Share

บทที่ 4 หมอนข้างราคาแพงระยับ

Penulis: SophiaPsp
last update Tanggal publikasi: 2026-03-16 12:46:23

บรรยากาศภายในอุทยานหลวงที่เคยอบอวลไปด้วยความรื่นเริงหรรษา บัดนี้กลับพลิกผันราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ ความเงียบงันอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมทั่วทุกตารางนิ้ว กดทับลงบนบ่าของผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก แม้แต่เสียงแมลงยามค่ำคืนยังคล้ายจะหวาดเกรงจนมิกล้ากรีดปีกส่งเสียง

เสียงดนตรีจากวงมโหรียังคงบรรเลงต่อไปตามหน้าที่ ทว่าท่วงทำนองที่เคยไพเราะเสนาะหู กลับฟังดูแปร่งปร่าและโหยหวนพิกล เหล่านางรำระบำบุปผาสวรรค์ที่กำลังร่ายรำอยู่กลางลานกว้าง ต่างพากันเกร็งไปทั้งสรรพางค์กาย รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าเริ่มแข็งค้าง ท่วงท่าที่เคยอ่อนช้อยดุจสายน้ำเริ่มติดขัดและแข็งทื่อด้วยความหวาดหวั่น สายตาลอกแลกมิกล้าแม้แต่จะชำเลืองมองไปทางตั่งประธานอันเป็นจุดกำเนิดของรังสีอำมหิต

เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ ตั้งแต่ระดับอัครเสนาบดีผู้กุมอำนาจบริหาร ไปจนถึงขุนนางขั้นเก้าปลายแถว ต่างพากันก้มหน้าก้มตาสงบเสงี่ยมเจียมตัว คีบอาหารเข้าปากอย่างเงียบเชียบราวกับไร้ตัวตน เกรงว่าหากเผลอเคี้ยวเสียงดังหรือทำตะเกียบกระทบถ้วยเพียงแผ่วเบา อาจจะเป็นการดึงดูดความสนใจมัจจุราชให้หันมามอง และศีรษะอาจจะหลุดออกจากบ่าได้โดยไม่รู้ตัว

เพราะในยามนี้ จุดศูนย์รวมสายตาทุกคู่ที่ลอบชำเลืองมองด้วยความระทึกขวัญสั่นประสาท คือภาพเหตุการณ์อันเหลือเชื่อที่ปรากฏขึ้นบนตั่งที่ประทับของ ‘ชินอ๋อง จ้าวจินหลง’

ณ ที่แห่งนั้น... ร่างสูงใหญ่กำยำของแม่ทัพผู้เกรียงไกรนั่งหลังตรงสง่างามแผ่กลิ่นอายแห่งอำนาจราชศักดิ์กดข่มผู้คน ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพสงครามจำแลงยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์ประหนึ่งรูปสลักหินพันปี มือข้างขวากำจอกสุราค้างไว้กลางอากาศ

ทว่ามือข้างซ้าย... กลับวางทาบทับลงบนศีรษะทุยๆ ของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังนอนหนุนตักเขาอยู่อย่างสบายอารมณ์!

‘หลินซีเหยา’ คุณชายรองผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในทางโลกีย์แห่งตระกูลหลิน บัดนี้กำลังดำดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างลึกซึ้ง ชนิดที่ว่าต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายลงตรงหน้า หรือไฟบรรลัยกัลป์ไหม้ลามเลียวังหลวง เขาก็คงไม่ตื่นขึ้นมารับรู้ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นจังหวะเนิบนาบ พวงแก้มขาวเนียนใสแนบชิดสนิทกับลอนหน้าท้องแกร่งผ่านเนื้อผ้าไหมชั้นดีของชุดคลุมลายมังกรสี่เล็บ

จ้าวจินหลงก้มพระพักตร์ลงมอง ‘ก้อนภาระ’ บนตักด้วยแววตาที่ลึกล้ำซับซ้อนยากจะคาดเดาอารมณ์

โดยปกติวิสัยแล้ว พระองค์ทรงเป็นผู้ถือพระองค์และรังเกียจการถูกแตะเนื้อต้องตัวยิ่งนัก โดยเฉพาะจากคนแปลกหน้า หรือพวกแมลงวันที่พยายามจะบินเข้ามาเกาะแกะเพื่อแสวงหาอำนาจ แต่เรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ... ครานี้ ความรู้สึกขยะแขยงรุนแรงที่ควรจะปะทุขึ้น กลับเงียบสงบอย่างน่าฉงน

ปลายนิ้วโป้งข้างซ้ายของท่านอ๋องหนุ่มขยับแผ่วเบา เผลอไผลเกลี่ยไล้ไปที่แก้มเนียนใสของคนหลับโดยไม่รู้ตัว

...นุ่ม...

สัมผัสนั้นนุ่มหยุ่นละมุนมือราวกับก้อนแป้งข้าวเหนียวที่เพิ่งนวดเสร็จใหม่ๆ หรือเต้าหู้เนื้อดีที่พร้อมจะแตกสลายหากออกแรงบีบเพียงเล็กน้อย

‘ข่าวลือในตลาดเล่าลือกันหนาหูว่าเจ้าคนนี้กรำศึกบนเตียงอย่างโชกโชน เป็นชายงามที่ผ่านมือบุรุษมานับไม่ถ้วน...’ จ้าวจินหลงพินิจพิเคราะห์ใบหน้ายามหลับใหลพลางขมวดคิ้วมุ่น ‘แต่เหตุใดผิวพรรณจึงดูผุดผ่องไร้ริ้วรอยด่างพร้อย ไม่มีร่องรอยของความทรุดโทรม ความหมองคล้ำ หรือร่องรอยของการอดนอนแม้แต่น้อย?’

สายตาคมกริบเลื่อนต่ำลงมาจับจ้องที่มือเรียวของหลินซีเหยา ที่ยังคงเกาะเกี่ยวเอวสอบของพระองค์ไว้แน่นราวกับลูกลิงเกาะมารดา ท่านอ๋องถือวิสาสะจับมือนั้นขึ้นมาพลิกดูอย่างถือสิทธิ์

ฝ่ามือเล็กๆ นั้นนุ่มนิ่ม ขาวอมชมพูระเรื่อดุจกลีบดอกท้อ ไร้ซึ่งรอยด้านจากการจับดาบหรือทำงานหนัก ไร้รอยถลอกแม้แต่จุดเดียว...

‘คนที่ ‘ทำงานหนัก’ ในเรื่องคาวโลกีย์เช่นนั้น จะมีมือที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นนี้ได้อย่างไร? มือคู่นี้ราวกับไม่เคยหยิบจับสิ่งใดที่หนักไปกว่าพู่กันวาดภาพหรือตะเกียบคีบอาหารด้วยซ้ำ’

และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่สะกดให้จ้าวจินหลงยอมนั่งนิ่งเป็นหุ่นเชิดอยู่เช่นนี้ คือ ‘กลิ่น’

จ้าวจินหลงผู้เจนจบในสนามรบย่อมเป็นคนจมูกไวเยี่ยงสัตว์ป่า ปกติแล้วยามที่เหล่าบุปผางามในเมืองหลวงดาหน้าเข้ามาใกล้ พระองค์จะได้กลิ่นเครื่องหอมฉุนกึกที่ชวนเวียนศีรษะ หรือกลิ่นคาวราคะที่ถูกกลบเกลื่อนด้วยแป้งหนาเตอะ

แต่กับหลินซีเหยา... พระองค์กลับสัมผัสได้เพียงความหอมเย็นๆ จางๆ ลอยแตะนาสิกประสาท คล้ายกลิ่นดอกบัวหลวงที่เบ่งบานในสระน้ำยามเช้าตรู่ ผสมผสานกับกลิ่นกายธรรมชาติที่หอมละมุนเหมือนกลิ่นแป้งเด็ก

สะอาด...

สะอาดบริสุทธิ์จนน่าประหลาดใจ และสะอาดจนเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอดอย่างลืมองค์

“อือ...”

เสียงครางประท้วงเบาๆ ดังขึ้นในลำคอระหงของหลินซีเหยา เมื่อท่านอ๋องเผลอบีบมือนิ่มๆ นั้นแรงไปหน่อยด้วยความสงสัยใคร่รู้

เจ้าคนขี้เซาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม ริมฝีปากสีสดเม้มเข้าหากันเล็กน้อยอย่างขัดใจ ก่อนจะขยับตัวยุกยิกไปมาเพื่อสรรหาที่นอนใหม่ที่สงบกว่าเดิม ใบหน้าหวานซุกไซ้มุดเข้าไปที่ซอกขาด้านในของท่านอ๋องเพื่อหลบหนีการรบกวน

กึก!

ร่างแกร่งของจ้าวจินหลงแข็งทื่อเป็นหินศิลาในบัดดล ลมหายใจสะดุดกึก เส้นชีพจรเต้นตุบ

เจ้าเด็กนี่... กล้าซุกตรงไหนของเจ้า!

ใบหน้านั้นซุกไซ้อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่อันตรายและเปราะบางที่สุด ใกล้กับ ‘มังกรหลับ’ ของพระองค์เพียงแค่ผ้ากั้น! ลมหายใจอุ่นร้อนของหลินซีเหยาเป่ารดผ่านเนื้อผ้า ทำเอาความรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นปราดไปทั่วร่างแกร่งราวกับถูกอัสนีบาตฟาดใส่

มันมิใช่ความกำหนัดในเชิงราคะเสียทีเดียว หากแต่เป็นความตกใจระคนประหม่า และความตื่นตัวตามสัญชาตญาณบุรุษเพศที่พระองค์ไม่เคยเป็นมาก่อนกับคนแปลกหน้า

‘หาที่ตาย! เจ้ากำลังรนหาที่ตายชัดๆ หลินซีเหยา!’ จ้าวจินหลงคำรามก้องในใจ แต่ร่างกายกลับทรยศไม่ยอมผลักไส มิหนำซ้ำมือหนายังเผลอกดศีรษะคนตัวเล็กให้แนบนิ่งอยู่กับที่ เพื่อหยุดยั้งการขยับตัวที่แสนอันตรายต่อความอดทนนั้น

ทางด้านอีกฟากหนึ่งของงานเลี้ยง

‘หลินเมิ่ง’ ที่นั่งจับตามองเหตุการณ์อยู่ตาไม่กระพริบ แทบจะบดขยี้ตะเกียบงาช้างในมือจนแหลกละเอียดคาฝ่ามือ

ใบหน้าที่ถูกประทินโฉมมาอย่างงดงามบัดนี้บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ด้วยความริษยาและไม่อยากจะเชื่อสายตา

“เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” นางพึมพำเสียงสั่นเครือ เล็บจิกเข้าเนื้อจนห้อเลือด “ท่านอ๋องเกลียดความสกปรกยิ่งกว่าอะไร พระองค์เคยสั่งโบยคนที่บังอาจมาแตะชายเสื้อพระองค์จนปางตายมิใช่หรือ? แล้วทำไม... เหตุไฉนถึงยอมให้เจ้าเศษสวะนั่นนอนหนุนตักอยู่ได้!”

นางหันไปกระซิบกระซาบกับมารดาด้วยดวงตาที่แดงก่ำดั่งโลหิต “ต้องเป็นมนต์ดำแน่ๆ ท่านแม่! เจ้าปีศาจจิ้งจอกนั่นต้องใช้มนต์ดำสะกดจิตท่านอ๋อง! ข้าไม่ยอมนะท่านแม่ ข้าไม่ยอม!”

ฮูหยินรองรีบตะครุบปากบุตรสาวด้วยความตื่นตระหนก “ชู่! หุบปากเดี๋ยวนี้เจ้าลูกโง่ อยากให้หัวหลุดจากบ่าหรือไร ดูหน้าท่านพ่อเจ้าสิ ซีดเผือดเป็นไก่ต้มแล้ว”

หลินลู่ เสนาบดีกรมพิธีการ นั่งเหงื่อแตกพลั่กอยู่ข้างๆ มือไม้สั่นเทาจนทำจอกสุราหกเลอะเทอะ เขาไม่รู้ว่าควรจะดีใจที่ลูกชายมีวาสนาได้ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ หรือควรจะเตรียมสั่งต่อโลงศพไม้สักทองไว้รอรับศพลูกชายที่บังอาจล่วงเกินท่านอ๋องกันแน่

...

กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม (๒ ชั่วโมง)

จนกระทั่งงานเลี้ยงใกล้จะเลิกรา องค์จักรพรรดิเสด็จกลับตำหนักไปแล้วพร้อมรอยแย้มสรวลที่มีเลศนัย ทรงทิ้งท้ายไว้เพียงสายพระเนตรที่มองพระอนุชาอย่างล้อเลียน แขกเหรื่อเริ่มทยอยกลับออกไปบางส่วน แต่ส่วนใหญ่ยังคงนั่งติดเก้าอี้ราวกับถูกทากาวไว้ ไม่กล้าลุกจากที่นั่ง เพราะประธานในงานอย่างท่านอ๋องจ้าวจินหลงยังคงนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นประหนึ่งกิเลนหินเฝ้าประตูเมือง ให้คนงามหนุนนอนอยู่อย่างนั้น

จ้าวจินหลงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อเห็นว่าคนบนตักไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเอง

“นี่...”

สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานขึ้นเหนือศีรษะ แฝงไว้ด้วยอำนาจและความเย็นชาที่ทำให้คนฟังหนาวสะท้าน

“นี่เจ้า... จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงพรุ่งนี้เช้าเลยหรือ?”

หลินซีเหยาที่กำลังฝันหวานว่าได้นอนกลิ้งอยู่บนปุยเมฆนุ่มนิ่ม รู้สึกถึงแรงสะกิดที่แก้ม เขาปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก ขนตายาวงอนกระพริบถี่ๆ เพื่อไล่ความง่วงงุน ภาพตรงหน้ายังคงพร่ามัวเล็กน้อยจากม่านน้ำตา

“อาเป่า... ขอน้ำ... คอแห้ง...” เสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาอย่างเคยชินตามสัญชาตญาณยามอยู่เรือนตน

“ข้าไม่ใช่บ่าวของเจ้า”

ประโยคตอบกลับที่เย็นเยียบและทรงพลัง ทำเอาหลินซีเหยาชะงักกึก สติสัมปชัญญะที่ล่องลอยค่อยๆ ถูกกระชากกลับเข้าร่าง

ดวงตาดอกท้อกระพริบปริบๆ ปรับโฟกัสภาพตรงหน้าใหม่อีกครั้ง...

แทนที่จะเป็นเพดานมุ้งสีขาวสะอาดตาในเรือนของตน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาในระยะประชิด กลับกลายเป็นปลายคางคมสันได้รูป สันกรามที่ดูแข็งแกร่งดุดัน และลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงดูน่าเกรงขามของบุรุษเพศ

หลินซีเหยาสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยดูน่าเอ็นดู แก้มข้างหนึ่งขึ้นสีแดงระเรื่อเป็นรอยยับของลวดลายผ้าไหมจากชุดคลุมมังกร

เขาหันซ้ายหันขวาด้วยความมึนงง...

ท้องพระโรงกว้างใหญ่? แสงโคมไฟสว่างไสว? สายตาของขุนนางนับร้อยที่จ้องมองมาดุจเห็นผี? และสายตาอาฆาตมาดร้ายจากพี่สาว?

อ้อ... นึกออกแล้ว...

ข้ามางานเลี้ยง ข้าหิวจนตาลาย แล้วข้าก็เดินมาหาที่นั่ง แล้วข้าก็สะดุดล้ม แล้วก็...

หลินซีเหยาค่อยๆ หันกลับมามอง “หมอน” ที่เขาเพิ่งหนุนนอนมาตลอดสองชั่วโมง

ชินอ๋อง จ้าวจินหลง กำลังจ้องมองเขาอยู่... นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องลูกกวางหลงฝูง ไม่บ่งบอกอารมณ์รักหรือเกลียด แต่แฝงรังสีสังหารจางๆ ที่ทำให้ขนคอลุกชัน

วิญญูชนคนปกติหากตื่นมาพบสถานการณ์หมิ่นเบื้องสูงเช่นนี้ คงจะรีบกระโดดลงไปคุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิตจนหน้าผากแตกยับอาบเลือด แต่หลินซีเหยา... ด้วยความที่สมองยังประมวลผลไม่เต็มที่จากการเพิ่งตื่น บวกกับนิสัยส่วนตัวที่ไม่เคยยึดติดกับธรรมเนียมคร่ำครึ

เขายกหลังมือขึ้นเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากเบาๆ โชคดีที่ไม่มี แล้วส่งยิ้มหวานเชื่อมแบบคนง่วงๆ ให้ท่านอ๋อง

“ขออภัยท่านอ๋อง...” น้ำเสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน “ตักของท่านนุ่มสบายเกินไป ข้าเลยเผลอหลับเพลินไปหน่อย”

ดวงตาดอกท้อเป็นประกายวาววับเมื่อนึกถึงสัมผัสเมื่อครู่ “มิทราบว่าชุดของท่านใช้ผ้าไหมร้านใดตัดเย็บหรือ? เนื้อดีมาก นุ่มลื่น ไม่ระคายผิวหน้าข้าเลยแม้แต่น้อย”

“...”

จ้าวจินหลงถึงกับพูดไม่ออก คำพูดจุกอยู่ที่คอหอย

ประโยคแรกหลังตื่นนอน คือการชมเนื้อผ้าบนตัวข้าเนี่ยนะ? มิใช่การขออภัยโทษประหารหรอกหรือ? เจ้าเด็กนี่จิตใจทำด้วยอะไร!

“ลุกขึ้น!” ท่านอ๋องสั่งเสียงเข้มพยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน “ขาข้าชาไปหมดแล้ว เพราะเจ้าคนเดียว”

หลินซีเหยาทำหน้าเห็นใจ พยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ “โอ๊ะ... ลำบากท่านอ๋องแล้ว ผู้น้อยผิดเองที่หัวหนักไปหน่อย วันหน้าหากมีโอกาส ผู้น้อยจะส่งหมอนนุ่นชั้นดีจากร้านสกุลหลินไปให้ท่าน เพื่อเป็นการไถ่โทษนะขอรับ”

เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าอย่างเชื่องช้า ท่าทางไม่ได้ดูสำนึกผิดเท่าไหร่ เหมือนแมวเกียจคร้านที่เพิ่งลุกจากที่นอนแล้วบิดขี้เกียจมากกว่า

จ้าวจินหลงลุกขึ้นยืนตาม ร่างสูงใหญ่ที่สูงกว่าหลินซีเหยาเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ข่มให้ร่างบางดูตัวเล็กลงถนัดตา

ท่านอ๋องก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัว ก้มหน้าลงกระซิบที่ข้างหูหลินซีเหยา เพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดใบหูเล็กจนขึ้นสีแดง

“เจ้าจงใจยั่วยวนข้าต่อหน้าธารกำนัล... แสร้งทำเป็นล้ม แสร้งทำเป็นหลับ เพื่อเรียกร้องความสนใจ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน “คิดว่าข้าดูไม่ออกหรือ? ลูกไม้ตื้นๆ ของพวกจิ้งจอกร้อยเล่ห์”

หลินซีเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาตาแป๋ว ไม่มีแววหลบหลีกหรือหวาดกลัวในดวงตาคู่นั้น

“ยั่วยวน? ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้วกระมัง...”

ริมฝีปากสวยยกยิ้มมุมปาก “ข้ามิได้ยั่วยวน... ข้าเพียงแต่ ‘ใช้สอย’ ท่านต่างหาก”

คิ้วเข้มของท่านอ๋องกระตุกยิก “ใช้สอย?”

“ก็ท่านนั่งอยู่ตรงนั้น... แล้วตักท่านก็ดูว่าง... ที่สำคัญคือข้า ‘ง่วง’ มาก” หลินซีเหยาตอบหน้าตาย น้ำเสียงราบเรียบจริงใจไร้การปรุงแต่ง “ในเมื่อมีหมอนชั้นดีวางอยู่ตรงหน้า เหตุใดข้าต้องทนนั่งหลังขดหลังแข็งบนพื้นแข็งๆ ด้วยเล่า?”

“หากท่านคิดว่าการนอนน้ำลายยืดใส่ คือการยั่วยวนบุรุษแล้วล่ะก็... รสนิยมของท่านอ๋องก็ดูจะแปลกพิกลอยู่นะขอรับ” พูดจบ หลินซีเหยาก็ยอบกายคารวะแบบขอไปที ท่าทางกวนประสาทอย่างเป็นธรรมชาติ

“ดึกมากแล้ว ผู้น้อยขอตัวกลับไปนอนต่อที่จวน... ขอบพระทัยสำหรับ ‘หมอน’ นะขอรับ ราตรีสวัสดิ์” สิ้นคำกล่าว ร่างโปร่งบางก็หันหลังเดินจากไปทันที ทิ้งให้แม่ทัพปีศาจยืนอึ้งตะลึงงันอยู่กลางท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงพรึงเพริดของขุนนางทั้งปวงที่แทบจะหยุดหายใจ

ไม่มีใครกล้าหันหลังให้ท่านอ๋อง! ไม่มีใครกล้าบอกว่า ‘ใช้สอย’ ท่านอ๋อง! และไม่มีใครกล้าเดินหนีท่านอ๋องไปดื้อๆ เช่นนี้!

จ้าวจินหลงมองแผ่นหลังบอบบางที่เดินหาววอดๆ จากไปอย่างไม่ยี่หระ มุมปากที่มักจะเหยียดตรงด้วยความเย็นชา ค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและดูอันตรายลึกล้ำ

“ใช้สอยข้า? ...หึ น่าสนุก”

นัยน์ตามังกรทอประกายวาวโรจน์ “หลินซีเหยา... เจ้าเป็นคนแรกในรอบสิบปีที่กล้าใช้ ‘ชินอ๋อง’ ผู้บัญชาการทหารนับแสน เป็นหมอนหนุน แล้วเดินหนีไปหน้าตาเฉย”

มือหนายกขึ้นแตะบริเวณหน้าท้องและหน้าตัก ที่ยังคงมีความอุ่นและความนุ่มนิ่มจากสัมผัสของอีกฝ่ายหลงเหลืออยู่ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกบัวยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกไม่จางหาย

“ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้านอนสบายๆ อีกต่อไปแน่... ในเมื่อเจ้ากล้า ‘ใช้’ ข้า เจ้าก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้สาสม”

...

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ จวนตระกูลหลิน

บรรยากาศยามเช้าที่ควรจะสดใสกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเรือนใหญ่จนใบไม้แห้งปลิวว่อน ขณะที่หลินซีเหยากำลังนอนหลับอุตุ กอดหมอนข้างลายเป็ดน้อยอย่างมีความสุข น้ำลายยืดเปื้อนแก้มโดยไม่รับรู้เรื่องราวภายนอกแม้แต่น้อย

ทันใดนั้น เสียงรัวกลองจากขบวนของวังหลวงก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วหน้าจวน ทำเอาไก่ที่กำลังจะขันตกใจจนคอพับ สุนัขเฝ้าบ้านเห่ากรรโชกรับกันเป็นทอดๆ

“ราชโองการมา!”

เสียงขันทีประกาศก้องกังวานเสียดแทงแก้วหู ทุกคนในตระกูลหลิน ตั้งแต่ท่านเสนาบดีหลินลู่ที่กำลังจิบชาแก้กลุ้ม ฮูหยินที่มือนวดขมับ ไปจนถึงบ่าวไพร่ที่กวาดลานเรือน ต่างสะดุ้งสุดตัว รีบวิ่งหน้าตื่นมารวมพลที่ลานหน้าเรือนรับราชโองการด้วยความตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี

สายตาทุกคู่สบกันด้วยความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ ต่างคิดไปในทางเดียวกันอย่างมิได้นัดหมายว่า...‘คราวเคราะห์มาถึงแล้ว! ท่านอ๋องผู้โหดเหี้ยมย่อมไม่ปล่อยผ่านเรื่องเมื่อคืน... หัวพวกเราหลุดแน่ๆ!’

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status