تسجيل الدخولการเดินทางใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนกว่าจะถึงแคว้นหลิง และนั่นก็ทำให้ข้าและจิวเมี่ยวสนิทกันมากขึ้น นางไม่ค่อยกลัวข้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ขณะที่ขบวนกำลังจะเดินทางเข้าใกล้เมืองหลวงในอีกไม่ช้า จู่ๆ รถม้าก็หยุดลง
ข้าเปิดหน้าต่างพลางชะโงกหน้ามอง ได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดและเสียงต่อสู้ที่ดังมาจากรถม้านำขบวนคันหน้าสุด เกิดเรื่องอะไรขึ้น! “องค์ชายเกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเราเจอโจรป่า!” คนขับรถม้าเปิดประตูบอกอย่างตื่นตระหนก “ขับหนีพวกมันไปให้ได้! ฝ่าผ่านพวกมันไปยังเมืองหลวงแคว้นหลิงเดี๋ยวนี้!” “พ่ะย่ะค่ะ!” ข้าไม่รู้ว่าโจรป่ามันมีจำนวนมากแค่ไหน แต่สถานการณ์ฝ่ายข้าย่อมเพลี่ยงพล้ำแน่นอน ทหารที่ร่วมเดินทางมามีไม่กี่นาย ถ้าไม่หนีคงไม่น่าจะรอด ข้าชะโงกหน้ามองด้านนอกอีกครั้งเห็นรถม้าของข้ารับใช้พลิกคว่ำ ไม่ทราบชะตากรรมของพวกนางด้านในแต่ว่าดูจากสภาพแล้วก็ได้แต่ภาวนา ขณะที่รถม้าของข้ากำลังจะขับฝ่าไป ธนูก็พุ่งยิงคนขับจนร่วงหล่น ทำให้ตอนนี้รถม้านั้นไร้การควบคุมเสียแล้ว! “ทำยังไงดีเพคะองค์ชาย!” จิวเมี่ยวกรีดร้องเมื่อรถม้าเสียการควบคุม ข้าเปิดประตูเพื่อคิดจะจับบังเหียนม้าเพื่อควบคุมมันแทน แต่กลับมีโจรป่าคนหนึ่งกระโดดขึ้นมาจับสายบังเหียนเสียก่อนแล้วบังคับม้าให้หยุดลง ไม่ใช่เรื่องราวน่ายินดีสักนิดที่ม้าหยุดวิ่งเพราะต้องมาเจอเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่า ข้าดึงจิวเมี่ยวให้อยู่ด้านหลังเพราะยังไงนางก็เป็นผู้หญิงสมควรถูกปกป้อง แม้นางจะเป็นแค่ตัวละครในนิยายหากแต่นางยังสำคัญต่อข้า ดังนั้นนางจะเป็นอันตรายไม่ได้ โจรป่าหน้าตาอัปลักษณ์จ้องมองเราสองคนแล้วเบิกตากว้างคล้ายมันได้เจอของล้ำค่า ข้ากันจิวเมี่ยวมากขึ้นเมื่อมองแววตาที่หื่นกระหายของมัน มือโสโครกยื่นมาจับแขนของข้าแล้วกระชากให้ออกไปจากรถม้าทันที “องค์ชาย!” จิวเมี่ยวร้องเสียงหลงแล้วรีบวิ่งตามลงมา ทันทีที่พวกมันเห็นข้าต่างมองกันตาค้างก่อนจะเปลี่ยนเป็นหื่นกระหาย ทุกสายตามองข้าเพียงจุดเดียวไม่สนใจจิวเมี่ยวสักนิด ข้านั้นสะท้านในใจเมื่อนึกได้ว่าซูเม่ยนั้นงดงามเพียงใดไม่แปลกที่พวกมันจะมองด้วยสายตาเช่นนี้ ข้าสะบัดแขนที่ถูกจับแต่มันกลับไม่ยอมปล่อย “ปล่อยมือสกปรกของเจ้าซะ รู้หรือไม่ว่าคนผู้นี้คือใคร!” จิวเมี่ยวรีบมายืนข้างข้าแล้วตะโกนบอก หากแต่นางกลับถูกผลักจนล้มลง “จิวเมี่ยว!” ข้ามองใบหน้าโจรป่าอัปลักษณ์อย่างไม่พอใจ “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ข้าเป็นองค์ชายแคว้นซื่อและตอนนี้เดินทางมาเป็นทูตแคว้นหลิง หากเกิดอะไรขึ้นกับพวกข้า พวกเจ้าไม่รอดแน่” “ฮ่าๆ ๆ พวกข้าไม่กลัว แต่เป็นถึงองค์ชายท่าทางน่าลิ้มลองกว่าเดิม” ว่าแล้วพวกมันหลายคนก็เข้ามาล้อมข้าไว้ ข้าใช้มืออีกข้างกำหมัดต่อย เเต่กลับถูกมันจับไว้ได้ ตอนนี้เเขนทั้งสองข้างของข้าไร้อิสระเเล้ว ได้ยินเสียงจิวเมี่ยวร้องจะเข้ามาช่วยแต่ก็ถูกผลักให้ล้มตามเดิม มือมากมายจากพวกมันเริ่มมาสัมผัสส่วนต่างๆ ของข้า “อ๊ากกก” ข้าใช้ฟันกัดมือของมันคนหนึ่งที่จับใบหน้าข้าจนเลือดอาบ เพี๊ยะ! “เจ้ากล้ามาก! สงสัยชอบความรุนแรง ได้! เดี๋ยวพวกข้าสนองให้!” ข้ามองพวกมันตาขวางเมื่อถูกตบ ขณะที่กำลังจะสู้จนตัวตายก็ได้ยินเสียงรถม้าที่กำลังวิ่งมา พวกมันต่างหันไปมองก่อนจะรีบละจากตัวข้าแล้วยกดาบขึ้นพร้อมสู้ “องค์ชายเป็นอะไรหรือไม่เพคะ” จิวเมี่ยวรีบมาหาข้าทันที พอนางเห็นแก้มที่แดงและมุมปากมีเลือดไหลก็ร้องอย่างตกใจ “พวกมันบังอาจนักที่ทำองค์ชายขนาดนี้!” ข้าไม่ได้พูดตอบ แต่กำลังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า พวกโจรป่ามันกำลังต่อสู้กับคนกลุ่มหนึ่ง ข้าเพ่งตามองบุรุษผู้หนึ่งที่อยู่ไกลจากข้าพอสมควร เขาเพียงยกดาบฟันไม่กี่ครั้งก็สามารถฆ่าโจรป่าได้แทบหมดสิ้น “อะ..อ่อกก” ทั้งข้าและจิวเมี่ยวต่างก็ก้มหน้าอาเจียน แม้จะเป็นเรื่องในนิยายก็เถอะแต่การที่เห็นการฆ่าฟันแล้วเลือดไหลไส้ทะลักตรงหน้าก็ไม่ใช่เรื่องที่ยืนดูอย่างไม่สะทกสะท้าน ข้าไม่รู้ว่าพวกที่มานั้นมาดีหรือมาร้ายจึงไปหลบซ่อนกับจิวเมี่ยวที่หลังต้นไม้ใหญ่กว่าจะถึงด้านล่างขาของข้าก็สั่นจนแทบก้าวเดินไม่ออก จิวเมี่ยวก็ไม่ไหวเช่นกัน แต่ไม่มีใครสนใจสองนายบ่าวที่แทบตายสองคนนี้เลยสักนิด ความรู้สึกตอนนี้คือพวกเราสองคนนั้นเกะกะ และไร้ตัวตนสุดๆพอขึ้นบนรถม้าได้ก็ต้องถอนหายใจยาวและเอนหลังทันที คิดถึงเตียงนักกะจะไปนอนสบายในตำหนักแต่ไม่รู้ว่าฮ่องเต้คิดเล่นพิเรนอะไร ถึงให้พวกเราปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาและแวะที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อเดินเที่ยวชมตลาดข้ากับจิวเมี่ยวฝืนสังขารและค่อยๆ เดินดูของกันสองคน ส่วนคนอื่นก็เดินเกาะกลุ่มกันไป“จิวเมี่ยวเจ้าชอบหรือเปล่า” ข้ามองเครื่องประดับหลากสีที่น่าจะเอาไว้ติดผม คิดว่าของพวกนี้จิวเมี่ยวน่าจะชอบ“สวยเพคะ” นางก็หยิบจับอย่างพอใจ“ดูเครื่องประดับหรือเจ้าคะ” เจียวจิงเดินมาหาข้า“อะ..อืม”นางมองแล้วยิ้ม “สวยงามนัก จิวเมี่ยวต้องเหมาะกับเจ้าอย่างแน่นอน”“องค์…ท่านเจียวจิงชมข้าน้อยเกินไปแล้ว”“เจ้าอย่าถ่อมตัวเลย เจ้าเหมาะนัก เอ่อ…อีกอย่างท่านซูเม่ยข้าอาจจะพูดเหลวไหลแต่ท่านก็เหมาะไม่แพ้กัน”“ข้าเป็นชาย จะเหมาะได้อย่างไร” ข้าขมวดคิ้ว“ขะ..ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าช่างเสียมารยาทนัก”“ไม่เป็นไร…จิวเมี่ยวถ้าเจ้าชอบ ข้าจะซื้อให้”“แ
เช้าต่อมาข้าและคนอื่นจากแคว้นใต้อาณัติได้เดินทางพร้อมฮ่องเต้เพื่อไปไหว้พระบนภูเขา ซึ่งเป็นวัดที่ฮ่องเต้หย่งเล่อนับถือ ข้านั่งมองทิวทัศน์ด้านนอกจากในรถม้า พลางชื่นชมรอบข้างอย่างยินดี สายลมอ่อนๆ ชวนให้น่าหลับใหลยิ่งนัก“ที่นี่ต้นไม้ ต้นหญ้าล้วนเขียวชอุ่มนัก”จิวเมี่ยวพยักหน้า “นั่นสิเพคะ….หม่อมฉันรู้สึกว่าสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมต่อแคว้นซื่อเลยจริงๆ”ข้าถอนหายใจ นางคงรักแคว้นซื่อมากจริงๆ แต่ว่าไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่นางจะได้กลับแคว้นบ้านเกิดในเมื่อฮ่องเต้ยังต้องการกดหัวแคว้นทั้งสี่อยู่แบบนี้ แต่ถ้ากดหัวไม่อยู่เมื่อใดพวกเราที่เป็นตัวประกันก็ตายเมื่อนั้นข้าจึงทำได้เพียงพูดปลอบ “เจ้าอย่าได้เศร้าเลย…ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราสองคนไหว้พระขอพรเพื่อขอให้แคว้นซื่อเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ดีไหม”นางยิ้มทันที “เพคะ”เดินทางมาได้สักพักจึงมาถึงที่หมาย แต่ว่าพอเห็นบันไดที่ใช้เดินขึ้นภูเขาไปยังวัดแล้วข้าก็เริ่มถอดใจ มันสูงมากจริงๆ เหมือนวัดไทยที่มีบันไดสูงๆ จากตีนเขาไปจนถึงยอดเขาทุกคนเริ่มก้าวเดิน ข้าก็ต้องจำใจเดินตามไป เหล่าฮาเร็มบางคนก็อยู่ไม่ห่างจากเจียวจิงเลย ประคบประหงมกันดีจริงๆ ส่วนข้านั้นนอกจากจิว
“หึ อย่างเจ้าจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้” เฟิงอวิ๋นพูดพลางหัวเราะเยาะข้าถอนหายใจท่าทางเจ้าพวกนี้จะไม่ยอมเชื่อข้าง่ายๆ“แล้วจะให้ข้าทำยังไงพวกท่านถึงจะยอมเชื่อ”“ไม่มี” เหวินอี้เป็นคนตอบ น้ำเสียงที่เย็นชาทำให้ข้าลุกยืนอย่างหงุดหงิดทันทีแม้โลกความจริงข้าจะด่าคนอื่นในใจและจินตนาการว่าต่อยคนอื่นในหัว แต่ว่านี่คือในนิยายข้ามีความกล้ามากกว่าหลายเท่านัก อยากยกเท้าถีบเรียงคนจริงๆ เป็นแค่กระดาษมีชีวิตแท้ๆ“ในเมื่อพวกท่านไม่เข้าใจ ข้าจะไปหาเจียวจิง นางจะต้องเข้าใจข้าแน่ๆ”ข้าลุกเดินไปหานางแต่ขณะที่ข้ากำลังจะถึงตัว แขนก็ถูกกระชากและถูกผลักให้ออกห่าง เหล่าองค์ชายทั้งสามต่างมายืนขวางข้าและปกป้องนางที่นั่งมองอย่างงงๆ ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนนางเป็นดอกไม้งาม ข้าคือแมลงร้าย ส่วนเจ้าพวกนี้คือยาฆ่าแมลง!เอาเถอะ ไม่แปลกก็ข้านั้นเป็นตัวร้าย พวกเขาก็คงกังวลเป็นธรรมดา ดังนั้นข้าจะไม่โกรธ ยังยิ้มแย้ม ไม่แสดงออกว่าไม่พอใจหรือร้ายกาจ ทั้งที่ใจจริงเริ่มจะไม่ไหวแล้ว“ข้าก็แค่อยากเข้าไปพูดคุยกับเจียวจิงสักหน่อยเท่านั้น ถ้าพวกท่านไม่พอใจข้าก็จะกลับไปนั่งที่เดิมก็ได้” เจียวจิงรีบเชิญให้ข้านั่ง แต่มีหรือที่เหล่าฮาเร็ม
แอบเห็นพวกเหวินอี้ขมวดคิ้ว ท่าทางข้าจะเดาผิด ซูเม่ยเจ้าอายุเท่าใดกันนะข้าก็ดันลืมเสียด้วยสิเจียวจิงนางยิ้มให้ข้า ข้าก็ยิ้มตอบเพราะเรื่องเมื่อครู่นางไม่ผิด ข้าจะยังคงดีกับนาง ถ้าข้าไม่สติแตกเสียก่อนข้ายิ้มให้องค์ชายเหวินอี้และองค์ชายหยางชุนจากแคว้นอีและซานตามลำดับ แม้นิสัยทั้งสองจะไม่เหมือนกัน หนึ่งคนเยือกเย็นนิ่งเฉย หนึ่งคนเจ้าชู้ใจร้อน แต่ที่เหมือนกันคือไม่มีใครยิ้มตอบให้ข้าสักคน ทำให้ยิ้มของข้าครั้งนี้เป็นหมันหลังจากพูดคุยกับฮ่องเต้พอเป็นพิธี ทุกคนต่างเดินออกจากท้องพระโรงเพื่อกลับตำหนัก และจะมาเจอกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงต้อนรับตอนเย็น ขณะเดินออกมาด้านนอกเจียวจิงได้พูดคุยกับข้าอย่างเป็นมิตร แต่จู่ๆ ข้าก็ถูกใครบางคนผลักจากด้านหลังจนล้มลง“โอ๊ย”เข่าข้ากระแทกกับพื้นอย่างจัง จิวเมี่ยวที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบเข้ามาช่วยพยุง เมื่อเงยหน้ามองจึงรู้ว่าเป็นหยางชุนที่ผลักข้า“ท่านผลักข้าทำไม!”“อ้าวมีคนด้วยรึ นึกว่าของชั้นต่ำขวางอยู่”ข้าเงื้อมือขึ้นสูงกำหมัดแน่นหวังต่อย“แน่ใจว่าเจ้าจะทำร้ายข้าในเขตท้องพระโรงเช่นนี้” พูดจาว่ากวนแล้วแต่หน้าตายียวนกว่ามือที่เงื้อสั่นเทา ลังเลอยู่นานสุดท้ายจึงลด
“กรี๊ดดดดด”หญิงชราล้มลงอีกครั้ง ความชุลมุนบังเกิดข้าบีบแขนนางแล้วตะคอกใส่“สารภาพสิว่าเจ้าเป็นหัวขโมย! สารภาพมา!”ปึก!“องค์ชาย!”ข้านั้นถูกกระชากแล้วผลักจนล้มลงอย่างแรงอีกครั้ง ปลายดาบของเฟิงอวิ๋นจ่อที่คอข้า“หยุด! หากเจ้ายังไม่หยุดข้าจะสั่งให้ทหารนำตัวเจ้าไปขัง!”ข้ามองไปรอบๆ ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนเลวในสายตาคนอื่นไปหมดสิ้นแล้ว เฟิงอวิ๋นแทบอยากจะฆ่าข้า เหวินอี้มองข้าอย่างเย็นชาจนแทบกลายเป็นเศษดินมากกว่าเดิมข้าหันไปมองเจียวจิงแล้วยิ้มให้“เจียวจิงเจ้าเชื่อข้าใช่ไหม ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ”นางหลบสายตา“เจ้ากลับแคว้นเจ้าไปซะ ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับคนอย่างเจ้า!”“จะยินดีหรือไม่ ไม่สำคัญในเมื่อตอนนี้ข้าเป็นทูตจากแคว้นซื่อ ถ้าท่านจะไล่ข้ากลับไปฮ่องเต้คงจะไม่พอพระทัย” ข้ายกยิ้มเหมือนผู้ชนะส่วนเขาฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ“เอาดาบออกไปจากคอข้าซะ!”เฟิงอวิ๋นยังคงนิ่ง เรามองตากันไม่ลดละไม่มีใครยอมใครจนกระทั่งเจียวจิงเอ่ยขอร้องเขาถึงยอมเก็บดาบอย่างไม่เต็มใจ ยายแก่ถูกเจียวจิงพยุงพาไปหาหมอ แน่นอนว่าเฟิงอวิ๋นย่อมตามนางไปข้ามองเหวินอี้เพื่อขอให้เขาเข้าใจ“เจ้าเดินไปวังหลวงเองเถอะ”เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินกล
เจียวจิงนางนั้นสวยก็จริงแต่ซูเม่ยงามกว่านางมากนัก จนข้าต้องตั้งคำถามกลับว่าคนเขียนต้องการสื่ออะไรกันแน่“เจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”“ไม่เพคะ หม่อมฉันเพียงมาช่วยท่านยายที่ล้มลงกลางทางเท่านั้น”“ดีแล้ว”เหวินอี้ยิ้มให้ทันที ทั้งที่เมื่อครู่ยามอยู่กับข้ายังทำหน้าเรียบเฉยอยู่เลย ข้าแอบไม่พอใจเพียงข้าเป็นตัวร้ายถึงกับยิ้มให้ไม่ได้เชียวหรือเจียวจิงเมื่อเห็นข้านางตกใจพอสมควรแล้วรีบก้มหัวให้“องค์ชายซูเม่ย”ข้าก็ก้มหัวตอบข้าจะไม่เป็นตัวร้าย ข้าจะเป็นคนดี ดังนั้นข้าจะทำดีกับนาง ข้าจะได้มีความสุขไม่ต้องลำบากลำบนถูกคนอื่นรังเกียจ“ถอยห่างจากเจียวจิงซะ”เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมปรากฏบุรุษผู้หนึ่งที่เดินมา ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาดั่งเทพสวรรค์มาจุติคือสิ่งที่เจ้านักเขียนนั่นบรรยายพระเอกของเรื่องนี้เขาโอบตัวนางเข้าอ้อมกอด ทั้งยังมองข้าด้วยสายตารังเกียจ แต่นางนั้นกลับขัดขืนเล็กน้อยและละจากอ้อมกอดอย่างเขินอายเหมือนหญิงสาวที่ต้องการรักษาพรมจรรย์ ทำตามจารีตประเพณีที่ดีงาม“ให้ข้าถอยไปรึ ทำไมต้องให้ข้าถอยไป”“ต้องรอให้เจ้าทำร้ายเจียวจิงก่อนรึ”แววตาและท่าทางที่ไม่เป็นมิตร บ่งบอกความเป็นศัตรูขององค์ช







