Share

ตอนที่ 11

Author: Selena
last update publish date: 2026-10-08 11:15:07

บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่ง

กระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อน

ทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยล

ระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ

"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"

หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบี่ยงอย่างละเมียดละไม

"ข่าวลือไร้สาระในเมืองหลวงมีมากมายนับไม่ถ้วน เสนาบดีจางอย่าได้ใส่ใจเลย ข้าเองก็เพิ่งสลายไข้ราชกิจ หาได้สนใจเรื่องเล่าป่าเถื่อนนอกเมืองไม่"

เสนาบดีจางจงหยวนลอบมองใบหน้านิ่งขรึมของฮ่องเต้หนุ่ม ชายชราถอนหายใจยาวพลางทอดสายตามองหมากบนกระดาน ยามนี้หลังจากที่เขาใช้เวลาหลายวันทบทวนสถานการณ์อยู่ตามลำพัง เขาก็ตระหนักดีแล้วว่า... หลิงเชียวผู้นี้มิใช่จักรพรรดิหุ่นเชิดที่ใครจะล้มลงได้โดยง่าย มิใช่เพียงเพราะทรงถือครองอำนาจทางการทหารและสายลับในเมืองหลวงอย่างแน่นหนาเท่านั้น แต่เบื้องหลังของพระองค์ยังมี 'องค์ชายใหญ่' ผู้เป็นพระเชษฐาสายเลือดเดียวกัน ซึ่งบัดนี้ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นฉี แคว้นใหญ่ที่มีกำลังทหารเกรียงไกรพร้อมสนับสนุนพระองค์อยู่เสมอ

เมื่อเห็นว่าดันทุรังล้มไปก็มีแต่จะพังพินาศ เสนาบดีจางจึงคิดอุบายใหม่ขึ้นมาได้... ในเมื่อการดันลูกเขยขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้นยากเย็นและเสี่ยงภัย เหตุใดเขาจึงไม่เปลี่ยน 'ฮ่องเต้' ให้มาเป็น 'ลูกเขย' ของตนเสียเองเล่า

แม้องค์ชายสามอย่างหลิงเชียวจะขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมดุดัน ทว่าหากแต่งตั้งบุตรีของตนขึ้นเป็นฮองเฮาหรือสนมเอก บุรุษผู้ใดย่อมไม่อาจตัดศีรษะพ่อตาของตนเองได้ลงคอเป็นแท้

เสนาบดีจางวางหมากขาวลงปิดทางรุก ก่อนจะถอนหายใจยาว รวบรวมความกล้าเอ่ยความจริงออกมาตรงๆ

"ฝ่าบาท... ยามนี้ไม่มีผู้อื่นอยู่รอบกาย กระหม่อมขอเอ่ยความจริงจากใจ... เรื่องคลังอาวุธนั้น กระหม่อมยอมรับแต่โดยดีว่าเป็นฝีมือของกระหม่อมเองที่ลอบขนส่งอาวุธไปขายให้แคว้นข้างเคียง"

หลิงเชียวชะงักพระหัตถ์ที่กำลังจะวางหมาก นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแวววาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเงียบขรึมล้ำลึก ทรงประทับนิ่งฟังโดยมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

เสนาบดีจางเห็นดังนั้นจึงเอ่ยต่อ น้ำเสียงจริงจังไร้การปิดบัง

"แต่ยามนี้... กระหม่อมคิดตกแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมปรารถนาที่จะละทิ้งความขัดแย้ง และขอ 'สวามิภักดิ์' ต่อฝ่าบาทอย่างแท้จริง"

ความเงียบครอบคลุมศาลากลางสวนหลวง หลิงเชียวทรงนิ่งอึ้ง พระสมองครุ่นคิดคำนวณหมากกระดานนี้อย่างรวดเร็วและถี่ถ้วน

เสนาบดีจางหยิบหมากขาวขึ้นมาถือไว้ แล้วเอ่ยเตือนเตือนสติฮ่องเต้หนุ่มเสียงเบา

"หากฝ่าบาททรงรับข้อเสนอของกระหม่อม... พระองค์จะได้ครองอำนาจเด็ดขาดเหนือราชสำนักเบื้องหน้าโดยสมบูรณ์ พวกขุนนางฝั่งกระหม่อมจะยอมสยบแทบพระบาท... ฝ่าบาทโปรดจำไว้เถิดพะย่ะค่ะ ในกำแพงวังหลวงแห่งนี้ มิมีมิตรแท้ และมิมีศัตรูที่ถาวร มีเพียงผลประโยชน์และอำนาจที่เอื้อต่อกันเท่านั้น"

หลิงเชียวขยับพระโอษฐ์เรียบตึง นัยน์ตาทรงอำนาจพิศมองจิ้งจอกชราเบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท

"แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดตอบแทนสำหรับการสวามิภักดิ์ครั้งนี้"

เสนาบดีจางจงหยวนแย้มยิ้มกว้างอย่างมีเลศนัย เขาละสายตาจากพระพักตร์ หันไปมองหมากบนกระดานที่บัดนี้เดินมาถึงตาเดินสุดท้าย

"ยามนี้ ดอกท้อในสวนที่จวนของกระหม่อมกำลังบานสะพรั่งงดงามยิ่งนัก... กระหม่อมเพียงอยากทูลเชิญฝ่าบาท เสด็จไปจิบชาชมดอกไม้ที่จวนของกระหม่อมสักคราเท่านั้นพะย่ะค่ะ"

สิ้นคำทูลเชิญ หลิงเชียวก็ยกยิ้มมุมพระโอษฐ์อย่างเย็นชา พระองค์รู้ดีว่าการไปจิบชาชมดอกท้อที่จวนเสนาบดีจาง มิใช่เพียงเรื่องพักผ่อน ทว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้นำบุตรีมาถวายตัวและสร้างพันธะผูกพัน

"หมากกระดานนี้... เจ้าเดินได้ไม่เลว" หลิงเชียวเอ่ยเสียงเรียบ

พระองค์ทรงใช้นิ้วพระหัตถ์คีบหมากสีดำตัวสุดท้ายขึ้นมา แล้วกดวางลงบนจุดศูนย์กลางของกระดานหมากรุกอย่างมั่นคง เสียงหยกกระทบกันดัง 'แกร๊ก!' หมากดำของฮ่องเต้โอบล้อมและปิดทางรอดของหมากขาวจนหมดสิ้น

เสนาบดีจางเบิ่งตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่าหมากขาวของตนถูกตีโอบรุกฆาตโดยสมบูรณ์ ไร้ทางดิ้นรนต่อสู้โดยแท้จริง

หลิงเชียวนั่งกอดอก ทอดพระเนตรมองกระดานหมากรุกที่ทรงชนะอย่างงดงาม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจและทระนง

"เรื่องดอกท้อที่จวนของเจ้า... ข้าจะเก็บไว้พิจารณา"

หลังจากทรงตรึกตรองและประเมินผลได้ผลเสียอย่างถี่ถ้วน ในที่สุดฮ่องเต้หนุ่มก็ทรงตกลงรับคำเชิญของเสนาบดีจางจงหยวน นอกเหนือไปจากการรับมิตรภาพและหมากสวามิภักดิ์ในราชสำนักแล้ว หลิงเชียวยังทรงปรารถนาที่จะหยั่งเชิงและค้นหาว่า จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ยังซุกซ่อนกลอุบายใดไว้หลังม่านอีกหรือไม่

ขบวนเสด็จพรางกายย่างก้าวเข้าสู่เขตจวนเสนาบดีจาง ทันทีที่พระบาทเหยียบย่ำลงบนพื้นหินในเรือนเบื้องหลัง เสียงหัวเราะสดใสยอกเย้าอย่างเริงร่าของเหล่าสตรีก็ดังสะท้อนมาตามสายลมหนาว

และโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ในระหว่างที่ฮ่องเต้หนุ่มกำลังเสด็จพระราชดำเนินไปตามระเบียงคด จางหลิวเหลียน หรือ 'คุณหนูสาม' บุตรีผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเสนาบดีจาง ก็กำลังวิ่งเล่นหยอกล้อไล่จับกับเหล่าสาวใช้ด้วยกิริยาไร้เดียงสา ร่างบางในชุดเกราะผ้าไหมสีหวานพุ่งแหวกมุมไม้เลื้อยออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสะดุดเข้ากับธรณีประตูจนร่างเซทะยานเข้าหาฮ่องเต้อย่างจัง!

"อุ๊ย!"

หลิงเชียวขยับกายตอบรับสัญชาตญาณได้อย่างว่องไว พระหัตถ์หนาเอื้อมออกไปโอบกระชับเอวบางของคุณหนูสามเอาไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่นางจะล้มพับลงไปกองกับพื้นหิน ร่างอรชรแนบชิดกับอกแกร่งอยู่ชั่วครู่ ลมหายใจอุ่นร้อนและกลิ่นแป้งหอมกระจายปรุงแต่งรุมเร้า

คุณหนูสามค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองพระพักตร์คมคาย ใบหน้าเนียนหวานซับสีเลือดขึ้นมาในทันใด นางคลียิ้มเขินอายพลางเอ่ยถ้อยคำแผ่วเบาด้วยกิริยาอ่อนช้อย

"ขอบพระทัย... ฝ่าบาทเพคะ"

จางหลิวเหลียนขยับตัวออกจากอ้อมพระหัตถ์อย่างนุ่มนวล ทำทีท่าเหนียมอาย ชะม้อยชะม้ายสายตาก่อนจะค่อยๆ ย่อกายถอยหลัง เดินเอียงอายกลับเข้าไปภายในเรือน ทว่าระหว่างที่ก้าวเดินไปนั้น นางก็มิลืมที่จะเหลียวหน้ากลับมาส่งรอยยิ้มหวานเชื่อมยวนเย้าให้อีกครา

หลิงเชียวประทับยืนนิ่ง พระพักตร์ที่เคยนิ่งดุจน้ำแข็งบัดนี้กลับจุดรอยยิ้มอ่อนโยนอบอุ่น ประหนึ่งบุรุษผู้กำลังตกอยู่ในพะวงเสน่หา นัยน์ตาหงส์คู่คมทอดมองตามหลังร่างของคุณหนูสามไปแววตาวับวาวละมุนละไมดุจน้ำผึ้งฉ่ำ

ทว่า... อีกมุมหนึ่งเบื้องหลังบานประตูไม้แกะสลัก ซินอี๋ซึ่งหลบมุมยืนสังเกตการณ์อยู่ตั้งแต่ต้นได้ทอดสายตามองเห็นทุกฉากทุกตอน

คุณหนูหกอดมิได้ที่จะแสดงสีหน้าเอือมระอาออกมาอย่างเปิดเผย นัยน์ตาคู่สวยฉายแววดูแคลนยามมองดูผู้สูงส่งกำลัง 'เสแสร้ง' ปั้นยิ้มอย่างอบอุ่นปานจะหลอมละลายแผ่นดิน เพื่อหลอกลวงสตรีวัยเยาว์ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการโอบเอวที่ดูประจวบเหมาะอ่อนโยน หรือสายตาหวานเยิ้มที่ทอดมองตามหลังคุณหนูสามไปอย่างลุ่มหลง...

เบื้องหน้าศาลาแปดเหลี่ยมกลางสวนดอกท้อ บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะต่อกระซิบและเสียงดนตรีอันไพเราะ บรรดาบุตรีของเสนาบดีจาง ตั้งแต่คุณหนูรองจนถึงคุณหนูห้า ต่างพร้อมใจกันออกมาต้อนรับและปรนนิบัติพัดวีอย่างกะตือรือร้น สตรีแต่ละนางต่างงัดเอามารยาและเรือนร่างเสน่หาออกมาประชันกันเต็มที่ บ้างบรรเลงพิณหวานหู บ้างถวายจอกชาพร้อมสายตาฉ่ำหวาน พูดจาหยอกเย้าต่อกระซิบหวังใช้เสน่ห์ของตนยั่วยวนฮ่องเต้หนุ่มให้หลงใหล เพื่อชิงชัยในตำแหน่งฮองเฮาแห่งแคว้นเว่ย

หลิงเชียวผู้เชี่ยวชาญการละครในวังหลวงแสร้งทำเป็นแย้มพระโอษฐ์ยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุข พระองค์ทรงทอดพระเนตรมองหญิงสาวแต่ละคนด้วยสายตาหวานเยิ้มละมุนละไม ดุจบุรุษผู้กำลังลุ่มหลงในดงบุปผา

ทว่า... สายตาอันทรงเสน่ห์นั้นก็พลันชะงักลง เมื่อพระองค์ปะทะเข้ากับร่างของคุณหนูหกที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวห่างออกไปใต้ร่มไม้ใหญ่ ซินอี๋ประทับยืนนิ่ง นัยน์ตาคู่สวยฉายแววเย็นชาและดูแคลนมองตรงมาที่พระองค์อย่างไม่ปิดบัง

ฮ่องเต้หนุ่มยกยิ้มมุมพระโอษฐ์อย่างมีเลศนัย ก่อนจะเอ่ยปากขอตัวออกไปเดินชมสวนตามลำพังเพื่อเลี่ยงออกมาจากวงล้อมของบรรดาคุณหนู แล้วก้าวพระบาทตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่ยืนอยู่อย่างเงียบเชียบ

"เหตุใดคุณหนูหกจึงมายืนแอบอยู่ตรงนี้เล่า"

หลิงเชียวหยุดยืนตรงหน้านาง เอียงพระพักตร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวนยั่วเย้า "เหล่าพี่สาวของเจ้าต่างเข้ามาร่วมปรนนิบัติเอาอกเอาใจข้ากันยกใหญ่... มีเพียงเจ้าที่ยืนหน้างอ ไม่คิดจะเข้ามาดูแลข้าบ้างหรืออย่างไร"

ซินอี๋มองพระพักตร์คมคายที่กำลังจุดรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม แม้ในอกจะรู้สึกขุ่นมัวและไม่ชอบใจกับภาพการกระทำอันแสนเสน่หาของพระองค์เมื่อครู่เพียงใด ทว่าใบหน้าหวานกลับเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก นางก้าวเข้าไปใกล้พระองค์อีกหนึ่งก้าว แล้วเอ่ยขึ้นตรงๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแผ่วเบา

"หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาทกำลังทรงสำราญกับละครฉากใหญ่... ย่อมไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะเพคะ"

หลิงเชียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

"ละครรึ"

"เพค่ะ"

ซินอี๋สบพระเนตรคมอย่างไม่เกรงกลัว "หม่อมฉันรู้อยู่แก่ใจดีว่า ทั้งฝ่าบาทและท่านพ่อต่างกำลังเล่นหมากการเมืองกันอยู่ ฝ่าบาททรงแสร้งทำเป็นลุ่มหลงในเสน่ห์ของพี่สาวหม่อมฉัน เพื่อหยั่งเชิงและถอดถอนอำนาจของท่านพ่อ ส่วนท่านพ่อก็ใช้บรรดาลูกสาวมาเป็นสะพานเชื่อมเพื่อสวามิภักดิ์และรักษาชีวิต"

หลิงเชียวฟังคำวิเคราะห์อันแหลมคมนั้นแล้วก็ทำเพียงยิ้มบางๆ พระองค์ยักไหล่อย่างไม่แยเส ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

"เจ้าคิดมากไปแล้วซินอี๋... ข้าก็แค่มาชมดอกท้อตามคำเชิญของเสนาบดีจางเท่านั้นเอง"

ซินอี๋เหยียดยิ้มเย็น นัยน์ตาจับจ้องมองแล้วเอ่ยถามขึ้นมาตรงๆ

"หากเป็นเช่นนั้นจริง... ยามนี้ฝ่าบาททรงเลือกได้หรือยังล่ะเพคะ ว่าทรงโปรด 'ดอกท้อ' ดอกไหนในจวนแห่งนี้มากที่สุด"

คำถามของคุณหนูหกเผยให้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ล้ำลึก หลิงเชียวไม่ตอบคำในทันใด ทว่าพระองค์กลับโน้มพระวรกายลงไปใกล้ ใบหน้าคมคายขยับเข้าใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนประทะเข้ากับใบหูเนียนของคุณหนูหก

พระองค์กระซิบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มทว่าแฝงความข่มขวัญและยั่วเย้าอยู่กลายๆ

"หากเจ้าอยากรู้นักว่าข้าชอบดอกท้อดอกใด... คืนนี้ก็จงไปหาข้าที่ห้องบรรทมสิ แล้วข้าจะบอกเจ้าเอง"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 14

    ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 13

    แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 12

    ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 11

    บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 10

    ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 9

    หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status