Home / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทที่ 23 ศิษย์เอกคนแรก กับเคล็ดวิชา 'หายใจทิ้ง'

Share

บทที่ 23 ศิษย์เอกคนแรก กับเคล็ดวิชา 'หายใจทิ้ง'

Author: SophiaPsp
last update publish date: 2026-03-16 13:11:11

ข่าวลือเรื่อง "จอมยุทธ์หลินซีเหยา ผู้ใช้วิชานิทราสยบมาร" แพร่สะพัดไปทั่วจวนอ๋องและลามไปถึงคณะราชทูตแดนเหนืออย่างรวดเร็วปานสายลม

ผลกระทบแรกที่ติดตามมาคือ... ความสงบสุขยามรุ่งสางของหลินซีเหยาพังทลายลง!

ยามเหม่า (05.00-06.59 น.)

"ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์ตื่นเถิด! ศิษย์มารอรับการชี้แนะแล้ว!"

เสียงตะโกนดังก้องปานอัสนีบาตฟาดของ ทัวป๋าเลี่ย องค์ชายหมาป่าคลั่ง ดังสนั่นหน้าเรือนเหมันต์พิสุทธิ์ ปลุกไก่ทั้งเล้าให้ตื่นตระหนกบินว่อน

หลินซีเหยา ที่กำลังมุดตัวอยู่ในก้อนผ้าห่มดุจหนอนไหม สะดุ้งเฮือก

"ผู้ใด... ผู้ใดมาวางเพลิงเรือน..."

จ้าวจินหลง ที่ตื่นนานแล้วและกำลังสวมอาภรณ์อยู่ หัวเราะ หึๆ

"ศิษย์เอกของเจ้ามารอคารวะน่ะสิ... ลุกไปดูหน่อยหรือไม่ ท่านจอมยุทธ์?"

"ไม่เอา..." หลินซีเหยานำหมอนปิดหู "ขับไล่เขาไปที แจ้งว่าข้ากำลังเข้าฌาน (หลับลึก) ห้ามรบกวน"

จ้าวจินหลงส่ายหน้า เดินออกไปเปิดประตู

ทัวป๋าเลี่ยยืนคุกเข่าอยู่หน้าเรือน แววตามุ่งมั่นแรงกล้าดุจเปลวเพลิง

"ท่านอ๋อง! ข้าขอพบท่านอาจารย์หลิน! ข้าใคร่จะเรียนรู้วิชาจิตสงบ!"

"พระชายายังไม่ตื่นบรรทม" จ้าวจินหลงตอบเสียงเรียบ "วิชาของเขาลึกล้ำ จำต้องใช้เวลาสะสมพลังในยามเช้า... เจ้ากลับไปก่อนเถิด"

"มิได้!" ทัวป๋าเลี่ยยืนกราน "ข้าจะนั่งรอตรงนี้! จนกว่าอาจารย์จะเห็นใจ!"

จ้าวจินหลงถอนหายใจ เจ้าหมอนี่มันวิปลาสแท้จริง

"ตามใจเจ้า... แต่อย่าส่งเสียงดัง มิเช่นนั้นข้าจะเตะเจ้าออกไปนอกกำแพงจวน"

...

ยามสาย ตะวันโด่ง

หลินซีเหยาเดินลากเท้าออกมาจากห้องนอน สภาพเกศายุ่งเหยิง ดวงตาปรือปรอย ในมือถือซาลาเปาไส้ครีมกัดค้างไว้

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ทัวป๋าเลี่ยก็กระโจนเข้ามาคำนับ

"ท่านอาจารย์! ในที่สุดท่านก็ออกจากฌาน!"

หลินซีเหยาเคี้ยวซาลาเปาตุ่ยๆ มองยักษ์ปักหลั่นตรงหน้า

"เจ้ายังอยู่อีกหรือ? ...ว่างงานมากหรือไร?"

"ข้าใคร่จะเรียนวิชา 'นิทราสยบมาร' ขอรับ!" ทัวป๋าเลี่ยตาเป็นประกาย "ข้าเป็นคนใจร้อน วู่วาม ทำให้ลมปราณแตกซ่านบ่อยครั้ง ข้าใคร่จะฝึกจิตให้นิ่งสงบดั่งขุนเขาเยี่ยงท่าน!"

หลินซีเหยาถอนหายใจ เดินไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้โยกตัวโปรด

"วิชานี้ฝึกยากนะ... เจ้าทนไหวหรือ?" ข้ออ้างไล่แขก

"ข้าทนไหว! ให้บุกน้ำลุยไฟข้าก็ยอม!"

"มิต้องบุกน้ำลุยไฟหรอก..." หลินซีเหยาเอนหลังพิงพนัก "เพียงแค่นั่งเฉยๆ ... ห้ามขยับ ห้ามเจรจา ห้ามคิด... ทำได้หรือไม่?"

"เพียงแค่นั้นหรือขอรับ?"

"อืม... เคล็ดวิชาคือ 'ลมหายใจทิ้ง'" หลินซีเหยามั่ววิชาสดๆ "ปล่อยวางทุกสิ่ง ทำตัวให้ประดุจก้อนศิลา... ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งรอบข้าง... เริ่มได้"

ทัวป๋าเลี่ยรีบนั่งขัดสมาธิบนพื้นหญ้า หลับตาปี๋ เกร็งกายแข็งทื่อ พยายามทำสมาธิอย่างหนักหน่วง

ส่วนหลินซีเหยา... กินซาลาเปาหมด ก็หลับตาลง แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไปในทันที

...

หนึ่งชั่วยามผ่านไป (2 ชั่วโมง)

แสงแดดเริ่มแรงกล้า แมลงเริ่มบินว่อน

ทัวป๋าเลี่ยเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ร่างกายสั่นเทิ้มเพราะความเมื่อยขบและการฝืนเกร็ง

ยาก... ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน! การอยู่นิ่งๆ โดยมิคิดสิ่งใดไฉนมันทรมานเพียงนี้!

เขาแอบลืมตาข้างหนึ่งลอบมองดูอาจารย์

ภาพที่ประจักษ์ทำเอาเขาศรัทธาแรงกล้า!

หลินซีเหยานอนหลับสนิทบนเก้าอี้โยก ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบจับสัมผัสไม่ได้

มี 'ผีเสื้อ' ตัวหนึ่งบินมาเกาะที่จมูกโด่งรั้นของเขา แต่หลินซีเหยามิขยับ มิปัดป้อง และมิตื่น

เขานิ่งสงบจนกลมกลืนไปกับธรรมชาติ แม้แต่ผีเสื้อยังเข้าใจว่าเขาเป็นบุปผา!

"ยอดเยี่ยม..." ทัวป๋าเลี่ยพึมพำ "จิตสังหารเป็นศูนย์... ผสานกายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ... นี่คือขั้นสุดยอดของวรยุทธ์!"

หารู้ไม่ว่า... หลินซีเหยาเพียงแค่เกียจคร้านจะปัดผีเสื้อ เพราะกำลังฝันดีอยู่

...

"ทำสิ่งใดกันอยู่?"

สุรเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบดังขึ้น

จ้าวจินหลงกลับมาจากค่ายทหาร เห็นภาพชายแปลกหน้า (ทัวป๋าเลี่ย) นั่งจ้องหน้าภรรยาเขาที่กำลังหลับปุ๋ย ระยะห่างช่างดูอันตราย

ความหึงหวงพุ่งทะยาน!

"ท่านอ๋อง!" ทัวป๋าเลี่ยหันมา "ข้ากำลังฝึกจิตกับท่านอาจารย์! ดูสิ ท่านอาจารย์เข้าฌานลึกจนผีเสื้อเกาะจมูกยังไม่ไหวติง!"

จ้าวจินหลงมองดูภรรยา... เข้าฌานบ้าบออันใด นั่นมันหลับลึกจนน้ำลายจะยืดแล้ว!

"ทัวป๋าเลี่ย..." จ้าวจินหลงเดินเข้ามาขวาง บังร่างภรรยาไว้มิดชิด "การฝึกจิตจบสิ้นแล้ว... ต่อไปเป็นวิชา 'ภาคปฏิบัติ'"

"ภาคปฏิบัติ?"

"ถูกต้อง..." จ้าวจินหลงหักข้อนิ้วดังกรอบแกรบ "เจ้าบอกว่าเจ้าวู่วามใช่หรือไม่? เช่นนั้นมาประลองกับข้าที่ลานประลองเดี๋ยวนี้! ข้าจะช่วย 'ดัดนิสัย' ให้เจ้าเอง!"

(ความหมายโดยนัย: ออกไปให้ห่างจากเมียข้าเดี๋ยวนี้ เจ้ายักษ์!)

ทัวป๋าเลี่ยตาโต "ประลองกับเทพสงคราม! เป็นเกียรติอย่างยิ่ง!"

ทั้งสองเดินดุ่มๆ ไปที่ลานฝึกยุทธ์

ทิ้งให้หลินซีเหยานอนหลับอย่างสงบสุขต่อไป โดยมีผีเสื้อบินวนเวียนอยู่ที่เดิม

...

ยามเย็น

ทัวป๋าเลี่ยเดินโซซัดโซเซออกจากจวนอ๋อง สภาพสะบักสะบอม หน้าตาปูดบวม แต่แววตาเปี่ยมสุข

"ขอบคุณท่านอ๋องที่ชี้แนะ! ขอบคุณท่านอาจารย์หลินที่สอนวิชาจิตสงบ! ข้าบรรลุแล้ว!"

เขาเดินกลับที่พักทูตด้วยความภาคภูมิใจ โดยเข้าใจไปเองว่าที่จ้าวจินหลงอัดเขาน่วม คือการถ่ายทอดวิชาลับ

...

กลับมาที่ห้องนอน

จ้าวจินหลงเดินเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียงที่หลินซีเหยากำลังนั่งให้ อาเป่า หวีเกศาให้

"เจ้าตัวแสบ..." ท่านอ๋องบีบแก้มภรรยาเบาๆ "ไปล่อลวงอันใดทัวป๋าเลี่ยอีกเล่า? มันเดินยิ้มหน้าบานกลับไป ทั้งที่โดนข้าซ้อมจนน่วม"

"ข้าเปล่าล่อลวง..." หลินซีเหยาทำปากยื่น "ข้าเพียงแค่สอนให้เขานั่งเฉยๆ ... การอยู่นิ่งๆ มันช่วยลดทอนความบ้าคลั่งได้จริงๆ นะ"

"แล้วเจ้าเล่า?" จ้าวจินหลงยื่นหน้าเข้าไปใกล้ "วันนี้นั่งเฉยๆ มาทั้งวันแล้ว... หายบ้าคลั่งหรือยัง?"

"ข้ามิเคยบ้าคลั่งเสียหน่อย"

"เช่นนั้นคืนนี้..." จ้าวจินหลงกระซิบข้างใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอ "ข้าจะทำให้เจ้าคลั่งเอง... เอาให้ร้องขอชีวิตยิ่งกว่ายามทัวป๋าเลี่ยโดนข้าซ้อมเลย ดีหรือไม่?"

หลินซีเหยาขนลุกซู่ รีบมุดตัวหนีเข้าผ้าห่ม

"ไม่เอา! วันนี้ข้าสอนศิษย์มาทั้งวัน ข้าเหน็ดเหนื่อย! ข้าขอลาหยุด!"

"ศิษย์ลาได้... แต่อาจารย์ต้องรับผิดชอบ" จ้าวจินหลงตลบผ้าห่มขึ้น มุดตามเข้าไปทันที

"มานี่... มาสอนวิชา 'ประสานหยินหยาง' ให้ข้าหน่อย ข้าลืมกระบวนท่าไปหมดสิ้นแล้ว..."

"ท่านพี่! ท่านมันคนลามก! ท่านจำแม่นยิ่งกว่าตำราพิชัยสงครามเสียอีก!"

"จำแม่นก็ต้องทบทวน... ปฏิบัติ!"

เสียงหัวเราะและเสียงประท้วงดังลอดออกมาจากมุ้ง ก่อนจะเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงเตียงไม้ที่เริ่มทำหน้าที่ของมันอีกครา

...

หมายเหตุท้ายบท:

ในบันทึกพงศาวดารแคว้นจ้าว ได้มีการจารึกไว้ว่า...

"ทัวป๋าเลี่ย องค์ชายแดนเหนือ ผู้โหดเหี้ยม กลับใจกลายเป็นผู้ใฝ่สงบ หลังได้รับการชี้แนะจากพระชายาหลิน... โดยเคล็ดวิชาที่เขาพร่ำบ่นเสมอคือ 'จงทำตัวให้ประดุจก้อนศิลา แล้วผีเสื้อจะมาเกาะจมูกเอง'"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status