Home / แฟนตาซี / คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม / ตอนที่ 14 คนดีไม่มีที่ยืน

Share

ตอนที่ 14 คนดีไม่มีที่ยืน

last update publish date: 2026-07-21 13:17:56

ตอนที่ 14 คนดีไม่มีที่ยืน

รถกระบะเก่าที่พิมพ์ชนกขโมยมาจากโกดังร้างแล่นไปตามถนนสายรองซึ่งคดเคี้ยวผ่านหุบเขา เสียงเครื่องยนต์ดังสั่นเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ แสงอาทิตย์ยามสายส่องผ่านกระจกที่แตกร้าวเข้ามากระทบใบหน้าของธันวา เขานั่งอยู่ข้างคนขับโดยมีเสื้อคลุมสีเข้มปิดบังรอยเส้นสีดำบนแขน แผนที่เปื้อนเลือดของชายชราวางอยู่บนหน้าตัก จุดหมายคือสถานีวิจัยร้างในภูเขาซึ่งห่างออกไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร ทว่าแผนเดิมต้องหยุดชะงักลงเมื่อบาดแผลตรงสีข้างของธันวาเริ่มมีเลือดซึมออกมาอีกครั้ง ไข้กำลังขึ้น ริมฝีปากแห้ง และทุกครั้งที่รถกระแทกหลุม ความเจ็บปวดก็แล่นจากแผลไปถึงกลางหลัง พิมพ์ชนกพยายามฝืนขับต่ออยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง แต่สุดท้ายเธอต้องเลี้ยวเข้าสู่เมืองเล็กริมเขาที่แทบไม่มีชื่อปรากฏบนแผนที่ เมืองแห่งนี้มีบ้านเรือนไม่ถึงร้อยหลัง ถนนหลักเส้นเดียวทอดผ่านตลาด โรงเรียน และสถานีตำรวจขนาดเล็ก

ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ทันสังเกตเห็นรถกระบะที่ขับเข้ามา เพราะทุกสายตากำลังจับจ้องโทรทัศน์ในร้านอาหารซึ่งรายงานข่าวการตายของชายชราที่บ้านกลางบึง ภาพใบหน้าธันวาถูกแสดงควบคู่กับคำว่าฆาตกรอันตราย ผู้ประกาศกล่าวว่าเขาสังหารผู้ให้ที่พักพิงหลังเกิดความขัดแย้ง แม้ไม่มีใครนำเสนอภาพมือปืนที่แท้จริง หรือกล่าวถึงกระสุนที่สะท้อนจากพลังป้องกัน ทุกคำในรายงานถูกเรียบเรียงให้เหมือนธันวาเป็นคนลงมือด้วยความตั้งใจ พิมพ์ชนกจอดรถในตรอกหลังตลาดแล้วใช้ผ้าพันคอปิดใบหน้าให้เขา ก่อนพาเดินไปยังคลินิกชุมชนซึ่งตั้งอยู่ท้ายถนน อาคารสองชั้นสีขาวซีดดูเก่าและทรุดโทรม ป้ายชื่อคลินิกหลุดหายไปบางตัว ภายในมีผู้ป่วยนั่งรอเกือบสามสิบคน ส่วนใหญ่เป็นคนงานจากเหมืองหินและชาวบ้านสูงอายุ กลิ่นยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นสมุนไพรลอยอยู่ในอากาศ พิมพ์ชนกพาธันวาเข้าไปนั่งมุมลึกสุดของห้องรอ พยายามทำตัวไม่ให้เป็นที่สังเกต แต่เลือดซึ่งซึมผ่านเสื้อทำให้พยาบาลสาวคนหนึ่งเห็นเข้า เธอรีบเดินมาถามอาการและขอให้เขาเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่ต้องรอตามคิว หมอประจำคลินิกเป็นหญิงวัยกลางคนชื่อหมอศิริพร ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่แววตายังคงอ่อนโยน เมื่อเปิดผ้าพันแผลออกและเห็นรอยเย็บ หมอก็ขมวดคิ้วทันที เพราะแผลเริ่มบวมแดงและมีสัญญาณติดเชื้อ

"แผลนี้เย็บมาจากที่ไหน"

พิมพ์ชนกตอบแทน

"ฉันเย็บเองค่ะ เคยเรียนแพทย์มาบ้าง"

หมอศิริพรเหลือบมองเธอ

"ฝีมือไม่แย่ แต่เขาใช้ร่างกายหนักเกินไป แผลฉีกด้านใน ถ้าปล่อยไว้มีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือด"

ธันวาพยายามลุกขึ้น

"ทำแผลพอ ผมต้องไปต่อ"

หมอศิริพรกดไหล่เขาให้นั่งลง

"ถ้ายังเดินทางต่อในสภาพนี้ คุณอาจตายก่อนถึงไหนก็ไม่รู้"

"ผมอยู่ที่นี่นานไม่ได้"

"มีคนตามคุณอยู่หรือ"

คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ พิมพ์ชนกสบตาธันวาเป็นสัญญาณให้ระวัง แต่หมอศิริพรไม่ได้แสดงความสงสัย เธอเพียงหยิบถุงมือคู่ใหม่และเตรียมอุปกรณ์ล้างแผล

"ฉันไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนที่เข้ามาในคลินิกนี้เป็นคนไข้ หน้าที่ของฉันคือรักษา"

ธันวาจ้องหน้าเธอ ความทรงจำเกี่ยวกับชายชราที่ตายเพราะเขายังไม่จางหาย การได้รับความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้ากลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขากลัวมากกว่าความอบอุ่น เพราะทุกคนที่ยื่นมือเข้ามามักต้องจ่ายราคาในภายหลัง

"หมอไม่ควรช่วยผม"

หมอศิริพรหยุดมือ

"ทำไม"

"เพราะอาจมีปัญหาตามมา"

"ปัญหามักตามมาหาคนอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะช่วยหรือไม่ช่วย"

เธอก้มลงตรวจแผลต่อ

"แต่ถ้าเห็นคนเจ็บแล้วเลือกไม่รักษา ฉันคงไม่รู้ว่าจะเรียกตัวเองว่าหมอได้อย่างไร"

ธันวาเงียบ เขาปล่อยให้หมอฉีดยาชา เปิดรอยเย็บบางส่วน ล้างหนองและเลือดที่คั่งอยู่ข้างใน พิมพ์ชนกช่วยส่งเครื่องมือ เธอมีท่าทางคล่องแคล่วจนหมอศิริพรเริ่มสงสัยว่าหญิงสาวเคยผ่านการฝึกมามากกว่าที่พูด ขณะกำลังเย็บแผลใหม่ เสียงเด็กร้องไห้ก็ดังมาจากห้องข้าง ๆ เด็กชายอายุราวเจ็ดขวบถูกแม่อุ้มเข้ามา เขาหายใจติดขัด ใบหน้าเริ่มเขียว และมือเกร็งแน่น พยาบาลรีบวางเด็กบนเตียงก่อนนำหน้ากากออกซิเจนมาสวม หมอศิริพรต้องละจากธันวาไปดูอาการทันที พิมพ์ชนกช่วยปิดแผลชั่วคราวให้เขาแล้วหันไปมองเด็กชาย

"แพ้อะไรหรือเปล่า"

แม่ของเด็กตอบทั้งน้ำตา

"เขาถูกผึ้งต่อยค่ะ ปกติก็ไม่เคยเป็นแบบนี้"

พิมพ์ชนกเห็นรอยบวมตรงลำคอและได้ยินเสียงหายใจที่แคบลง

"แพ้รุนแรงค่ะ ต้องฉีดยาทันที"

หมอศิริพรเปิดตู้ยา แต่สีหน้าพลันเปลี่ยนไป กล่องยาฉุกเฉินว่างเปล่า ยาชุดใหม่ยังมาไม่ถึงเพราะรถส่งของถูกด่านทหารกักไว้ตั้งแต่เช้า เธอสั่งให้พยาบาลไปค้นทุกห้อง ขณะที่เด็กเริ่มหมดแรง แม่ของเขากรีดร้องขอให้ช่วย ธันวานั่งอยู่บนเตียงอีกฝั่ง มองภาพนั้นด้วยหัวใจเต้นแรง พลังสีดำในร่างตอบสนองต่อความหวาดกลัวของผู้คน มันไหลขึ้นมาตามแขนโดยไม่ต้องเรียก เขาไม่รู้ว่าพลังนี้รักษาคนได้หรือไม่ ที่ผ่านมาเขาใช้มันเพียงสร้างกำแพง หยุดกระสุน และทำลายสิ่งของ แต่ครั้งหนึ่งบนสถานีรถไฟ เขาเคยรู้สึกว่าความมืดสามารถแทรกเข้าไปในวัตถุและบังคับการเคลื่อนไหวภายในได้ หากเขาใช้มันประคองทางเดินหายใจของเด็กไว้ชั่วคราว บางทีอาจช่วยซื้อเวลาได้ ทว่าเพียงคิดจะใช้ เสียงพิมพ์ชนกก็ดังขึ้น

"อย่า"

ธันวาหันไปมองเธอ

"เด็กกำลังจะตาย"

"ฉันรู้"

"แล้วจะให้ฉันนั่งดูหรือ"

"เราไม่รู้ว่าพลังจะทำอะไรกับร่างเขา"

เสียงหายใจของเด็กเบาลงทุกวินาที หมอศิริพรพยายามใส่ท่อช่วยหายใจแต่คอบวมมากจนมองไม่เห็นทาง พยาบาลคนหนึ่งวิ่งกลับมาพร้อมหลอดยาซึ่งเหลือเพียงครึ่งโดส ไม่พอสำหรับหยุดอาการแพ้ พิมพ์ชนกหลับตาพยายามมองอนาคต แต่ทันทีที่ภาพปรากฏ สีหน้าของเธอก็ซีดลง

"อีกหนึ่งนาทีหัวใจเขาจะหยุด"

ธันวาลุกจากเตียงแม้แผลจะฉีกเจ็บ เขาเดินไปหาเด็กชาย แม่ของเด็กพยายามกอดลูกไว้แน่น แต่หมอศิริพรต้องดึงเธอออกเพื่อทำการรักษา ธันวาวางมือเหนือหน้าอกเด็ก เงาสีดำไหลออกจากฝ่ามือและซึมผ่านผิวหนัง เสียงกรีดร้องดังทั่วห้อง คนไข้ด้านนอกเห็นผ่านประตูกระจกและเริ่มลุกหนี เพราะภาพชายหนุ่มผู้ใช้พลังสีดำตรงกับบุคคลในข่าวทุกประการ พิมพ์ชนกคว้าแขนเขาไว้

"ธันวา พอเถอะ"

"ฉันยังไม่ทันทำอะไร"

"ฉันเห็นเส้นเวลาหลายเส้น บางเส้นเด็กฟื้น แต่บางเส้นหัวใจเขาแตก"

ธันวาจ้องใบหน้าเด็กชายที่กำลังหมดสติ

"แล้วถ้าไม่ทำ เขาตายทุกเส้นใช่ไหม"

พิมพ์ชนกไม่ตอบ นั่นเพียงพอให้ธันวาตัดสินใจ เขาหลับตาและส่งเงาสีดำเข้าไปอย่างระมัดระวัง เขาไม่พยายามรักษา ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งใด เพียงใช้พลังสร้างท่อบาง ๆ รอบหลอดลมของเด็ก บังคับไม่ให้เนื้อเยื่อที่บวมปิดทางอากาศทั้งหมด ความรู้สึกประหลาดไหลกลับมาสู่จิตของเขา ธันวารับรู้จังหวะหัวใจของเด็ก รับรู้การเกร็งของกล้ามเนื้อ และรับรู้ความกลัวที่รุนแรงจนคล้ายเสียงร้องจากภายใน พลังสีดำสั่นไหวเหมือนสัตว์หิวโหย มันต้องการแทรกซึมลึกกว่านี้ ต้องการกลืนกินความเจ็บปวดทั้งหมด แต่ธันวาฝืนควบคุมให้อยู่เฉพาะรอบทางเดินหายใจ เด็กชายสูดลมหายใจเข้าได้อีกครั้ง หน้าอกยกขึ้นอย่างแรง หมอศิริพรชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนรีบฉีดยาที่มีอยู่และสั่งพยาบาลเตรียมน้ำเกลือ เสียงหายใจของเด็กค่อย ๆ ดีขึ้น สีเขียวบนใบหน้าจางลง แม่ของเขาร้องไห้และทรุดลงกับพื้น ธันวาถอนมือกลับ เงาสีดำไหลออกจากตัวเด็กอย่างช้า ๆ แต่ทันทีที่มันกลับเข้าสู่ร่างเขา ความเจ็บปวดมหาศาลก็ระเบิดขึ้นในศีรษะ ธันวาล้มเข่ากระแทกพื้น เลือดไหลจากจมูก ราวกับความทรมานทั้งหมดของเด็กถูกส่งผ่านมายังเขา หมอศิริพรรีบเข้ามาประคอง

"คุณทำอะไรลงไป"

"แค่เปิดทางหายใจ"

"พลังของคุณเข้าไปในร่างเขา"

"ผมไม่ได้ทำร้าย"

หมอศิริพรมองเด็กที่เริ่มหายใจได้เอง ก่อนหันกลับมามองธันวาด้วยสายตาซับซ้อน

"ฉันเห็น"

เสียงตะโกนจากด้านนอกดังขึ้น คนไข้บางคนจำธันวาได้แล้ว พวกเขาวิ่งออกจากคลินิกพร้อมโทรศัพท์ในมือ บางคนโทรแจ้งตำรวจ บางคนถ่ายคลิปผ่านหน้าต่าง พิมพ์ชนกรีบปิดม่านและล็อกประตู

"เราต้องไปเดี๋ยวนี้"

หมอศิริพรถาม

"เขาคือคนในข่าวใช่ไหม"

ธันวาไม่ตอบ

พิมพ์ชนกพยักหน้า

"ใช่"

พยาบาลสาวถอยหลังด้วยความกลัว

"เขาฆ่าคนที่บ้านกลางบึง"

"เขาไม่ได้ตั้งใจ"

พิมพ์ชนกตอบ

"แต่คนตายเพราะพลังของเขา"

พยาบาลยังคงมองเงาสีดำที่เหลืออยู่บนแขนธันวา

"แล้วเด็กคนนี้จะเป็นอะไรหรือเปล่า"

หมอศิริพรหันไปดูสัญญาณชีพ

"ตอนนี้เด็กปลอดภัย"

พยาบาลไม่เชื่อ

"พลังแบบนั้นจะปลอดภัยได้อย่างไร"

แม่ของเด็กค่อย ๆ ลุกขึ้น เธอมองหน้าลูกที่กลับมาหายใจ มองหมอ มองธันวา และมองกล้องโทรศัพท์ของคนไข้ที่ยังถ่ายอยู่หลังประตูกระจก ความสับสนปรากฏชัดบนใบหน้า ชั่วขณะหนึ่งธันวาคิดว่าเธอจะกล่าวขอบคุณ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม หญิงคนนั้นรีบเข้าไปอุ้มลูกไว้ราวกับธันวาเป็นภัย

"เอาพลังออกจากตัวลูกฉัน"

ธันวานิ่ง

"มันออกไปแล้ว"

"ฉันไม่เชื่อ"

"ลูกคุณหายใจได้เพราะเขาช่วย"

หมอศิริพรพูด

แม่ของเด็กส่ายหน้าแรงขึ้น

"ลูกฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เขาอาจทำให้ลูกฉันป่วยตั้งแต่แรกก็ได้"

คำกล่าวหานั้นทำให้ทุกคนเงียบ พิมพ์ชนกมองหญิงคนนั้นด้วยความไม่เข้าใจ

"เราเพิ่งมาถึงคลินิก เขาจะทำให้เด็กถูกผึ้งต่อยได้อย่างไร"

"พวกคุณอาจตามเรามาตั้งแต่ข้างนอก ฉันไม่รู้ พวกคนมีพลังทำอะไรก็ได้"

"คุณเห็นกับตาว่าเขาช่วยชีวิตลูก"

"ฉันเห็นความมืดเข้าไปในตัวลูก ฉันไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรอีก"

เสียงไซเรนดังขึ้นจากระยะไกล ความหวาดกลัวในห้องเพิ่มขึ้นทันที หมอศิริพรพยายามสงบทุกคนและสั่งให้พยาบาลพาคนไข้ไปห้องด้านหลัง แต่ยังไม่ทันทำตาม เสียงกระจกแตกก็ดังจากหน้าคลินิก วัตถุทรงกลมถูกโยนเข้ามากลางห้อง พิมพ์ชนกเห็นก่อนจึงตะโกนเตือน

"หมอบลง"

ระเบิดแสงทำงานพร้อมเสียงระเบิดรุนแรง แสงสีขาวทำให้ทุกคนตาพร่า เสียงปืนดังตามมาติด ๆ กระสุนยิงทะลุประตูกระจกเข้ามาโดยไม่มีการเตือน ธันวาเรียกกำแพงสีดำขึ้นปกคลุมหน้าห้อง กระสุนทั้งหมดหยุดกลางอากาศก่อนร่วงลงพื้น คนไข้กรีดร้องและวิ่งหนีกันอลหม่าน เตียงผู้ป่วยล้ม ขวดน้ำเกลือแตก และเด็กหลายคนร้องไห้ เจ้าหน้าที่ในชุดยุทธวิธีบุกเข้ามาจากทั้งด้านหน้าและด้านข้าง พวกเขาไม่ได้สวมเครื่องหมายตำรวจท้องถิ่น แต่มีตรารูปดวงตาสีแดงอยู่บนแขนเสื้อ นักล่าค่าหัวกลุ่มเดิมตามพวกเขามาถึงแล้ว พิมพ์ชนกคว้าปืนพกจากเจ้าหน้าที่คนแรกที่พุ่งเข้ามา ก่อนใช้ด้ามปืนกระแทกข้อมือและเตะข้อพับจนล้ม เธอตะโกนให้หมอพาคนไข้ขึ้นชั้นสอง ขณะที่ธันวาขยายกำแพงปิดทางเดินทั้งหมด

"พวกมันไม่ได้มาจับ มันจะยิงทุกคน"

พิมพ์ชนกตะโกน

หัวหน้ากลุ่มนักล่าค่าหัวยืนอยู่นอกประตู เขาเปิดลำโพงขยายเสียง

"ส่งตัวธันวาออกมา แล้วคนอื่นจะปลอดภัย"

ผู้ป่วยบางคนหันมามองธันวาทันที ความหวาดกลัวเปลี่ยนเป็นความหวังที่โหดร้าย พวกเขาเชื่อว่าหากมอบตัวเขาให้ศัตรู เรื่องทั้งหมดจะจบลง ชายสูงอายุคนหนึ่งชี้มาทางเขา

"ออกไปสิ พวกมันมาตามนาย"

หญิงอีกคนร้องเสริม

"อย่าลากพวกเราไปตายด้วย"

ธันวากำมือแน่น แต่ไม่ได้โต้ตอบ พิมพ์ชนกถอยมาข้างเขา

"อย่าเชื่อ พวกมันจะฆ่าพยานทั้งหมด"

"เธอรู้ได้อย่างไร"

"ฉันเห็น"

ราวกับยืนยันคำพูดของเธอ นักล่าค่าหัวคนหนึ่งที่อ้อมไปด้านหลังยิงพยาบาลชายซึ่งพยายามพาคนไข้หนี กระสุนเจาะไหล่จนเขาล้มลง เสียงร้องดังขึ้นพร้อมความวุ่นวาย ธันวาปล่อยเงาสีดำพุ่งไปกระชากปืนออกจากมือผู้ยิง แล้วเหวี่ยงร่างชายคนนั้นชนกำแพงอย่างแรง แต่ยังไม่ถึงตาย จากนั้นเขายกตู้เหล็กมาปิดประตูหลัง

"พาทุกคนขึ้นชั้นสอง"

หมอศิริพรตะโกนสั่ง

เธอกับพยาบาลช่วยกันลากผู้บาดเจ็บขึ้นบันได ธันวายืนขวางอยู่ปลายทางเดิน รับกระสุนทุกนัดด้วยกำแพงสีดำ ศัตรูเพิ่มกำลังยิง อาวุธหนักเริ่มเจาะพลังของเขาทีละชั้น ความเจ็บปวดสะท้อนเข้าร่างจนแผลที่สีข้างเปิดออก เลือดไหลลงตามขา แต่เขายังไม่ถอย เพราะด้านหลังมีคนไข้หลายสิบคน รวมถึงเด็กที่เพิ่งรอดตาย หากกำแพงพัง กระสุนจะกวาดทุกชีวิตในห้องไม่เหลือ พิมพ์ชนกยิงตอบโต้เฉพาะจุดที่ไม่มีคน เธอทำลายโคมไฟ ทำลายกล้องเล็ง และบังคับให้นักล่าค่าหัวต้องหลบ

"อีกยี่สิบวินาที พวกมันจะยิงระเบิดเข้ามา"

พิมพ์ชนกตะโกน

"ทางออกอยู่ไหน"

"หน้าต่างชั้นสอง แต่มีคนคุมหลังคาฝั่งตรงข้าม"

"ฉันจัดการเอง"

ธันวากระแทกฝ่ามือลงพื้น เงาสีดำไหลไปตามรอยแตกของอาคาร ก่อนพุ่งขึ้นตามผนังด้านนอก มันเลื้อยไปถึงหลังคาอาคารฝั่งตรงข้ามและพันรอบขาของมือปืนสองคน เขากระชากทั้งคู่ให้เสียหลักล้มลง โดยใช้เงารองรับไม่ให้ตกจากหลังคา จากนั้นจึงบิดปืนจนพัง พิมพ์ชนกรีบพาคนไข้ไปยังหน้าต่างด้านหลัง หมอศิริพรใช้ผ้าปูเตียงผูกเป็นเชือกให้ทุกคนไต่ลงสู่ลานแคบ เด็กกับคนชราถูกส่งลงก่อน ขณะที่ธันวายังคงยืนรับการโจมตีอยู่ชั้นล่าง เสียงระเบิดดังสนั่นเมื่อกระสุนระเบิดเจาะกำแพงเข้ามา คลื่นแรงกระแทกเหวี่ยงเขาชนโต๊ะตรวจ ร่างกระแทกพื้นจนเลือดพุ่งออกจากปาก กำแพงสีดำแตกเป็นเศษควันและหายไปชั่วคราว นักล่าค่าหัวกรูกันเข้ามา ธันวาเห็นชายคนหนึ่งยกปืนเล็งไปยังหมอศิริพรซึ่งกำลังช่วยผู้ป่วยคนสุดท้าย เขาปล่อยพลังทั้งหมดออกไปตามสัญชาตญาณ เงาสีดำระเบิดทั่วคลินิก มันพันปืนทุกกระบอก บิดลำกล้องให้ชี้ขึ้นเพดาน และยกศัตรูหลายคนลอยกระแทกผนัง เสียงกระดูกหักดังขึ้นอย่างน้อยสองครั้ง พลังบางส่วนหลุดการควบคุม พุ่งไปบีบคอหัวหน้ากลุ่มจนใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสี ธันวากัดฟันพยายามหยุด แต่เสียงกระซิบในหัวดังชัดเจน

"ฆ่าพวกมันเสีย แล้วจะไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้อีก"

ธันวาเห็นภาพชายชรา เห็นแม่ เห็นกฤตภาส และเห็นเด็กชายที่เพิ่งช่วยไว้ เขารู้ว่าการบีบเพียงครั้งเดียวจะจบทุกอย่างในห้องนี้ ทว่ามันจะทำให้ภาพราชาปีศาจสมบูรณ์ขึ้นอีกขั้น เขาคำรามและกระชากพลังกลับมา หัวหน้ากลุ่มตกลงพื้น ไออย่างรุนแรงแต่ยังมีชีวิต ธันวาทรุดลงกับเข่า ร่างกายสั่นจากการฝืนควบคุม พิมพ์ชนกวิ่งกลับมาประคอง

"ทุกคนออกไปหมดแล้ว"

"หมอล่ะ"

"ยังอยู่ข้างบน"

เสียงลั่นของโครงสร้างดังขึ้น เพดานส่วนหนึ่งเริ่มทรุดจากแรงระเบิด ไฟลุกไหม้บริเวณห้องยา ควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นชั้นสอง หมอศิริพรยังพยายามเคลื่อนย้ายถังออกซิเจนและเวชภัณฑ์ออกจากห้อง หากไฟลามถึงถัง อาคารทั้งหลังจะระเบิด ธันวาฝืนลุกขึ้น วิ่งขึ้นบันไดทั้งที่พิมพ์ชนกตะโกนห้าม เขาพบหมอศิริพรถูกชั้นเหล็กล้มทับขา ไฟกำลังล้อมเข้ามาทุกด้าน ธันวาใช้เงายกชั้นเหล็กออก ก่อนอุ้มหมอขึ้นมา

"ทิ้งฉันไว้ ไปเอาถังออกซิเจนก่อน"

"หมอจะตาย"

"ถ้าถังระเบิด คนข้างนอกก็ตาย"

ธันวาหันไปมองถังออกซิเจนหกใบซึ่งอยู่หลังม่านไฟ เขาสร้างแขนสีดำหลายเส้นพุ่งไปพันถังทั้งหมดแล้วโยนออกทางหน้าต่างทีละใบ พลังร้อนแรงจากเปลวไฟกัดกินเงาจนความเจ็บปวดแล่นไปทั่วแขน จากนั้นเขาอุ้มหมอศิริพรวิ่งลงบันได แต่ทางออกชั้นล่างถูกซากเพดานปิด เขาจึงใช้พลังเจาะผนังด้านข้างเป็นช่องกว้าง ก่อนพาหมอกับพิมพ์ชนกออกมาสู่ลานด้านหลัง ทันทีที่พวกเขาพ้นอาคาร หลังคาคลินิกก็ถล่มลง เปลวไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ควันดำลอยปกคลุมเมือง ผู้ป่วยทั้งหมดรวมตัวอยู่ห่างออกไป บางคนบาดเจ็บ บางคนร้องไห้ แต่ทุกคนยังมีชีวิต เด็กชายที่แพ้ผึ้งนอนอยู่ในอ้อมแขนของแม่ หายใจสม่ำเสมอ หมอศิริพรมองอาคารซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของตนมานานกว่าสิบปีพังลงต่อหน้า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่เมื่อหันมามองธันวา เธอยังคงพูดสิ่งแรกออกมา

"ขอบคุณ"

ธันวาส่ายหน้า

"คลินิกพังเพราะผม"

"มันพังเพราะคนที่บุกเข้ามา"

"ถ้าผมไม่มา พวกมันก็คงไม่บุก"

หมอศิริพรจับแขนเขาไว้

"ถ้าคุณไม่มา เด็กคนนั้นตาย พยาบาลของฉันอาจถูกยิงมากกว่านี้ และคนไข้ทั้งหมดคงหนีไม่ทัน อย่าเอาความผิดของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง"

คำพูดของเธอทำให้ธันวานิ่ง แต่ก่อนที่เขาจะตอบ เสียงไซเรนของตำรวจและรถทหารก็ดังขึ้นจากถนน ผู้คนในเมืองเริ่มมารวมตัวมากขึ้น บางคนถ่ายคลิป บางคนถือไม้และอาวุธล่าสัตว์ ข่าวว่าธันวาปรากฏตัวแพร่ไปทั่วเมืองภายในไม่กี่นาที นักล่าค่าหัวที่ยังมีสติบางคนคลานออกมาจากซากอาคาร หัวหน้ากลุ่มยกมือชี้มาที่ธันวา

"เขาเป็นคนทำลายคลินิก"

ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงฮือฮา

"เขาใช้พลังโจมตีเรา"

ชายคนนั้นตะโกนต่อ

"พวกเราเข้ามาช่วยจับตัว แต่เขาจุดไฟ เผาอาคาร และจับคนไข้เป็นตัวประกัน"

พิมพ์ชนกชักปืนขึ้น

"โกหก"

ตำรวจท้องถิ่นยกอาวุธเล็งมาทางเธอทันที

"วางปืน"

คนไข้บางคนที่อยู่ในเหตุการณ์เริ่มตะโกนโต้แย้งว่ากลุ่มติดอาวุธเป็นฝ่ายยิงก่อน แต่เสียงของพวกเขาถูกเสียงฝูงชนกลบ ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่มาถึงพร้อมรถตำรวจเปิดกล้องถ่ายทอดสด ภาพแรกที่ถูกส่งออกไปคือธันวายืนอยู่หน้าอาคารที่กำลังไหม้ รอบตัวมีผู้บาดเจ็บและชายติดอาวุธนอนเกลื่อนพื้น ผู้สื่อข่าวรายงานทันทีว่าราชาปีศาจปรากฏตัวในคลินิกชุมชนและเกิดการปะทะรุนแรง โดยไม่มีใครถามว่าใครเป็นคนเริ่มยิง กล้องอีกตัวจับภาพแม่ของเด็กชาย เธอกอดลูกแน่นและร้องไห้ นักข่าวยื่นไมโครโฟนเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงคนนั้นหันมามองธันวา ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัว

"เขาใช้พลังใส่ลูกฉัน"

หมอศิริพรรีบพูด

"เขาช่วยชีวิตเด็ก"

นักข่าวไม่ได้หันกล้องไปหาเธอ

"คุณเห็นเขาทำร้ายเด็กหรือไม่"

แม่ของเด็กส่ายหน้า แต่ยังคงร้องไห้

"ฉันไม่รู้ ฉันไม่รู้ว่าเขาทำอะไร ความมืดเข้าไปในตัวลูกฉัน หลังจากนั้นพวกคนติดอาวุธก็มาบุก ทุกอย่างเกิดเพราะเขามาที่นี่"

ประโยคสุดท้ายถูกตัดออกไปเผยแพร่ทันที คลิปสั้นปรากฏบนเครือข่ายสังคมพร้อมข้อความว่าธันวาใช้พลังทดลองกับเด็กก่อนทำลายคลินิก ผู้คนที่ไม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มแสดงความเห็นนับหมื่น บางคนเรียกร้องให้ยิงเขาทิ้ง บางคนกล่าวหาว่าเขาใช้คนไข้เป็นโล่ และบางคนบอกว่าการช่วยเหลือทุกอย่างเป็นเพียงการแสดงเพื่อซื้อใจประชาชน ธันวายืนอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้น เขามองเด็กที่ตนช่วย มองหมอที่ตนพาออกมาจากกองไฟ มองคนไข้ที่รอดตายเพราะกำแพงของเขา แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือสายตาหวาดกลัวและข้อกล่าวหา พลังสีดำเริ่มไหลออกจากเท้า มันแผ่ไปตามพื้นเหมือนหมึกที่หกลงในน้ำ ตำรวจทุกคนถอยหลังและยกปืนสูงขึ้น

"หยุดใช้พลังและยอมมอบตัว"

ธันวาไม่ตอบ เสียงกระซิบในหัวกลับมาอีกครั้ง

"ช่วยพวกมันไปทำไม ในเมื่อพวกมันต้องการให้เจ้าตาย"

เขามองมือของตน เลือดจากแผลไหลลงปลายนิ้ว สิ่งที่เขาทำวันนี้ควรพิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่ปีศาจ เขาช่วยเด็ก ช่วยหมอ ช่วยคนไข้ และไว้ชีวิตคนที่พยายามฆ่า แต่โลกไม่สนใจสิ่งที่เขาทำ โลกสนใจเพียงภาพที่สอดคล้องกับความกลัวของตัวเอง ธันวารู้สึกว่ามีบางอย่างภายในกำลังแตกร้าว ความอดทนซึ่งยึดเหนี่ยวเขามาตลอดเริ่มบางลงทุกวินาที

หมอศิริพรเดินออกมายืนข้างหน้าเขา

"เขาไม่ได้เป็นต้นเหตุ"

หัวหน้าตำรวจตะโกน

"หมอถอยออกมา"

"คนที่บุกคลินิกต่างหากเป็นต้นเหตุ เขาเป็นคนช่วยทุกคน"

ฝูงชนส่งเสียงไม่พอใจ ชายคนหนึ่งตะโกนจากด้านหลัง

"หมอถูกมันควบคุมแล้ว"

หญิงอีกคนกล่าว

"พลังของมันอาจล้างสมองคนได้"

คำกล่าวหาไร้เหตุผลแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนเริ่มเชื่อเพราะมันทำให้เรื่องราวง่ายขึ้น หากหมอปกป้องธันวา ก็ต้องเป็นเพราะถูกควบคุม ไม่ใช่เพราะธันวาช่วยชีวิตเธอ หมอศิริพรพยายามอธิบาย แต่ไม่มีใครฟัง ก้อนหินก้อนหนึ่งถูกขว้างมาจากฝูงชน พุ่งตรงเข้าหาใบหน้าของเธอ ธันวาใช้เงาสีดำรับไว้กลางอากาศ ก้อนหินแตกเป็นผง ทุกคนกรีดร้องและถอยหนีราวกับเขาเพิ่งโจมตี

พิมพ์ชนกกระซิบ

"ต้องไปแล้ว"

"ถ้าเราไป พวกเขาจะบอกว่าฉันหนีเพราะผิด"

"ถ้าอยู่ นายจะถูกยิง และคนที่ยืนข้างนายจะถูกยิงด้วย"

ธันวาหันไปมองหมอศิริพร เธอยังยืนอยู่ตรงหน้าเขาโดยไม่ถอย แม้ปืนหลายสิบกระบอกกำลังเล็งมา

"หมอไม่ควรช่วยผม"

เขาพูดประโยคเดิมอีกครั้ง

หมอศิริพรยิ้มอย่างเศร้า

"บางครั้งการทำสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้ทำให้เราปลอดภัย"

"แล้วทำไปทำไม"

"เพราะถ้าคนดียอมเงียบทุกครั้งที่กลัวว่าจะไม่มีที่ยืน สุดท้ายโลกก็จะเหลือแต่ที่ยืนของคนที่ทำร้ายคนอื่น"

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด กระสุนพุ่งจากแนวตำรวจเข้าหาธันวา แต่เขาสร้างกำแพงรับไว้ทัน กระสุนนั้นอาจมาจากคนที่ตกใจ หรืออาจเป็นคำสั่งที่จงใจเริ่มการยิง ไม่มีใครรู้ ทว่าทันทีที่นัดแรกดัง ปืนกระบอกอื่นก็ยิงตามมา พิมพ์ชนกดึงหมอศิริพรลงกับพื้น ธันวาขยายกำแพงสีดำปกคลุมทั้งสามคน กระสุนจำนวนมากกระแทกพลังจนเสียงดังราวฝนเหล็ก ฝูงชนแตกตื่นวิ่งหนี รถตำรวจชนกัน และควันจากคลินิกบดบังทัศนวิสัย ธันวาใช้พลังยกพื้นถนนขึ้นเป็นแนวกั้น จากนั้นเปิดทางไปยังตรอกหลังตลาด

"พาหมอไป"

เขาตะโกน

พิมพ์ชนกจับแขนหมอศิริพร

"ไปกับเรา"

หมอส่ายหน้า

"ฉันไปไม่ได้ คนไข้ของฉันยังอยู่ที่นี่"

"พวกเขากล่าวหาหมอแล้ว"

ธันวาพูด

"พวกเขากลัว แต่ยังเป็นคนไข้ของฉัน"

หมอศิริพรหันไปมองผู้บาดเจ็บที่กำลังล้มอยู่กลางความวุ่นวาย

"และถ้าฉันหนี ทุกอย่างที่พูดจะถูกใช้เป็นหลักฐานว่าฉันร่วมมือกับคุณ"

"พวกเขาอาจจับหมอ"

"ฉันรู้"

"อาจทำร้ายหมอ"

"ฉันรู้"

เธอมองธันวาด้วยสายตาสงบ

"แต่คุณต้องไปช่วยคนที่ยังรออยู่ ส่วนฉันจะอยู่ช่วยคนตรงนี้"

ธันวาอยากโต้แย้ง แต่พิมพ์ชนกเห็นกำลังเสริมขับเข้ามาจากปลายถนน เธอดึงแขนเขาอย่างแรง

"ไม่มีเวลาแล้ว"

หมอศิริพรปล่อยมือจากธันวา ก่อนวิ่งกลับเข้าไปหาผู้บาดเจ็บ ท่ามกลางกระสุนและควัน เธอคุกเข่าลงช่วยตำรวจคนหนึ่งที่ถูกเศษกระจกบาด ทั้งที่ตำรวจคนนั้นเพิ่งเล็งปืนใส่เธอ ธันวาจ้องภาพนั้นเพียงวินาทีเดียว แล้วจึงหันหลังวิ่งตามพิมพ์ชนกไป เขาใช้เงาสีดำปิดเส้นทาง กระโดดข้ามกำแพง และกลับไปยังรถกระบะในตรอก พิมพ์ชนกสตาร์ตเครื่องยนต์ รถพุ่งชนแผงไม้ก่อนแล่นออกทางถนนหลังเมือง เสียงไซเรนไล่ตามมาไม่หยุด แต่พิมพ์ชนกรู้ล่วงหน้าว่าจุดตรวจใดกำลังปิดและเลี้ยวหลบได้ทุกครั้ง

เมื่อรถออกพ้นเขตเมือง ธันวาหันกลับไปมองกลุ่มควันซึ่งลอยอยู่เหนือคลินิก โทรศัพท์ของพิมพ์ชนกแสดงข่าวด่วนบนหน้าจอ ผู้ประกาศรายงานว่าธันวาบุกทำร้ายคลินิก ใช้พลังกับเด็ก และต่อสู้กับหน่วยรักษาความปลอดภัย ภาพหมอศิริพรยืนปกป้องเขาถูกบรรยายว่าเป็นอาการผิดปกติจากอิทธิพลพลังมืด ส่วนกลุ่มนักล่าค่าหัวถูกเรียกว่าอาสาสมัครผู้พยายามหยุดภัยพิบัติ ไม่มีภาพพวกเขายิงคนไข้ ไม่มีภาพธันวาอุ้มหมอออกจากไฟ และไม่มีภาพเด็กชายกลับมาหายใจเพราะความช่วยเหลือของเขา ความจริงถูกตัดจนเหลือเพียงสิ่งที่โลกอยากเชื่ออีกครั้ง

ธันวาปิดหน้าจอและโยนโทรศัพท์ลงบนเบาะ

"ฉันช่วยพวกเขา"

พิมพ์ชนกจับพวงมาลัยแน่น

"ฉันรู้"

"ฉันช่วยเด็กคนนั้น"

"ฉันเห็น"

"ฉันช่วยหมอ ช่วยคนไข้ และไม่ได้ฆ่าคนที่บุกเข้ามาแม้แต่คนเดียว"

"ฉันรู้"

"แล้วทำไมทุกคนยังบอกว่าฉันเป็นต้นเหตุ"

พิมพ์ชนกเงียบไปครู่หนึ่ง

"เพราะการยอมรับว่านายช่วยพวกเขา หมายความว่าพวกเขาต้องยอมรับว่าสิ่งที่เชื่ออาจผิด"

ธันวาหัวเราะแผ่วเบา

"แค่ยอมรับว่าฉันเป็นคนยังยากขนาดนั้นเลยหรือ"

"สำหรับคนที่กลัว บางครั้งการสร้างปีศาจง่ายกว่าการยอมรับว่าตัวเองตัดสินคนผิด"

ธันวาหันมองภูเขาเบื้องหน้า ถนนยาวทอดลึกเข้าไปในหมอก ความมืดใต้ผิวหนังสงบนิ่งผิดปกติ ราวกับมันไม่จำเป็นต้องกระซิบอีกแล้ว เพราะความจริงตรงหน้ากำลังพูดแทนมันทั้งหมด เขาเริ่มเข้าใจว่าคนที่อยู่เบื้องหลังไม่จำเป็นต้องทำให้เขาฆ่าใคร เพียงทำให้ทุกความดีของเขาถูกมองเป็นความชั่ว ทำให้ทุกการช่วยเหลือกลายเป็นหลักฐานของภัยคุกคาม และทำให้คนทุกคนที่ยืนข้างเขาถูกกล่าวหาว่าถูกควบคุม สุดท้ายธันวาจะไม่เหลือใคร ไม่เหลือที่ไป และไม่เหลือเหตุผลให้ปกป้องโลกที่เกลียดเขา

โทรศัพท์อีกเครื่องของพิมพ์ชนกสั่นขึ้น ข้อความจากหมายเลขลึกลับปรากฏบนหน้าจอ คราวนี้มีเพียงประโยคเดียว

"คนดีไม่มีที่ยืนในโลกที่ต้องการปีศาจ"

พิมพ์ชนกรีบลบข้อความ แต่ธันวาเห็นแล้ว เขาไม่โกรธ ไม่ระเบิดพลัง และไม่ถามว่าอีกฝ่ายรู้ตำแหน่งได้อย่างไร เขาเพียงมองถนนตรงหน้าอย่างว่างเปล่า ความสงบของเขาทำให้พิมพ์ชนกรู้สึกกลัวมากกว่าตอนที่ความมืดปะทุออกจากร่าง

"ธันวา"

"อะไร"

"อย่าเชื่อมัน"

เขาใช้เวลานานกว่าจะตอบ

"ฉันไม่ได้เชื่อมัน"

"แล้วนายกำลังคิดอะไร"

ธันวาหันไปมองเมืองซึ่งเลือนหายหลังแนวเขา

"ฉันกำลังคิดว่า ต่อให้ฉันไม่อยากเป็นปีศาจ โลกก็อาจไม่ยอมให้ฉันเป็นอย่างอื่น"

พิมพ์ชนกไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร รถกระบะแล่นต่อไปท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์และสายลม ข้างหลังพวกเขา คลินิกถูกไฟเผาจนเหลือแต่ซาก หมอศิริพรถูกควบคุมตัวในข้อหาช่วยเหลือบุคคลอันตราย เด็กชายที่ธันวาช่วยไว้รอดชีวิต แต่ครอบครัวของเขาให้สัมภาษณ์ว่ากังวลว่าพลังสีดำจะทิ้งผลบางอย่างไว้ในร่าง ส่วนคนไข้ทุกคนที่ได้รับการปกป้องถูกสังคมบังคับให้เลือกระหว่างพูดความจริงกับถูกกล่าวหาว่าเข้าข้างราชาปีศาจ หลายคนเลือกเงียบ บางคนเปลี่ยนคำให้การ และบางคนกล่าวโทษธันวาเพื่อให้ตนเองปลอดภัย ภายในวันเดียว เรื่องราวของคนหนุ่มที่เสี่ยงชีวิตช่วยคลินิกถูกเขียนใหม่จนกลายเป็นตำนานอีกบทของสัตว์ประหลาดผู้ทำลายทุกสถานที่ที่เดินทางไปถึง และในห้องมืดซึ่งเต็มไปด้วยแผนผังเส้นเวลา ชายผู้เฝ้ามองทุกอย่างยิ้มเมื่อเห็นเส้นอนาคตที่ธันวายังคงเชื่อในความดีค่อย ๆ ดับลงไปอีกหนึ่งเส้น

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผัง

    ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตู

    ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิป

    ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 119 ประตูภาชนะ

    ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 118 เกาะอรุณ

    ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคต

    ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status