LOGINกลิ่นหอมจรุงใจของสมุนไพรนานาชนิดผสมผสานกับกลิ่นกุหลาบมอญลอยอบอวลไปทั่วห้องอาบน้ำส่วนตัว ไอระเหยสีขาวขุ่นลอยละล่องปกคลุมผิวน้ำ ดั่งม่านหมอกในยามเช้าที่โอบล้อมขุนเขา
ภายในถังไม้ฮิโนกิใบมหึมาที่ถูกขัดจนมันปลาบ ร่างโปร่งบางของหลินซีเหยาแช่อยู่ในน้ำอุ่นจัด ผิวพรรณที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมานั้นขาวผ่องอมชมพูระเรื่อเมื่อต้องความร้อน หยดน้ำเกาะพราวตามลำคอระหงและลาดไหล่กลมกลึงดูเย้ายวนตายิ่งนัก
“คุณชาย... ท่านช่วยขยับตัวหน่อยเถิดขอรับ ขัดแรงกว่านี้อีกนิดประเดี๋ยวขี้ไคลก็ไม่ออกกันพอดี!”
อาเป่ามุ่ยหน้า บ่นกระปอดกระแปดพลางออกแรงลงผ้าขัดตัวบนแผ่นหลังเนียนละเอียดของเจ้านาย เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นตามไรผมของบ่าวผู้ซื่อสัตย์
“เบามือหน่อยสิอาเป่า... เจ้ากะจะถลกหนังข้าออกมาทำรองเท้าหรืออย่างไร” หลินซีเหยาบ่นงึมงำในลำคอ ศีรษะทุยสวยพิงอยู่กับขอบถังไม้ เปลือกตาบางพริ้มหลับลงอย่างเกียจคร้านและเปี่ยมสุข “ขี้ไคลอันใดกัน วันๆ ข้ามิได้เยื้องย่างออกไปตากลมตากแดดที่ใด สิงสถิตอยู่แต่ในห้องหับ ผิวข้าสะอาดหมดจดปานนี้ จะเอาสิ่งสกปรกมาจากที่ใด”
“สะอาดแต่กายหยาบน่ะสิขอรับ แต่ชื่อเสียงของท่านยามนี้... เกรงว่าจะเน่าเฟะส่งกลิ่นโชยไปถึงชายแดนแล้ว!” อาเป่าอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเหน็บแนมด้วยความอัดอั้น “ท่านอย่าลืมนะขอรับ ว่าราตรีนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองชัยครั้งยิ่งใหญ่ในวังหลวง เหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางทั่วราชสำนัก ล้วนไปรวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า รวมถึงบรรดาคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ ท่านจะต้องดูดีที่สุด สง่างามที่สุด อย่าให้ผู้ใดมาดูแคลนได้ว่าเป็นดอกไม้งามที่ไร้ค่า”
หลินซีเหยาค่อยๆ ลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง นัยน์ตาดอกท้อฉายแววขบขันระคนเอ็นดู มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“อาเป่าเอ๋ย... เจ้าช่างอ่อนต่อโลกนัก การจะจับปลาตัวใหญ่ที่ว่ายากนั้น เหยื่อล่อหาจำเป็นต้องดิ้นพล่านเรียกร้องความสนใจไม่ เพียงแค่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน ลอยเท้งเต้งอยู่เฉยๆ ... ประเดี๋ยวมัจฉาพวกนั้นก็ว่ายมาติดเบ็ดเองนั่นแล”
กว่าหลินซีเหยาจะยอมเสด็จลุกจากถังน้ำอุ่น ก็กินเวลาไปเกือบหนึ่งชั่วยาม จนปลายนิ้วเหี่ยวย่นเพราะแช่น้ำนานเกินไป
การเลือกอาภรณ์สำหรับค่ำคืนสำคัญเริ่มขึ้น บ่าวรับใช้รื้อค้นหีบผ้าไหมออกมาวางเรียงรายเต็มตั่งเตียง หากแต่หลินซีเหยาหาได้สนใจในลวดลายวิจิตรบรรจง หรือสีสันฉูดฉาดบาดตา เกณฑ์การเลือกของเขามีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือความ ‘สบาย’
“ชุดนี้ไม่เอา... ผ้าไหมต่วนเนื้อหยาบเกินไป หากข้าเผลอหลับ ผิวข้าคงเป็นรอยแดง” เขาใช้นิ้วเขี่ยชุดสีแดงเพลิงทิ้งอย่างไม่ไยดี
“ชุดนี้รัดช่วงเอวเกินไป หากข้ากินขนมจนอิ่ม จะทำให้อึดอัด หายใจไม่สะดวก” ชุดสีม่วงเข้มปักดิ้นทองถูกโยนไปอีกทาง
“เอาชุดนี้แหละ...”
มือเรียวหยิบอาภรณ์ชุดหนึ่งขึ้นมา เป็นชุดผ้าไหมซูโจวเนื้อดีสีฟ้าครามดุจท้องฟ้ายามราตรีที่ไร้เมฆหมอก เนื้อผ้านั้นนุ่มลื่นดุจสายน้ำ เบาสบายและระบายอากาศได้ดีเยี่ยม บนตัวเสื้อปักลายนกกระเรียนเหินเวหาด้วยด้ายเงินเส้นเล็กละเอียด ยามต้องแสงไฟจะเกิดประกายระยิบระยับเพียงแผ่วเบา ดูเรียบง่ายทว่าแฝงไว้ด้วยความหรูหราอย่างมีรสนิยม
เมื่ออาภรณ์ชุดนั้นถูกสวมใส่ลงบนร่างระหง มันช่วยขับเน้นผิวพรรณที่ขาวผ่องอยู่แล้วให้ดูเปล่งประกายเจิดจรัสราวกับมีรัศมีเรืองรองออกมาจากกาย เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเพียงครึ่งศีรษะ ปักตรึงด้วยปิ่นหยกขาวมันแพะเรียบเกลี้ยงไร้ลวดลาย เพียงชิ้นเดียว
หลินซีเหยายืนหมุนตัวอยู่หน้าคันฉ่องบานใหญ่ ภาพสะท้อนที่ปรากฏคือบุรุษหนุ่มรูปงามผู้ดูราวกับเทพเซียนที่หลุดพ้นจากกิเลสทางโลก บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้ซึ่งจริตมารยา จนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือเจ้าของฉายา ‘บุปผาราคี’ ที่ชาวเมืองต่างพากันถ่มถุย
“งดงาม... งดงามเหนือคำบรรยายขอรับคุณชาย!” อาเป่าเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง “คืนนี้ท่านต้องสังหารพวกปากหอยปากปูพวกนั้นให้ตายเรียบด้วยความงามนี้เป็นแน่แท้!”
หลินซีเหยาหยิบพัดจีบวาดลวดลายทิวทัศน์ขึ้นมาบดบังรอยยิ้มมุมปาก “ไปกันเถิดอาเป่า ข้าอยากรีบไปให้ถึงงานเร็วๆ ...ได้ยินมาว่าเบาะรองนั่งในท้องพระโรงวังหลวงนั้น บุด้วยนุ่นชั้นดีจากแดนใต้ ข้าอยากจะลองไปนั่งสัมผัสดูให้เป็นบุญก้นสักครา”
...
ณ โถงรับรองใหญ่ของจวนสกุลหลิน บรรยากาศที่เคยดำเนินไปอย่างปกติพลันตึงเครียดขึ้นทันตาเห็น เมื่อร่างในอาภรณ์สีฟ้าครามปรากฏตัวขึ้น
หลินลู่ เสนาบดีกรมพิธีการ ผู้เป็นบิดา นั่งวางมาดเคร่งขรึมอยู่บนเก้าอี้ประธานไม้พะยูง สายตาคมดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งมาที่บุตรชายคนรอง ด้านข้างคือ ฮูหยินรอง ผู้แต่งกายงดงามสมฐานะ และ หลินเมิ่ง พี่สาวต่างมารดาที่ประโคมเครื่องประดับมาเต็มยศจนแทบมองไม่เห็นเนื้อหนัง
“มาช้านัก!” น้ำเสียงทรงอำนาจของหลินลู่ตวาดก้อง “ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องมานั่งรอ เจ้ายังมีจิตสำนึกของลูกหลานตระกูลหลินหลงเหลืออยู่หรือไม่?”
หลินซีเหยาหาได้สะทกสะท้าน เขายอบกายลงคารวะอย่างเชื่องช้า ท่วงท่านุ่มนวลชดช้อยดุจกิ่งหลิวลู่ลม “ท่านพ่อโปรดระงับโทสะ... ลูกเพียงแต่พิถีพิถันในการแต่งกาย ตรวจตราความเรียบร้อยมิให้ขาดตกบกพร่อง เพื่อมิให้เป็นที่ขายหน้าแก่วงศ์ตระกูลหลินขอรับ”
“เหอะ! พิถีพิถันหรือ?” หลินเมิ่งแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน สายตาเหยียดหยามกวาดมองน้องชายต่างแม่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “แต่งตัวเรียบๆ จืดชืดเช่นนี้ คิดจะแสร้งทำตัวเป็นดอกบัวขาวผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องหรืออย่างไร? ทั่วทั้งเมืองหลวงเขารู้ไส้รู้พุงเจ้าหมดแล้ว ว่าเนื้อในนั้นเน่าหนอนฟอนเฟะเพียงใด”
“เมิ่งเอ๋ย... อย่าพูดจาเช่นนั้น” ฮูหยินรองยกพัดขึ้นปิดปาก จีบปากจีบคอแสร้งทำเสียงดุบุตรสาว “น้องเจ้าอาจจะอยากกลับตัวกลับใจ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ก็ได้ ถึงแม้ว่าไม้แก่จะดัดยากสักเพียงใดก็ตามที”
หลินซีเหยาฟังคำเหน็บแนมเหล่านั้นแล้วก็เพียงแค่ระบายยิ้มบางเบา ดวงตายังคงใสซื่อบริสุทธิ์ คำด่าทอพวกนี้เขาฟังจนหูชา และ ‘ขี้เกียจ’ เกินกว่าจะเก็บเอามาใส่ใจให้รกสมอง
“พี่หญิงกล่าวหนักไปแล้ว... ข้าเพียงแต่เห็นว่าพี่หญิงแต่งกายด้วยชุดสีแดงชาดสดใส ปักด้ายทองระยิบระยับ งดงามโดดเด่นราวกับ... ไก่ฟ้าพญาลอที่กำลังรำแพนหาง ข้าจึงมิกล้าแต่งตัวฉูดฉาดไปแย่งชิงความโดดเด่นของท่าน ปล่อยให้ท่านได้เจิดจรัสสมใจปรารถนาเถิดขอรับ”
“เจ้า!” หลินเมิ่งหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหูด้วยความโกรธเกรี้ยว จะด่ากลับก็กระดากปาก เพราะคำเปรียบเปรยนั้นฟังดูคล้ายคำชมแต่แฝงความนัยเจ็บแสบ
“พอได้แล้ว!” หลินลู่ตัดบทเสียงเข้ม หยุดสงครามน้ำลายของพี่น้อง “รีบไปขึ้นรถม้า อย่าให้สายไปกว่านี้ และจำใส่หัวเอาไว้ หลินซีเหยา... คืนนี้เจ้าอย่าได้ก่อเรื่องงามหน้าเด็ดขาด อยู่ให้เงียบที่สุด สงบเสงี่ยมเจียมตัวที่สุด ห้ามไปโปรยเสน่ห์ยั่วยวนบุรุษคนใดให้เป็นขี้ปากชาวบ้านอีก เข้าใจหรือไม่?”
“ลูกทราบแล้วขอรับ ท่านพ่อ” หลินซีเหยารับคำเสียงใส ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาพราวระยับ
อยู่เงียบๆ หรือ? หึ... ช่างเข้าทางข้ายิ่งนัก ข้าเองก็กะว่าจะไปหาที่เงียบๆ แอบงีบหลับอยู่พอดี
...
งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเหนือแคว้นศัตรูถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ณ อุทยานหลวง ยามราตรีนี้ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีนับพันดวง ส่องสว่างไสวขับไล่ความมืดมิดจนดูราวกับเป็นเวลากลางวัน เสียงดนตรีบรรเลงท่วงทำนองเสนาะหู เคล้าคลอไปกับกลิ่นหอมของสุราเลิศรสและอาหารโอชาที่ถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย
ทันทีที่หลินซีเหยาเยื้องย่างเข้าสู่บริเวณงาน เสียงพูดคุยจอแจที่เคยดังเซ็งแซ่ก็พลันเงียบกริบลงชั่วขณะ ราวกับมีใครสั่งหยุดเวลา สายตานับร้อยคู่พุ่งตรงมาที่เขาเป็นจุดเดียว
ความงามที่เปล่งประกายท่ามกลางแสงโคมไฟ ทำให้หลายคนถึงกับลืมหายใจ ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดตัดกับชุดสีฟ้าอ่อนดูสะอาดตา ใบหน้าหวานซึ้งที่ดูไร้เดียงสาบริสุทธิ์ ช่างขัดแย้งกับข่าวลือคาวโลกีย์ที่ทุกคนเคยได้ยินได้ฟังมาอย่างสิ้นเชิง
“นั่นน่ะหรือ... คุณชายรองหลินซีเหยา? ตัวจริงงดงามหยดย้อยยิ่งกว่าคำร่ำลือเสียอีก”
“งามแล้วอย่างไรเล่า? สุดท้ายก็เป็นได้แค่ของเล่นบำเรอกามของบุรุษ ข้าได้ยินมาว่าเขาเปลี่ยนคู่ขาไม่ซ้ำหน้า ยิ่งกว่าเปลี่ยนอาภรณ์เสียอีก”
“เจ้าดูสายตาทอดถอนใจคู่นั้นสิ... ช่างยั่วยวนกวนอารมณ์นัก ทั้งที่ยืนอยู่เฉยๆ แท้ๆ ช่างเป็นปีศาจจิ้งจอกจำแลงมาเกิดโดยแท้”
เสียงซุบซิบเริ่มดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ทั้งสายตาโลมเลียอย่างหยาบคายจากเหล่าบุรุษ และสายตาริษยาชิงชังจากเหล่าสตรีที่จ้องมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
หลินซีเหยาเดินผ่านฝูงชนด้วยท่วงท่าสงบนิ่งเยือกเย็นแต่ความจริงคือกำลังเดินละเมอเพราะความง่วงเริ่มเข้าครอบงำ เขาหาได้สนใจสายตาใครไม่ เป้าหมายเดียวในดวงตาคือโต๊ะประจำตระกูลหลิน ที่มีเบาะรองนั่งหนานุ่มวางรอคอยอยู่
ทว่า... ยังไม่ทันที่บั้นท้ายงามงอนจะได้สัมผัสความนุ่มนิ่ม เสียงขานชื่ออันทรงพลังของขันทีหน้าตำหนักก็ดังก้องกังวานไปทั่วอุทยาน
“ชินอ๋อง จ้าวจินหลง เสด็จ!”
พลันบรรยากาศในงานเลี้ยงก็เปลี่ยนจากความรื่นเริงหรรษา เป็นความตึงเครียดและยำเกรงขามจนน่าอึดอัด แขกเหรื่อทั้งหมดรีบผละจากที่นั่ง ลุกขึ้นยืนก้มหน้าถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
หลินซีเหยาที่เพิ่งจะหย่อนกายลงไปได้เพียงครึ่งทาง จำต้องฝืนสังขารลุกขึ้นยืนตัวตรงอีกครั้ง พร้อมกับก่นด่าในใจ ‘คนจะนั่งก็ไม่ได้นั่ง... จะมาเสด็จอะไรกันตอนนี้ ขาก็เมื่อย ตาจะปิดอยู่รอมร่อ’
บานประตูตำหนักเปิดออกกว้าง ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรสี่เล็บด้วยดิ้นทองคำก้าวเข้ามาอย่างองอาจ รังสีอำมหิตจากการกรำศึกเหนือใต้ แผ่ซ่านออกมาจากร่างแกร่งจนทำให้อากาศรอบข้างดูเย็นเยียบลงถนัดตา
ใบหน้าของ จ้าวจินหลง นั้นหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักจากหินผา แต่ดวงตาเรียวรีคมกริบดุจพญาเหยี่ยวนั้นกลับเย็นชายะเยือก ไร้ซึ่งความรู้สึก ราวกับมองเห็นทุกคนในที่นี้เป็นเพียงก้อนกรวดก้อนทรายที่ไร้ค่า
ท่านอ๋องกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบงาน เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ตัวสั่นงันงก ไม่มีผู้ใดกล้าหาญพอที่จะสบตากับแม่ทัพมัจจุราชผู้นี้
ยกเว้นเพียงคนเดียว...
หลินซีเหยาที่ยืนหลบมุมอยู่แถวหลังสุด แอบเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มาใหม่ ดวงตาดอกท้อที่ฉ่ำน้ำพลันเป็นประกายวูบไหวเมื่อได้ยลโฉมรูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างตั้งตรงที่ดูแข็งแรงบึกบึนนั่น
ไหล่กว้างปานนั้น... น่าจะหนุนนอนสบายยิ่งกว่าหมอนใบใด
แผงอกผายกว้างนั่น... หากได้ซบหน้าลงไปคงอุ่นสบายคลายหนาว
หน้าตาดุดัน แววตาอำมหิต... ดี! คงไม่มีแมลงหวี่แมลงวันตัวใดกล้าบินมาตอมให้รำคาญใจ เท่ากับว่าชีวิตข้าจะสงบสุขไร้สิ่งรบกวน
และที่สำคัญที่สุด... ดูจากอาภรณ์และรัศมีบารมีแล้ว คงจะรวยล้นฟ้าและมีอำนาจล้นแผ่นดิน!
“นี่แหละ...” หลินซีเหยาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ลิ้นเล็กสีชมพูแลบเลียริมฝีปากที่แห้งผากโดยไม่รู้ตัว “หมอนข้าง... เอ้ย ว่าที่สามีที่ข้าเพียรตามหามาทั้งชีวิต”
จังหวะนั้นเอง สัญชาตญาณสัตว์ป่าของจ้าวจินหลงก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันแปลกประหลาดที่จ้องมองมา เขาหันขวับมาสบตาเข้ากับหลินซีเหยาอย่างจัง
วินาทีที่สายตาสองคู่ปะทะกัน ท่านอ๋องขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อเห็นชายงามล่มเมืองในอาภรณ์สีฟ้าที่กำลังจ้องมองพระองค์ด้วยสายตา... หิวกระหาย? หรือ ง่วงงุน? พระองค์เองก็แยกไม่ออก
แต่สิ่งที่จ้าวจินหลงรับรู้ได้ในทันทีคือ คนผู้นี้งดงาม... แต่งดงามในแบบที่พระองค์ชิงชังที่สุด งดงามราวกับพวกปีศาจจิ้งจอกที่ใช้เรือนร่างล่อลวงผู้คนให้ลุ่มหลงจนเสียการเสียงาน
ท่านอ๋องสะบัดหน้าหนีอย่างเย็นชา แววตารังเกียจฉายชัด ก่อนจะเดินตรงไปยังที่ประทับโดยไม่ชายตามองอีกเป็นครั้งที่สอง
หลินซีเหยากระพริบตาปริบๆ ยิ้มแห้งๆ ให้กับความเย็นชาดุจน้ำแข็งนั้น ทว่าหาได้สะเทือนใจไม่ “ดุเสียด้วย... หึๆ แต่ไม่เป็นไร ยิ่งดุ เตียงก็ยิ่งนุ่ม ข้าเชื่อของข้าเช่นนั้น”
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







