Masukเพื่อนสนิทวัยเด็ก ที่เคยสัญญาว่าจะแต่งงานกับฉันทันทีที่เรียนจบมหาวิทยาลัย กลับคุกเข่าขอ “เจียงเหนียนเหนียน” คุณหนูตัวปลอมของตระกูล แต่งงานในวันรับปริญญาของฉัน ส่วน “กู้ฉีหราน” นักบุญแห่งเมืองหลวงในสายตาของทุกคน ก็สารภาพรักกับฉันหลังจากที่เพื่อนสนิทวัยเด็กของฉันขอแต่งงานสำเร็จ ห้าปีหลังแต่งงาน เขาอ่อนโยนกับฉันเสมอมา ตามใจเสียยิ่งกว่าอะไร จนกระทั่งฉันได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับเพื่อนสนิทโดยบังเอิญ “ฉีหราน ตอนนี้เหนียนเหนียนก็มีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว นายยังจะแสร้งทำเป็นรักกับเจียงจิ่นต่อไปอีกเหรอ?” “ในเมื่อฉันไม่ได้แต่งงานกับเหนียนเหนียน อย่างอื่นก็ไม่สำคัญแล้ว อีกอย่าง ตราบใดที่ฉันยังอยู่กับเธอ เธอก็จะไม่สามารถไปรบกวนความสุขของเหนียนเหนียนได้” ส่วนพระคัมภีร์ล้ำค่าที่เขาเก็บรักษาไว้ ทุกหน้าล้วนจารึกชื่อของเจียงเหนียนเหนียนเอาไว้ “ขอให้เหนียนเหนียนหลุดพ้นจากความยึดติด ขอให้เธอมีกายใจที่สงบสุข” “ขอให้เหนียนเหนียนสมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา และไร้ซึ่งความกังวลในรัก” ... “เหนียนเหนียน ชาตินี้เราคงไร้วาสนาต่อกัน ขอให้ชาติหน้าได้ครองคู่เคียงข้าง” ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ตลอดห้าปี สิ้นสุดลงในชั่วพริบตา ฉันสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา วางแผนจัดฉากการจมน้ำของตัวเอง นับจากนี้ไป ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน เราอย่าได้พบเจอกันอีกเลย
Lihat lebih banyak放課後の音楽室は傾き始めた太陽の日差しが燦々と降り注いで、室内をセピア色に染めていた。
春花《はるか》は耳を研ぎ澄ます。隣に座る静《せい》と目配せをし呼吸を合わせ、指先に神経を集中させた。
静のすうっという呼吸音を合図に指を動かす。ポロンポロンと柔らかいピアノの音色が教室に響き渡り、心地よい空間が生み出された。
山名春花《やまなはるか》と桐谷静《きりたにせい》は高校三年生。一年のときから音楽部に所属している。二人ともピアノが得意で、合唱コンクールのときはどちらがピアノを担当するかでよく議論になった。
「桐谷くんのピアノはすごいから」
たいていは春花がそう結論付けて身を引いていたのだが、いつからか静も、
「今回は山名の方が上手いと思う」
と春花のピアノの腕を認めるようになっていた。
もともと合唱に力を入れていた音楽部だったが、二人のピアノの実力を認めていた顧問は音楽部とは別に、連弾でコンクールに出場してみないかと提案した。
ピアノコンクールは予選、本選、コンサートと一年がかりのイベントだ。当然予選を突破しなければ次へ進めないのだが、春花と静は毎日放課後に音楽室で練習に励んだ。
高校三年生ともなると基本的に部活は夏の大会を最後に引退となる。そして受験モードへ移行していくわけなのだが、順調に予選を突破した二人は夏を過ぎても音楽室に入り浸っていた。
ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยการอ้อนวอนและความต่ำต้อย ราวกับว่าขอเพียงได้อยู่ข้างกายฉัน เขาก็พร้อมจะยอมทุกอย่างในตอนนั้นเอง โจวหยางก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเฉียบคม “คุณกู้ครับ ถึงแม้ผมจะไม่ทราบเรื่องราวระหว่างพวกคุณ แต่ผมคิดว่า การที่จะอยู่ข้างกายคุณหรือไม่นั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของเธอ คุณเอาแต่พูดถึงความรู้สึกของตัวเอง แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่า จริง ๆ แล้วเธอต้องการอะไรกันแน่?”กู้ฉีหรานชะงักไป อ้าปากค้าง แต่กลับพูดอะไรไม่ออกฉันมองเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งแต่เด็ดเดี่ยว “กู้ฉีหราน ไม่ว่าจะอย่างไร ห้าปีนั้นมันก็ผ่านไปแล้ว ต่อให้ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันก็คิดว่า...คุณไม่ใช่ทางเลือกของฉันอีกต่อไปแล้ว”สีเลือดบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ จางหายไป แต่ฉันยังคงพูดต่อ “อย่าบีบให้ฉันต้องมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตของเราเป็นความผิดพลาดเลย หรือว่าคุณอยากให้ฉันตายไปจริง ๆ ถึงจะยอมปล่อยฉันไปอย่างสมบูรณ์?”“อย่า!” เขาพูดขัดฉันขึ้นมาทันที ในแววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง น้ำเสียงเจือไปด้วยการวิงวอน“เสี่ยวจิ่น ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้วจริง ๆ ขอแค่คุณอยู่ดีมีสุข อย่าจากผมไป
แต่กู้ฉีหรานกลับไม่สนใจคำพูดของเจียงเหนียนเหนียนเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ฉันไม่ละไปไหนน้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยการอ้อนวอน “เสี่ยวจิ่น ฟังผมนะ ผมเสียใจจริง ๆ ผมผิดเองที่ไม่เคยเห็นค่าคุณ ขอร้องล่ะ ให้โอกาสผมอีกครั้งได้ไหม”“โอกาสเหรอ?” ฉันหัวเราะเยาะ สายตาเย็นชา “กู้ฉีหราน ตอนนี้คุณยังคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มาพูดคำนี้กับฉันอีกเหรอ?”“ผมรู้ว่าผมผิด ผมไม่ควรละเลยคุณ ไม่ควรเชื่อคำพูดของคนอื่น ความผิดทั้งหมดเป็นของผมเอง ผมยินดีที่จะแก้ไข ขอร้องล่ะ ยกโทษให้ผมเถอะนะ...”น้ำเสียงของเขาค่อย ๆ แผ่วลง จนแทบจะเป็นการขอร้อง “ขอแค่คุณยอม ผมยอมทำทุกอย่าง”เมื่อเจียงเหนียนเหนียนเห็นดังนั้นก็ร้อนรนจนหน้าถอดสี เธอสะกดกลั้นความโกรธแล้วพูดแทรกขึ้น “อาหรานคะ พี่เคยบอกว่าพี่รักฉันคนเดียว พี่...”“หุบปาก!” กู้ฉีหรานพูดขัดเธอขึ้นมาอย่างเย็นชา ในแววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ฉันพูดกับเธอชัดเจนไปนานแล้ว ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันอีกต่อไป”เจียงเหนียนเหนียนราวกับถูกตบหน้าอย่างแรง สีหน้าซีดเผือดในทันที เธอตะโกนอย่างไม่ยอมแพ้ “อาหรานคะ พี่จะทำกับฉันแบบนี้ไม่ไ
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เธอก็พุ่งเข้ามาทันทีฉันใช้สัญชาตญาณปกป้องเด็ก ๆ ที่อยู่ข้างหลัง ทำให้หลบไม่ทัน ถูกมือของเธอคว้าเสื้อไว้แน่น เล็บของเธอข่วนแขนฉันจนเป็นรอยเลือดหลายรอย“หยุดนะ!” ฉันตวาด แต่เธอกลับเหมือนคนบ้า อารมณ์สูญเสียการควบคุมโดยสิ้นเชิง และผลักฉันล้มลงกับพื้นอย่างแรงพวกเด็ก ๆ กรีดร้องด้วยความตกใจโจวจวิ้นน้ำตาคลอเบ้า แต่ก็ยังแอบวิ่งเข้ามาใช้กำปั้นเล็ก ๆ ต่อยเธอไปหนึ่งที “อย่ามาตีคุณครูนะ!”เจียงเหนียนเหนียนชะงักไปเมื่อถูกต่อย จากนั้นก็ยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “ไอ้เด็กเวร แม้แต่แกก็กล้าแตะต้องฉันเหรอ?”เธอเงื้อมือขึ้นจะตบโจวจวิ้น ฉันรีบลุกขึ้นพุ่งเข้าไปปกป้องเขาไว้ และรับฝ่ามือนั้นแทนเขาอย่างจังความเจ็บปวดแสบร้อนแล่นไปทั่วหัวไหล่ แต่ฉันก็ยังคงปกป้องเด็ก ๆ ไว้แน่น พร้อมกับตะคอกเสียงดัง “พอได้แล้ว! เจียงเหนียนเหนียน ถ้าเธอยังเป็นแบบนี้อีก ก็รอให้กฎหมายมาจัดการเธอเถอะ!”เธอหัวเราะเยาะ ในแววตาเต็มไปด้วยการดูถูก “เจียงจิ่น เธอหนีได้ชั่วคราว แต่หนีไม่ได้ตลอดไปหรอก! วันนี้แหละฉันจะทำให้เธอต้องชดใช้!”ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากหน้าประตูโจวหยางพุ่งเข้ามาเขาไม่
”ลองดูเถอะครับ ภาพวาดของคุณมีค่าพอที่จะให้คนอื่นได้เห็นมากกว่านี้”คืนนั้น ฉันหยิบพู่กันที่ไม่ได้จับมานานออกมาบนผ้าใบ ท้องทะเลค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ บนท้องฟ้าเป็นแสงแรกของยามรุ่งอรุณ ผิวน้ำระยิบระยับสะท้อนเงาของฉันเมื่อฉันตวัดพู่กันเป็นครั้งสุดท้าย ฉันก็พลันเข้าใจในทันทีว่า ภาพวาดนี้ไม่ได้วาดเพื่อเขา ไม่ได้วาดเพื่อใคร แต่เพื่อตัวฉันเองในวันแสดงภาพวาด ผลงานของฉันได้รับการยอมรับอย่างสูงจากคณะกรรมการพรสวรรค์ที่ถูกทอดทิ้งมานานหลายปี ในที่สุดก็ได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งฉันคิดว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่กลับไม่คาดคิดว่า “การกลับมา” ครั้งนี้จะทำลายชีวิตอันสงบสุขของฉันลงโดยสิ้นเชิงวันหนึ่งขณะที่กำลังสอน ฉันกำลังอธิบายเรื่องการจับคู่สีให้กับเด็ก ๆภายในสตูดิโอ แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เด็ก ๆ กำลังระบายสีกันอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศทั้งหมดเต็มไปด้วยความสงบสุขที่ห่างหายไปนานทันใดนั้น ประตูสตูดิโอก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง และมีคนหนึ่งพุ่งเข้ามา“เจียงจิ่น!”ฉันเงยหน้าขึ้น และตกตะลึงในทันทีคนที่พุ่งเข้ามาคือเจียงเหนียนเหนียน เธออุ้มท้องโต ใบหน้าซ






Ulasan-ulasan