Home / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทที่ 2 ความงามคืออาวุธ (ที่ขี้เกียจจะใช้)

Share

บทที่ 2 ความงามคืออาวุธ (ที่ขี้เกียจจะใช้)

Author: SophiaPsp
last update publish date: 2026-03-16 12:45:47

กลิ่นหอมจรุงใจของสมุนไพรนานาชนิดผสมผสานกับกลิ่นกุหลาบมอญลอยอบอวลไปทั่วห้องอาบน้ำส่วนตัว ไอระเหยสีขาวขุ่นลอยละล่องปกคลุมผิวน้ำ ดั่งม่านหมอกในยามเช้าที่โอบล้อมขุนเขา

ภายในถังไม้ฮิโนกิใบมหึมาที่ถูกขัดจนมันปลาบ ร่างโปร่งบางของหลินซีเหยาแช่อยู่ในน้ำอุ่นจัด ผิวพรรณที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมานั้นขาวผ่องอมชมพูระเรื่อเมื่อต้องความร้อน หยดน้ำเกาะพราวตามลำคอระหงและลาดไหล่กลมกลึงดูเย้ายวนตายิ่งนัก

“คุณชาย... ท่านช่วยขยับตัวหน่อยเถิดขอรับ ขัดแรงกว่านี้อีกนิดประเดี๋ยวขี้ไคลก็ไม่ออกกันพอดี!”

อาเป่ามุ่ยหน้า บ่นกระปอดกระแปดพลางออกแรงลงผ้าขัดตัวบนแผ่นหลังเนียนละเอียดของเจ้านาย เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นตามไรผมของบ่าวผู้ซื่อสัตย์

“เบามือหน่อยสิอาเป่า... เจ้ากะจะถลกหนังข้าออกมาทำรองเท้าหรืออย่างไร” หลินซีเหยาบ่นงึมงำในลำคอ ศีรษะทุยสวยพิงอยู่กับขอบถังไม้ เปลือกตาบางพริ้มหลับลงอย่างเกียจคร้านและเปี่ยมสุข “ขี้ไคลอันใดกัน วันๆ ข้ามิได้เยื้องย่างออกไปตากลมตากแดดที่ใด สิงสถิตอยู่แต่ในห้องหับ ผิวข้าสะอาดหมดจดปานนี้ จะเอาสิ่งสกปรกมาจากที่ใด”

“สะอาดแต่กายหยาบน่ะสิขอรับ แต่ชื่อเสียงของท่านยามนี้... เกรงว่าจะเน่าเฟะส่งกลิ่นโชยไปถึงชายแดนแล้ว!” อาเป่าอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเหน็บแนมด้วยความอัดอั้น “ท่านอย่าลืมนะขอรับ ว่าราตรีนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองชัยครั้งยิ่งใหญ่ในวังหลวง เหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางทั่วราชสำนัก ล้วนไปรวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า รวมถึงบรรดาคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ ท่านจะต้องดูดีที่สุด สง่างามที่สุด อย่าให้ผู้ใดมาดูแคลนได้ว่าเป็นดอกไม้งามที่ไร้ค่า”

หลินซีเหยาค่อยๆ ลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง นัยน์ตาดอกท้อฉายแววขบขันระคนเอ็นดู มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“อาเป่าเอ๋ย... เจ้าช่างอ่อนต่อโลกนัก การจะจับปลาตัวใหญ่ที่ว่ายากนั้น เหยื่อล่อหาจำเป็นต้องดิ้นพล่านเรียกร้องความสนใจไม่ เพียงแค่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน ลอยเท้งเต้งอยู่เฉยๆ ... ประเดี๋ยวมัจฉาพวกนั้นก็ว่ายมาติดเบ็ดเองนั่นแล”

กว่าหลินซีเหยาจะยอมเสด็จลุกจากถังน้ำอุ่น ก็กินเวลาไปเกือบหนึ่งชั่วยาม จนปลายนิ้วเหี่ยวย่นเพราะแช่น้ำนานเกินไป

การเลือกอาภรณ์สำหรับค่ำคืนสำคัญเริ่มขึ้น บ่าวรับใช้รื้อค้นหีบผ้าไหมออกมาวางเรียงรายเต็มตั่งเตียง หากแต่หลินซีเหยาหาได้สนใจในลวดลายวิจิตรบรรจง หรือสีสันฉูดฉาดบาดตา เกณฑ์การเลือกของเขามีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือความ ‘สบาย’

“ชุดนี้ไม่เอา... ผ้าไหมต่วนเนื้อหยาบเกินไป หากข้าเผลอหลับ ผิวข้าคงเป็นรอยแดง” เขาใช้นิ้วเขี่ยชุดสีแดงเพลิงทิ้งอย่างไม่ไยดี

“ชุดนี้รัดช่วงเอวเกินไป หากข้ากินขนมจนอิ่ม จะทำให้อึดอัด หายใจไม่สะดวก” ชุดสีม่วงเข้มปักดิ้นทองถูกโยนไปอีกทาง

“เอาชุดนี้แหละ...”

มือเรียวหยิบอาภรณ์ชุดหนึ่งขึ้นมา เป็นชุดผ้าไหมซูโจวเนื้อดีสีฟ้าครามดุจท้องฟ้ายามราตรีที่ไร้เมฆหมอก เนื้อผ้านั้นนุ่มลื่นดุจสายน้ำ เบาสบายและระบายอากาศได้ดีเยี่ยม บนตัวเสื้อปักลายนกกระเรียนเหินเวหาด้วยด้ายเงินเส้นเล็กละเอียด ยามต้องแสงไฟจะเกิดประกายระยิบระยับเพียงแผ่วเบา ดูเรียบง่ายทว่าแฝงไว้ด้วยความหรูหราอย่างมีรสนิยม

เมื่ออาภรณ์ชุดนั้นถูกสวมใส่ลงบนร่างระหง มันช่วยขับเน้นผิวพรรณที่ขาวผ่องอยู่แล้วให้ดูเปล่งประกายเจิดจรัสราวกับมีรัศมีเรืองรองออกมาจากกาย เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเพียงครึ่งศีรษะ ปักตรึงด้วยปิ่นหยกขาวมันแพะเรียบเกลี้ยงไร้ลวดลาย เพียงชิ้นเดียว

หลินซีเหยายืนหมุนตัวอยู่หน้าคันฉ่องบานใหญ่ ภาพสะท้อนที่ปรากฏคือบุรุษหนุ่มรูปงามผู้ดูราวกับเทพเซียนที่หลุดพ้นจากกิเลสทางโลก บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้ซึ่งจริตมารยา จนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือเจ้าของฉายา ‘บุปผาราคี’ ที่ชาวเมืองต่างพากันถ่มถุย

“งดงาม... งดงามเหนือคำบรรยายขอรับคุณชาย!” อาเป่าเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง “คืนนี้ท่านต้องสังหารพวกปากหอยปากปูพวกนั้นให้ตายเรียบด้วยความงามนี้เป็นแน่แท้!”

หลินซีเหยาหยิบพัดจีบวาดลวดลายทิวทัศน์ขึ้นมาบดบังรอยยิ้มมุมปาก “ไปกันเถิดอาเป่า ข้าอยากรีบไปให้ถึงงานเร็วๆ ...ได้ยินมาว่าเบาะรองนั่งในท้องพระโรงวังหลวงนั้น บุด้วยนุ่นชั้นดีจากแดนใต้ ข้าอยากจะลองไปนั่งสัมผัสดูให้เป็นบุญก้นสักครา”

...

ณ โถงรับรองใหญ่ของจวนสกุลหลิน บรรยากาศที่เคยดำเนินไปอย่างปกติพลันตึงเครียดขึ้นทันตาเห็น เมื่อร่างในอาภรณ์สีฟ้าครามปรากฏตัวขึ้น

หลินลู่ เสนาบดีกรมพิธีการ ผู้เป็นบิดา นั่งวางมาดเคร่งขรึมอยู่บนเก้าอี้ประธานไม้พะยูง สายตาคมดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งมาที่บุตรชายคนรอง ด้านข้างคือ ฮูหยินรอง ผู้แต่งกายงดงามสมฐานะ และ หลินเมิ่ง พี่สาวต่างมารดาที่ประโคมเครื่องประดับมาเต็มยศจนแทบมองไม่เห็นเนื้อหนัง

“มาช้านัก!” น้ำเสียงทรงอำนาจของหลินลู่ตวาดก้อง “ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องมานั่งรอ เจ้ายังมีจิตสำนึกของลูกหลานตระกูลหลินหลงเหลืออยู่หรือไม่?”

หลินซีเหยาหาได้สะทกสะท้าน เขายอบกายลงคารวะอย่างเชื่องช้า ท่วงท่านุ่มนวลชดช้อยดุจกิ่งหลิวลู่ลม “ท่านพ่อโปรดระงับโทสะ... ลูกเพียงแต่พิถีพิถันในการแต่งกาย ตรวจตราความเรียบร้อยมิให้ขาดตกบกพร่อง เพื่อมิให้เป็นที่ขายหน้าแก่วงศ์ตระกูลหลินขอรับ”

“เหอะ! พิถีพิถันหรือ?” หลินเมิ่งแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน สายตาเหยียดหยามกวาดมองน้องชายต่างแม่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “แต่งตัวเรียบๆ จืดชืดเช่นนี้ คิดจะแสร้งทำตัวเป็นดอกบัวขาวผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องหรืออย่างไร? ทั่วทั้งเมืองหลวงเขารู้ไส้รู้พุงเจ้าหมดแล้ว ว่าเนื้อในนั้นเน่าหนอนฟอนเฟะเพียงใด”

“เมิ่งเอ๋ย... อย่าพูดจาเช่นนั้น” ฮูหยินรองยกพัดขึ้นปิดปาก จีบปากจีบคอแสร้งทำเสียงดุบุตรสาว “น้องเจ้าอาจจะอยากกลับตัวกลับใจ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ก็ได้ ถึงแม้ว่าไม้แก่จะดัดยากสักเพียงใดก็ตามที”

หลินซีเหยาฟังคำเหน็บแนมเหล่านั้นแล้วก็เพียงแค่ระบายยิ้มบางเบา ดวงตายังคงใสซื่อบริสุทธิ์ คำด่าทอพวกนี้เขาฟังจนหูชา และ ‘ขี้เกียจ’ เกินกว่าจะเก็บเอามาใส่ใจให้รกสมอง

“พี่หญิงกล่าวหนักไปแล้ว... ข้าเพียงแต่เห็นว่าพี่หญิงแต่งกายด้วยชุดสีแดงชาดสดใส ปักด้ายทองระยิบระยับ งดงามโดดเด่นราวกับ... ไก่ฟ้าพญาลอที่กำลังรำแพนหาง ข้าจึงมิกล้าแต่งตัวฉูดฉาดไปแย่งชิงความโดดเด่นของท่าน ปล่อยให้ท่านได้เจิดจรัสสมใจปรารถนาเถิดขอรับ”

“เจ้า!” หลินเมิ่งหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหูด้วยความโกรธเกรี้ยว จะด่ากลับก็กระดากปาก เพราะคำเปรียบเปรยนั้นฟังดูคล้ายคำชมแต่แฝงความนัยเจ็บแสบ

“พอได้แล้ว!” หลินลู่ตัดบทเสียงเข้ม หยุดสงครามน้ำลายของพี่น้อง “รีบไปขึ้นรถม้า อย่าให้สายไปกว่านี้ และจำใส่หัวเอาไว้ หลินซีเหยา... คืนนี้เจ้าอย่าได้ก่อเรื่องงามหน้าเด็ดขาด อยู่ให้เงียบที่สุด สงบเสงี่ยมเจียมตัวที่สุด ห้ามไปโปรยเสน่ห์ยั่วยวนบุรุษคนใดให้เป็นขี้ปากชาวบ้านอีก เข้าใจหรือไม่?”

“ลูกทราบแล้วขอรับ ท่านพ่อ” หลินซีเหยารับคำเสียงใส ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาพราวระยับ

อยู่เงียบๆ หรือ? หึ... ช่างเข้าทางข้ายิ่งนัก ข้าเองก็กะว่าจะไปหาที่เงียบๆ แอบงีบหลับอยู่พอดี

...

งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเหนือแคว้นศัตรูถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ณ อุทยานหลวง ยามราตรีนี้ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีนับพันดวง ส่องสว่างไสวขับไล่ความมืดมิดจนดูราวกับเป็นเวลากลางวัน เสียงดนตรีบรรเลงท่วงทำนองเสนาะหู เคล้าคลอไปกับกลิ่นหอมของสุราเลิศรสและอาหารโอชาที่ถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย

ทันทีที่หลินซีเหยาเยื้องย่างเข้าสู่บริเวณงาน เสียงพูดคุยจอแจที่เคยดังเซ็งแซ่ก็พลันเงียบกริบลงชั่วขณะ ราวกับมีใครสั่งหยุดเวลา สายตานับร้อยคู่พุ่งตรงมาที่เขาเป็นจุดเดียว

ความงามที่เปล่งประกายท่ามกลางแสงโคมไฟ ทำให้หลายคนถึงกับลืมหายใจ ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดตัดกับชุดสีฟ้าอ่อนดูสะอาดตา ใบหน้าหวานซึ้งที่ดูไร้เดียงสาบริสุทธิ์ ช่างขัดแย้งกับข่าวลือคาวโลกีย์ที่ทุกคนเคยได้ยินได้ฟังมาอย่างสิ้นเชิง

“นั่นน่ะหรือ... คุณชายรองหลินซีเหยา? ตัวจริงงดงามหยดย้อยยิ่งกว่าคำร่ำลือเสียอีก”

“งามแล้วอย่างไรเล่า? สุดท้ายก็เป็นได้แค่ของเล่นบำเรอกามของบุรุษ ข้าได้ยินมาว่าเขาเปลี่ยนคู่ขาไม่ซ้ำหน้า ยิ่งกว่าเปลี่ยนอาภรณ์เสียอีก”

“เจ้าดูสายตาทอดถอนใจคู่นั้นสิ... ช่างยั่วยวนกวนอารมณ์นัก ทั้งที่ยืนอยู่เฉยๆ แท้ๆ ช่างเป็นปีศาจจิ้งจอกจำแลงมาเกิดโดยแท้”

เสียงซุบซิบเริ่มดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ทั้งสายตาโลมเลียอย่างหยาบคายจากเหล่าบุรุษ และสายตาริษยาชิงชังจากเหล่าสตรีที่จ้องมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

หลินซีเหยาเดินผ่านฝูงชนด้วยท่วงท่าสงบนิ่งเยือกเย็นแต่ความจริงคือกำลังเดินละเมอเพราะความง่วงเริ่มเข้าครอบงำ เขาหาได้สนใจสายตาใครไม่ เป้าหมายเดียวในดวงตาคือโต๊ะประจำตระกูลหลิน ที่มีเบาะรองนั่งหนานุ่มวางรอคอยอยู่

ทว่า... ยังไม่ทันที่บั้นท้ายงามงอนจะได้สัมผัสความนุ่มนิ่ม เสียงขานชื่ออันทรงพลังของขันทีหน้าตำหนักก็ดังก้องกังวานไปทั่วอุทยาน

“ชินอ๋อง จ้าวจินหลง เสด็จ!”

พลันบรรยากาศในงานเลี้ยงก็เปลี่ยนจากความรื่นเริงหรรษา เป็นความตึงเครียดและยำเกรงขามจนน่าอึดอัด แขกเหรื่อทั้งหมดรีบผละจากที่นั่ง ลุกขึ้นยืนก้มหน้าถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียง

หลินซีเหยาที่เพิ่งจะหย่อนกายลงไปได้เพียงครึ่งทาง จำต้องฝืนสังขารลุกขึ้นยืนตัวตรงอีกครั้ง พร้อมกับก่นด่าในใจ ‘คนจะนั่งก็ไม่ได้นั่ง... จะมาเสด็จอะไรกันตอนนี้ ขาก็เมื่อย ตาจะปิดอยู่รอมร่อ’

บานประตูตำหนักเปิดออกกว้าง ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรสี่เล็บด้วยดิ้นทองคำก้าวเข้ามาอย่างองอาจ รังสีอำมหิตจากการกรำศึกเหนือใต้ แผ่ซ่านออกมาจากร่างแกร่งจนทำให้อากาศรอบข้างดูเย็นเยียบลงถนัดตา

ใบหน้าของ จ้าวจินหลง นั้นหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักจากหินผา แต่ดวงตาเรียวรีคมกริบดุจพญาเหยี่ยวนั้นกลับเย็นชายะเยือก ไร้ซึ่งความรู้สึก ราวกับมองเห็นทุกคนในที่นี้เป็นเพียงก้อนกรวดก้อนทรายที่ไร้ค่า

ท่านอ๋องกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบงาน เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ตัวสั่นงันงก ไม่มีผู้ใดกล้าหาญพอที่จะสบตากับแม่ทัพมัจจุราชผู้นี้

ยกเว้นเพียงคนเดียว...

หลินซีเหยาที่ยืนหลบมุมอยู่แถวหลังสุด แอบเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มาใหม่ ดวงตาดอกท้อที่ฉ่ำน้ำพลันเป็นประกายวูบไหวเมื่อได้ยลโฉมรูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างตั้งตรงที่ดูแข็งแรงบึกบึนนั่น

ไหล่กว้างปานนั้น... น่าจะหนุนนอนสบายยิ่งกว่าหมอนใบใด

แผงอกผายกว้างนั่น... หากได้ซบหน้าลงไปคงอุ่นสบายคลายหนาว

หน้าตาดุดัน แววตาอำมหิต... ดี! คงไม่มีแมลงหวี่แมลงวันตัวใดกล้าบินมาตอมให้รำคาญใจ เท่ากับว่าชีวิตข้าจะสงบสุขไร้สิ่งรบกวน

และที่สำคัญที่สุด... ดูจากอาภรณ์และรัศมีบารมีแล้ว คงจะรวยล้นฟ้าและมีอำนาจล้นแผ่นดิน!

“นี่แหละ...” หลินซีเหยาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ลิ้นเล็กสีชมพูแลบเลียริมฝีปากที่แห้งผากโดยไม่รู้ตัว “หมอนข้าง... เอ้ย ว่าที่สามีที่ข้าเพียรตามหามาทั้งชีวิต”

จังหวะนั้นเอง สัญชาตญาณสัตว์ป่าของจ้าวจินหลงก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันแปลกประหลาดที่จ้องมองมา เขาหันขวับมาสบตาเข้ากับหลินซีเหยาอย่างจัง

วินาทีที่สายตาสองคู่ปะทะกัน ท่านอ๋องขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อเห็นชายงามล่มเมืองในอาภรณ์สีฟ้าที่กำลังจ้องมองพระองค์ด้วยสายตา... หิวกระหาย? หรือ ง่วงงุน? พระองค์เองก็แยกไม่ออก

แต่สิ่งที่จ้าวจินหลงรับรู้ได้ในทันทีคือ คนผู้นี้งดงาม... แต่งดงามในแบบที่พระองค์ชิงชังที่สุด งดงามราวกับพวกปีศาจจิ้งจอกที่ใช้เรือนร่างล่อลวงผู้คนให้ลุ่มหลงจนเสียการเสียงาน

ท่านอ๋องสะบัดหน้าหนีอย่างเย็นชา แววตารังเกียจฉายชัด ก่อนจะเดินตรงไปยังที่ประทับโดยไม่ชายตามองอีกเป็นครั้งที่สอง

หลินซีเหยากระพริบตาปริบๆ ยิ้มแห้งๆ ให้กับความเย็นชาดุจน้ำแข็งนั้น ทว่าหาได้สะเทือนใจไม่ “ดุเสียด้วย... หึๆ แต่ไม่เป็นไร ยิ่งดุ เตียงก็ยิ่งนุ่ม ข้าเชื่อของข้าเช่นนั้น”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status