยสิ้นเชิงวันหนึ่งขณะที่กำลังสอน ฉันกำลังอธิบายเรื่องการจับคู่สีให้กับเด็ก ๆภายในสตูดิโอ แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เด็ก ๆ กำลังระบายสีกันอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศทั้งหมดเต็มไปด้วยความสงบสุขที่ห่างหายไปนานทันใดนั้น ประตูสตูดิโอก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง และมีคนหนึ่งพุ่งเข้ามา“เจียงจิ่น!”ฉันเงยหน้าขึ้น และตกตะลึงในทันทีคนที่พุ่งเข้ามาคือเจียงเหนียนเหนียน เธออุ้มท้องโต ใบหน้าซ












Rebyu