Masuk"ฉันปล่อยแน่ แต่เป็นน้ำฉันนะที่จะปล่อยเข้าไปในตัวเธอ" ความแค้นก่อให้เกิดไฟกองใหญ่สุมอยู่ในใจของเขา พ่อของเธอหลอกพี่สาวของเขาให้รักแล้วตีจากไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้พี่สาวของเขาต้องตรอมใจตาย แค้นนี้ต้องได้รับการชำระ และคนที่ต้องเจอเหมือนพี่สาวเขา ก็คือเธอที่เป็นลูกสาวสุดที่รักของผู้ชายสารเลวคนนั้น คำเตือน นิยายเรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องช่วงต้นเรื่องมีเนื้อหารุนแรง กักขังหน่วงเหนี่ยวบังคับขืนใจ นักเขียนแต่งขึ้นมาเพื่อเป็นอรรถรสไม่ได้สนับสนุนการกระทำการรุนแรงลักษณะนี้ นักอ่านทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ไม่ควรเลียนแบบพฤติกรรมตัวละครนะคะ ซีรีส์ชุดคนเถื่อน 1. ดวงใจคนเถื่อน (ภูผา + วิรัศยา) 2. เด็กเลี้ยงคนเถื่อน (เควิน + วิลาสินี) 3. เด็กแสบของคนเถื่อน (วายุ + แป้งร่ำ) 4. เมียพลาดของคนเถื่อน (แฟรงค์ + วาวี)
Lihat lebih banyakคำเตือน
นิยายเรื่องนี้ ช่วงต้นเรื่องมีการบังคับจิตใจโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ผู้แต่งเขียนขึ้นมาตามจินตนาการไม่มีเจตนาที่จะส่งเสริมความรุนแรงประเภทนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ไม่ควรจะลอกเลียนพฤติกรรมความรุนแรงจากตัวละครนะคะ ณ ถนนกลางเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง รถคันยนต์สีดำคันใหญ่จอดนิ่งอยู่ริมทางเดิน หากดูเผิน ๆ จะเหมือนกับว่ารถยนต์คันนี้มาจอดทำธุระ แต่หารู้ไม่ว่าภายในรถมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังอกสั่นขวัญแขวนอยู่ที่เบาะหลังของรถ โดยสิ่งที่ทำให้เธอเป็นเช่นนี้คือชายรูปร่างใหญ่ที่อยู่บนรถกับเธอด้วย "ฮือ.. คะ..คุณจะทำอะไรหนู คุณปล่อยหนูไปเถอะนะ อยากได้เงินเหรอเดี๋ยวหนูให้พ่อโอนให้ ฮึก..คุณปล่อยหนูไปเถอะนะ..นะ หนูขอร้อง ฮึก.." เด็กสาววัย 18 ร้องอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนอาการสะอื้นไห้ ดวงตาโตแดงเรื่อไหวระริกน่าสงสาร น้ำสีใสเอ่อล้นเบ้าตาทั้งสองข้างแล้วไหลออกมาเป็นทางลงมาตาม แก้มเนียนจนเปรอะเปื้อนไปหมด ร่างเล็กของเธอนั่งเบียดอยู่กับประตูรถโดยมือน้อยสองข้างที่สั่นระริกยกขึ้นพนมไหว้ขอร้องอย่างน่าเวทนาอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้ชายหน้าเหี้ยมตรงหน้ารู้สึกเห็นใจเลยสักนิด สายตาคมยิ่งแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิมเมื่อในประโยคที่เธอเอ่ยมามีคำว่าพ่อเจือปน "ฉันไม่ได้อยากได้เงินพ่อเธอ! ฉันอยากได้ตัวเธอ ฉันอยากให้พ่อเธอเจ็บแบบที่ฉันเจ็บ" ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยกับเด็กสาวตรงหน้าเสียงแข็งกร้าวพร้อมกับดวงตาที่ดุดันพร้อมทั้งยื่นมือแกร่งดั่งคีมเหล็กตรงเข้าบีบคางเล็กรุนแรงเสียจนเธอเจ็บร้าวไปทั่วทั้งกราม น้ำตาสีใสทะลักจากเบ้าเธออีกระลอกจนไหลไปเปรอะเลอะไปทั่วมือใหญ่เยิ้ม ชายหนุ่มจึงสะบัดมือออกจากคางเล็กอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด และมันรุนแรงเสียจนใบหน้าเล็กของเด็กสาวสะบัดไปด้านข้างตามแรงเหวี่ยงของมือใหญ่ "อึก! พ่อหนูไปทำอะไรคุณ คุณถึงมาทำกับหนูแบบนี้ คุณแค้นอะไรพ่อหนูนัก?" เด็กสาวหันหน้ากลับมาพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบทั้งสองแก้มเอ่ยถามน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ปลายคางเล็กเกิดเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่องขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าผิวของเธอนั้นบอบบางขนาดไหน ดวงตากลมสบตากับสายตาคมแข็งกร้าวแล้วเธอก็ได้เห็นแววตาเย้ยหยัน ไม่มีแววสงสารเจือปนเลยหรือสำนึกผิดที่ทำให้ผู้หญิงต้องเจ็บตัวเลยสักนิด "พ่อเธอมันฆ่าพี่สาวฉัน ฉันจะพรากของรักที่สุดของพ่อเธอบ้าง ดูซิว่าพ่อเธอจะเป็นแบบพี่สาวฉันไหม?" ชายหนุ่มกดน้ำเสียงต่ำเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นมัว เด็กสาวหัวใจกระตุกวูบทันทีเมื่อได้ยินคำว่าพ่อเธอฆ่าพี่สาวเขา พ่อที่แสนดีของเธอน่ะเหรอไปฆ่าคนตาย "หนูไม่เชื่อ หนูไม่เชื่อคุณ! คุณโกหกหนู ฮือ ๆ " ดวงตากลมโตจ้องหน้าชายหนุ่มเขม็ง ขณะที่น้ำตาใสไหลทะลักออกมาอีกอย่างที่เธอไม่อาจควบคุมได้ "ไม่เชื่อก็แล้วแต่เธอ ฉันไม่ได้ขอร้องให้เธอเชื่อฉันอยู่แล้ว หึ" เขาพูดเสียงทุ้มต่ำพร้อมกับมุมปากที่กระตุกขึ้นยิ้มเหยียดกับคำต่อว่าของเธอ คนตัวเล็กขยับตัวหนีจนร่างกายเบียดชิดติดประตูรถเมื่อเห็นว่าชายตัวโตขยับเข้ามาใกล้ หันไปด้านหลังพยายามจะเปิดประตูลงไปก็ไม่สามารถทำได้ พอหันกลับมาดวงตากลมก็ต้องเบิกโพรงอย่างตื่นตะหนก เมื่อเห็นว่าในมือใหญ่ของเขามีผ้าสีขาวผืนเล็กถือไว้ สัญชาตญาณของเธอทำให้คิดได้ว่าเธอกำลังจะถูกลักพาตัว "คุณ..คุณจะทำอะไรหนู? ถอยออกไปนะ ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!" เด็กสาวตะโกนเสียงดังเพื่อขอความช่วยจากผู้คนด้านนอกแต่ด้วยความที่ช่วยเวลานี้ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจร จึงไม่มีใครมาเห็นรถยนต์ที่โยกไหวตามแรงดิ้นของคนในรถ เธอยกเท้าขึ้นมาตั้งใจจะยันคนตรงหน้าให้ออกห่างแต่ว่าไม่อาจจะเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าชายหนุ่ม เขาใช้มือข้างที่ว่างจับขาเรียวของเธอกดไว้กับเบาะรถแล้วรีบขยับตัวขึ้นมานั่งคร่อมไว้ จากนั้นจึงรีบไปรวบสองมือน้อยที่ประทุษร้ายโดยการทุบตีให้อยู่ในมือแกร่งเพียงข้างเดียว ร่างบางในตอนนี้จึงได้แต่ดิ้นขลุกขลักอยู่ใต้ร่างคนตัวโต “ปล่อยนะ! ปล่อยสิ! ช่วยด้วย!” “ร้องไปก็ไม่มีใครมาช่วยเธอไปจากฉันได้หรอก หึหึ” สิ้นสุดเสียงทุ้มที่ออกมาจากปากชายหนุ่ม ผ้าที่อยู่ในมือก็ตวัดวูบมาปิดปากปิดจมูกของเธอทันที เด็กสาวตกใจดวงตาเบิกกว้างพยายามดีดดิ้นขัดขืน แต่แรงดั่งมดของเธอนั้นไม่สามารถสู้แรงผู้ชายของเขาและสารเคมีที่อยู่บนผ้าผืนเล็กได้ ร่างบางจึงค่อย ๆ ลดการเคลื่อนไหวลงทีละนิด หมดหวังที่จะต่อต้านฤทธิ์ของยาสลบที่ปิดจมูกอีกต่อไป สติสัมปชัญญะเธอค่อย ๆ เลือนลาง เธอเหลือบไปมองใบหน้าคนใจร้ายก็เห็นสายตาคมที่แสนจะเย็นชามองมาที่เธอจากนั้นสติเธอก็ดับวูบไป ...................หลังจากรับประทานอาหารเย็นอิ่มแล้ว สี่พ่อแม่ลูกก็ได้มานั่งย่อยอาหารกันที่ห้องนั่งเล่น ภูผาได้เปิดรายการการ์ตูนให้ลูกทั้งสองดู เด็กหญิงและเด็กชายตัวป้อมนั่งคู่กันที่พื้นบนแผ่นรองนั่งหน้าโซฟาจ้องมองไปยังจอโทรทัศน์จอใหญ่เบื้องหน้า การตั้งอกตั้งใจมองภาพเคลื่อนไหวด้านหน้าของเด็กทั้งสองตกอยู่ในสายตาของผู้เป็นพ่อและผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟาเบื้องหลัง ภูผาดึงร่างนุ่มของเมียสาวให้มาพิงยังไหล่แข็งด้วยความรู้สึกสุขใจอยู่เต็มเปี่ยม นายหัวกดจมูกโด่งสูดดมผมดำของคนในอ้อมแขนอย่างหลงใหล ตั้งแต่ที่รู้ใจตัวเองว่ารักหญิงสาวเมื่อสี่ปีก่อน เขาก็ไม่เคยหมดความหลงและความใคร่ต่อเธอเลยสักนิด มีแต่ยิ่งนับวันจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยซ้ำไป ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมอบความรักให้กับลูกสาวของชายคนที่ทำร้ายพี่สาวได้ถึงมากขนาดนี้ "คืนนี้ขอเอาสักสองสามน้ำนะ" ขณะที่นั่งคลอเคลียกันอยู่นั้น จู่ ๆ ภูผาก็พูดเรื่องลามกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นก็ไม่ได้เบาเท่าไรนัก "พี่ภู เดี๋ยวลูกได้ยิน" วิรัศยาต่อว่าเสียงกระซิบ ขืนตัวออกห่างก่อนจะทุบกำปั้นลงไปที่แผงอกแข็งเป็นการทำโทษ
หนึ่งปีผ่านไป ตอนนี้เด็กชายเวสตินมีอายุได้หนึ่งขวบแล้ว และตอนนี้กำลังหัดเดินทำให้คุณแม่แทบจะไม่ได้อยู่นิ่งเลยทีเดียว ก่อนหน้าที่จะพาครอบครัวย้ายเข้ามาเมืองกรุงเป็นการถาวร ภูผาได้วางแผนสร้างบ้านหลังใหญ่ที่มีเนื้อที่กว้างขวางไว้ให้ลูก ๆ ของตนได้วิ่งเล่น และพอถึงเวลาที่จะย้ายมา บ้านหลังโตก็สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่เรียบร้อย นอกจากนี้เขายังจ้างแม่บ้านและพี่เลี้ยงมาแบ่งเบาภาระของเมียสาว และมีลุงคนขับรถซึ่งเป็นสามีของป้าแม่บ้านสำหรับให้วิ่งรับส่งเวอรีนไปกลับโรงเรียนอีกด้วย เพราะมีผู้ช่วยในการดูแลบ้านและดูแลลูกน้อยทั้งสอง ทำให้วิรัศยาไม่เหนื่อยเท่าที่ควร บางวันในวันหยุด วิวก็มาช่วยเลี้ยงหลานอีกด้วย ทำให้คุณแม่ลูกสองไม่ได้เหงาหรือเหนื่อยเมื่อไม่มีสามีหนุ่มอยู่เคียงข้าง ในยามที่เขาต้องไปดูแลกิจการที่เกาะ ในช่วงครึ่งปีแรก ภูผาอาจจะต้องอยู่ที่เกาะเสียเป็นส่วนใหญ่เพื่อสร้างระบบการทำงานออนไลน์จึงทำให้เขากลับบ้านเดือนละสองถึงสามครั้งเท่านั้น ส่วนช่วงครึ่งปีหลังนี้ เมื่อระบบที่สร้างไว้ลงตัว ภูผาจึงได้มาอยู่บ้านเสียส่วนใหญ่ จะเดินทางไปยังเกาะก็เดือนละสองถึงสามเท่านั้
ภูผาที่ได้ลุกเดินกลับไปโต๊ะทำงานและพิภพที่เดินเข้ามาเพื่อที่จะรับงานจากเจ้านายถึงกับพากันชะงักเท้าฉับพลัน นายหัวหนุ่มรีบหันหลังกลับเดินมาหาลูกเมียตรงโซฟาด้วยความรวดเร็ว "หวานเป็นอะไร?" ภูผาทิ้งตัวลงนั่งในตำแหน่งเดิมที่เพิ่งลุกออกไปเมื่อครู่ มือหนายื่นไปบีบต้นขานุ่มอย่างห่วงใย ตงิดใจว่าภรรยาอาจจะได้เวลาคลอด แม้ว่าวันครบกำหนดนั้นจะเป็นสัปดาห์หน้าก็ตามที "เจะ..เจ็บท้องค่ะ สงสัยจะคลอดแล้ว" เป็นเพราะมีประสบการณ์จากลูกคนแรกเลยทำให้คุณแม่ยังสาวรู้ว่านี่คือสัญญาณการเจ็บท้องคลอด "ผมไปเตรียมรถรอนะครับ" พิภพรีบอาสาทันทีที่ได้ยินว่าเจ้านายตัวน้อยกำลังจะถือกำเนิดแล้ว พูดจบผู้ช่วยหนุ่มก็ผลุนผลันออกจากห้องไป "แม่จ๋า.." หนูน้อยเวอรีนส่งเสียงเรียกแม่เสียงสั่น เธอไม่รู้ว่าแม่เป็นอะไร ทำไมถึงได้ดูเจ็บปวดทรมานขนาดนั้น มืออวบเกาะแขนเรียวผู้เป็นแม่ไว้แน่น ความกลัวเกาะกินหัวใจเด็กญิงกลัวว่าแม่จะเป็นอะไรไป "น้องจะออกมาหาหนูแล้วไงลูก แม่ต้องไปโรงพยาบาล หนูก็ไปด้วยกันนะ ไปรอน้อง" ถึงแม้ว่าวิรัศยาจะถูกความเจ็บจะเล่นงานที่ท้องเป็นระยะ แต่ด้วยความเป็นแม่เธอจึงเป็นห่วงความร
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนตอนนี้วิรัศยาเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์แล้ว ภาพคุณแม่ร่างอวบเดินอุ้ยอ้ายไล่ตามลูกสาววัยสามขวบเป็นภาพที่ชินตาสำหรับพนักงานโรงแรมของนายหัวภูผา ที่ภรรยาสาวของนายหัวมักจะตามสามีมาที่โรงแรมเพื่อทำงานนิด ๆ หน่อย ๆ พอไม่ให้ต้องอุดอู้อยู่แต่บ้านริมทะเลกับลูกสาวตามลำพัง ตอนแรกภูผาไม่เห็นด้วยที่ภรรยาสุดที่รักหอบเอาท้องโต ๆ ตามมาที่โรงแรมด้วย แต่เมื่อเห็นความอยู่ไม่นิ่งของเวอรีนแล้วก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ คุณแม่ท้องโตจะพักผ่อนได้อย่างไรหากแต่มัวไล่ตามลูกสาวตัวน้อย แต่ถ้ามาที่โรงแรม ในช่วงที่วิรัศยาพักผ่อนก็จะมีคนช่วยดูแลลูกสาวเยอะแยะไปหมด จนตอนนี้ลูกสาวตัวน้อยของนายหัวเป็นขวัญใจของคนที่นี่แล้ว แต่ไม่นานก็จะไม่ได้เห็นเด็กหญิงตัวอวบที่เกาะแล้ว เพราะถ้าถึงเวลาเปิดเทอมหน้านี้ ภูผาจะพาครอบครัวกลับกรุงเทพเพื่อที่จะให้เวอรีนเข้าโรงเรียนที่นั่น และเขาก็คงไป ๆ กลับ ๆ ระหว่างเกาะและเมืองหลวงจนกว่าจะถึงเวลาปิดเทอมของเด็กน้อยเขาถึงจะให้ภรรยาและลูก ๆ มาอยู่ที่นี่ด้วย "พี่ภูคะ ลูกไปไหนแล้ว?" วิรัศยาเดินออกมาจากห้องนอนเล็กหลังห้องทำงานของสามี เอ่ยถามคน
และแล้ว วันฝึกงานวันสุดท้ายที่เกาะก็มาถึง นักศึกษาทุกคนต่างต้องกลับไปเรียนต่อเพื่อสรุปรายงานการฝึกงานและสอบปลายภาค การที่วิรัศยาต้องกลับมาเรียนต่อทำให้ต้องห่างจากชายคนรัก แต่เธอก็ไม่เหงาเพราะภูผาโทรมาหาทุกวัน และนายหัวหนุ่มมาหาเธอทุกอาทิตย์เพื่อไม่ให้เธอคิดมากว่าอยู่ไกลแล้วจะห่างเหินกัน
"อา..หวานโคตรยั่ว ค่อยเข้าไปต่อในห้อง" ภูผาบอกเสียงกระเส่าเมื่อแท่งเนื้อกลางหว่างขาถูกหน้าท้องแบนจงใจถูขึ้นลงอย่างยั่วยุ เขาต้องรีบเปิดประตูห้องแล้วดันหญิงสาวเข้าไปข้างใน ถ้าช้าไปกว่านี้เกรงว่าเธอจะจับเขาเปลื้องผ้าเสียตรงนี้ เป็นอย่างที่ภูผาคาด พอเข้ามาในห้องได้ วิรัศยาก็ดึงเขาเข้าไปจูบต่อทัน
สองวันต่อมา โรมแรมได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ประจำปีให้พนักงานเพื่อเป็นการตอบแทนที่ทำงานเหนื่อยมาตลอดทั้งปี ซึ่งภูผาจัดงานแบบนี้ให้พนักงานทุกปี ในช่วงนี้ลูกค้าของโรงแรมไม่เยอะมาก ทำให้ไม่ต้องใช้พนักงานจำนวนมากในการดูแลความเรียบร้อยและบริการลูกค้า สำหรับพนักงานที่มีหน้าที่ตรงนั้นภูผาจะจ่ายเป็นโบน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ภูผาถึงได้กลับขึ้นมาบนห้องทำงาน เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าแฟนสาวแสนสวยของเขานั่งหน้านิ่งส่งสายตาขุ่นเคืองมายังเขา ร่างสูงจึงรีบเดินไปหาหญิงสาวทันทีด้วยท่าทีเอาอกเอาใจ "ผมกลับมาแล้วครับ" เสียงทุ้มเอ่ยทุ้มนุ่ม แถมลงท้ายด้วยคำไพเราะเสนาะหูอย่างคนรู้ความผิดของตัวเอง ทิ้งตัว





