LOGIN“เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคุณย่าของคุณ” อติรุจเอ่ยถาม
“เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันกำลังโดนคุณย่าดัดนิสัย แต่รายละเอียดคุณอย่ารู้เลย ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีก” ทรรศิกาตอบคำถามของเขาด้วยสีหน้าเซ็งสุดขีด
“แล้วผู้ชายที่ชื่อกรเป็นใคร!?”
“ทำไมคุณถึงอยากรู้เรื่องของเขาหรือว่า...” เธอโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เขา
“หรือว่าอะไร ทำไมไม่พูดให้จบ”
“ที่ถามนี่เพราะคุณหึงฉันใช่ไหม รู้สึกสนใจฉันขึ้นมาแล้วล่ะสิ”
“คุณนี่มันหลงตัวเองจริง ๆ”
“ก็ไม่ต่างจากคุณนักหรอก เราถึงอยู่ด้วยกันได้ไง”
“ตกลงผู้ชายคนนี้คือใคร เขามีสัมพันธ์กับคุณยังไง”
“ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นเพื่อนชายที่สนิทที่สุดของฉัน แต่เพราะพฤติกรรมที่น่ารังเกียจบางอย่างของเขา ทำให้ฉันลดระดับความสัมพันธ์ บอกตามตรงนะคะแม้แต่ความเป็นเพื่อนฉันก็ไม่อยากมีให้”
“เขาทำอะไรให้คุณโกรธ”
“คุณจำคืนที่เราเจอกันโดยบังเอิญที่คอนโดได้ไหมคะ ที่เราเป็นข่าวร่วมกันในเช้าวันรุ่งขึ้น” แม้ไม่อยากที่จะพูดถึงเหตุการณ์นี้แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้
“ต้องจำได้อยู่แล้ว ก็คืนนั้นคุณเป็นฝ่ายเข้ามาลวนลามผมก่อน”
คำพูดของอติรุจทำให้ทรรศิกาตวัดสายตาคมค้อนเขา “ถ้าไม่จำเป็นฉันก็คงไม่ทำแบบนั้น”
จากนั้นก็เอ่ยปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้เขาฟัง
“ตอนนั้นฉันกำลังมีปัญหากับคุณย่า แล้วเขาก็โทรมานัดฉันให้มาทานอาหารค่ำด้วยกันที่คอนโด เพราะความเชื่อใจทำให้ฉันรับปาก และความกลุ้มใจกับปัญหาของตัวเองทำให้ฉันดื่มหนักไปหน่อย เขาพยายามที่จะปลุกปล้ำฉันโดยที่ฉันไม่เต็มใจ โชคดีที่ฉันหนีเอาตัวรอดมาได้และก็มาเจอคุณ จากนั้นเกิดอะไรขึ้นคงไม่ต้องให้ฉันเล่าให้ฟังซ้ำหรอกใช่ไหม”
ใบหน้างามฉายชัดถึงความโกรธ เมื่อพูดถึงเรื่องที่เธอเกือบถูกปกรณ์ยัดเยียดความเป็นสามีทางพฤตินัยให้โดยที่เธอไม่เต็มใจ นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรเป็นต้องของขึ้นทุกที
“แล้วหลังจากนั้นล่ะเกิดอะไรขึ้นกับพวกคุณ”
“เขาพยายามที่จะมางอนง้อขอคืนดีกับฉันแต่ฉันไม่ยอม และมารู้ทีหลังว่าระหว่างที่เขามาตีสนิทกับฉัน เขาก็กำลังคบอยู่กับยัยเนตรเพื่อนของฉันด้วย ตอนแรกฉันนึกว่าเขาจะแตกต่างจากผู้ชายคนอื่น ๆ ที่เข้ามาตีสนิทกับฉันเพราะเงินและฐานะของฉัน แต่สุดท้ายฉันก็รู้ว่าเขาเข้ามาคบกับฉันเพราะเงิน”
“แปลว่าคุณต้องรวยมาก” นายแพทย์หนุ่มคาดเดา
“ตอนนี้ฉันดูเหมือนคนรวยไหมล่ะ มีแต่ตัวและหัวใจดวงนี้เท่านั้นแหละที่เป็นของฉัน ส่วนทรัพย์สมบัติพวกนั้นเป็นของคุณย่า พอมาคิดดูอีกทีที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตอย่างคนสิ้นคิด เวลาหมดไปกับการเที่ยวเตร่เฮฮาปาร์ตี้ในหมู่เพื่อนฝูง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนที่ไม่ค่อยมีความจริงใจ ชีวิตของฉันสุขสบายมาโดยตลอด จนกระทั่งฉันโดนคุณย่าดัดนิสัย ด้วยการระงับเงินในบัญชีและบัตรเครดิตของฉัน รถก็ถูกคุณย่ายึดคืนไป เท่านั้นยังไม่พอฉันยังโดนคุณย่าไล่ออกจากบ้านทั้งที่มีเงินติดตัวอยู่เพียงน้อยนิด ฉันก็เลยต้องออกมาหางานทำ เหตุการณ์เหล่านี้มันทำให้ฉันรู้ว่าฉันใช้ชีวิตอย่างคนไร้ค่ามาโดยตลอด แล้วทำไมฉันต้องเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังด้วยนะ น่าอายชะมัดเลย”
นับเป็นครั้งแรกที่ทรรศิกายอมเอ่ยปากเล่าเรื่องราวของตนเองให้เขาฟังโดยไม่ปิดบัง
“แล้วผู้ชายคนนั้นเขาตามคุณมาที่นี่ได้ยังไง”
อติรุจดึงการสนทนากลับไปที่เรื่องเดิม เพราะไม่อยากทำให้เธอรู้สึกอับอายกับเรื่องราวในอดีตไปมากกว่านี้
“เขาคงจะสะกดรอยตามฉันมาที่นี่โดยที่ฉันไม่รู้ แต่ฉันไม่ได้เปิดประตูให้เขาเข้ามาในบ้านนะคะ เรามีปากเสียงกันนิดหน่อยตรงหน้าประตู เขาขอโอกาสที่จะกลับมาสานสัมพันธ์กับฉันอีกครั้งแต่ฉันปฏิเสธ จากนั้นฉันก็เดินเข้าบ้าน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพื่อนบ้านของคุณจะมาเห็นเหตุการณ์นี้จนเก็บเอามานินทาว่าคุณเป็นคนน่าสงสาร”
“เขามาสงสารผมเรื่องอะไร!”
“ก็เรื่องที่คุณถูกฉันสวมเขาให้โดยไม่รู้ตัว”
“คุณกาญพูดถึงเราขนาดนี้เลยหรือ” อติรุจถามย้ำด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง แววตาของเขาเปล่งประกายวาวโรจน์
“ใช่ และประโยคนี้แหละที่ทำให้ฉันสิ้นสุดความอดทน จนต้องออกไปจัดการกับพวกที่ชอบนินทาว่าร้าย ให้คนอื่นเสียหายทั้งที่ไม่เป็นความจริง”
“ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกผมจะไม่ปล่อยไว้แน่”
“ฉันคิดว่าพวกเขาคงจะไม่กล้านินทาเราส่งเดชอีกแล้วล่ะค่ะ เพราะเจอฤทธิ์ของฉันเข้าไป แถมยังเจอคุณอบรมสั่งสอนเข้าให้ คงจะเข็ดขยาดไปอีกนาน”
“รับปากผมอย่างหนึ่งนะเทย่า ถ้ามีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีกก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผม ผมจะเป็นคนปกป้องชื่อเสียงของคุณเอง”
“ได้ฉันรับปากคุณ”
“ดึกแล้วเรากลับเข้าไปข้างในกันเถอะ” อติรุจเอ่ยชวน
“ไปสิคะ ฉันก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน” ทรรศิกาพูดพร้อมกับปิดปากหาว
จากการพูดคุยกันในค่ำคืนนี้ทำให้อติรุจได้เรียนรู้ว่า คนเรานั้นไม่สามารถมองหรือตัดสินกันได้เพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นมุมมองความคิด ตรรกะในการใช้ชีวิต ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอถ้ามีความตั้งใจและความมุ่งมั่น ซึ่งทรรศิกาก็ทำให้เขาเห็นถึงตรงจุดนี้ ประสบการณ์และการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของทั้งคู่ ต่างก็สอนให้พวกเขาได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันไปโดยไม่รู้ตัว
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







