LOGIN“กรรู้ไหมว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร แล้วเขาไปคบกับเทย่าตั้งแต่เมื่อไร”
“ผมจะไปรู้เรื่องของพวกเขาได้ยังไงล่ะเนตร เราเข้าไปข้างในกันเถอะ ผมหิวแล้ว” น้ำเสียงของปกรณ์ห้วนสั้นคล้ายจะไม่พอใจที่เห็นภาพความสนิทสนมของอติรุจและทรรศิกา
ปกรณ์เดินนำเนตรนภาเข้าไปในร้านดังกล่าว
“ธีร์วรารัศมิ์ ทำไมเราถึงรู้สึกคุ้นหูกับนามสกุลนี้นักนะ” เนตรนภาพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินตามไป
โต๊ะที่อติรุจและทรรศิกานั่งนั้นอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของปกรณ์และเนตรนภา ทั้งคู่จึงเฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของสองหนุ่มสาวอย่างเงียบ ๆ เนตรนภารู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นอติรุจคอยดูแลเอาใจใส่ทรรศิกาอย่างใกล้ชิด
ทรรศิกาเองก็มิได้หันไปให้ความสนใจเพื่อนทั้งสองของตนอีกเลย เธอยื่นหน้าไปจุมพิตแก้มของอติรุจเบา ๆ โดยไม่ให้เขาตั้งตัว
“โอ๊ะ!” ชายหนุ่มอุทานเมื่อถูกจู่โจมอย่างรวดเร็ว
“นี่เป็นรางวัลสำหรับบทฮีโร่ของคุณ ขอบคุณที่ช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของฉันค่ะ”
“มันเป็นหน้าที่ของสามีที่ต้องปกป้องภรรยาเมื่อเธอถูกทำร้าย...จิตใจ” เขาเว้นระยะนิดหนึ่งก่อนที่จะพูดคำสองคำสุดท้าย
“ฉันไม่ได้เป็นผู้หญิงอ่อนแอขนาดนั้นหรอกนะคะ”
“ผมรู้ แต่ผมก็อยากที่จะปกป้องคุณอยู่ดี เพราะนอกจากจะเป็นหน้าที่ของสามีที่ดีแล้ว ผมยังชอบรางวัลที่คุณมอบให้”
ทรรศิกาตวัดสายตาคมค้อนเขา “ฉันยังไม่ค่อยชินกับสถานภาพใหม่ของเรา”
“อีกไม่นานคุณก็จะชิน ผมขออะไรคุณอย่างหนึ่งได้ไหมเทย่า”
“อะไรคะ”
“คุณช่วยเรียกแทนตัวเองว่าเทย่า และเรียกผมว่ารุจอย่างเมื่อสักครู่ตลอดไปเลยได้ไหม”
“ได้สิคะ เพื่อเห็นแก่ความดีของคุณ เทย่าจะยอมทำตามที่คุณขอ”
“ว่าที่เจ้าบ่าวของเพื่อนคุณคือปกรณ์เดียวกับที่เคยบุกไปที่บ้านของเราหรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ ถามทำไมคะ หรือว่าหึง”
“ผมจะหึงเขาทำไมในเมื่อผมรู้ว่าคุณไม่ได้คิดอะไรกับเขา ออกจะเกลียดหน้าเขาด้วยซ้ำ แต่ที่ถามเพราะผมรู้สึกคุ้นหน้าเขา และถ้าผมจำไม่ผิดครอบครัวของเขากำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ถึงขั้นกำลังจะถูกฟ้องล้มละลายในไม่ช้านี้”
“เทย่าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย มิน่าล่ะเขาถึงพยายามที่จะเข้ามาตีสนิทกับเทย่า คงหวังที่จะปอกลอกทรัพย์สมบัติของเทย่า นับว่าโชคดีนะที่เทย่ารู้เช่นเห็นสันดานของเขาซะก่อนถึงได้รอดมาได้”
“คุณต้องขอบคุณผมต่างหาก ที่ผมทำให้คุณรอดมาได้โดยไม่ต้องตกเป็นเหยื่ออันโอชะของเขา”
“นี่คุณกำลังพูดทวงบุญคุณอยู่นะคะ เทย่าจำได้นะว่าคืนนั้นคุณเองก็ไม่ได้เต็มใจอยากที่จะช่วยเทย่าสักเท่าไรนักหรอก แต่สถานการณ์มันบังคับ”
“ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่ผมก็เป็นคนที่ช่วยคุณไว้ หรือคุณจะเถียง”
“เถียงไปก็ไม่มีทางชนะคุณอยู่ดี น่าสงสารยัยเนตรเหมือนกันนะคะ เขาจะตัวรู้ไหมว่ากำลังจะแต่งงานกับผู้ดีตกยาก รวยแต่เปลือก แถมยังจมไม่ลงจนต้องหาหลักยึด”
“บางทีมันอาจจะเป็นพรหมลิขิตของเพื่อนคุณ ที่ทำให้พวกเขาต้องลงเอยกันด้วยการแต่งงาน เหมือนที่โชคชะตาชักพาให้เรามาพบเจอกันไง คุณอยากทานอะไรเพิ่มอีกไหม”
“ไม่ไหวแล้วค่ะ อิ่มจริง ๆ เรากลับกันดีกว่านะคะ”
อติรุจจ่ายค่าอาหารก่อนจะจูงมือภรรยาป้ายแดงเดินออกไปจากร้าน
“หวานเลี่ยนกันจนน่าหมั่นไส้” แม้จะพูดกัดจิกทรรศิกา แต่ลึก ๆ แล้วก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ ที่เห็นแฟนหนุ่มของเพื่อนดูจะใส่ใจดูแลเอาอกเอาใจทรรศิกาเป็นอย่างดี ช่างแตกต่างจากที่ปกรณ์ปฏิบัติต่อเธอราวฟ้ากับเหว
“คุณน่าจะเอาอย่างแฟนของเทย่าบ้างนะกร หัดใส่ใจดูแลเนตรกับลูกบ้าง”
ปกรณ์ไม่ได้สนใจที่จะต่อความยาวสาวความยืด เขานั่งทานอาหารตรงหน้าด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือถูกที่ตกลงปลงใจยอมแต่งงานกับเนตรนภา
หลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จอติรุจก็พาทรรศิกาไปเลือกแหวนแต่งงาน เขาสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายให้เธอ และจุมพิตมือเรียวบางข้างนั้น ก่อนจะหยิบแหวนอีกวงมาสวมที่นิ้วของตนเอง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาและเธอต่างก็เป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน ใบหน้าของทรรศิการ้อนผ่าว
“คุณมีเจ้าของแล้วนะเทย่า” อติรุจพูดตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอ
“บอกตัวคุณเองด้วยนะคะว่าคุณก็มีเจ้าของแล้วเหมือนกัน”
จากนั้นสองสามีภรรยาป้ายแดงก็พากันกลับมาที่บ้าน
ทรรศิกายังคงทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเขาทั้งที่คลินิก และเมื่อยามที่เขาต้องออกไปตรวจคนไข้นอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ชุมชมแออัดแห่งนั้น หรือแม้แต่ที่บ้านเด็กกำพร้า เธอก็จะตามไปทำหน้าที่ผู้ช่วยให้เขาโดยไม่เกี่ยงงอน ที่สำคัญเธอทำด้วยความเต็มใจมากกว่าที่จะทำไปเพราะหน้าที่เหมือนอย่างในช่วงแรก ๆ
คนไข้ทุกคนที่มารับการรักษาจากคุณหมอหนุ่มต่างก็ต้องอมยิ้ม เมื่อเห็นภาพการหยอกล้อกันของสองหนุ่มสาว ทุกคนสังเกตเห็นแหวนแต่งงานที่ทั้งคู่สวมใส่
อติรุจและทรรศิกาดูไม่ต่างไปจากภาพของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน คนไข้เหล่านั้นต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทั้งคู่ดูเหมาะสมกันดี ภาพที่พวกเขาเห็นทำให้ข่าวลือที่ว่าทรรศิกาเป็นเมียเก็บของอติรุจค่อย ๆ เลือนหายไป มีแต่เสียงชื่นชมในความน่ารักของสองหนุ่มสาวเข้ามาแทนที่
สิ่งที่อติรุจได้กระทำต่อผู้ด้อยโอกาส ทำให้ทรรศิกาเปลี่ยนมุมมองความคิดของตนเอง จากการเป็นผู้รับกลายมาเป็นผู้ให้โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะซึมซับสิ่งเหล่านั้นจากเขามาโดยไม่รู้ตัว
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







