로그인ทั้งเว่ยชางหลางและองครักษ์ของเขาเดินเงียบๆ ไปอีกครู่หนึ่งผ่านสะพานหินโค้งที่ทอดข้ามลำธารเล็กๆ เสียงน้ำไหล เป็นสิ่งเดียวที่ทำลายความเงียบระหว่างคนทั้งสองอยู่ๆ เว่ยชางหลางก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา “เฉินซิวหยวน...บุตรชายอนุจากตระกูลเฉินคนนั้น”โม่เฉินรีบตอบรับ “ขอรับ บัณฑิตเฉินผู้นั้น...”“ไปสืบประวัติมาให้ละเอียด” แววตาของเว่ยชางหลางฉายประกายแข็งกร้าว“ข้าต้องการรู้ทุกเรื่องที่คนผู้นั้นทำ ทุกคนที่ติดต่อ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม โดยเฉพาะ...เรื่องที่เจ้านั่นพัวพันกับคนของจวนแม่ทัพตระกูลซู”โม่เฉินใจหายวาบ เขาสัมผัสได้ถึงโทสะที่แผ่ออกมาจากตัวผู้เป็นนายได้อย่างชัดเจน บัณฑิตแซ่เฉินผู้นั้นคงทำอะไรบางอย่างที่ขัดใจท่านอ๋องเข้าอย่างจังจนถึงขั้นต้องลงมือสืบสาวราวเรื่องเป็นการส่วนตัว“ข้าจะรีบไปจัดการทันทีขอรับ” โม่เฉินรับคำอย่างแข็งขันเว่ยชางหลางไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเพียงปรายตามองกลับไปยังทิศทางของศาลากลางน้ำ เงาร่างเล็กๆ ของสตรีผู้นั้นยังคงติดอยู่ในห้วงคำนึงแววตาที่ท้าทายไม่ยอมใคร ท่าทีที่สงบนิ่งไม่หวั่นเกรง และความอบอุ่นจางๆ ที่เขาสัมผัสได้ยามเข้าใกล้ ช่างน่าสนใจ...ไอเย็นจา
ทั้งเว่ยชางหลางและองครักษ์ของเขาเดินเงียบๆ ไปอีกครู่หนึ่งผ่านสะพานหินโค้งที่ทอดข้ามลำธารเล็กๆ เสียงน้ำไหล เป็นสิ่งเดียวที่ทำลายความเงียบระหว่างคนทั้งสองอยู่ๆ เว่ยชางหลางก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา “เฉินซิวหยวน...บุตรชายอนุจากตระกูลเฉินคนนั้น”โม่เฉินรีบตอบรับ “ขอรับ บัณฑิตเฉินผู้นั้น...”“ไปสืบประวัติมาให้ละเอียด” แววตาของเว่ยชางหลางฉายประกายแข็งกร้าว“ข้าต้องการรู้ทุกเรื่องที่คนผู้นั้นทำ ทุกคนที่ติดต่อ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม โดยเฉพาะ...เรื่องที่เจ้านั่นพัวพันกับคนของจวนแม่ทัพตระกูลซู”โม่เฉินใจหายวาบ เขาสัมผัสได้ถึงโทสะที่แผ่ออกมาจากตัวผู้เป็นนายได้อย่างชัดเจน บัณฑิตแซ่เฉินผู้นั้นคงทำอะไรบางอย่างที่ขัดใจท่านอ๋องเข้าอย่างจังจนถึงขั้นต้องลงมือสืบสาวราวเรื่องเป็นการส่วนตัว“ข้าจะรีบไปจัดการทันทีขอรับ” โม่เฉินรับคำอย่างแข็งขันเว่ยชางหลางไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเพียงปรายตามองกลับไปยังทิศทางของศาลากลางน้ำ เงาร่างเล็กๆ ของสตรีผู้นั้นยังคงติดอยู่ในห้วงคำนึงแววตาที่ท้าท
สองนายบ่าวเดินลัดเลาะออกจากเขตอุทยานมุ่งหน้าไปยังจุดจอดรถม้า...ฝีเท้าของซูอี้จินยังคงมั่นคงและสง่างามดุจเคย แต่ทว่าลึกๆ แล้ว ภายในหัวใจของนางยังคงเต้นแรงไม่หาย“คุณหนู เร่งฝีเท้าถึงเพียงนี้เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ เราแวะพักที่ศาลาด้านหน้านี้ก่อนดีหรือไม่” จื่อเซี่ยเอ่ยถามพลางลอบสังเกตใบหน้าของเจ้านาย“ท่านดูเหมือนหน้าแดงๆ นะเจ้าคะ อากาศร้อนเกินไปหรือ”“ก็ดีเหมือนกัน ข้าคอแห้งอยู่พอดี ไปนั่งพักจิบชาตรงนั้นสักครู่ดีกว่า” ซูอี้จินตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหวเมื่อถึงศาลา ซูอี้จินทรุดตัวลงนั่ง จื่อเซี่ยรีบรินน้ำชาอุ่นจากป้านส่งให้ทันที“ชาเจ้าค่ะคุณหนู... เมื่อครู่ตอนท่านหายไป บ่าวใจคอไม่ดีเลยเจ้าค่ะ นึกว่าคุณชายเฉินจะตามท่านไปเสียอีก”“ไม่มีอะไรหรอกจื่อเซี่ย ข้าเพียงปลีกตัวไปเดินเล่นหลีกหนีความวุ่นวายเท่านั้น”นางรับถ้วยชามาถือไว้ ซ่อนปลายนิ้วที่แอบสั่นระริกไว้ใต้แขนเสื้ออย่างแนบเนียน“ข้าไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ที่จะยอมให้ผู้ใดมารังแกได้ง่ายๆ”“แต่ว่า ตอนนี้มือคุณหนูสั่นอยู่นะเจ้าคะ ไม่
ส่วนด้านในศาลา เมื่อเสียงด้านนอกเงียบลงไปแล้ว...แต่ลมหายใจของนางยังติดขัดอยู่ในลำคอ นางรู้สึกได้ถึงความสั่นสะท้านจากร่างของบุรุษที่โอบกอดนางจากด้านหลัง ไม่ใช่ความกังวลว่ามีใครจะมาเห็นเหมือนนาง แต่เป็นความขบขันที่ถูกเก็บกลั้นเอาไว้ ริมฝีปากของเขายังคงคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนแต่ละครั้งที่เป่ารดผิวเนื้อทำให้ขนทั่วร่างของนางลุกชันซูอี้จินเกลียดความรู้สึกนี้ เกลียดที่ร่างกายทรยศต่อความคิด และเกลียดที่สุดคือความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดภายใต้เสื้อคลุมที่เขากักขังนางไว้ความเงียบสงัดของศาลาริมน้ำแห่งนี้กลับมาอีกครั้ง เว่ยชางหลางก็ค่อยๆ คลายอ้อมแขนที่รัดรึงร่างของนางออกอย่างอ้อยอิ่ง“ดูเหมือนว่าสุนัขที่น่ารำคาญนั่นจะไปซะแล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด“วันนี้ท่านอ๋องคงเล่นสนุกกับข้ามากพอแล้ว หากไม่มีธุระอันใดอีก ข้าขอตัว”มุมปากเว่ยชางหลางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำเสียดสีของซูอี้จิน ปลายนิ้วสากเย
ทว่าเว่ยชางหลางกลับไม่ใส่ใจกฎเกณฑ์หรือสายตาของผู้ใดทั้งสิ้น...ยิ่งเห็นนางตื่นกลัวและดิ้นรนหนีเพราะบุรุษอีกคน เขาก็ยิ่งนึกสนุกและรู้สึกหวงแหนรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นชายิ่งกว่าเดิม“เจ้าจะไปไหน” เขาถามเสียงเย็น มือที่โอบเอวนางอยู่กระชับแน่นขึ้นอีก“มีคนมา! ท่านไม่ได้ยินหรือ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” นางร้องเสียงหลง พยายามแกะมือของเขาออกจากเอว แต่ก็ไม่เป็นผล“แล้วอย่างไรเล่า” เขาย้อนถามด้วยท่าทีไม่ยี่หระ พลางโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะปัดป่ายพวงแก้มของนาง“ที่นี่คืออาณาเขตของข้า ข้าก็อยากจะรู้นักว่าเจ้าของเสียงนั่นจะโผล่หัวเข้ามาถึงในนี้ได้อย่างไร หากไม่ถูกองครักษ์ของข้าบั่นคอทิ้งไปเสียก่อน”ซูอี้จินลอบหวั่นใจ แม้เฉินซิวหยวนจะบุกเข้ามาไม่ได้ แต่เขาอาจมองเห็นนางจากที่ไกลๆ ได้ ยามนี้นางไม่อยากดึงตัวเองเข้าไปพัวพันกับบุรุษจอมปัญหาผู้ใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะคนด้านนอก หรือคนที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ตาม!ทว่าแววตาวิตกกังวลที่ฉายชัดบนใบหน้านางเมื่อได้ยินเสียงเฉินซิวหยวน กลับไปกระตุกริ้วความหงุดหงิดในใจของเว่ยชางหลางเข้
เมื่อเห็นซูอี้จินเอาแต่เม้มปากแน่น ไม่ยอมปริปากเถียง...นัยน์ตาของเว่ยชางหลางก็ทอประกายพึงพอใจ มุมปากของเขายกสูงขึ้น“ที่เจ้าเงียบไป เป็นเพราะถูกข้าพูดจี้ใจดำเข้าล่ะสิ?”เขากระซิบถามชิดริมหู กลิ่นหอมเย็นของไม้สนจากกายชายหนุ่มยิ่งทำลายสติสัมปชัญญะของนาง“จี้ใจดำเรื่องอะไรกัน ข้าไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง!”“นั่นสินะ สตรีเช่นเจ้าจะมีสิ่งใดมาซ่อนเร้นจากสายตาข้าได้”“หรือว่า... ถ้อยคำที่คนพวกนั้นกล่าวหาว่าเจ้าแอบมีใจให้ข้า จะเป็นความจริงกันแน่?”เขาพูดพลางก้มหน้าลงมาจนหน้าผากแทบจะชนกัน“ยังจะปากแข็งอีกนะ” เขาลากเสียงอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นซูอี้จินพูดไม่ออก“หากมิได้แอบมีใจให้ข้า แล้วเหตุใดตอนที่ข้าเดินเข้าไปหา เจ้าถึงเอาแต่จ้องหน้าข้าตาไม่กะพริบล่ะ?”“ข้าแค่ตกใจต่างหาก! ผู้ใดจะไปคิดว่าจู่ๆ ท่านจะโผล่มาขัดจังหวะ เอ่อ! มาช่วยข้ากันล่ะ!”“ตกใจ? หรือว่าแท้จริงแล้วดีใจจนพูดไม่ออกกันแน่?” มุมปากของเขายกสูงขึ้นกว่าเดิม“เจ้าจงใจยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ ทำตัวอ่อนแอเรียกร้องความสงสาร เพื่อหลอกล่อให้ข้าทนไม่ไหวต้องออกโรงมาปกป้อง ที่แท้ก็เป็นแผนเรียกร้องความสนใจจากข้าใช่หรือไม่?”“ท่านอ๋อง! ท่านจะหลงตัวเองเกินไ







