LOGIN5 ปีผ่านไป...
สายลมยามบ่ายแก่ๆ พัดเอาไอร้อนมากระทบผิวกาย แก้วขวัญยืนเหม่อลอยมองน้ำทะเลเบื้องหน้า เธอยังคงหวนคิดถึงใครบางคนอยู่ไม่เคยลืม แม้คำพูดในวันนั้นจะทำให้เธอเสียใจก็ตาม
“แม่คะ ต้นข้าวกลับมาแล้ว”
เสียงแหลมเล็กตะโกนมาจากด้านหลัง แก้วขวัญหันกลับไปแล้วยิ้มกว้าง เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนเรียก
เด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มสวมชุดนักเรียนอนุบาลกระโปรงแดง สะพายกระเป๋าลายการ์ตูนตัวโปรดกำลังวิ่งตรงเข้ามาหาสองแขนอวบกางออกอ้ารับคนตัวเล็กพร้อมกับอุ้มขึ้นไว้บนอก
“กลับมาแล้วเหรอคะ” หญิงสาวเอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับหอมแก้มซ้ายขวา
“แม่ไม่ไปรับต้นข้าว” เด็กน้อยทำแก้มป่องแล้วย่นคิ้วเข้าหากัน
“แม่ขอโทษนะคะ วันนี้แม่งานยุ่งมากๆ เลยแต่ก็ให้น้าเมย์ไปรับ แล้วไง เห็นบ่นหาแต่น้าเมย์ทุกวัน”
แก้วขวัญใช้หน้าผากตัวเองชนหน้าผากลูกสาวเบาๆ แล้วหันไปมองหญิงสาวที่กำลังเดินตามหลังมาพร้อมถุงที่อยู่ในมือพะรุงพะรัง
“ต้นข้าวขา เดินไวมากเลยนะ ไม่เห็นรอน้าเมย์เลย”
เมษยาเดินมายังไม่ทันจะถึงตัวคนทั้งคู่ก็ทำเสียงเล็กเสียงน้อยราวกับออดอ้อนคนเป็นหลาน
“ก็น้าเมย์เดินช้า ต้นข้าวไม่รอหรอกค่ะ”
เด็กน้อยยกนิ้วชี้ขึ้นแล้วโบกไปมา ทำเอาคนเป็นน้ากับแม่ถึงกับหัวเราะออกมา
“วันนี้มีแขกเข้ามาพักเยอะมากเลยเหรอ”
เมษยาหันกลับไปถามแก้วขวัญที่เอาแต่หยอกล้อคนเป็นลูกสาว มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าแก้วขวัญรักและหวงแหนเจ้าตัวเล็กมากแค่ไหน
“ใช่ พอดีว่าทางโรงแรมเขามีโปรโมชั่นใหม่ด้วย แก้วก็เลยต้องทำความสะอาดหลายห้องเลย”
“ถามจริงเถอะแก้ว ทำไมแกไม่ไปหางานอย่างอื่นทำ วุฒิการศึกษาก็มี แถมยังเรียนเก่งจนได้เกียรตินิยมอีก แกจะมาทนทำงานเป็นแม่บ้านโรงแรมนี้ทำไม”
เมษยาส่งสายตามองเพื่อนด้วยความสงสารและไม่เข้าใจว่าเพื่อนจะทนลำบากมาอยู่ไกลถึงจังหวัดกระบี่ทำไม
“ฉันรอให้ลูกโตกว่านี้หน่อยน่ะแล้วค่อยไปหางานอย่างอื่นทำ แกไม่ต้องเป็นห่วงนะ งานแค่นี้สบายมาก ฉันเองก็ไม่ได้ลำบากอะไร”
แก้วขวัญยิ้มบางๆ แล้วใช้มือลูบหัวคนเป็นลูกสาวที่กำลังตักไอศกรีมที่ซื้อมาจากโรงเรียนเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
เมษยามองสองแม่ลูกสลับไปมาแล้วได้แต่ถอนหายใจ เธอเป็นเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน
หลังจากวันที่ไปทำเรื่องเรียนจบด้วยกันอยู่ ๆ แก้วขวัญก็หายตัวไปเลย แม้กระทั่งงานรับปริญญาของเพื่อนเธอก็ไม่ได้มาร่วมยินดี มีเพียงแค่ช่อดอกไม้ที่ถูกส่งมาติดต่อก็ไม่ได้
หลายเดือนผ่านไปเมษยากลับมาทำงานที่บ้านเกิดและบังเอิญผ่านมาแถวนี้ก็ได้พบกับเพื่อนรักอีกครั้ง แต่ที่น่าตกใจเสียมากกว่าคือแก้วขวัญกำลังตั้งท้องแถมยังท้องแก่ใกล้คลอดเสียด้วย
เพื่อนๆ ในกลุ่มรู้เรื่องนี้พยายามถามว่าสามีและพ่อของหลาน เป็นใครแต่ทว่าแก้วขวัญก็เอาแต่เงียบและไม่ยอมพูดถึงนอกจากขอร้องให้เก็บเรื่องนี้ไว้รู้กันแค่ในกลุ่มเพื่อนเท่านั้น
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาห้าปีได้แล้วยิ่งหลานของ พวกน้าๆ โตขึ้นมากเท่าไรDNAบนหน้าก็ยิ่งชัดเจนว่าใครเป็นพ่อของ ต้นข้าว
“เออ เดือนหน้าพีระกับพริมาจะมาเยี่ยมหลานนะ”
“อืม รู้แล้วพีส่งข้อความมาบอกแล้ว”
“เออ ฉันได้ยินข่าวว่าโรงแรมแกถูกขายไปเหรอ แล้วใครเป็นคนซื้ออ่า”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันอ่า เขาปิดข่าวกันเงียบเลยป้องกันคู่แข่ง เห็นว่าอาทิตย์หน้าประธานบริหารจะเข้ามาดูงาน”
ปากพูดกับเพื่อนแต่มือก็ง่วนอยู่กับการดึงสมุดการบ้านออกมาให้ลูกทำ
"ไม่เอา ต้นข้าวไม่อยากทำ ต้นข้าวจะเล่นกับพี่ตุ๊กตา”
เด็กน้อยส่ายหน้าไปมาไม่ยอมท่าเดียว แถมยังทำหน้ามุ้ยเหมือนคนจะร้องไห้ทุกครั้งที่ต้องทำการบ้าน มือเล็กยังคงกำตุ๊กตาหมีเน่าในมือไม่ยอมปล่อย
“ต้นข้าวคะ หนูจะเล่นของเล่นแม่ไม่เคยว่า แต่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จก่อน วางตุ๊กตา แล้วมาทำการบ้านค่ะ”
จากน้ำเสียงอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงเข้มขึ้นมาทันที ดวงตาหวานมองไปยังลูกสาว
เด็กน้อยเห็นแบบนั้นก็รับรู้แล้วว่าแม่ของเธอกำลังจะกลายร่างเป็นแม่มดจึงรีบวางตุ๊กตาแล้วเคลื่อนย้ายตัวเองมานั่งข้าง ๆ
“แม่ดุ แม่ไม่รักต้นข้าวแล้วเหรอคะ”
เด็กน้อยโผเข้าอ้อมอกน้ำตาคลอเบ้าเงยหน้ามองคนเป็นแม่ แก้วขวัญปรับสีหน้าทันทีพร้อมกับยิ้มให้แล้วลูบหัวลูกสาวเบาๆ
“รักสิคะ แม่รักต้นข้าวที่สุด แต่ที่แม่ดุเพราะต้นข้าวไม่ยอมทำหน้าที่ตัวเองให้เสร็จ ถ้าต้นข้าวไม่อยากให้แม่ดุ หนูต้องจัดการหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จก่อนค่อยไปเล่นเข้าใจไหมคะ”
เด็กน้อยพยักหน้าแล้วก็ลงมือทำการบ้านที่โต๊ะม้าหินอ่อนที่อยู่ทางด้านหลังโรงแรมทันที
“เมย์ แก้วฝากลูกหน่อยนะ จะรีบไปทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จน่ะ”
มืออวบลูบไปยังหัวทุยๆ ของลูกสาว เมษยาพยักหน้ารับปาก แล้วเธอก็ก้มลงหยิบเอาถังผ้าปูที่นอนที่วางอยู่บนพื้นแล้วเดินออกไป
ส่วนเมษยาก็หันกลับไปสอนหลานทำการบ้านเหมือนเช่นทุกครั้งที่เธอเคยทำ
แม้เจ้าตัวเล็กจะอิดออดอยู่บ้างแต่พอเอ่ยชื่อคนเป็นแม่มาขู่ เจ้าเด็กน้อยก็รีบตั้งอกตั้งใจทำงานทันที สร้างรอยยิ้มให้คนเป็นน้าได้ไม่ใช่น้อย
สองเดือนผ่านไปเตวิชน์จัดการย้ายตัวเองพร้อมกับเมียและลูกมาอยู่ที่กรุงเทพฯเหมือนเดิมโดยส่งมอบงานให้กับผู้บริหารที่ไว้ใจไปดูแลโรงแรมแทน ส่วนตัวเขาเองก็มาบริหารงานที่บริษัทใหญ่แทนเพราะการทำงานของเขาก็พิสูจน์ให้ผู้ถือหุ้นเห็นแล้วว่าเขาสามารถทำได้“ต้นข้าว ทำไมหนูทำหน้าเหมือนไม่ได้นอนแบบนั้นล่ะลูก”คนเป็นย่าจับสังเกตอาการของหลานที่เอาแต่ยกมือปิดปากหาวไม่หยุดเลยตั้งแต่เดินลงมาร่วมโต๊ะอาหารเช้า“เมื่อคืนหนูไม่ได้นอนค่ะ เพราะหนูกลัว” หนูน้อยทำตาปริบ ๆ“ใครทำอะไรหนูลูก เมื่อคืนพ่อกับแม่ก็นอนอยู่ด้วย หนูกลัวอะไรทำไมไม่บอก”เตวิชน์เอ่ยถามระคนสงสัยว่าลูกสาวเป็นอะไร“เมื่อคืนมีแผ่นดินไหวค่ะ เตียงนอนก็สั่น คุณพ่อไม่รู้สึกเหรอคะ”หนูน้อยหันไปถามคนเป็นพ่อที่เอาแต่ทำหน้าเลิ่กลัก ส่วนคนเป็นแม่ก็สำลักน้ำประโยคใสซื่อที่หนูน้อยถามออกมาสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนเป็นอา จนปู่กับย่าต้องเอ่ยปราม“เจ้าเต เรื่องแบบนี้แกไม่ควรทำตอนลูกอยู่นะ”“ผมขอโทษครับแม่ คราวหน้าผมจะระวัง” เขาก้มหน้ายอมรับผิด“คุณพ่อจะคอยระวังแผ่นดินไหวเหรอคะ”ต้นข้าวยังคงไม่คลายความสงสัยหันกลับไปถามคนเป็นพ่ออีกครั้ง“ใช่ครับ ต่อไปนี้พ่อจะระวัง
หลังจากที่เหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไปทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติแต่ที่ไม่ปกติเห็นจะมีอยู่แค่อย่างเดียวก็คงจะเป็นเตวิชน์ที่คอยเอาแต่สอดส่องคนเป็นน้องสาวกับเพื่อนรัก“พี่เต ดูอะไรอยู่เหรอคะ แก้วเห็นพี่ยืนดูอยู่ตั้งนานแล้ว”ทันทีที่วางถ้วยกาแฟหอมกรุ่นลงบนโต๊ะหญิงสาวก็เดินไปหยุดยืนอยู่ทางด้านหลังของชายหนุ่มพร้อมกับมองตามสายตาของเขาไป“จะดูอะไรได้ล่ะครับ ก็จับตาดูไอ้ธีร์นะสิ มันจะรุ่มร่ามกับยัยติวหรือเปล่า”“พี่เตจะไปจับตาดูเขาทำไมคะ ถ้าคนรักกันต่อให้เราเอาแม่น้ำมาขวางกั้นยังไงเขาก็หาวิธีข้ามผ่านไปได้อยู่ดี อีกอย่างพี่เองก็ต้องมั่นใจยัยติวสิคะ ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ยังไงก็คุมพี่ธีร์ได้อยู่แล้ว”“ก็จริงอย่างที่แก้วว่า เหมือนกับพี่ตอนนี้ใช่ไหม” เขาหันมาหาพร้อมกับเอื้อมมือป้อม ๆ ขึ้นมากุม“เหมือนกับพี่เต เหมือนยังไงคะ” เธอขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด“ก็เหมือนตรงที่น้องแก้วคุมพี่เสียอยู่หมัดเลย ดูสิพี่ไปไหนไม่รอดแล้วเนี่ย”น้ำเสียงออดอ้อนพร้อมกับย่อตัวเอาหัวซบไหล่ราวกับเด็กน้อยทำเอาแก้วขวัญถึงกับหัวเราะออกมา“อย่ามาทำเนียนค่ะ ไปกินกาแฟได้แล้วเดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”เธอใช้มือผลักไปที่หัวเขาเบา ๆ
“หยุดนะ ลิน! ปล่อยต้นข้าว เด็กไม่เกี่ยวอะไรด้วย”น้ำเสียงแข็งกร้าวตะโกนบอกมาตั้งแต่ไกลโดยมีแก้วขวัญเดินตามมาติด ๆ เมื่อเห็นลูกถูกกระชากลากถูแบบนั้นหัวใจเธอแทบแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ “เต คุณตามฉันมาถูกได้ยังไง”“เรื่องนั้นคุณไม่ต้องรู้หรอก ปล่อยลูกผมมาเดี๋ยวนี้”“ไม่ ก็ดีเหมือนกันที่พวกแกมากันพร้อมหน้าจะได้ทรมาน ตอนที่ฉันฆ่ามันต่อหน้าต่อตาพวกแก”มิลินไม่พูดเปล่าแต่เลือกที่จะดึงปืนที่อยู่ในกระเป๋าออกมาจ่อไปที่หัวของเด็กน้อย แก้วขวัญกรีดร้องออกมาแทบขาดใจพร้อมกับทรุดเข่าลงยกมือขึ้นไหว้ขอร้องว่าอย่าทำอะไรลูกเธอเลย“ลิน อย่าทำแบบนี้เลยผมขอร้อง ปล่อยลูกผมไป ถ้าคุณจะทำอะไรให้ทำที่ผม แก้วกับลูกเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย”เห็นสายตาของลูกที่มองมาพร้อมกับเสียงสะอื้นร้องไห้ขอให้พ่อกับแม่ช่วยเธอด้วยแก้วขวัญทนเสียงลูกร้องไม่ไหวเธอลุกขึ้นกระโจนจะเข้าไปหาแต่ก็ช้ากว่ามิลินเธอยิงปืนขู่ไปที่พื้นหนึ่งครั้ง เตวิชน์วิ่งมากอดแก้วขวัญเพื่อเอาตัวเองบังเอาไว้“ท่าทางรักกันมากนี่ แล้วฉันล่ะ ฉันที่แกทำลายทุกอย่างจนไม่มีที่ยืนในสังคม ไปไหนก็มีแต่คนเกลียด....”เธอตวาดออกมาสุดเสียงด้วยความโกรธ เกลียด และน้อยใจในชะตาชีวิตของต
“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นน้าของต้นข้าว แม่เขาให้มารับค่ะ”ร่างระหงที่พยายามปิดหน้าปิดตาด้วยหมวกและหน้ากากผ้าเดินเข้ามาบอกครูประจำชั้น“แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาเลิกเรียนนะคะ”ครูสาวย่นคิ้วด้วยความสงสัยพยายามเพ่งมองใบหน้าเพราะรู้สึกไม่คุ้นเคยและไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อน“พอดีว่าตอนนี้แก้วขวัญประสบอุบัติเหตุค่ะ เราเลยต้องมารับเด็กไปดูใจก่อน เรื่องนี้ด่วนมากจริง ๆ ค่ะ”“ตายจริง ถ้างั้นรอสักครู่นะคะ”ครูสาวทำสีหน้าท่าทางตกใจเล็กน้อยก่อนจะเดินหายไปในห้องเรียน ก็ประจวบเหมาะกับที่ต้นข้าวเดินกลับมาจากเข้าห้องน้ำ“อะไรนะคะ ใครไปรับต้นข้าวนะคะ” เสียงหวานจากปลายสายถามกลับมาด้วยท่าทีร้อนใจ“ดิฉันก็ไม่ทราบค่ะ พอดีเห็นว่ามีผู้หญิงสวย ๆ ปิดหน้าปิดตาครูเองก็มองไม่ออกว่าเป็นใคร เธอบอกว่าคุณแม่เกิดอุบัติเหตุ ก็เลยมารับก่อนกำหนด ครูไม่ค่อยไว้ใจเลยโทรถามดูก่อน”ครูสาวคุยโทรศัพท์ไปด้วยแล้วก็เดินออกมายังหน้าห้องเพื่อที่จะดูหน้าผู้หญิงที่มากล่าวอ้างแต่ทว่าก็ไม่เห็นเธออยู่ตรงนั้นเสียแล้ว แต่พอมองออกนอกอาคารไปยังถนนหน้าโรงเรียนก็เห็นว่าเธอกำลังจูงมือต้นข้าวขึ้นรถไป“ว้าย ตายแล้ว”“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” แก้วขวัญที่ได้ย
[ สวัสดีครับ ผมเตวิชน์นะครับจากที่หลาย ๆ คนได้ติดตามอ่านข่าวในโลกออนไลน์หรือในช่องทางอื่นเกี่ยวกับเรื่องงานแต่งที่ล่มไปอาจจะมองว่าผมไม่ให้เกียรติฝ่ายหญิง ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันมีเหตุผลมากกว่านั้นตามหลักฐานที่ทางสื่อได้รับไปและทุกท่านน่าจะได้เห็นกันบ้างแล้ว เรื่องนี้ผมไม่มีอะไรจะต้องพูดอีกวันนี้ที่ผมต้องออกมาชี้แจงก็คือเรื่องรูปถ่ายของผมกับผู้หญิงที่นอนคู่กันบนเตียง ผมจะเรียนให้ทราบว่านั้นคือแม่ของลูกผมครับ เธอเป็นภรรยาของผม และตอนนี้เรามีลูกด้วยกันหนึ่งคน หวังว่าทุกท่านจะให้เกียรติและเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ]บทความขนาดหน้ากระดาษถูกโพสต์เป็นภาพผ่านทาง IG ส่วนตัวของเตวิชน์เพื่อชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ที่ทางสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากอยู่ในขณะนี้ชายหนุ่มคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่เขาจะบอกให้ทุกคนรับรู้ว่าแก้วขวัญคือแม่ของลูกเขา และเพื่อเป็นการให้เกียรติเธอ ไม่อยากให้เธอถูกกล่าวหาหรือนินทาไปมากกว่านี้โพสต์ดังกล่าวแก้วขวัญเห็นมันและได้อ่านทุกตัวอักษรที่เขาเขียน แม้มันจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่จริงแล้วเขาไม่ออกมาแ
รุ่งเช้าของวันใหม่หนูน้อยต้นข้าวลืมตาขึ้น เด็กน้อยหันหน้ามองซ้ายมองขวาแล้วก็ยิ้มออกมา อ้อมกอดข้างซ้ายคือแม่ที่เห็นมาตั้งแต่เกิด ส่วนด้านขวาคือพ่อที่เธออยากกอดมาตลอดหนูน้อยค่อย ๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเกรงว่าพวกท่านจะตื่นโทรศัพท์หรูถูกยกขึ้นถ่ายภาพคนเป็นพ่อกับแม่ที่นอนก่ายกอดกันเองโดยไม่รู้ตัวโดยฝีมือของเจ้าแก้มป่องแถมยังถูกอัพลงโซเชียลผ่านบัญชีที่เป็นชื่อของแก้วขวัญอีกต่างหากภาพถ่ายเหล่านั้นถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วทุกคนต่างสงสัยว่าหญิงสาวร่างอวบที่หนุ่มหล่อทายาทเจ้าของโรงแรมกำลังนอนก่ายกอดนั้นเป็นใครกันแน่ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานยังมีข่าวร้อนงานวิวาห์ล่มสนั่นโลกออนไลน์อยู่เลย“พ่อคะ แม่คะ มาดูนี่เร็ว”ติววดีกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหากชมนและอันนพพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ เธอยื่นหน้าข่าวออนไลน์ที่มีภาพของพี่ชายตัวเองให้ท่านดู“อุ้ยตาย ใครเอารูปลง ช่างรู้งานเสียจริง”กชมนยกมือขึ้นทาบอก แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้มเสียจนออกนอกหน้า อันนพได้แต่ส่ายหัวที่คนเป็นภรรยาแทบจะไม่เก็บอาการเลยว่าอยากได้แก้วขวัญมาเป็นลูกสะใภ้“ภาพถ่ายมันหลุดมาจากfacebookของพี่แก้วค่ะ แต่ถ้าจะให้เดาติวคิดว่าน
ช่วงสายของวันหลังจากที่ไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว แก้วขวัญก็เดินทางมาที่โรงแรมด้วยความเร่งรีบเพราะว่าอีกไม่ถึงสิบนาทีเสียด้วยซ้ำก็ได้เวลาเข้างานแล้วอาชีพแม่บ้านโรงแรมแม้จะเป็นอาชีพที่ไม่ตรงกับสายที่เรียนมาแต่อย่างน้อยเงินเดือนและสวัสดิการที่นี่ก็ค่อนข้างดี บางครั้งห้องไหนเจอลูกค้าใจดีหน
“นี่คุณ เจ้าเตยังไม่ตื่นอีกเหรอ นี่มันจะบ่ายโมงแล้วนะ”‘อันนพ’ชายแก่อายุวัยหกสิบกว่าปีวางแท๊บเลตในมือลงบนโต๊ะหลังจากอ่านข่าวสารบ้านเมืองจบแล้ว เขาเงยหน้าถาม‘คุณกชมนคน’เป็นภรรยาทันที“ฉันจะไปรู้เหรอคะ แต่ก็ยังไม่เห็นเลยนะตั้งแต่เช้า”กชมนวางของว่างลงบนโต๊ะพร้อมกับชะเง้อมองผ่านบันไดบ้าน ก็พอดีกับเตวิ
หลายวันผ่านไปแก้วขวัญนั่งซึมอยู่โต๊ะประจำภายในมหาวิทยาลัย วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เธอจะต้องมาทำเรื่องขอใบเรียนจบ“แก้ว”พีระเรียกพร้อมกับเอื้อมมือไปเขย่าแขนอวบที่เอาแต่นั่งเหม่อลอย“แกเป็นอะไรวะ เรียกตั้งหลายรอบแล้ว จะนั่งเหม่อไปถึงไห”“นั่นดิ พวกแหกปากจนคนอื่นหันมามองหมดแล้ว”คราวนี้เป็นพริมาเพื่อน
แกร๊ก...เสียงลูกบิดประตูห้องนอนดังขึ้นเตวิชน์เดินเข้ามาภายในห้องที่มืดสนิท ดวงตาพร่ามัวมองไปยังเตียงกว้าง เขาขยี้ตาและสะบัดหัวเพื่อไล่ความมึนเมาสองเท้าใหญ่เดินไปยังเตียงก็พบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่ มีเพียงไรผมยาวที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมาเท่านั้น ร่างกำยำก้าวขึ้นเตียงแทรกร่างตัวเองใลงต้ผ้าห







