Mag-log inยามเช้าตรู่ แสงเงินแสงทองเพิ่งจะจับขอบฟ้า นกกระจิบยังมิทันได้ออกจากรัง ความเงียบสงบอันแสนสุขของเรือน ‘สุขสันต์นิรันดร์’ ก็ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ
“ปัง! ปัง! ปัง!”
เสียงกำปั้นทุบลงบนบานประตูไม้สักหนาหนักดังสนั่นหวั่นไหว สะเทือนเลื่อนลั่นราวกับกลองศึกยามข้าศึกประชิดกำแพงเมือง ตามมาด้วยเสียงตะโกนโวยวายที่แตกตื่นเสียจริตของ ‘อาเป่า’ บ่าวรับใช้คนสนิท
“คุณชาย! คุณชายรอง! ตื่นเดี๋ยวนี้ขอรับ! ตื่นเถิด! เรื่องใหญ่แล้ว! ฟ้าถล่มแล้วขอรับ!”
บนเตียงไม้สลักลวดลายเมฆา ภายใต้กองผ้าห่มนวมหนานุ่มดุจปุยเมฆ ร่างหนึ่งขยับตัวเพียงเล็กน้อยด้วยความรำคาญ หลินซีเหยาที่เพิ่งจะได้หลับตาลงอย่างเต็มอิ่มไปเพียงไม่กี่ชั่วยามหลังจากกลับจากงานเลี้ยงเมื่อคืน ขมวดคิ้วเรียวสวยมุ่นเข้าหากัน นิ้วมือเรียวยาวดึงหมอนใบโตขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้าง พลิกกายตะแคงหนีไปอีกฝั่งหวังจะหนีจากเสียงรบกวน
“อาเป่า... หากไฟมิได้ไหม้เรือน ก็อย่ามาปลุกข้า... ข้าเพิ่งจะได้เข้าเฝ้าเทพธิดาแห่งความฝัน...” เสียงงัวเงียบ่นพึมพำอู้อี้เล็ดลอดออกมาจากใต้ผ้าห่ม
“ไฟมิได้ไหม้เรือนขอรับ แต่ไฟกำลังจะไหม้ศีรษะท่านแล้ว!” อาเป่าแหกปากตะโกนแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก “กงกงจากวังหลวงมา! ราชโองการสีทองอร่ามมาถึงหน้าประตูจวนแล้ว! นายท่านให้มาตามท่านไปรับราชโองการเดี๋ยวนี้!”
คำว่า ‘ราชโองการ’ เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดจากยอดเขาหิมะที่สาดโครมเข้าใส่ใบหน้า หลินซีเหยาจำใจต้องฝืนลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เปลือกตาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน เขาถูกอาเป่าลากตัวลงจากเตียงอย่างทุลักทุเล จับเช็ดหน้าเช็ดตาแบบลวกๆ ด้วยผ้าชุบน้ำเย็น และจับยัดใส่ชุดผ้าแพรสีขาวตัวโคร่งที่คว้ามาได้ใกล้มือที่สุด ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งโดยมีอาเป่าลากถูลู่ถูกังตรงไปยังโถงหน้าจวน
...
บรรยากาศหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลหลินในยามนี้ เนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านร้านตลาดที่พากันมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงจอแจดังระงมไปทั่ว
เบื้องหน้าประตู ขุนนางกรมพิธีการหลินลู่ผู้เป็นบิดา ฮูหยินรอง ฮูหยินสาม และบรรดาพี่น้องต่างมารดา ต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นหินแข็งๆ ใบหน้าแต่ละคนซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลพรากด้วยความหวาดกลัว เบื้องหน้าของพวกเขาคือกงกงร่างท้วมในชุดขุนนางฝ่ายในสีน้ำเงินเข้ม ผู้ถือม้วนผ้าไหมสีทองปักลายมังกรเหินเวหาด้วยท่าทางองอาจ
ทันทีที่หลินซีเหยาปรากฏตัวในสภาพผมเผ้าที่ยังไม่ได้เกล้าทรงดีนัก ปล่อยสยายระต้นคอระหง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเล็กน้อยเผยให้เห็นไหปลาร้าขาวเนียน เสียงซุบซิบก็นินทาก็ดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
“นั่นไง... ตัวต้นเหตุ!”
“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคืนเขาบังอาจไปล้มทับตักท่านอ๋องกลางงานเลี้ยง ทำเรื่องงามหน้าต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้”
“สมน้ำหน้า! วันนี้ราชโองการลงมาถึงที่ สงสัยคงโดนสั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรแน่ๆ”
“คนสกปรกคาวโลกีย์ที่มีข่าวฉาวโฉ่เช่นนั้น ท่านอ๋องผู้สูงส่งคงทนไม่ได้หรอก คงจะสั่งจับไปโบยจนตายคาจวนเพื่อล้างอาย!”
กงกงเฒ่าปรายตามองหลินซีเหยาด้วยสายตาประเมินค่า ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แฝงแววตำหนิในความไม่เรียบร้อย แต่ก็มิได้เอ่ยปากว่ากล่าว เขาเพียงกระแอมไอให้คอโล่ง แล้วคลี่ม้วนราชโองการออกอ่านด้วยน้ำเสียงแหลมสูงดังก้องกังวานไปทั่วสารทิศ
“ราชโองการจากฝ่าบาท! ผู้รับราชโองการ!”
หลินซีเหยาทิ้งตัวลงคุกเข่าอย่างเชื่องช้ามิใช่เพราะความเคารพ แต่เพราะเข่าอ่อนจากความง่วง ก้มหน้าลงแนบพื้นรอรับชะตากรรม
“...ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ บุตรชายตระกูลหลิน ‘หลินซีเหยา’ รูปโฉมงดงามเป็นเลิศ กิริยาวาจา(แปลก) โดดเด่น เป็นที่ต้องพระทัยของ ชินอ๋อง จ้าวจินหลง... จึงมีพระบรมราชโองการ พระราชทานสมรส! แต่งตั้งให้ หลินซีเหยา ดำรงตำแหน่ง ‘พระชายาเอก’ ในชินอ๋อง จ้าวจินหลง! กำหนดฤกษ์มงคลในอีก 7 วัน! จบราชโองการ!”
ความเงียบ... เข้าปกคลุมทั่วบริเวณฉับพลัน
เงียบสงัดชนิดที่ว่าหากมีเข็มเล่มเล็กตกลงพื้น คงได้ยินเสียงดังกังวานไปถึงปากตรอกท้ายซอย
หลินลู่ผู้เป็นบิดาอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบหลุด ดวงตาเบิกกว้างถลนแทบจะหลุดจากเบ้าราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
ตุบ!
เสียงฮูหยินรองเป็นลมล้มพับไปกองกับพื้นดังตุบ แต่ไม่มีใครสนใจจะเข้าไปพยุง เพราะทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริดจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
หลินเมิ่งกรีดร้องออกมาแต่ไร้เสียง ริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้าที่เคยงดงามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาจนน่าเกลียด
แต่งตั้ง? พระชายาเอก?
ไม่ใช่สั่งประหาร? ไม่ใช่จับไปโบย? แต่ให้แต่งงานเป็นเมียเอกของท่านอ๋องผู้กุมอำนาจทหารทั้งแผ่นดินเนี่ยนะ!?
กงกงม้วนราชโองการเก็บด้วยท่วงท่าสง่างาม แล้วเดินเข้ามาใกล้ ยื่นส่งให้หลินซีเหยาที่ยังนั่งทำหน้ามึนงงอยู่บนพื้น ราวกับสมองยังประมวลผลไม่ทัน
“คุณชายหลิน... เอ้ย พระชายา รับราชโองการสิพะย่ะค่ะ เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม”
หลินซีเหยายื่นมือสั่นๆเพราะยังตื่นไม่เต็มตา ไปรับม้วนผ้าไหมสีทองหนักอึ้งมาถือไว้
“ขอบใจท่านกงกง...” เขาเอ่ยเสียงยานคาง ดวงตาปรือปรอย ก่อนจะเงยหน้าถามด้วยแววตาซื่อใสไร้เดียงสา “เอ้อ... แล้วนี่... ข้ากลับไปนอนต่อได้หรือยัง?”
กงกงสะดุดกึกจนแทบหน้าทิ่มคะมำ ดวงตาเบิกโพลง “ทะ... ท่านจะนอนต่อหรือ? นี่คือเรื่องมงคลที่สุดในชีวิตท่านนะ! ท่านควรจะดีใจจนเนื้อเต้น หรือไม่ก็รีบไปจุดธูปขอบคุณบรรพบุรุษสิ!”
“อ้อ... ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณบรรพบุรุษ” หลินซีเหยาพึมพำพอเป็นพิธีอย่างขอไปที “งั้นข้าขอตัวลา”
กล่าวจบ ร่างโปร่งบางก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นที่หัวเข่าอย่างไม่ยี่หระ แล้วหันหลังเดินกลับเรือนไปหน้าตาเฉย ท่ามกลางสายตาที่แทบจะถลนออกมานอกเบ้าของชาวบ้านและคนในตระกูลที่ยังคงนั่งแข็งทื่อเป็นหิน
...
ทันทีที่ลับหลังหลินซีเหยา ความโกลาหลก็ปะทุขึ้นในจวนตระกูลหลินราวกับเขื่อนแตก
“นี่มันหายนะ! หายนะชัดๆ!” หลินลู่เดินวนไปวนมาในห้องโถงจนพื้นไม้แทบสึก “ท่านอ๋องเกลียดคนสกปรก เกลียดข่าวฉาวโฉ่ เกลียดพวกประจบสอพลอ แต่กลับขอมันแต่งงาน... นี่มันไม่ใช่ความรักแน่ๆ! มันต้องมีเบื้องหลังอันดำมืด!”
“ใช่เจ้าค่ะท่านพ่อ!” หลินเมิ่งที่เพิ่งได้สติ รีบใส่ไฟด้วยน้ำเสียงริษยาปนสะใจ แววตาฉายแววอำมหิต “ท่านอ๋องต้องโกรธมากที่เมื่อคืนถูกมันลวนลามต่อหน้าธารกำนัล เลยใช้วิธีนี้เพื่อเอาตัวมันไปขังไว้ในกรงเล็บ แล้วค่อยๆ ทรมานให้ตายคามือต่างหาก!”
“ทรมาน?” หลินลู่หน้าซีดเผือด “เจ้าหมายความว่า...”
“เจ้าค่ะ! ข้าได้ยินมาว่า คุกใต้ดินของจวนอ๋องมีเครื่องทรมานร้อยแปดชนิด มีทั้งแซ่หนังงู กรงเล็บพยัคฆ์... ท่านอ๋องคงกะจะขังมันไว้ในจวน ลิดรอนอิสรภาพ แล้วค่อยๆ เชือดเฉือนให้ตายทั้งเป็น เพื่อล้างอายที่ถูกลามปาม!”
คำพูดของหลินเมิ่งแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในจวน: “สมรสพระราชทานคือใบสั่งตาย! ท่านอ๋องเตรียมเชือดไก่ให้ลิงดู! บุปผาราคีกำลังจะกลายเป็นศพไร้ญาติ!”
...
ตัดภาพมาที่เรือน ‘สุขสันต์นิรันดร์’ ท้ายสวนอันเงียบสงบ
หลินซีเหยากำลังนั่งขัดสมาธิอย่างสบายอารมณ์บนเตียงไม้จันทน์หอม มือข้างหนึ่งถือซาลาเปาไส้หมูสับลูกโตที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ ส่งควันฉุย กัดเคี้ยวแก้มตุ่ยอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีอาเป่านั่งคุกเข่าร้องไห้น้ำมูกโป่งอยู่ข้างล่างเตียง
“ฮืออออ... คุณชายของบ่าว... ท่านต้องตายแน่ๆ ฮืออออ... ท่านอ๋องโหดเหี้ยมปานนั้น ฆ่าคนเหมือนผักปลา ท่านต้องถูกจับถลกหนังทำกลองศึกแน่ๆ ฮืออออ”
หลินซีเหยากลืนซาลาเปาคำสุดท้ายลงคอ แล้วยกจอกชาหอมกรุ่นขึ้นจิบอย่างใจเย็น ราวกับมิได้รับรู้ถึงชะตากรรมที่บ่าวไพร่กำลังหวาดกลัว
“อาเป่า... เจ้าดูงิ้วมากไปหรือเปล่า? หรือเจ้าแอบไปอ่านนิยายสยองขวัญมา?”
“โธ่ คุณชาย! ท่านไม่รู้กิตติศัพท์ท่านอ๋องหรือขอรับ? เขาเป็นถึงแม่ทัพปีศาจ! แล้วท่าน... ท่านมีข่าวลือว่าร่านไปทั่วเมืองหลวง เป็นชายงามร้อยผัว ท่านอ๋องจะเก็บท่านไว้ทำไมถ้าไม่เอาไปฆ่าทิ้งระบายแค้น?”
หลินซีเหยาวางถ้วยชาลง ดวงตาดอกท้อเป็นประกายวาววับ ไม่ใช่แววตาของความหวาดกลัว แต่เป็นแววตาของปราชญ์ผู้กำลัง ‘คำนวณผลได้ผลเสีย’ ระดับอัจฉริยะในวิถีแห่งความเกียจคร้าน
“อาเป่า ฟังข้านะ” เขาชูนิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนขึ้นมานับทีละข้อ
“ข้อหนึ่ง... ท่านอ๋องรวยล้นฟ้า ทรัพย์สินกินใช้สิบชาติก็ไม่หมด จวนอ๋องย่อมมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน เตียงต้องนุ่มกว่าที่นี่ ผ้าห่มต้องอุ่นและเบาสบายกว่านี้ อาหารการกินต้องเลิศรสระดับชาววัง มีให้กินไม่ขาดปาก”
“ข้อสอง... ท่านอ๋องเกลียดข้าตามที่พวกเจ้าว่า และรังเกียจความสกปรกของข้า นั่นแปลว่า... เขาจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับร่างกายข้า ไม่มาบังคับให้ข้าปรนนิบัติพัดวีเรื่องบนเตียง ข้าจะได้นอนคนเดียวเต็มเตียง! กลิ้งไปทางไหนก็ไม่ชนใคร!”
“ข้อสาม... ในฐานะพระชายาเอก ข้าจะมีเบี้ยหวัดรายเดือนก้อนโต มีบ่าวไพร่คอยรับใช้ซ้ายขวา ชี้นิ้วสั่งได้ดั่งใจนึก”
หลินซีเหยายิ้มกว้างจนตาหยีเป็นสระอิ รอยยิ้มแห่งผู้ชนะที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“สรุปคือ... ข้าจะได้ย้ายไปอยู่ในที่ที่หรูหราและสบายกว่าเดิม มีกินมีใช้โดยไม่ต้องขยับตัวทำงาน และไม่ต้องเหนื่อยเรื่องบนเตียงกับสามี นี่มัน... สวรรค์ประทานพรชัดๆ! เป็นชีวิตในฝันของข้าเลยนะ!”
“ห๊ะ?” อาเป่าหยุดร้องไห้กะทันหัน อ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปได้อีกรอบ “คะ... คุณชาย... ท่านคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือขอรับ? ท่านไม่กลัวเครื่องทรมานหรือ?”
“เครื่องทรมานอันใดกัน! ท่านอ๋องเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ จะมาลงมือทำเรื่องต่ำช้าเองทำไม ใครจะว่าเขาเอาข้าไปทรมานก็ช่าง แต่สำหรับข้า... การได้นอนเฉยๆ โดยไม่มีใครกวน คือลาภอันประเสริฐที่สุดในชีวิต!”
หลินซีเหยาทิ้งตัวลงนอนหงายแผ่หลากลางเตียง กางแขนกางขาอย่างมีความสุขที่สุด ราวกับปลาที่ได้น้ำ
“อีก 7 วันสินะ... ข้าต้องรีบกอบโกยการนอนที่นี่ให้พอ เพราะไปที่นู่น ข้าต้องใช้แรงนอนให้คุ้มค่าสินสอดที่ท่านอ๋องอุตส่าห์เสียไป!”
...
ณ จวนชินอ๋อง อันโอ่อ่าและเคร่งขรึม
ในห้องหนังสือส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้สักดำดูทรงพลัง จ้าวจินหลงนั่งฟังรายงานจาก ‘องครักษ์เงา’ ที่ส่งไปซุ่มจับตาดูความเคลื่อนไหวในจวนตระกูลหลิน
“เป็นอย่างไรบ้าง?” ท่านอ๋องเอ่ยถามเสียงเรียบเย็นชา โดยไม่ละสายตาจากตำราพิชัยสงครามในมือ “มันร้องไห้ฟูมฟายตีอกชกหัว หรือเตรียมเก็บผ้าผ่อนหนีตามชู้รักคนไหนไปหรือยัง?”
เขาคาดหวังว่าจะได้ยินรายงานว่า หลินซีเหยาหวาดกลัวจนหัวหด ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ หรือไม่ก็กำลังวางแผนหนีตาย ซึ่งนั่นจะเข้าทางเขาพอดีที่จะจัดการสั่งสอนคนไร้ยางอายให้หลาบจำ
องครักษ์เงาที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างทำสีหน้าลำบากใจ อึกๆ อักๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือรายงานเสียงอ่อย
“ทูลท่านอ๋อง... พระชายา... เอ้อ คุณชายหลิน... มิได้ร้องไห้ฟูมฟาย มิได้ตื่นตระหนก และมิได้เตรียมหนีพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม?” จ้าวจินหลงเลิกคิ้วเข้มดุจกระบี่ขึ้นข้างหนึ่ง “แล้วมันทำอะไร?”
“เอ่อ... กินซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย... แล้วก็นอนกลางวันต่อพ่ะย่ะค่ะ... แถมยังบอกบ่าวรับใช้ด้วยประโยคที่... เอ่อ...”
“ว่าอะไร? พูดมาให้หมด”
“คุณชายหลินกล่าวว่า... ‘จวนอ๋องคงมีเตียงที่นุ่มกว่านี้ ข้าจะไปนอนให้คุ้มค่าสินสอด’ พ่ะย่ะค่ะ”
ปึ้ก!
ตำราพิชัยสงครามในมือท่านอ๋องถูกปิดและกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น พู่กันบนแท่นหมึกกลิ้งหล่นลงพื้น
จ้าวจินหลงนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาคมกริบฉายแววประหลาดใจระคนไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอที่ฟังดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้าย
“หึ... ฮึๆ ... ดี! จิตใจเข้มแข็งดีนัก! กล้ามากที่คิดจะมา ‘นอนกินเมือง’ ในจวนของข้าอย่างนั้นรึ?”
ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างที่เปิดออกเผยให้เห็นทิวทัศน์ของเมืองหลวงในยามบ่าย ท่านอ๋องทอดสายตาไปยังทิศที่ตั้งของจวนตระกูลหลิน รอยยิ้มร้ายกาจที่มุมปากค่อยๆ ปรากฏขึ้นชัดเจน
“หลินซีเหยา... เจ้าคงคิดว่าการแต่งงานกับข้าคือหนูตกถังข้าวสาร คือการได้เสวยสุขบนกองเงินกองทองสินะ”
“เจ้าคิดผิดแล้ว... เจ้าคิดผิดมหันต์”
จ้าวจินหลงหันกลับมาสั่งการพ่อบ้านด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเหี้ยมเกรียม
“พ่อบ้านจาง! ไปเตรียมเรือนหอที่เรือน ‘เหมันต์’ ท้ายจวน... เอาเตียงไม้ที่แข็งที่สุดไปวางไว้! รื้อฟูกนุ่มๆ ออกให้หมด! และที่สำคัญ... รื้อผ้าม่านกันแสงออกให้เกลี้ยง อย่าให้เหลือแม้แต่ผืนเดียว!”
“แต่ท่านอ๋อง... นั่นมันเรือนหอนะขอรับ” พ่อบ้านหน้าซีดเผือด
“ทำตามที่ข้าสั่ง! แล้วก็... เตรียมตารางฝึกระเบียบวินัยสำหรับ ‘พระชายา’ ไว้ด้วย ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ‘การนอน’ ในจวนชินอ๋องนั้น มันไม่ง่ายดายและสุขสบายอย่างที่เจ้าวาดฝันไว้แน่!”
“เตรียมตัวไว้เถอะ เจ้าตัวขี้เกียจ... สงครามระหว่างข้ากับเจ้า มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!”
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี


![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




