LOGINเมื่อออกมานอกห้องอติรุจก็เปิดฉากด้วยการพูดกล่าวหาทรรศิกาทันที
“คุณไปบอกพวกเขาหรือว่าคุณเป็นแฟนผม”
“เปล่าซะหน่อย พวกเขาคิดกันไปเอง เพราะเคยเห็นข่าวของเราในหน้าหนังสือพิมพ์”
“แล้วทำไมคุณถึงไม่แก้ไขความเข้าใจผิดของพวกเขาให้มันถูกต้อง”
“คุณจะเดือดร้อนอะไรนักหนาในเมื่อคุณไม่ได้เป็นฝ่ายเสียหาย การที่ทุกคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา คนที่จะได้รับความเสียหายก็คือฉันเพราะฉันเป็นผู้หญิง ฉันควรจะเป็นคนที่ออกมาโวยวายใส่คุณด้วยซ้ำ มาว่าแต่ฉันแล้วทีคุณล่ะ ทำไมคุณถึงไม่บอกกับเพื่อนร่วมงานของคุณว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันอย่างที่พวกเขาเข้าใจ”
เมื่อโดนอีกฝ่ายย้อนถามแบบนี้ก็ยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดให้เขาเป็นสองเท่า อยู่ใกล้เธอทีไรเขาควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้ทุกที
“ถามจริง ๆ เถอะคุณอยากเป็นแฟนผมมากขนาดนี้เลยเหรอ ถ้าใช่ก็บอกมาผมจะได้สนองให้”
“เชอะ! หลงตัวเองชัด ๆ” ทรรศิกาเอ่ย ก่อนจะย้อนถามเขาด้วยความฉุนเฉียว
“ทำไมเป็นแฟนฉันแล้วมันผิดตรงไหน ฉันไม่ดียังไง คุณถึงได้ตั้งแง่รังเกียจฉันมากมายขนาดนี้”
“นี่คุณยังไม่รู้ตัวเองอีกหรือว่าคุณเป็นคนที่ชอบสร้างปัญหาให้กับคนอื่น ตั้งแต่พบคุณก็มีแต่เรื่องเลวร้ายผ่านเข้ามาในชีวิตผม คุณทำให้ชีวิตที่เคยสงบสุขของผมเปลี่ยนไป”
“แล้วมันไม่ดียังไง ชีวิตที่น่าเบื่อของคุณจะได้มีสีสันสดใสเหมือนอย่างคนอื่นเขาบ้าง ไม่ใช่ทำตัวเป็นฤษีบำเพ็ญตบะอยู่แต่ในถ้ำ”
“ผมชอบของผมแบบนี้” อติรุจโต้กลับไปไม่ยอมลดละ
“แต่ฉันไม่ชอบ” ทรรศิกาเน้นคำพูด
“นี่มันชีวิตผมไม่เกี่ยวกับคุณ”
“จะไม่เกี่ยวได้ยังไงในเมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน”
“ถึงจะอยู่ชายคาเดียวกันแต่ก็คนละสถานะ”
สองหนุ่มสาวยืนเผชิญหน้ากัน พร้อมกับประชันฝีปากชนิดที่ไม่มีใครยอมลงให้ใคร
“ยิ่งคุณแสดงอาการรังเกียจฉันมากเท่าไร ฉันก็จะตามตอแยคุณไม่เลิก จำเอาไว้นะอะไรที่ได้มายากทรรศิกายิ่งอยากได้ เพราะฉะนั้นคุณเตรียมตัวเตรียมใจรับมือฉันไว้ให้ดีเถอะ”
เพราะความอยากที่จะเอาชนะเขาเลยทำให้ทรรศิกาพูดออกไปโดยไม่คิด
“ได้เลย แต่ถ้าคุณเสียทีผมอย่ามาร้องแรกแหกกระเชอทีหลังแล้วกัน”
สองหนุ่มสาวจ้องมองกันราวจะจองล้างจองผลาญกันไม่เลิก จนกระทั่งอิทธิพลออกมาขัดจังหวะคนทั้งคู่
“ทำไมนายยังไม่ไปเตรียมตัวอีกล่ะรุจ จะได้เวลาแล้วนะ”
“กำลังจะไปเดี๋ยวนี้”
“ไม่ต้องห่วงคุณเทย่านะ เดี๋ยวฉันจะทำหน้าที่ดูแลเธอเอง”
“เทย่าเขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว คงไม่ต้องรบกวนให้ใครมาช่วยดูแลเขาหรอก” อติรุจตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นก่อนจะเดินจากไป
“รุจเขาเป็นอะไรไปหรือครับคุณเทย่า ทำไมถึงหงุดหงิดง่ายจัง ปกติเขาไม่เคยเป็นแบบนี้” อิทธิพลเอ่ยถามด้วยความงุนงงปนสงสัย เพราะเพื่อนรักของเขามักจะเป็นคนใจเย็น แต่ไม่รู้ว่าทำไมในระยะหลัง ๆ อติรุจดูจะใจร้อนผิดปกติ
“คุณหมออย่าไปถือสาเขาเลยนะคะ เขาคงติดนิสัยนี้มาจากเทย่า”
“พูดแบบนี้แปลว่าคุณเทย่าใส่อารมณ์กับนายรุจบ่อยหรือครับ”
“ประจำเลยล่ะค่ะ พอเขาโดนบ่อย ๆ เข้าก็คงจะติดนิสัยนี้ไปด้วย”
“คุณสองคนดูรักกันดีนะครับ แถมยังเหมาะสมกันจนผมรู้สึกอิจฉา”
“จะมาอิจฉาเราทำไมคะ ในเมื่อคุณหมอเองก็กำลังคิดที่จะปลูกต้นรักกับเพื่อนสนิทของเทย่า พบกันครั้งแรกก็ถึงกับตกตะลึงเลยหรือคะ”
“ก็คุณนับดาวเธอน่ารักและอัธยาศัยดี”
“ถ้าอย่างนั้นก็จีบเลยสิคะ จะรอช้าอยู่ทำไม แต่ต้องรักจริงหวังแต่งนะคะ จะมาจีบเล่น ๆ เหมือนเป็นดอกไม้ริมทางไม่ได้เด็ดขาด”
“คงต้องขอให้คุณเทย่าช่วยสนับสนุนผมอีกแรง” อิทธิพลเอ่ยขอความช่วยเหลือโดยไม่อ้อมค้อม เพราะเขาถูกใจนับดาวตั้งแต่แรกเห็น
“จะสนับสนุนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าหมออิทจริงใจกับเพื่อนของเทย่ามากน้อยแค่ไหนค่ะ”
“เวลาที่ผมรักใครผมรักจริงครับ”
“ของแบบนี้พูดแต่ปากไม่ได้หรอกค่ะ ต้องพิสูจน์กันด้วยการกระทำ”
“อยากรู้จริงว่าฤษีบำเพ็ญตบะอย่างนายรุจใช้วิธีไหนถึงมัดใจคุณเทย่าได้อยู่หมัด”
นั่นสิ! ทรรศิกาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนอย่างอติรุจจะจีบเธอด้วยวิธีไหน แต่บังเอิญว่าเขายังไม่เคยขายขนมจีบเธอเลยสักครั้งก็เลยยังไม่รู้คำตอบ
“ห้ามล้วงความลับค่ะ เอาเป็นว่าเทย่าจะส่งกำลังใจไปช่วย และจะคอยดูศิลปะการจีบผู้หญิงของคุณหมอ”
อิทธิพลคิดหนักเพราะช่วงเวลาที่ผ่าน ๆ มาเขามักใช้เวลาอยู่กับเพื่อนและตำราซะเป็นส่วนใหญ่ สีหน้าของเขาแสดงถึงความยุ่งยากใจ ทรรศิกายิ้มให้กำลังใจอีกฝ่ายและแอบลุ้นให้เขาทำสำเร็จ
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







