LOGINในตอนเช้าหว่าอิ๋งที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็อมยิ้มที่ตอนนี้ตนเองอยู่ในอ้อมกอดของหยี่หาน นางค่อยๆ ลงจากเตียงแล้วหยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวมใส่ ใช้มืออังที่หน้าผากของเขาพบว่าไข้ลดลงมากแล้วจึงยิ้มออกมาอย่างวางใจ
นางช่วยใส่กางเกงให้กับเขาเพียงตัวเดียวเพราะเกรงว่าถ้าขยับมากกว่านี้เขาจะตื่น จึงห่มผ้าให้เขาแล้วออกไปทำอาหารเช้าทิ้งเอาไว้ให้ ก่อนจะเดินออกไปให้อาหารเป็ดและรดน้ำสวนผักที่ตอนนี้พึ่งลงแปลงใหม่หลังจากขายผลผลิตไปเมื่อวันก่อน
หยี่หานตื่นมาด้วยอาการหนักอึ้งที่ศีรษะ เขารู้ตัวว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น และมั่นใจว่ามันไม่ใช่ครั้งแรก
ตอนนั้นที่หว่าอิ๋งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วหลอกให้เขาเข้าใจผิดว่ามันคือความฝัน นางคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่ยอมพูดความจริงกับเขา
เขาลุกขึ้นสวมใส่เสื้อผ้าแล้วเดินออกไปที่ห้องโถงเล็กๆ กลางบ้านที่มีโต๊ะอาหารวางอยู่
อาหารบนโต๊ะยังคงอุ่นอยู่แต่ไม่มีข้าว เขาจึงเดินเข้าไปในครัวพบว่านางทำซีฟั่น(ข้าวต้ม)เอาไว้ในหม้อต้มอุ่นอยู่บนเตาที่เอาฟืนออกไปจำนวนหนึ่ง จึงตักใส่ถ้วยมาทานกับอาหารที่นางเตรียมเอาไว้ให้บนโต๊ะ
นางไม่เคยอยู่รอทานอาหารเช้าด้วยกันเพราะนางต้องออกไปทำงานในสวนผักและรอต้อนเป็ดเข้าเล้า
พอทานเสร็จหว่าอิ๋งจึงกลับเข้ามา นางอมยิ้มให้เขาอย่างเขินอายกับเรื่องที่เกิดขึ้น คราวนี้คงหาเรื่องหลอกว่าเขาแค่ฝันไปไม่ได้อีกแล้ว
“ข้าต้มยาไว้ให้ท่าน เดี๋ยวข้าจะนำมาให้นะเจ้าคะ” นางบอกในขณะที่เก็บถ้วยจานบนโต๊ะอาหาร
หยี่หานไม่ตอบ เขาไม่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะหากนางต้องการให้เขารับผิดชอบคงไม่หลอกเขาแต่แรกว่าไม่ได้เกิดอันใดขึ้น คิดว่านางคงมีเหตุผลที่ทำให้ต้องทำอย่างนั้น แต่ไม่กล้าถามนางออกไปตรงๆ
ส่วนเขาเองก็มีเหว่ยฟางอยู่แล้ว หากต้องรับผิดชอบนางก็เท่ากับว่าเขาต้องพลาดจากหญิงคนรักแล้วเขาจะเข้าสอบไปเพื่ออันใดกันเล่า หากไม่ได้ครองคู่กับโจวเหว่ยฟาง หญิงงามที่เขานั้นรักปักดวงใจ
เขารับถ้วยใส่ยาสีเขียวเข้มมาดื่มแล้วลังเลว่าควรพูดอะไรกับนางดีหรือไม่ แต่ก็ไม่มีความกล้าพอ
“ข้าปวดศีรษะยิ่งนัก ขอข้าพักผ่อนก่อน ไม่ต้องปลุกข้าทานอาหารนะ ข้าอยากนอนจนถึงตอนเย็น” เขาเอาเรื่องอาการป่วยมาอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะเสวนากับนาง
หว่าอิ๋งเห็นท่าทางเขาอย่างนั้น นางก็พอเดาออกว่าอีกฝ่ายนั้นคงลำบากใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น พลางนึกไปว่าชีวิตเขานั้นต่อสู้เพื่อให้ได้ครองคู่กับเหว่ยฟาง เขาคงรู้สึกผิดและรู้สึกแย่กับตนเองเป็นอย่างมาก
‘หรือข้าควรไปจากที่นี่’ นางนึกในใจอย่างรู้สึกเป็นกังวล
ความดึงดันที่อยากส่งเสริมให้เขาสอบผ่านจวี่เหรินก่อนจะจากไปนั้น มันอาจทำให้เขาลำบากใจ เพราะความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น
อีกใจก็อยากจากใจเพื่อให้เขาสบายใจ ยอมเก็บความทุกข์ตรมเอาไว้เพียงผู้เดียว แต่อีกใจก็เกรงว่าเขาจะไม่มีคนดูแล ต้องลำบากทั้งปลูกผักขายและอ่านตำราไปพร้อมๆ กัน อาจทำให้เป็นอุปสรรคในการสอบของเขา เพราะตั้งแต่สอบตกจวี่เหรินคราวก่อนเขาก็ไม่ถูกเรียกให้เข้าไปช่วยงานอันใดอีกเลย
“ไม่ต้องห่วงหรอกนะคุณชาย ข้าจะไปจากที่นี่ อีกเพียงแค่สองเดือนหลังจากนี้ ท่านก็ไม่ต้องเห็นหน้าข้าอีกแล้ว” นางพึมพำกับตนเองก่อนจะมองไปยังห้องนอนของเขาแล้วเช็ดน้ำตาที่เอ่อไหลออกมา
**********************
หยี่หานนอนหลับไปและตื่นอีกทีในยามเว่ย(ช่วงบ่ายโมง) เขารู้สึกว่าอาการปวดศีรษะเบาบางลงบ้างแล้ว อุณหภูมิในร่างกายก็เริ่มปกติ และรู้สึกหิวเล็กน้อย
เขาเดินเข้าไปในครัวพบว่าหว่าอิ๋งไม่ได้ทำอาหารเอาไว้ หากแต่มีซีฟั่นที่นางทำไว้เมื่อเช้านี้และผัดผักของเมื่อเช้าในกระทะ จึงนำมาอุ่นทานรองท้อง
‘นางไปไหนกัน’ เขานึกในใจด้วยความเป็นห่วง
เขาบอกนางว่าไม่ต้องปลุกก็จริง แต่หว่าอิ๋งก็ไม่เคยเลยที่จะไม่ทำอาหาร บังคับเขาให้ทานครบทั้งสามมื้อ แล้วยังมีของว่างที่หมั่นทำมาเรียกน้ำย่อยเขาเสมอ
“หรือว่านางโกรธที่ข้าไม่ได้กล่าวขอโทษและขอรับผิดชอบนางเมื่อเช้า จึงหนีไปแล้ว” เขาพูดด้วยความใจหาย
หยี่หานเดินไปเดินมาในบ้านของตน สลับกับออกไปชะเง้อมองอยู่นอกบ้าน เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยามจนรู้สึกว่าไข้กลับ แล้วจึงไปนอนรอนางจนหลับไป
เขาตื่นมาอีกครั้งก็พบว่าใกล้มืดแล้ว อาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้าแต่ก็ไม่มีแม้แต่เงาของหว่าอิ๋ง ทำให้เขาใจหายเป็นอย่างมาก ที่ยังไม่ได้กล่าวขอโทษนางกับสิ่งที่เขาขาดสติทำมันลงไปอย่างตั้งใจ
เขานั่งทำหน้าเศร้าอยู่ที่โต๊ะทานอาหารในห้องโถง มองไปยังกระดาษที่ตนเขียนบทกวีถึงเหว่ยฟางเอาไว้ ทั้งทำผิดต่อนางและทำผิดต่อหว่าอิ๋งอย่างไม่น่าให้อภัย และตอนนี้รู้สึกถึงหัวใจที่เจ็บปวดเมื่อนึกถึงชีวิตหลังจากนี้ที่ไม่มีหว่าอิ๋งแล้ว
มันไม่ใช่ความรู้สึกเสียดายว่าจะไม่มีใครอยู่รับใช้ แต่มันเป็นความใจหายแปลกๆ เหมือนตอนที่รู้ว่าเหว่ยฟางมีลู่ชิงฟงมาเกี่ยวพัน ใจหายเหมือนกับว่ากำลังเสียคนที่รักไป
‘นี่ข้ารักผู้หญิงพร้อมกันสองคนอย่างนั้นหรือ ข้ารักหว่าอิ๋งตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมข้าหลายใจโลเลเช่นนี้ เหว่ยฟาง หว่าอิ๋ง ข้าผิดต่อพวกเจ้าทั้งสองคนเหลือเกิน’ บัณฑิตหนุ่มนึกทบทวนความรู้สึกของตนเอง แล้วสรุปได้ว่าตนเองก็มีใจให้หว่าอิ๋งไปโดยไม่รู้ตัว แต่รู้เมื่อเสียนางไปแล้ว
“ข้ากลับมาแล้วค่ะคุณชาย” เสียงของหว่าอิ๋งดังขึ้นมา เนื้อตัวนางมอมแมมและหายใจหอบถี่
หยี่หานเดินตรงเข้าไปหานาง ตั้งใจจะดึงนางมากอดเอาไว้แต่ชะงักเท้าแล้วลดมือที่ยื่นออกไปลง
“เจ้าไปไหนมา” เขาถามนางเสียงดุ เหมือนว่าเป็นห่วงนางมาก
“ข้าออกไปเก็บนุ่นมาเจ้าค่ะ แถวนี้มีไม่มากจึงเดินไปเก็บที่ชายป่าแถบตะวันออกแทน ได้มาเยอะเชียว ข้าเก็บเพลินจนลืมเวลา พอรู้ตัวก็รีบกลับมาทันทีเลยเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปทำอาหารให้ท่านเดี๋ยวนี้” นางละล่ำละลักบอก เกรงว่าเขาจะหิวเพราะล่วงเลยเวลามื้อค่ำมานานมากแล้ว
“ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น ข้าหมายถึงมันมืดค่ำแล้ว ข้าเป็นห่วงเจ้า” น้ำเสียงของหยี่หานบ่งบอกว่าเขาพูดจริง
หว่าอิ๋งไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง นางเข้าใจว่าเขาเป็นห่วงตามมารยาทเพียงเท่านั้น
“คุณชายนั่งรอข้าก่อน ข้าจะทำอาหารให้ท่านตอนนี้ ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
“ไม่ต้องรีบ ข้ายังไม่หิว” เขาบอกนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แล้วมองฝักนุ่นที่นางนำกลับมา อยากหัวเราะตนเองที่คิดว่านางทิ้งเขาไป ทั้งๆ ที่นางห่วงใยเขาเพียงนี้ หน้าหนาวเช่นนี้นางคงต้องการเย็บผ้าห่มเพิ่ม
หว่าอิ๋งวางข้าวของในมือลงแล้วไปที่ห้องครัว เพื่อทำหน้าที่ของตนเอง เขาดูเหมือนอยากพูดอะไรกับนาง แต่ยังไม่กล้าเอื้อนเอ่ย คงเป็นเพราะกลัวนางจะเสียใจ
สถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันช่างเป็นอะไรที่อึดอัดน่าดู เหมือนจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดกัน เหมือนจะเงียบก็ไม่ใช่
หยี่หานเดินไปในห้องอ่านตำราของตน นำบทกวีที่สื่อถึงเหว่ยฟางออกมาถือเอาไว้ แล้วม้วนมันเก็บในชั้นวางตำราของเขา
‘ข้าจะทำอย่างไรดีเหว่ยฟาง แต่ก่อนข้าอยากให้เจ้ามาเป็นฮูหยินของข้าแต่เพียงผู้เดียว แต่ตอนนี้ข้ากลับมีใจให้อีกนางหนึ่ง หากเจ้ารู้เจ้าคงโกรธข้ามากสินะ ข้ารู้สึกผิดต่อเจ้ายิ่งนัก’
หยี่หานนึกกังวล ถึงชายที่มีหลายเมียนั้นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ด้วยความรักที่มีต่อเหว่ยฟางเขาจึงไม่อยากเป็นเหมือนคนอื่น ตอนนี้กลับมีหว่าอิ๋งเข้ามา มันทำให้เขานั้นเริ่มหวั่นไหวเสียแล้ว
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







