LOGINหลังจากผ่านศึกหนักในม่านมุ้งมาและได้เสวยขาหมูสมใจปรารถนา ชีวิตของหลินซีเหยาก็หวนคืนสู่ครรลองแห่งความสงบสุขและเกียจคร้านอีกคำรบหนึ่ง แต่ทว่าความสงบสุขในจวนชินอ๋องนั้นมักจะดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก
ยามบ่ายแก่ๆ ณ สวนหลังจวนอันร่มรื่น
หลินซีเหยากำลังนอนไกวเปลญวนใต้ต้นท้อที่แผ่กิ่งก้านสาขา โดยมี 'เสี่ยวเฮย' สุนัขหน้าตาถมึงทึง นอนเฝ้าระวังภัยอยู่เบื้องล่าง และ อาเป่า คอยพัดวีให้อย่างรู้งาน
บรรยากาศกำลังเคลิบเคลิ้มชวนฝัน จู่ๆ พ่อบ้านฟู่ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาด้วยท่าทางตระหนก
"พระชายา! พระชายาพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
หลินซีเหยาขมวดคิ้วเรียวทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "สิ่งใดอีกล่ะ... อัคคีภัยหรือ?"
"มิใช่พ่ะย่ะค่ะ! แต่เป็น 'องค์ชายทัวป๋าเลี่ย' แห่งเผ่าหมาป่าอุดร นำคณะราชทูตมาเยือนโดยมิได้นัดหมาย! บัดนี้รอคอยอยู่ที่ห้องโถงรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
"ทัวป๋าเลี่ย?" หลินซีเหยาทวนนาม "ผู้ใดกัน? สหายร่วมวงสุราของท่านพี่กระนั้นหรือ?"
"มิใช่พ่ะย่ะค่ะ! เขาคือองค์ชายนักรบผู้บ้าคลั่งแห่งแดนเหนือ! ได้รับสมญานามว่า 'หมาป่าคลั่ง' เขามาเพื่อท้าประลองยุทธ์กับท่านอ๋อง แต่ท่านอ๋องยังมิกลับจากค่ายทหาร เขาจึงยืนกรานว่าจะขอพบพระชายาแทน!"
หลินซีเหยาถอนหายใจยาวเหยียด "โอ๊ย... ข้าเกียจคร้านจะรับแขก... แจ้งเขาไปว่าข้ากำลังบำเพ็ญเพียรอยู่"
"มิได้นะพ่ะย่ะค่ะ! เขาข่มขู่ว่าหากพระชายามิออกไป เขาจะพังประตูจวนเข้ามาลากตัวท่านเอง!"
...
ณ ห้องโถงรับรอง
บุรุษร่างยักษ์สูงกว่าแปดศอก ผิวกายสีทองแดง มัดกล้ามเนื้อเป็นลูกๆ สวมอาภรณ์หนังสัตว์เปิดอกอวดรอยสักรูปหมาป่า กำลังเดินวนเวียนไปมาอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน
นี่คือ ทัวป๋าเลี่ย องค์ชายผู้บูชาความแข็งแกร่งเป็นชีวิตจิตใจ
"ที่ใด! ภรรยาของเทพสงครามจ้าวจินหลงอยู่ที่ใด!" ทัวป๋าเลี่ยตะโกนก้องเสียงดังปานอัสนีบาตฟาด "ข้าได้ยินมาว่าจ้าวจินหลงรักใคร่ภรรยาผู้นี้มาก แสดงว่ามันต้องเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งสมน้ำสมเนื้อกันเป็นแน่แท้! ข้าใคร่จะเห็นหน้านัก!"
ทันใดนั้น บานประตูข้างก็เปิดออก
ร่างโปร่งบางในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน เดินลากเท้าเข้ามาอย่างเชื่องช้า เส้นเกศาปล่อยสยายดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ในมือถือพัดจีบที่ดูเหมือนจะร่วงหล่นจากมือได้ทุกเมื่อ
หลินซีเหยาเดินมาหยุดที่เก้าอี้ประธาน แล้วทิ้งตัวลงนั่ง แปะ! ประดุจก้อนแป้งที่ถูกโยนลงพื้น
"ท่านคือ...?" ทัวป๋าเลี่ยหรี่ตามอง "เด็กรับใช้?"
"ข้าหลินซีเหยา... พระชายาเอก" หลินซีเหยาตอบเสียงเนือยๆ ยกมือปิดปากหาวหวอด "ท่านมีธุระอันใด? รีบกล่าวมา ข้าจักรีบกลับไปนอน"
ทัวป๋าเลี่ยอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปได้
นี่น่ะหรือภรรยาเทพสงคราม? ตัวเล็กนิดเดียว ผิวขาวซีดราวกับมิเคยต้องแสงตะวัน แถมยังดูไร้เรี่ยวแรงดุจคนป่วยไข้!
"ฮะ ฮ่าๆๆๆ!" ทัวป๋าเลี่ยระเบิดเสียงหัวเราะลั่นสนั่นหวั่นไหว "จ้าวจินหลงนัยน์ตามืดบอดหรือไร! ถึงได้เอา 'กระต่ายป่วย' มาทำเมีย! ข้านึกว่าจะเป็นแม่เสือสาวหรือจอมยุทธ์หญิงเสียอีก!"
หลินซีเหยาใช้นิ้วก้อยแคะหู "เบาเสียงลงหน่อย... หนวกหู"
"เจ้าหนุ่มหน้าสวย!" ทัวป๋าเลี่ยเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้ แผ่รังสีข่มขวัญกดดัน "เจ้ามีดีอันใดถึงมัดใจจ้าวจินหลงได้? หรือมีดีเพียงแค่เรื่องบนเตียง?"
หลินซีเหยาปรือตามอง "ก็คงกระนั้นกระมัง... เรื่องบนเตียงข้าชำนาญนัก (ชำนาญเรื่องการนอน) "
ทัวป๋าเลี่ยรู้สึกประหนึ่งโดนดูแคลน การที่คนตรงหน้าไร้ซึ่งท่าทีหวาดกลัวจิตสังหารของเขาเลยแม้แต่น้อย ทำให้เขารู้สึกขุ่นเคือง
"ดี! เช่นนั้นข้าขอทดสอบหน่อยว่าเจ้าคู่ควรกับจ้าวจินหลงหรือไม่!"
ฟุ่บ!
ทัวป๋าเลี่ยฉวยจอกสุราทองเหลืองใกล้มือ ขว้างใส่หลินซีเหยาด้วยความเร็วสูงปานสายฟ้าแลบ!
จอกสุราพุ่งแหวกอากาศมาพร้อมลมปราณรุนแรง หากเป็นคนธรรมดารับไว้ คงกระดูกแขนหักสะบั้น!
หลินซีเหยาที่กำลังง่วงงุนถึงขีดสุด เห็นเงาบางอย่างวูบวาบพุ่งเข้ามา
ด้วยความเกียจคร้านที่จะขยับกายหลบหลีก เขาจึงเพียงแค่... "วูบหลับ"
ถูกต้อง! เขาคอพับวูบหลับกลางอากาศเพราะความง่วงเข้าครอบงำ
ทำให้ศีรษะของเขาตกลงไปทางซ้ายพอดิบพอดี
ฟิ้ว!
จอกสุราพุ่งเฉียดใบหูเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ปักเข้ากับเสาไม้ด้านหลังดัง ปึก! จมลึกเข้าไปครึ่งใบ
หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงดัง
"หือ? ...เมื่อครู่แมลงวันบินผ่านหรือ?"
ทัวป๋าเลี่ยเบิกตาโพลง เมื่อครู่มันอันใดกัน!? เขามิได้หลบหลีกด้วยความเร็ว... แต่เขาหลบด้วยการ 'ผ่อนคลาย' ขั้นสูงสุด!
ท่วงท่าเมื่อครู่... ดูประหนึ่งคนสัปหงก แต่จังหวะช่างแม่นยำราวกับจับวาง! นี่มันวิชา 'ไร้ลักษณ์เคลื่อนย้าย' ในตำนานหรือไม่!?
"นะ... แน่มาก..." ทัวป๋าเลี่ยเริ่มเหงื่อตก "ข้าประเมินเจ้าต่ำไป... เจ้าซ่อนคมในฝักสินะ"
หลินซีเหยางุนงง "ซ่อนสิ่งใด? ข้าเพียงแค่ง่วงนอน"
"อย่ามาถ่อมตน!" ทัวป๋าเลี่ยตบโต๊ะ ปัง! "มาประลองกำลังภายในกัน! ข้าจะใช้วิชาฝ่ามือ 'หมาป่าทลายขุนเขา' ดูซิว่าเจ้าจะรับมือได้หรือไม่!"
ทัวป๋าเลี่ยง้างฝ่ามือเตรียมฟาดพลังใส่ อาเป่าหน้าซีดเผือด เตรียมจะเอาตัวเข้าบังเจ้านาย
แต่ทันใดนั้น...
เคร้ง!
ดาบสีดำสนิทพุ่งเข้ามาปักลงกลางโต๊ะระหว่างทัวป๋าเลี่ยและหลินซีเหยา แยกทั้งสองออกจากกัน
รังสีอำมหิตที่รุนแรงกว่าทัวป๋าเลี่ยร้อยเท่าพันทวี แผ่พุ่งเข้ามาในห้องโถง
"ผู้ใดบังอาจแตะต้องคนของเปิ่นหวาง?"
จ้าวจินหลง เดินเข้ามาด้วยชุดเกราะเต็มยศ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโทสะจัด
เขากระชากดาบออกจากโต๊ะ แล้วชี้ปลายดาบไปที่คอหอยของทัวป๋าเลี่ย
"ทัวป๋าเลี่ย..." จ้าวจินหลงคำราม "เจ้าอยากให้เผ่าหมาป่าของเจ้าเหลือเพียงชื่อในหน้าพงศาวดารกระนั้นหรือ?"
ทัวป๋าเลี่ยเหงื่อกาฬแตกพลั่ก แต่ก็ยังฝืนยิ้มสู้
"ใจเย็นก่อนสหาย! ข้าเพียงแค่มาทักทายภรรยาเจ้า... และต้องขอยอมรับเลยว่า ภรรยาเจ้า 'มิธรรมดา' จริงๆ!"
"มิธรรมดา?" จ้าวจินหลงเลิกคิ้ว หันไปมองหลินซีเหยา
หลินซีเหยายังคงนั่งทำหน้ามึนงง อ้าปากหาวหวอดๆ
"ท่านพี่... มาก็ดีแล้ว ขับไล่เจ้ายักษ์นี่ไปที ข้าจะกลับไปนอน"
"เห็นหรือไม่!" ทัวป๋าเลี่ยชี้ไปที่หลินซีเหยา "เผชิญหน้ากับข้า เขายังนั่งหลับได้! แม้แต่ยามที่เจ้าเข้ามา เขาก็ไร้ท่าทีตื่นตระหนก! จิตใจนิ่งสงบดั่งมหาสมุทรไร้คลื่นลม! ...จ้าวจินหลง เจ้าหาคู่ครองได้สมศักดิ์ศรีเทพสงครามยิ่งนัก!"
"..." ท่านอ๋องมองหน้าภรรยาที่เปลือกตาปรือจะปิดแหล่มิปิดแหล่
จิตใจนิ่งสงบ? มันเพียงแค่ง่วงนอนต่างหาก!
เผชิญหน้ากับเจ้าได้? มันขี้เกียจลุกหนีต่างหากเล่า!
แต่เมื่อเห็นสายตาชื่นชมระคนหวาดเกรงของทัวป๋าเลี่ย จ้าวจินหลงก็ตัดสินใจ... "ตามน้ำ"
"หึ... ย่อมแน่นอน" จ้าวจินหลงเก็บดาบเข้าฝัก ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ "พระชายาของข้าฝึกวิชา 'นิทราสยบมาร' สำเร็จขั้นสูงสุด... ศัตรูยิ่งเกรี้ยวกราด เขายิ่งสงบนิ่ง... หากเจ้าลงมือเมื่อครู่ เจ้าคงได้ลงไปนอนคุยกับรากไม้แล้ว"
"วิชานิทราสยบมาร!" ทัวป๋าเลี่ยตาเป็นประกาย "เลิศล้ำ! ข้าขอนับถือ!"
หลินซีเหยาเกาศีรษะแกรกๆ
วิชาบ้าบออันใดกัน ข้าเพียงแค่จะนอน...
"เอาล่ะ หมดธุระแล้วใช่หรือไม่?" หลินซีเหยาลุกขึ้นโดยมีท่านอ๋องรีบถลันเข้าไปประคอง "ข้าขอตัวลา... พลังวัตรข้าแปรปรวน (หิวข้าว) ข้าจำต้องไปเดินลมปราณ (กินขนม) "
"เชิญเลยพ่ะย่ะค่ะ! ท่านจอมยุทธ์หลิน!" ทัวป๋าเลี่ยประสานมือคารวะด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
จ้าวจินหลงโอบเอวภรรยาพาเดินออกจากห้อง กระซิบข้างใบหูยิ้มๆ
"เก่งมาก... เจ้าปราบหมาป่าคลั่งได้โดยมิต้องขยับนิ้ว"
"ข้ามิได้ทำสิ่งใดเลยนะ"
"นั่นแหละคือความสามารถพิเศษของเจ้า"
เมื่อพ้นสายตาแขกเหรื่อ จ้าวจินหลงก็ช้อนตัวอุ้มหลินซีเหยาขึ้นทันที
"ท่านพี่... จะพาไปที่ใด?"
"ไปเติมพลังวัตรให้เจ้าอย่างไรเล่า" จ้าวจินหลงยิ้มเจ้าเล่ห์ "เมื่อครู่เจ้าใช้พลังจิตไปมาก ราตรีนี้ข้าจะช่วย 'ถ่ายทอดลมปราณ' ให้เจ้าตลอดคืนเลย"
"ไม่เอา! ลมปราณเยี่ยงนั้นมันเหนื่อย! ข้าจะกินข้าวววว!"
และแล้ว ตำนานบทใหม่ของพระชายาหลินซีเหยาก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในหมู่ชนเผ่าแดนเหนือ...
"จอมยุทธ์หน้าหยก ผู้ใช้วิชานิทราสยบมาร เพียงแค่นั่งหลับ ก็สยบแม่ทัพผู้บ้าคลั่งได้!"
หารู้ไม่ว่า... ความจริงคือ "แค่ขี้เกียจ" ล้วนๆ!
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี
![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






