Masukราตรีนี้ดวงจันทร์วันเพ็ญลอยเด่นเหนือฟากฟ้า สาดแสงสีเงินยวดยาบทาบทาบลงบนกระเบื้องหลังคาตำหนักหลวงที่เรียงซ้อนกันเป็นทิวแถวดุจเกล็ดมังกร ภายในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ไพศาลถูกประดับประดาด้วยโคมไฟผ้าไหมสีแดงชาดนับพันดวง แสงเทียนสว่างไสวขับไล่ความมืดมิดจนสิ้น ส่องกระทบเสาทองคำสลักลวดลายพยัคฆ์ทะยานเมฆจนเกิดประกายระยิบระยับจับตา
งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเหนือชนเผ่าทางทิศอุดรถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ เสียงดนตรีจากเครื่องสายและเครื่องเป่าบรรเลงประสานกันเป็นท่วงทำนองเสนาะหู ทั้งเสียงกู่เจิงที่พลิ้วไหวราวสายน้ำ และเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ที่กังวานก้อง สะกดให้ผู้คนเคลิบเคลิ้ม เหล่านางรำจากกองสังคีตในชุดอาภรณ์ผ้าแพรพรรณบางเบาสีกลีบบัว ร่ายรำกรีดกรายด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยงดงาม ปลายแขนเสื้อยาวสะบัดไหวไปตามจังหวะดุจผีเสื้อเริงระบำ ยามพวกนางหมุนกาย กลิ่นหอมจางๆ ของแป้งร่ำและเครื่องหอมชั้นดีก็ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
สุรานารีแดงรสเลิศที่หมักบ่มมานานนับสิบปีถูกลำเลียงออกมาจากห้องเครื่อง รินเติมลงในจอกหยกขาวของเหล่าขุนนางข้าราชบริพารอย่างมิขาดสาย เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังระงมเคล้าคลอไปกับเสียงดนตรี เบื้องบนบัลลังก์มังกรทองคำสลักลายวิจิตร องค์จักรพรรดิผู้ทรงธรรมประทับนั่งด้วยอิริยาบถผ่อนคลาย พระพักตร์เปี่ยมด้วยรอยแย้มสรวลบางเบา ยามทอดพระเนตรลงมายังเหล่าขุนนางที่ร่วมแรงร่วมใจกันค้ำจุนราชบัลลังก์
ทว่า... ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปิติยินดีที่อบอวลไปทั่วงาน ณ มุมมืดอันเงียบสงบที่สุดมุมหนึ่งของท้องพระโรง ซึ่งห่างไกลจากแสงไฟและสายตาผู้คน คุณชายรองตระกูลหลิน ‘หลินซีเหยา’ กำลังเผชิญกับมหาภัยพิบัติที่กำลังคุกคามชีวิตน้อยๆ ของเขาอย่างแสนสาหัส
“หิวเหลือเกิน...”
เสียงพึมพำแผ่วเบาราวเสียงกระซิบของแมลงลอดผ่านริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ มือเรียวขาวผ่องดุจลำเทียนยกขึ้นลูบหน้าท้องแบนราบใต้สาบเสื้อไหมเนื้อดีอย่างน่าเวทนา ภายในท้องไส้ของเขากำลังส่งเสียงร้องประท้วงครืนครานราวกับมังกรคำราม หากมิใช่เพราะเสียงดนตรีที่ดังกลบเกลื่อน เกรงว่าขุนนางโต๊ะข้างๆ คงได้ยินเสียงท้องร้องอันน่าอับอายนี้เป็นแน่
เบื้องหน้าของเขาคือสำรับอาหารเลิศรสที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีตบรรจง กลิ่นหอมยั่วยวนของอาหารแต่ละจานลอยมาแตะจมูก คล้ายดั่งปีศาจร้ายที่คอยกลั่นแกล้งให้เขาทรมาน หูฉลามน้ำแดงที่เคี่ยวกับน้ำซุปกระดูกหมูจนเปื่อยนุ่มส่งกลิ่นหอมเข้มข้น อุ้งตีนหมีตุ๋นยาจีนสีเหลืองทองอร่ามที่ปรุงรสด้วยสมุนไพรหายากนับสิบชนิด หรือแม้แต่เป็ดย่างหนังกรอบสีน้ำตาลแดงที่วางเรียงรายอยู่บนจานกระเบื้องเคลือบ
ทว่า... กฎมณเฑียรบาลและธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดดั่งขุนเขากดทับบ่า ผู้น้อยจำต้องรอให้ผู้มีอาวุโสสูงสุดเริ่มขยับตะเกียบเป็นปฐมฤกษ์เสียก่อน อีกทั้งยังต้องสำรวมกิริยามารยาทให้สมกับเป็นบุตรหลานตระกูลขุนนาง จะให้คีบกินมูมมามดุจพยัคฆ์หิวโซยามอยู่เรือนตนเองก็เกรงจะถูกครหาติฉินนินทา ว่าตระกูลหลินอบรมบุตรหลานมาไม่ดี
หลินซีเหยาทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง พลางยกจอกน้ำชาอุ่นๆ ขึ้นจิบเพื่อบรรเทาความหิวโหย ทว่าน้ำชาใสกระจ่างนั้นรังแต่จะชะล้างความมันในกระเพาะ ทำให้ความหิวทวีความรุนแรงขึ้นจนแสบท้องไปหมด
นอกจากความหิวที่กัดกินกาย ความง่วงงุนก็เริ่มเข้าจู่โจมเปลือกตาหนักอึ้ง เขาต้องฝืนถลึงตาค้างไว้ พยายามเพ่งมองไปยังแสงเทียนเพื่อมิให้เผลอหลับกลางงานเลี้ยง
“ซีเหยา...”
ฉับพลันนั้น สุรเสียงหวานหยดที่แฝงความเย็นเยียบจับขั้วหัวใจก็ดังขึ้นที่ข้างใบหู น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลชวนฝันหากแต่แฝงไว้ด้วยความคมกริบดุจมีดดาบที่ซุกซ่อนในรอยยิ้ม ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งเยื้องย่างเข้ามาใกล้ กลิ่นเครื่องหอมฉุนกึกปะทะเข้าจมูกจนหลินซีเหยาต้องย่นคิ้วเล็กน้อย
นางคือ ‘หลินเมิ่ง’ พี่สาวต่างมารดาผู้มีความงามเป็นเลิศ หากแต่จิตใจนั้นลึกล้ำยากหยั่งถึง ริมฝีปากที่แต้มชาดสีแดงสดคลี่ยิ้มงดงาม ทว่าดวงตากลับฉายแววเยาะหยัน
“ได้ยินว่าวันนี้องค์เหนือหัวมีพระประสงค์จะทอดพระเนตรการแสดงความสามารถพิเศษของเหล่าลูกหลานขุนนาง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เหล่าแม่ทัพนายกอง... เจ้าเตรียมสิ่งใดมาถวายหน้าพระที่นั่งหรือ?”
หลินซีเหยาปรือตามองสตรีตรงหน้าอย่างเกียจคร้าน เขาขยับกายเล็กน้อยเพื่อขับไล่ความเมื่อยขบ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบไร้ความกระตือรือร้น
“พี่หญิงกล่าวถามเช่นนี้... ข้าเองก็จนใจ ข้าเตรียม ‘การนั่งอยู่นิ่งๆ’ มาถวายขอรับ เกรงว่าหากขยับตัวมากไปจะสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงโดยใช่เหตุ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเมิ่งแข็งค้างไปชั่วขณะ มุมปากกระตุกยิกด้วยความขัดใจในวาจายอกย้อนที่ดูใสซื่อนั้น “เจ้าช่าง... ไร้ประโยชน์สิ้นดี! วันหน้าวันหลังหากใครถามว่าเจ้าเป็นน้องข้า ข้าคงต้องเอาหน้ามุดแผ่นดินหนี”
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับโทสะ ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูเป็นพี่สาวผู้หวังดีอีกครา แววตาเจ้าเล่ห์ทอประกายวาววับดุจจิ้งจอกพันปี
“เอาเถิด... อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นน้องของข้า ในฐานะพี่สาว ข้าย่อมมีความปรารถนาดีต่อเจ้า ข้าเห็นว่าท่านอ๋อง ‘จ้าวจินหลง’ เพิ่งกรำศึกหนักกลับมาจากชายแดนอันทุรกันดาร ร่างกายคงเต็มไปด้วยความเมื่อยล้าขบขัน... เจ้าในฐานะที่มีชื่อเสียงเลื่องลือกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวงเรื่องความเชี่ยวชาญในการ ‘ปรนนิบัติ’ บุรุษมาช้านาน น่าจะลองไปรินสุราถวายท่านอ๋องสักจอก เพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิตและคารวะผู้อาวุโส ดีหรือไม่?”
ถ้อยคำของหลินเมิ่งหาได้แผ่วเบาไม่ นางจงใจใช้น้ำเสียงที่ดังพอให้ขุนนางและฮูหยินโต๊ะข้างเคียงได้ยินกันอย่างถ้วนหน้า สิ้นเสียงของนาง เสียงซุบซิบกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นราวกับฝูงผึ้งแตกรัง หลายคนยกพัดขึ้นปิดปากพรางรอยยิ้มเหยียดหยาม บ้างก็มองมาทางหลินซีเหยาด้วยสายตาสมเพช
การให้บุตรชายสายตรงของตระกูลขุนนางลดเกียรติไปรินสุราดั่งสาวใช้ในหอนางโลม นับเป็นการหยามเกียรติอย่างร้ายแรง ยิ่งเป็นหลินซีเหยา คุณชายเจ้าสำราญผู้มีข่าวลือเรื่องรักใคร่ในทางเสื่อมเสียกับบุรุษด้วยกัน หากเขาบังอาจเดินเข้าไปใกล้ท่านอ๋องจ้าวจินหลง ผู้ได้รับสมญานามว่า ‘แม่ทัพปีศาจ’ ผู้ซึ่งเกลียดชังความสกปรกและคนเหลวไหลเป็นที่สุด ก็เท่ากับเป็นการรนหาที่ตายและลบหลู่เกียรติของท่านอ๋องอย่างชัดแจ้ง
หลินเมิ่งช่างวางแผนได้แยบยลและอำมหิตนัก... นางมิได้เพียงต้องการให้อับอาย แต่นางต้องการยืมมือท่านอ๋องผู้โหดเหี้ยมมาฉีกหน้ากากและลงทัณฑ์น้องชายต่างมารดาผู้นี้ให้ย่อยยับกลางงานเลี้ยง!
ทว่า... ปฏิกิริยาของหลินซีเหยากลับมิได้เป็นไปตามครรลองที่นางคาดหวัง แทนที่จะโกรธเกรี้ยวหรืออับอายจนหน้าถอดสี ดวงตาดอกท้อคู่สวยที่มักจะปรือปรอยด้วยความง่วงงุน กลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ประกายวาววับดุจดารายามค่ำคืนปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้น
รินสุรา? หมายความว่าข้าต้องเดินไปที่ตั่งประธานเบื้องหน้าพระพักตร์...
ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในสมองอันชาเฉื่อย หลินซีเหยาลอบชำเลืองมองไปยังที่ประทับของท่านอ๋อง ตั่งไม้จันทน์หอมขนาดใหญ่ที่แกะสลักอย่างวิจิตรนั้น... มิได้มีเพียงเบาะรองนั่งธรรมดา หากแต่ถูกปูทับด้วยหนังพยัคฆ์ขาวผืนใหญ่หนานุ่ม ขนปุยสีขาวสะอาดตานั้นดูนุ่มนิ่มชวนสัมผัสยิ่งนัก ย่อมต้องสบายกว่าเก้าอี้ไม้แข็งๆ ที่เขานั่งจนก้นชาอยู่ในขณะนี้เป็นร้อยเท่าพันทวี!
อีกทั้งตำแหน่งนั้นยังอยู่ห่างไกลจากสายตาจับผิดของหลินเมิ่ง... หากได้ไปอยู่ตรงนั้น อาจจะแอบงีบหลับได้สักตื่น
“พี่หญิงช่างมีสติปัญญาปราดเปรื่องและมองการณ์ไกลยิ่งนัก” หลินซีเหยาลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย รอยยิ้มหวานหยดปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทำเอาหลินเมิ่งถึงกับผงะ เขาคว้ากาสุราหยกขาวเนื้อดีขึ้นมากระชับมั่น “คำแนะนำของพี่หญิง ข้าผู้น้องจะน้อมรับไปปฏิบัติเดี๋ยวนี้”
หลินเมิ่งอ้าปากค้างจนแทบจะหุบไม่ลง นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง เจ้าเด็กนี่มันโง่เขลาเบาปัญญาจนแยกแยะดีชั่วไม่ออก หรือว่ามันบ้าบิ่นจนสิ้นสติไปแล้วกันแน่? มันไม่รู้ตัวหรือว่าตนเองกำลังเดินเท้าเปล่าเข้าสู่กองเพลิง!
...
ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องมาเป็นตาเดียว ร่างโปร่งบางในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆาเคลื่อนกายออกจากมุมมืด แสงเทียนส่องกระทบใบหน้าขาวผ่องดุจหยกสลัก ขับเน้นเครื่องหน้าให้ดูงดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีน เขาเดินประคองกาสุราฝ่าวงล้อมขุนนางตรงไปยังที่ประทับของชินอ๋อง ทุกย่างก้าวดูเชื่องช้าทว่าสง่างามและมั่นคงดุจก้อนเมฆที่ลอยล่องไปตามสายลม
แม้ความจริงแล้ว ที่เขาเดินช้าเพียงนี้เป็นเพราะต้องระมัดระวังมิให้สะดุดชายผ้าล้มหน้าคว่ำ เนื่องด้วยความง่วงที่กำลังกัดกินสติสัมปชัญญะจนตาแทบจะปิดอยู่รอมร่อ
ทางด้านท่านอ๋องจ้าวจินหลง ผู้เป็นดั่งเทพสงครามแห่งแคว้น กำลังประทับนั่งหน้านิ่ง แผ่รังสีอำมหิตกดดันจนบรรยากาศรอบกายเย็นยะเยือกราวกับอยู่กลางพายุหิมะ เพื่อขับไล่เหล่าแมลงหวี่แมลงวัน หรือขุนนางสอพลอที่บังอาจคิดจะเข้ามาตีสนิท เมื่อพระองค์สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีจึงตวัดขึ้นมองร่างที่กำลังเคลื่อนกายเข้ามา
คิ้วเข้มดั่งกระบี่พาดเฉียงขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย... เจ้าตัวปัญหานี่อีกแล้วหรือ?
“ถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
หลินซีเหยาเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ยอบกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม กลิ่นหอมอ่อนจางของดอกสาลี่ลอยมาแตะจมูกท่านอ๋อง เป็นกลิ่นหอมที่แปลกประหลาด... มิได้ฉุนเฉียวจนน่าเวียนหัวเหมือนเครื่องหอมราคาแพงของสตรีหรือบุรุษเจ้าสำราญทั่วไป หากแต่เป็นกลิ่นหอมเย็นๆ ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและสงบเงียบ
“มีธุระอันใด?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกที่ไม่มีวันละลาย ไร้ซึ่งเยื่อใยหรือความปรานีใดๆ
หลินซีเหยายังคงรักษารอยยิ้มบางเบาไว้บนใบหน้า แม้ในใจจะเริ่มบ่นอุบว่าเมื่อไรจะได้นั่งพักเสียที “ผู้น้อยหลินซีเหยา ตระหนักถึงความเสียสละของท่านอ๋องที่ต้องตรากตรำศึกหนักเพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน จึงใคร่ขอรินสุราถวายสักจอก เพื่อเป็นการคารวะแด่ความเหนื่อยยากและวีรกรรมอันหาญกล้าของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงหวานใสกังวานเอ่ยตอบถ้อยคำสรรเสริญเยินยอได้อย่างคล่องปาก ทว่าหากตั้งใจฟังดีๆ จะจับสังเกตได้ว่าน้ำเสียงนั้นมีความยานคางเล็กน้อย คล้ายคนกำลังละเมอเพ้อพกมากกว่าจะกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจจริง
จ้าวจินหลงแค่นเสียง ‘หึ’ ในลำคอ แววตาฉายแววรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง “เปิ่นหวางมิใช่นักดื่มที่ใครจะมารินสุราให้ก็ได้ โดยเฉพาะ... สุราจากคนแปลกหน้า หรือคนที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เป็นที่เลื่องลือในทางโลกีย์ เปิ่นหวางเกรงว่าจะกลืนไม่ลง”
คำปฏิเสธที่ตรงไปตรงมาและไร้ความเกรงใจนั้นดังก้องไปทั่วท้องพระโรง บรรยากาศพลันเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกกระทบพื้น หลินเมิ่งที่แอบชำเลืองมองอยู่ไกลๆ แทบจะกลั้นเสียงหัวเราะด้วยความสะใจไว้ไม่อยู่ ใบหน้าของขุนนางตระกูลหลินซีดเผือดด้วยความอับอาย
แต่หลินซีเหยาหาได้สะทกสะท้านหรือรู้สึกรู้สาอันใดไม่ ในทางตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อกลั้นยิ้มพลางคิดในใจ ‘ปฏิเสธก็ดีสิ... ข้าจะได้รีบกลับไปนอนที่มุมเดิม เสียเวลาเดินมาจริงๆ’
“เช่นนั้น... ผู้น้อยต้องขออภัยที่มารบกวนเวลาอันมีค่าของท่านอ๋อง”
หลินซีเหยากล่าวลาอย่างรวดเร็ว เตรียมจะลุกขึ้นถอยหลังกลับ แต่ทว่า... สวรรค์เบื้องบน หรืออาจจะเป็นเทพเจ้าแห่งความซวยที่ลิขิตชะตาชีวิตของเขา กลับไม่ยอมเข้าข้างคนขี้เกียจ
ขาโต๊ะทรงเตี้ยที่แกะสลักลวดลายกิเลนวิจิตรบรรจง ดันเกี่ยวกับชายผ้าไหมยาวรุ่มร่ามของเขาเข้าอย่างจัง ในจังหวะที่เขากำลังหมุนตัวจะลุกขึ้นด้วยความรีบร้อน...
พรึ่บ!
“อ๊ะ...”
โลกทั้งใบหมุนคว้างเคว้ง พื้นพรมและเพดานสลับตำแหน่งกันวุ่นวาย ร่างบางเสียหลักถลาไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุมแรงโน้มถ่วงได้ และเป้าหมายที่เขากำลังจะพุ่งชนเข้าใส่นั้นก็คือ... ตักแกร่งของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจ้าว!
ตุบ!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว จอกสุราในมือท่านอ๋องกระฉอกเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยวรยุทธ์ล้ำเลิศที่ฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง พระองค์จึงมิได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย สามารถรับแรงกระแทกจากร่างของหลินซีเหยาเอาไว้ได้อย่างมั่นคงดุจภูผาหินแกร่ง
ทั่วทั้งท้องพระโรงตกตะลึงจนลืมหายใจ! ดวงตาหลายร้อยคู่เบิกกว้างแทบถลน หลินซีเหยาบังอาจล้มทับร่างกายอันสูงส่งของท่านอ๋อง! นี่มันโทษฐานหมิ่นพระเกียรติ มีโทษถึงประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร!
จ้าวจินหลงตัวแข็งทื่อ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธจัดที่ถูกล่วงเกิน พระองค์เกร็งฝ่ามือเตรียมจะผลักร่างคนไร้ยางอายผู้นี้ออกไปให้พ้นตัวและสั่งลงทัณฑ์โบยให้หลังลาย
แต่ทว่า... วินาทีที่ศีรษะทุยๆ ของหลินซีเหยาซบลงบนหน้าตักกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแรง ความรู้สึกแรกที่แล่นปราดเข้ามาในสมองอันง่วงงุนและมึนงงของคนบนตักคือ...
อุ่นจัง...
ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ มันช่างอบอุ่นและปลอดภัย แตกต่างจากความหนาวเหน็บของอากาศยามค่ำคืน
แน่น... แต่ไม่แข็งกระด้างจนเจ็บ... กลับมีความยืดหยุ่นรองรับศีรษะได้พอดิบพอดี...
กลิ่นกายหอมสดชื่นเหมือนไม้สนในป่าลึกยามหลังฝนตก ผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้น ลอยมาแตะจมูก ขับไล่กลิ่นฉุนของแป้งร่ำในงานจนสิ้น
นี่มัน... หมอนหนุนชั้นเลิศ... ไม่สิ... นี่คือแท่นบรรทมเนื้ออุ่นนุ่มที่สวรรค์ประทานมาให้คนง่วงอย่างเขาชัดๆ!
แทนที่จะรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นกราบกรานขอขมาด้วยความหวาดกลัวหัวหด หลินซีเหยากลับกระทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด และไม่มีผู้ใดกล้ากระทำมาก่อนในประวัติศาสตร์แคว้นจ้าว
เขาขยับศีรษะถูไถไปมากับหน้าตักท่านอ๋องเล็กน้อยราวกับลูกแมวขี้อ้อนที่กำลังจัดระเบียบที่นอน เพื่อหามุมองศาที่สบายที่สุด ริมฝีปากส่งเสียงครางฮือในลำคอเบาๆ อย่างพึงพอใจ ท่อนแขนเรียวเผลอโอบรัดรอบเอวสอบหนาของท่านอ๋องไว้แน่นราวกับกำลังกอดหมอนข้างใบโปรด
และภายในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ... ลมหายใจของเขาก็เข้าจังหวะสม่ำเสมอ
เขาหลับ! หลินซีเหยาหลับคาตักแม่ทัพปีศาจต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้!
“เจ้า...”
จ้าวจินหลงที่กำลังจะอ้าปากก่นด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ถึงกับคำพูดจุกอยู่ที่คอหอย ความโกรธที่พวยพุ่งเมื่อครู่ชะงักค้างกลางอากาศ
พระเนตรคมดุจเหยี่ยวค่อยๆ ก้มลงมองคนที่นอนหลับปุ๋ยอย่างสบายอารมณ์อยู่บนตัก ขนตายาวงอนทาบทับลงบนแก้มใสเนียนละเอียด ปากนิดจมูกหน่อยดูไร้พิษสง ผิวสัมผัสที่แนบชิดผ่านเนื้อผ้าให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มราวกับปุยนุ่น ร่างกายที่เกาะเกี่ยวเอวพระองค์อยู่นั้นอบอุ่นและผ่อนคลายอย่างแท้จริง
ที่สำคัญ... ดวงตานั้นปิดสนิทจริงๆ มิได้แสร้งทำ แถมยังมีเสียงกรนเบาๆ ‘ฟี้~ ฟี้~’ หลุดออกมาเป็นระยะ ความโกรธเกรี้ยวที่รุ่มร้อนดั่งไฟบรรลัยกัลป์ ค่อยๆ ถูกน้ำเย็นสาดจนมอดลง กลายเป็นความรู้สึกมึนงงสับสนและ... แปลกประหลาด
คนผู้นี้... กล้าดีอย่างไรมาหลับใส่ข้า? ไร้ซึ่งจริตมารยายั่วยวนดัดจริต ไร้ซึ่งการส่งสายตาหวานเชื่อมเชิญชวน มีแต่... ความขี้เซาที่สัมผัสได้จริง?
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วงานราวกับป่าช้า ทุกคนต่างรอคอยดูจุดจบอันน่าสยดสยองของหลินซีเหยา
“ฮ่าๆๆๆๆ!”
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะกังวานทรงอำนาจก็ดังลั่นมาจากบัลลังก์มังกร ทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนพังทลาย
องค์ฮ่องเต้ตบพระเขนยหัวเราะชอบพระทัยจนตัวงอ พระพักตร์แดงระเรื่อด้วยความขบขัน “จินหลงเอ๋ย... ดูเหมือนน้องจะมีเสน่ห์แรงร้ายกาจยิ่งนัก จนบุตรชายตระกูลหลินทนไม่ไหว ต้องรีบ... เอ่อ ‘ฝากเนื้อฝากตัว’ ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ช่างเป็นภาพที่น่าเอ็นดูยิ่งนัก!”
“เสด็จพี่!”
จ้าวจินหลงกัดฟันกรอด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายพลันขึ้นสีเข้มจัด ลามไปถึงใบหู มิอาจรู้ได้ว่าเพราะโกรธระคนอาย หรือทำตัวไม่ถูก
พระองค์พยายามจะแกะมือปลาหมึกเหนียวหนึบของหลินซีเหยาออกจากเอว แต่เจ้าตัวดีกลับส่งเสียงงึมงำอย่างขัดใจ แล้วซุกใบหน้าเข้าไปที่หน้าท้องแกร่งอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามของพระองค์ให้ลึกกว่าเดิม ถูไถแก้มเนียนกับผ้าไหมเนื้อดีจนยับย่น ราวกับลูกสัตว์ตัวน้อยที่กำลังซุกหาไออุ่นจากอกแม่
“อือ... อย่ากวน... หมอนใบนี้ข้าจองแล้ว... ห้ามแย่ง...”
เสียงละเมอนั้นเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่ท่านอ๋องผู้ฝึกฝนวรยุทธ์ขั้นสูงจนหูตาทิพย์ย่อมได้ยินชัดเต็มสองหู
หมอน? ข้าคือหมอนของเจ้ากระนั้นหรือ!? แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ผู้ที่เพียงได้ยินชื่อศัตรูก็ขวัญหนีดีฝ่อ กลับกลายเป็นเพียงอุปกรณ์เครื่องนอนของเจ้าเด็กนี่!
มุมปากของจ้าวจินหลงกระตุกยิกๆ ความรู้สึกรังเกียจขยะแขยงที่เคยมีต่อชื่อเสีย(ง) อันฉาวโฉ่ของคนผู้นี้ จู่ๆ ก็ลดฮวบลงอย่างน่าประหลาด กลายเป็นความรู้สึก ‘หมั่นไส้’ ระคน ‘อยากเอาชนะ’ เข้ามาแทนที่
ได้... เจ้าเห็นข้าเป็นเพียงหมอนหนุนนอนงั้นรึ หลินซีเหยา
ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ซึ้งว่า ‘หมอน’ ใบนี้... ราคาแพงระยับยิ่งกว่าทองคำทั้งแผ่นดิน และอันตรายยิ่งกว่าถ้ำเสือ!
แทนที่จะผลักไสไล่ส่งหรือสั่งทหารมาลากตัวออกไป จ้าวจินหลงกลับวางมือหนาลงบนศีรษะทุยของคนบนตัก นิ้วมือสางเส้นผมนุ่มลื่นดุจแพรไหมเล่นเบาๆ ก่อนจะกดศีรษะนั้นให้นอนนิ่งๆ แล้วเงยหน้าขึ้นทูลองค์ฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยดุจผิวน้ำนิ่ง ทว่าแววตากลับเป็นประกายล้ำลึกยากจะคาดเดา
“ทูลฝ่าบาท... ดูเหมือนคุณชายหลินจะ ‘เหนื่อยอ่อน’ จากการเดินทางมาเข้าเฝ้า กระหม่อมเห็นใจในความตั้งใจอันแรงกล้าของเขา... จึงใคร่ขออนุญาต ‘ดูแล’ เขาด้วยตนเอง จนกว่าจะตื่นพ่ะย่ะค่ะ”
คำกล่าวนั้นเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางงานเลี้ยง ทั่วทั้งงานอ้าปากค้างตะลึงงันจนแมลงวันบินเข้าไปวางไข่ได้ทั้งรัง
ท่านอ๋องผู้เกลียดชังคนงามเข้ากระดูกดำ... ผู้ที่ไม่เคยยอมให้ใครเข้าใกล้เกินสามก้าว... กำลังจะยอมพลีกายให้นั่งเป็นหมอนหนุนให้บุปผาราคีนอนหนุนต่างหมอนจนจบงานเลี้ยง!?
นี่มันเรื่องวิปลาสอันใดกัน! คืนนี้คงมีคนนอนไม่หลับเพราะความตกตะลึงเป็นแน่แท้!
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







