FAZER LOGIN
ในรัชศกติงหยวนปีที่หนึ่ง ทั่วทั้งแคว้นต่างสรรเสริญความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์โจว...
แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความอุดมสมบูรณ์นั้น กลับแลกมาด้วยลมหายใจที่แตกสลายของสตรีผู้หนึ่ง...
เหม่ยหลานฟาง สตรีผู้ถือกำเนิดภายใต้ “ดวงชะตาจักรพรรดิ”
หากเป็นบุรุษจะได้ครองบัลลังก์และใต้หล้า หากเป็นสตรีจะได้เป็นมารดาแผ่นดิน ทว่าโชคชะตาอันยิ่งใหญ่นี้กลับกลายเป็นอาวุธร้ายที่ทิ่มแทงนางเอง เมื่อนางถูก เจิ้งอวี้หลิง ผู้เป็นพ่อสามีทำระยำในคืนเข้าหอ
เขาเดินเข้ามาอย่างคุกคาม แสร้งอ้างว่าบุตรชายป่วยหนัก แต่กลับเป็นตัวเขาเองที่ก้าวเข้าสู่ห้องหอที่ปิดตาย พร้อมกับจับนางขึงพรืดกับเตียง...จนสตรีไร้เดียงสาอย่างเหม่ยหลานฟางหวาดกลัวแทบสิ้นสติ
ท่ามกลางเสียงสวดพึมพำอันน่าขนลุกของนักพรตที่ดังก้องอยู่ข้างเรือนหอ นางถูกพันธนาการไว้บนเตียง ดวงตาถูกคาดปิดด้วยผ้าสีแดงชาด นางกรีดร้องจนไร้เสียงแต่ก็ไร้คนเข้ามาช่วยเหลือ เสียงลมหายใจกักขฬะของชายโฉดอย่างพ่อสามีสลับกับเสียงสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาเป็นครั้งแรกในรอบปี
ภัยแล้งมลายสิ้น ทะเลสาบตงไห่กลับมาเอ่อล้น แม่น้ำหวงเหอเปลี่ยนทิศหล่อเลี้ยงแผ่นดิน... ทุกหยาดน้ำที่ชาวประชาต่างชื่นชมบารมีฮ่องเต้ติงหยวน คือหยาดน้ำตาและคาวราคีที่อาบชโลมกายของนางวันแล้ววันเล่า...
นักพรตกรอกหูคนสารเลวชิงเจิ้งอวี้หลิงว่ายิ่งนางหลั่งน้ำทิพย์อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง...จงโจวยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งเขาได้เสพสุขในเรือนร่างของนาง เขายิ่งมีแต่รุ่งโรจน์ ตระกูลชิงจะไม่ตกต่ำไปชั่วลูกชั่วหลาน
แต่เขาไม่เคยตระหนักในความเจ็บปวดใจของสตรีวัยแรกสาว ที่มีความฝันอยากสร้างครอบครัวกับบุรุษที่รัก พวกเขาปล้นชิงวาสนาและชะตาชีวิต
สามเดือนให้หลัง เมื่อชะตาจักรพรรดิถูกสูบกินจนสิ้น ตระกูลชิงที่เคยตกต่ำกลับรุ่งเรืองถึงขีดสุด เจิ้งอวี้หลิงได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ชิงกั๋วกง ทว่าท้องฟ้าไม่อาจมีมังกรสองตัว ฮ่องเต้ติงหยวนต้องการพระโอรส และผู้ที่มีชะตาเหนือกว่ามหาบุรุษอย่างเหม่ยหลานฟาง จึงไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
วันที่เจ็ด เดือนแปด รัชศกติงหยวนที่หนึ่งคือวันที่ชะตากรรมของนางต้องสูญสิ้น
ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ ร่างไร้วิญญาณของสตรีผู้เคยครองดวงชะตาฟ้าดิน กลับถูกมัดด้วยฟางแห้งอย่างอนาถไม่ต่างจากสุนัขข้างถนน...นางถูกสังหารอย่างเลือดเย็นด้วยการชำเราจนขาดใจตายจากพ่อสามี เขาอุดปากนางด้วยผ้าชุบน้ำขณะที่กำลังเริงสวาทกับบุปผาสวรรค์ของนาง
เมื่อร่างกายไร้ซึ่งลมหายใจ บ่าวชั้นแรงงานในเรือนเตรียมนำร่างนางไปทิ้งหน้าผาเพื่อให้แร้งกาจิกกิน...
ไม่มีพิธีศพ ไม่มีโลงศพ ไม่มีป้ายวิญญาณให้คนระลึกถึง...จนตอนนี้นางเพิ่งกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าเหตุใดบิดาถึงไม่ยอมให้นางออกจากเรือน หรือออกไปเที่ยวเล่นดั่งสตรีผู้อื่น วัน ๆ ให้นางคัดหนังสือสวดมนต์อยู่แต่ในอาราม นั่งสวดมนต์กับแม่ชีเป็นวัน ๆ
แต่ชะตากรรมคือชะตากรรม...นางไม่อาจพ้นเคราะห์กรรมหนักตอนอายุสิบเจ็ดไปได้ ตามที่ไต้ซือทำนาย
วิญญาณของเหม่ยหลานฟางล่องลอยอยู่เหนือร่างอันไร้ค่าของตน นางมองดูความอยุติธรรมด้วยความแค้นที่สลักลึกถึงแก่นวิญญาณ ทั้งสาปแช่งผู้ที่กระทำกับนางให้พังพินาศและไม่อาจมีทายาทสืบสกุล จนห้วงหนึ่งอยากจะหวนกลับคืนร่าง ย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งแรกที่ได้พบคนตระกูลชิง...และไม่รั้งรอที่จะสังหารพวกเขา
ท่ามกลางความเศร้าสลดของวิญญาณที่ดวงชะตาถูกช่วงชิง...ในขณะนั้นเอง ขบวนศพอันหรูหราของจางจื่ออี้ คุณหนูใหญ่ตระกูลจางผู้ล่วงลับในวันเดียวกันได้เคลื่อนผ่าน แรงดึงดูดมหาศาลม้วนเอาวิญญาณที่เปี่ยมด้วยเพลิงแค้นและแรงอาฆาตเข้าสู่ร่างเด็กสาววัยสิบเอ็ดหนาว
“ครืด... ปัง!”
เสียงเคาะจากภายในโลงศพไม้หอมแกะสลักดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ขบวนศพที่เคยหม่นเศร้ากลับกลายเป็นความวุ่นวายสุดขีด! เสียงกรีดร้องตกใจที่มาพร้อมกับลมพายุดังขึ้น...
ผู้ที่ควรตายกลับฟื้น ผู้ที่ควรสูงส่งกลับถูกย่ำยี... บัดนี้ ข้า...เหม่ยหลานฟางหวนคืนเพื่อทวงชะตาคืนแล้ว!
บรรยากาศยิ่งป่วนหนักเมื่อหูอี้เทียนพยายามจะกันทุกคนออกไปเพื่อให้ลูกชายได้นอนพัก แต่ทว่าเขากลับเป็นคนที่เห่อ ที่สุด เพราะในยามค่ำคืนที่จื่ออี้หลับใหล หูอี้เทียนกลับนั่งจ้องหน้าลูกชายนิ่ง ๆ นานนับชั่วยาม พลางใช้นิ้วแกร่งเขี่ยแก้มยุ้ย ๆ ของทารกน้อยอย่างเบามือที่สุด“หมิงเจ๋อ... เจ้ามาแย่งความสนใจจากแม่เจ้าไปไม่น้อยเลยนะ” เขาพึมพำกับทารกน้อยพลางขมวดคิ้ว “แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าหน้าเหมือนข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะยอมให้เจ้านอนแทรกกลางระหว่างข้ากับนางได้เพียง... ปีเดียวเท่านั้นนะ!”จางจื่ออี้ที่แสร้งหลับอยู่ถึงกับต้องแอบยิ้มออกมาภายใต้ผ้าห่ม ความน่าเอ็นดูของแม่ทัพพยัคฆ์ที่กลายเป็นบิดาจอมหวงและจอมอิจฉาลูกชายตัวเองงานเลี้ยงครบเดือนของนายน้อยตระกูลหูจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โถงกลางจวนไป๋ ใจกลางโถงมีพรมแดงปูลาดพร้อมสิ่งของเสี่ยงทายวางเรียงราย ทั้งกระบี่ไม้สลักของหูอี้เทียน ตำราหมากของไป๋ซื่อจวิน และถุงเงินทองของจางต้าลู่“หมิงเจ๋อหลานรัก มาหาตาสิลูก จับถุงเงินนี่ แล้วเจ้าจะเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในใต้หล้า!” จางต้าลู่กวักมือเรียกเหลนชายตัวน้อยที่อยู่ในชุดเอี๊ยมสีแดงสดพุงพลุ้ยหูหมิงเจ๋อ ในวัยหนึ่งเดือนที
ท่ามกลางรัตติกาลที่มืดมิด สายฝนในต้นฤดูวสันต์ตระการพัดกระหน่ำลงมายังจวนตระกูลไป๋ประหนึ่งกลองรบที่รัวสนั่น ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกฉาบด้วยแสงฟ้าแลบเป็นระยะขานรับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของ จางจื่ออี้ ที่ดังแว่วออกมาจากเรือนตะวันออก“จื่ออี้! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง! ข้าจะเข้าไป! ใครขวางข้า ข้าจะสังหารให้สิ้น!”เสียงตะโกนอย่างเสียสติของ หูอี้เทียน ดังกลบเสียงฟ้าร้อง ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่เคยนิ่งสงบดุจขุนเขา บัดนี้กลับมีสภาพประหนึ่งเสือติดจั่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เขาพยายามจะพังประตูห้องทำคลอดเข้าไปจน สี่จตุรเทพ ต้องรีบเข้ามารุมล้อมกอดเอวและดึงรั้งแขนเจ้านายไว้สุดชีวิต“ท่านแม่ทัพ! เข้าไปไม่ได้! มันเป็นอัปมงคล และฮูหยินสั่งไว้กำชับนักหนาว่าห้ามท่านเข้าไปเห็นนางในสภาพนี้เด็ดขาด!” ฉางเฟิง ตะโกนบอกพลางใช้ไหล่ดันอกเจ้านายไว้ และอีกสามคนก็ช่วยกันกอดขากอดเอวไว้แน่น เพราะนายหญิงสั่งไว้ว่าหากห้ามเขาไม่ได้พวกเขาเจอดีแน่“ข้าไม่สนอัปมงคล! เมียข้าเจ็บปวดเพียงนั้น เจ้าจะให้ข้ายืนดูดวงดาวอยู่ข้างนอกนี่รึ!” หูอี้เทียนสะบัดองครักษ์จนกระเด็นไปคนละทิศละทาง แววตาของเขาแดงก่ำด้วยความห่วงใยแล
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักทันที หูอี้เทียนยืนนิ่งเป็นหินประหนึ่งถูกสาป ดวงตาที่เคยดุดันบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื้นตันจนพูดไม่ออก เขาค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าจางจื่ออี้ มือหนาที่เคยจับดาบสังหารคนมานับหมื่น สั่นเทายามที่เอื้อมไปแตะหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบาที่สุด“ลูก... ลูกของข้ารึ?” น้ำเสียงของเขาพร่าสั่น หยาดน้ำตาแห่งความสุขที่หาได้ยากยิ่งเอ่อคลอในดวงตา “จื่ออี้... เจ้าทำสำเร็จแล้ว น้ำทิพย์ของเจ้าชโลมดินจนมังกรน้อยมาจุติจริง ๆ ด้วย!”จางจื่ออี้ลืมความคลื่นไส้ไปชั่วขณะ นางเอื้อมมือไปลูบแก้มสามีด้วยความรักสุดหัวใจ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนักที่ชายแดน ราวกับสรวงสวรรค์ขานรับการมาถึงของรัชทายาทแห่งความรักในรัชศกเฉินซีอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด!ม้าเร็วจากชายแดนควบตะบึงเข้าสู่ประตูเมืองหลวงจงโจวด้วยความเร็ว ประหนึ่งมีศึกสงครามประชิดติดพัน ทว่าสารที่อยู่ในกระบอกทองเหลืองกลับมิใช่รายงานการรบ แต่เป็นลายมือสั้น ๆ จากปลายพู่กันของหูอี้เทียนที่ส่งตรงถึงจวนไป๋และจวนจางพร้อมกันในยามรุ่งสาง“จื่ออี้ตั้งครรภ์ ข้าจะพานางกลับในเจ็ดวัน -หูอี้เทียน”เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ กลับมีอานุภาพทำลา
ท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อนที่ชายแดนจงโจว บ้านพักไม้หลังย่อมของแม่ทัพผู้บัญชาการหน่วยจงกู่เว่ย ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ บรรยากาศที่นี่ไร้ซึ่งเสียงตะโกนโวยวายของจางต้าลู่ หรือเสียงกระทบของหมากรุกจากไป๋ซื่อจวิน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนและเสียงฟืนปะทุในเตาผิงที่ให้ความอบอุ่นแก่คนสองคนภายในห้องหูอี้เทียน ในชุดลำลองสีเทาเข้ม นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้กว้าง พลางรวบเอาเจ้าของร่างนุ่มนิ่มอย่าง จางจื่ออี้ เข้ามานั่งซ้อนบนตัก เขาใช้คางเกยบนไหล่มนพลางสูดดมกลิ่นหอมจากเส้นผมของนางอย่างสำราญใจ“ที่นี่เงียบสงบดีใช่หรือไม่จื่ออี้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูผ่อนคลาย “ไม่มีใครมาคอยจดจ้องว่าข้าจะกอดเจ้าตอนไหน หรือจะอุ้มเจ้าเข้าห้องหอตอนกลางวันแสก ๆ หรือไม่”จางจื่ออี้หลุดหัวเราะพลางเอนหลังซบแผงอกแกร่งของสามี “ท่านพี่... ท่านก็ช่างแกล้งท่านพ่อกับท่านตาเหลือเกินนะเจ้าคะ ป่านนี้ที่จงโจวคงวุ่นวายกันใหญ่ที่จู่ ๆ ท่านก็หอบข้าหนีมาเช่นนี้”จางจื่ออี้นึกไปถึงสามีตอนพานางหนีมา ตอนนั้นออกมาตอนกลางคืนด้วยซ้ำ แม้แต่ฝ่าบาทจะออกมาส่งที่หน้าประตูวังก็ยังไม่ยอม เพียงเข้าไปกราบทูลเสด็จอาแล
หูอี้เทียนกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขารู้ทันแผนการนี้ดี “เพียงสิบไหหรือขอรับ? สำหรับความรักที่มีต่อจื่ออี้ ต่อให้เป็นทะเลเหล้าข้าก็มิจักถอย”แม่ทัพหนุ่มคว้าจอกเหล้าขึ้นมาดื่มรวดเดียวประหนึ่งน้ำเปล่า กลิ่นเหล้าแรงดีกรีเข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วลำคอ ทว่าเขากลับขยับข้อมือรินจอกต่อไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงโห่ให้กำลังใจของแขกเหรื่อ จางต้าลู่เห็นดังนั้นก็เริ่มเหงื่อตก รีบส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ยกเหล้าที่เข้มข้นที่สุดออกมาเพิ่ม“ยัง! ยังไม่จบ! เจ้าต้องตอบคำถามข้าด้วย” จางต้าลู่รีบหาทางขวาง “หากวันหนึ่งจื่ออี้กับข้าตกน้ำพร้อมกัน เจ้าจะช่วยใครก่อน!”คำถามโลกแตกทำเอาทั้งโถงเงียบกริบ หูอี้เทียนวางจอกเหล้าลงช้า ๆ แววตาคมกริบจ้องมองว่าที่พ่อตา“ข้าจะช่วยจื่ออี้ก่อน”“เจ้า! เจ้าคนเนรคุณพ่อตา!” จางต้าลู่เตรียมจะโวยวาย“เพราะข้าจะกระโดดลงไปช่วยนาง และฝากให้ท่านตาไป๋ช่วยท่าน” หูอี้เทียนตอบนิ่ง ๆ พลางบุ้ยปากไปทางไป๋ซื่อจวินที่นั่งหัวเราะจนตัวโยนจางต้าลู่หันไปมองพ่อตาพลันเห็นแววขบขัน บอกได้เลยว่าเขาตกระกำลำบากพ่อตาซ้ำเติมแน่นอน แต่ขณะที่คิดอยู่นั้นไม่ได้เห็นว่าเจ้าลูกเขยดื่มเหล้าจนหมดหรือว่าไปเททิ้ง“ท่านพ่อตา..
หิมะแรกของปีโปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีชาดของจวนตระกูลไป๋จนเป็นสีขาวโพลนประหนึ่งภาพวาดพู่กันจีนอันวิจิตร ทว่าความหนาวเย็นกลับถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟแห่งความรื่นเริงจากโคมแดงนับพันดวงที่แขวนเรียงรายตั้งแต่หน้าประตูเมืองไปจนถึงประตูใหญ่ของตระกูลไป๋เสียงปี่กลองรัวสนั่นขานรับขบวนเจ้าบ่าวที่ยาวเหยียดสุดสายตา หูอี้เทียน เจ้าบ่าวในชุดสีแดงปักดิ้นทองลายพยัคฆ์เคียงหงส์ดูสง่างามจนขุนนางที่มาร่วมงานต่างพากันกลั้นหายใจ ทว่าใบหน้าที่ควรจะเปี่ยมสุขกลับเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะเมื่อขบวนมาหยุดกึกอยู่ที่หน้าประตูชั้นใน“พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน!” หูอี้เทียนตวาดเสียงไม่เบานัก เมื่อเห็น สี่จตุรเทพ องครักษ์ที่เป็นดั่งแขนขาของตนเองที่ควรจะเดินเคียงข้างในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว บัดนี้กลับสวมชุดสีน้ำเงินเข้มขรึม ยืนเรียงหน้ากระดานถือไม้พลองประดับริบบิ้นแดงกั้นประตูแน่นหนาเคียงคู่กับบ่าวรับใช้ของจวนไป๋“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะท่านแม่ทัพ แต่นายท่านไป๋และใต้เท้าจางสั่งลงมาว่า... การจะรับตัว ‘ดวงใจของตระกูลไป๋และตระกูลจาง’ ไปนั้น ความเป็นพี่น้องต้องวางไว้ข้างหลัง ความซื่อสัตย์ต่อว่าที่นายหญิงต้องมาก่อน!” ฉางเฟิง เอ่ยพลางยืดอกอย







