Share

ตอนที่ 10

Penulis: Selena
last update Tanggal publikasi: 2026-10-08 11:14:40

ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยน

กวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา

"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"

หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พระองค์ใช้ชีวิตหมุนวนอยู่กับเรื่องของซินอี๋ ทั้งบาดแผล พิษไข้ และความดื้อรั้นของนาง จนหลงลืมคิดถึง 'ผิงอัน' ไปเสียสนิท ทั้งที่โดยปกติแล้ว ยามใดที่ประทับอยู่ตามลำพัง หรือยามที่ทรงจิบชากุยฮวาอันเป็นชาที่คุณหนูสามชอบชงให้ พระองค์เป็นต้องคิดถึงนางอยู่เสมอแทบทุกลมหายใจ

ทว่ากวนเฟิงกลับตีความสายตาอันนิ่งเงียบและถอนพระทัยนั้นไปอีกทาง องครักษ์หนุ่มคิดว่าฮ่องเต้กำลังโศกเศร้าโหยหาความรักที่หลุดลอย จึงปรับสีหน้าเป็นเศร้าสร้อยเว้าวอน แล้วเริ่มเอ่ยโน้มน้าวต่ออย่างไม่ลดละ

"พระองค์ลองเปิดพระทัยให้สตรีอื่นดูบ้างมิได้หรือพะย่ะค่ะ... อย่างเช่น... คุณหนูหกไงพะย่ะค่ะ"

"พรวด!"

พอเอ่ยถึงชื่อคุณหนูหกออกมา น้ำชาในพระโอษฐ์ก็พลันพุ่งพรวดออกมาทันควันจนทรงสำลักพระโอษฐ์ไอ ค่อก แค่ก! พระพักตร์ที่เคยนิ่งดุจน้ำแข็งบัดนี้ตื่นตระหนกและฉายแววเสียกิริยาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

กวนเฟิงเห็นดังนั้น ก็คิดไปเองอีกระลอกว่าฝ่าบาทคงทรงเบื่อหน่ายและระอาในความดื้อรั้นเอาแต่ใจของคุณหนูหก ชายหนุ่มจึงรีบเอ่ยยิ้มๆ เพื่อพูดปลอบประโลมความตึงเครียด

"โธ่... ฝ่าบาท แม้นางจะมีนิสัยดื้อรั้น พยศ และโหดร้ายไปเสียหน่อย... แต่นางก็นับว่าเป็นสตรีที่ลึกล้ำสวยงามหยดย้อยที่สุดนางหนึ่งเลยนะพะย่ะค่ะ พระองค์ลองมองดูนางตรงนั้นสิพะย่ะค่ะ"

สิ้นคำกวนเฟิง ทั้งฮ่องเต้หนุ่มและองครักษ์ต่างก็หันไปมองร่างของซินอี๋พร้อมๆ กัน ยามนี้นางกำลังยืนเลือกชมม้วนกระดาษและใบชาอยู่อีกฝั่งของร้าน แสงแดดอ่อนยามเช้าตกกระทบเรือนร่างอรชร ผิวพรรณขาวเนียนดุจหยกเนื้อดีสะท้อนแสงงดงาม ดวงหน้าหวานคมคายแม้จะมีความอิดโรยจากพิษไข้ ทว่าแววตากลับฉายความมุ่งมั่นทรนงไร้ความหวาดเกรง ริมฝีปากอิ่มสีชาดและกิริยาที่เคลื่อนไหวอย่างสง่างาม ชวนให้ผู้ที่จ้องมองตกอยู่ในพะวงดุจต้องมนตร์เสน่ห์

กวนเฟิงมองภาพเบื้องหน้าพลางเอ่ยบรรยายความงามนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทอดสายตามองลึกลงไป ก่อนจะหันกลับมาสบพระเนตรฮ่องเต้แล้วเอ่ยปิดท้ายขึ้นมาอย่างหน้าตาเฉย

"รูปโฉมงดงามเปรียบประดุจภาพวาดสวรรค์ ทว่า... นางกับพระองค์นั้นช่างเหมือนกันไม่มีผิดเลยพะย่ะค่ะ"

หลิงเชียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

"เหมือนอย่างไร"

กวนเฟิงยิ้มแห้ง ก่อนจะตอบเสียงเบา

"โหดร้าย... และใจร้ายเหมือนกันอย่างไรเล่าพะย่ะค่ะ"

สิ้นคำรายงานอันไม่กลัวตายขององครักษ์คนสนิท หลิงเชียวที่ทรงสำลักน้ำชาอยู่เมื่อครู่พลันชะงักกึก ดวงพระเนตรหงส์วาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะขึ้นมาในทันใด พระองค์ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม นัยน์ตาคู่คมจ้องมองกวนเฟิงดุจจะกินเลือดกินเนื้อ!

ความกล้าดีที่บังอาจนำพระองค์ไปเปรียบเทียบกับสตรีดื้อรั้นพยศผู้นั้น แถมยังกล่าวหาว่าพระองค์ 'โหดร้ายและใจร้าย' ต่อหน้าต่อตา ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มแทบจะอดรนทนไม่ไหว พระหัตถ์หนาเอื้อมฉับไปจับที่ด้ามกระบี่ข้างกายของกวนเฟิง หมายจะชักกระบี่ออกมาสั่งสอนองครักษ์ปากกล้าให้รู้แล้วรู้รอด!

"กวนเฟิง... เจ้าอยากหัวหลุดออกจากบ่ามากนักใช่หรือไม่!"

ทว่ากวนเฟิงที่ติดตามอารักขาพระองค์มานานปี มีหรือจะไม่รู้ทันสัญชาตญาณฆาตกรของเหนือหัว ด้วยความรักตัวกลัวตายอันมีอยู่เต็มเปี่ยม องครักษ์หนุ่มรีบใช้สองมือตะครุบกอดฝักกระบี่และด้ามจับไว้แน่นหนา พร้อมกับออกแรงดึงรั้งไว้สุดกำลังไม่ยอมปล่อยให้ฝ่าบาทชักมันออกมาได้เด็ดขาด!

"ฝ่าบาท! ทรงเย็นพระทัยก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"

กวนเฟิงส่งเสียงกระซิบเอ็ดอึง สีหน้าเลิกลั่กพยายามขืนแรงพระหัตถ์เต็มที่ "กระหม่อมเพียงเอ่ยความจริง! หากฝ่าบาทชักกระบี่ฆ่ากระหม่อมกลางร้านน้ำชาตอนนี้ มีหวังคุณหนูหกได้ตื่นตกใจจนพิษไข้กำเริบอีกรอบแน่พ่ะย่ะค่ะ!"

หลิงเชียวชะงักแรงดึงไปเล็กน้อย ยามได้ยินชื่อของคุณหนูหก พระองค์ทอดพระเนตรมองกวนเฟิงที่กำลังกอดกระบี่แน่นจนหน้าดำหน้าแดงด้วยสายตาขู่เข็ญ ก่อนจะถอนพระหัตถ์กลับมาสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด

"ไสหัวไปยืนเฝ้าด้านนอกเลยไป!"

เมื่อร่างของกวนเฟิงก้มศีรษะแล้วรีบถอยร่นออกไปยืนเฝ้ารักษาการณ์อยู่นอกร้านน้ำชา ความเงียบสงบก็คืนกลับสู่โต๊ะเสวยอีกครา ทว่าถ้อยคำเย้าแหย่ขององครักษ์หนุ่มกลับยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในพระกรรณอยู่มิคลาย

‘รูปโฉมงดงามเปรียบประดุจภาพวาดสวรรค์...’

หลิงเชียวทอดพระเนตรมองถ้วยชากุยฮวาในพระหัตถ์อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ เบือนพระพักตร์กักเก็บความรู้สึก แล้วเหลือบสายตาไปทางซินอี๋อีกครั้งอย่างพิจารณา

ยามนี้คุณหนูหกกำลังพิศมองม้วนกระดาษใบบุหงา แสงแดดอ่อนยามฤดูหนาวอาบทาลงบนผิวกายขาวเนียนดุจหยกเนื้อดี เรือนร่างอรชรในชุดสีอ่อนเข้มทอดเงาลงบนพื้นไม้ กิริยาที่ขยับจับสิ่งของดูนุ่มนวลทว่าแฝงความสง่าทรนง นัยน์ตาคู่สวยฉายแววเฉียบแหลมคมคาย... ฮ่องเต้หนุ่มมองพิศดวงหน้านั้นอย่างเงียบเชียบ ในพระทัยยอมรับโดยไร้ข้อโต้แย้งว่า นางงดงามหยดย้อยดุจภาพวาดจริงดังคำกวนเฟิงว่าไว้มิมีผิด

ทว่าเพราะทรงจ้องมองนางนานเกินไป สายตาอันทรงอำนาจนั้นจึงส่งผ่านความรู้สึกจนสตรีที่ถูกมองเริ่มรู้สึกตัว ซินอี๋ค่อยๆ ละสายตาจากม้วนกระดาษ หันขวับกลับมามองทางโต๊ะเสวยของฮ่องเต้

หลิงเชียวชะงักกึกไปวูบหนึ่ง ทรงปรับสีหน้ากลับคืนสู่ความเย็นชาเย็นอย่างรวดเร็ว เบือนพระพักตร์กลับมาจิบชาและทอดพระเนตรออกไปนอกบานหน้าต่างทำทีเป็นมิใส่ใจ ดุจรูปสลักน้ำแข็งที่ไร้ความรู้สึกใดๆ

ทางฝั่งของซินอี๋ เสี่ยวอี่สาวรับใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายคุณหนูหก ก้มลงกระซิบกระซาบพลางอมยิ้มตาเป็นประกาย สายตามองตรงไปยังฮ่องเต้หนุ่มแล้วเอ่ยชมออกมาไม่ขาดสาย

"คุณหนูเจ้าคะ... ดูฝ่าบาทสิเจ้าคะ ขนาดทรงนั่งจิบชาเงียบๆ ยังดูหล่อเหลาสูงศักดิ์ถึงเพียงนั้น พระพักตร์ของพระองค์คมคายดุจเทพบุตรลงมาจุติ คิ้วเข้มดวงตาทรงอำนาจ รูปร่างหรือก็สง่างามไร้ที่ติ หล่อเหลาหาใครเปรียบในแผ่นดินนี้ไม่ได้อีกแล้วจริงๆ เจ้าค่ะคุณหนู!"

เสี่ยวอี่ยังคงพยักหน้าพยักเผย เอ่ยรำพันความหล่อเหลาต่อไปอย่างตื่นเต้น

"จริงไหมเจ้าคะคุณหนู คนอะไรจะหล่อเหลาบาดตาได้ถึงเพียงนี้ ขนาดทำสีหน้าเย็นชานิ่งขรึม ก็ยังดูหล่อเหลารูปงามจนหม่อมฉันแทบจะลืมหายใจแล้วเจ้าค่ะ!"

ซินอี๋ที่ยืนฟังเสี่ยวอี่เอ่ยชมฮ่องเต้หนุ่มอยู่ข้างหู ได้แต่นิ่งเงียบ มิได้เอ่ยขัดหรือโต้แย้งคำใด นัยน์ตาคู่สวยจับจ้องมองบุรุษในชุดพรางกายสีเข้มที่นั่งจิบชาอยู่ไกลๆ

ในใจของคุณหนูหกยอมรับความจริงทุกประการโดยไร้ข้อกังขา... หลิงเชียวผู้นี้ แม้จะปากร้าย เย็นชา และใจดำกับนางเพียงใด ทว่าเรื่องรูปโฉมและความหล่อเหลาสูงศักดิ์นั้น พระองค์คือบุรุษที่งามสง่าไร้รอยตำหนิโดยแท้จริง

ทว่าชั่วครู่ต่อมา ความคิดชื่นชมในใจของคุณหนูหกก็พลันมลายหายไป สติปัญญาและความจริงอันแสนโหดร้ายฉุดดึงนางกลับสู่ความเป็นจริง ยามนี้ชีวิตของนางมิได้ราบรื่นหรือเปี่ยมสุขถึงขั้นจะมานั่งชะม้อยตาชื่นชมรูปโฉมความหล่อเหลาของบุรุษ ชะตากรรมที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความยากลำบาก เลือดและน้ำตา หนทางข้างหน้าที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและกอบกู้ฐานะก็นับว่ายังอีกยาวไกลนัก

ซินอี๋ถอนหายใจออกมาเบาๆ นัยน์ตาคู่สวยแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบเย็นชา นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทดุจสายน้ำไร้ระลอกคลื่น

"ชื่อเสียง ตระกูล และชีวิตของข้า... ยังต้องการสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายนัก ข้าไม่มีเวลามานั่งเคลิบเคลิ้มชมดูความงามของบุรุษหรอก"

เสี่ยวอี่ได้ยินผู้เป็นนายเอ่ยเช่นนั้น ก็ครุ่นคิดตามอย่างไร้เดียงสา สาวรับใช้ตัวน้อยเอียงคอมองหน้าคุณหนูหก ก่อนจะพึมพำพูดขึ้นมาอย่างไม่คิดอะไรมาก

"โธ่... คุณหนูเจ้าคะ แล้วจะมีสิ่งใดในแผ่นดินนี้อีกเล่าที่ฝ่าบาทจะทรงประทานให้ไม่ได้? หากสิ่งที่ท่านต้องการ แม้แต่โอรสสวรรค์ผู้ครองแผ่นดินยังหามาประทานให้ไม่ได้... แล้วจะมีใครในใต้หล้าให้คุณหนูได้อีกหรือเจ้าคะ"

ถ้อยคำบริสุทธิ์อย่างไร้เจตนาของเสี่ยวอี่ประดุจสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ ซินอี๋ถึงกับชะงักกึกไปในทันใด

ดวงตาคู่สวยฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง นางพลันนึกทบทวนตามคำพูดนั้นในใจ... นั่นสินะ ชายที่นั่งจิบชาอยู่ตรงนั้นคือองค์จักรพรรดิ ผู้ถือครองอำนาจสูงสุดเหนือแผ่นดินแคว้นเว่ย หากนางต้องการลบล้างตราบาปจากตระกูล และกอบกู้ทุกสิ่งกลับคืนมา มีสิ่งใดบ้างที่บุรุษผู้นี้จะหามาให้นางไม่ได้…

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 14

    ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 13

    แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 12

    ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 11

    บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 10

    ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 9

    หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status