LOGINหลังจากแยกย้ายกันเข้าบ้านของตนเอง พริมามองบ้านที่เริ่มโล่งเมื่อข้าวของต่างๆ ถูกเก็บใส่ลังเป็นสัญญาณเตือนว่าเธอคงจะต้องบอกลาเขาเต็มที
"พิม เก็บของหมดหรือยังลูก" "ค่ะม๊า" เสียงหวานตอบสั้นๆ แล้วกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง หลายวันมานี้จู่ๆ กรัณย์ก็ติดต่อคนรักไม่ได้ เขาจะปีนรั้วข้ามไปหาเธอก็เสี่ยงเกินเพราะพ่อแม่ของเธออยู่บ้านแทบจะทั้งวัน ชายหนุ่มทำได้แค่ชะเง้อคอมองหาเงาของคนรักแต่ก็ยังไม่เจอ ติ๊ง~ เสียงการแจ้งเตือนโชว์ชื่อของคนที่คิดถึง เจ้าของเครื่องรีบหยิบขึ้นมาเปิดดูด้วยความดีใจปนความโล่งใจที่เธอไม่ได้เป็นอะไร [ออกมาเจอกันที่สวนหน่อยได้ไหม] ข้อความสั้นๆ ของพริมาที่ส่งมาเพื่อต้องการนัดเจอ กรัณย์อดสงสัยไม่ได้แต่ก็ยอมไปตามคำขอของเธอ เมื่อมาถึงสวนสาธารณะที่ประจำของทั้งคู่ กรัณย์สังเกตเห็นเงาของร่างบางแสนคุ้นเคยที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาไม่รอช้ารีบเข้าไปกอดเธอจากด้านหลังทันที "พี่พิม ผมมาแล้ว" "ขอโทษที่เรียกออกมาตอนนี้นะ" "ตอนไหนผมก็มาได้" กรัณย์ในตอนนี้เหมือนสุนัขที่ดีใจส่ายหางเวลาที่เจ้าของเรียกหา "ฝนใกล้จะตกแล้ว พี่เรียกผมออกมาทำไม คิดถึงผมใช่ไหมล่ะ" ชายหนุ่มยืนยิ้มหวานเมื่อคนรักเรียกให้ออกมาหาในยามวิกาล แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็ได้จางหายไปหลังจากได้ยินคำพูดที่คนตรงหน้าเอ่ยออกมา "เราจบกันเถอะ" พริมาพูดออกมาหน้าตานิ่งเฉย แววตาไร้ความรู้สึกจนคนฟังแทบล้มทั้งยืน "มะ...หมายความว่าไงครับ" "ยังไงพวกเราก็ไปกันไม่รอดหรอก" "พี่พิม พี่เป็นอะไร" มือหนารีบจับกุมมือเล็กขึ้นมาแนบแก้มตนเองหวังให้เธอเปลี่ยนใจ "ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่เบื่อ" "อะไรนะ? ทำไมพี่พูดแบบนี้ แล้วที่เราคบกันมามันไม่มีความหมายเลยหรือไง" "ฉันเหนื่อยแล้วที่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ หยุดกันตั้งแต่ตอนนี้เถอะนะ" หญิงสาวเงยหน้าสบตากับเขาพร้อมกับแววตาที่ไม่มีความรู้สึกถึงความรักอีกแล้ว "พี่พูดง่ายดีเนอะ ทำให้ผมรักแล้วก็ทิ้งไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ เห็นแก่ตัวไปไหม" "กาย! อย่างี่เง่าได้ไหม นายก็รู้ว่าบ้านเราทั้งสองคนเป็นยังไงฝืนต่อไปก็ต้องจบกันอยู่ดี" พริมาทำท่าไม่สบอารมณ์เมื่อชายหนุ่มรุ่นน้องตรงหน้าไม่ยอมเข้าใจเสียที "พี่แม่ง!" กรัณย์สบถออกมาเก็บสีหน้าความโกรธไม่มิด เขาทุ่มให้้เธอหมดหัวใจ แต่ดูสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาคือคำบอกเลิกที่ไร้สาระแบบนี้ ทั้งสองคนตกอยู่ในภวังค์ความเงียบ กรัณย์ยืนนิ่งอึ้งไปต่อไม่ถูก พริมาเองก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันจนกระทั่งเม็ดฝนตกกระทบลงบนผิวกายให้รู้สึกตัว "ฉันขอโทษนะ" "เราจะเลิกกันจริงๆ ใช่ไหม" "ใช่!" เสียงหวานตอบเสียงดังฉะฉานอย่างไม่มีลังเล "พี่ทำให้ผมไม่เชื่อในความรักอีกแล้ว!" ชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่เธอก่อนจะวิ่งลุยสายฝนออกไปไม่แม้แต่จะหันกลับมามองคนด้านหลัง พริมายืนมองแผ่นหลังกว้างของกรัณย์ที่ไกลออกไป หยดน้ำตาเริ่มไหลริน เธอเองก็เสียใจ แต่สถานะของเขากับเธอมันไม่ควรลงเอยกันแบบคนรัก กรัณย์ไม่ได้กลับบ้าน เขาวิ่งฝ่าเม็ดฝนไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ความโกรธ ความโมโหเข้าครอบงำจนเผลอขึ้นเสียงใส่เธอเป็นครั้งแรก เขาคิดแค่ว่าวันพรุ่งนี้ต้องคุยกับเธอใหม่อีกที แต่ไม่รู้ตัวก่อนเลยว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอพริมา ชายหนุ่มกลับมาถึงบ้านด้วยความอ่อนเพลียในช่วงสายของวันใหม่ เมื่อคืนเขาเดินไปเรื่อยๆ ก่อนจะไปค้างที่หอเพื่อน กรัณย์รีบกลับมาบ้านหวังจะได้เจอพริมาแบบทุกวัน ทว่าบ้านของเธอกลับเงียบผิดปกติราวกับไม่มีคนอยู่ด้านใน "ป๊า บ้านข้างๆ เขาไปไหนอะ ปิดเงียบเชียว" เสียงทุ้มเอ่ยถามผู้เป็นพ่อที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างอารมณ์ดีอยู่หน้าบ้าน "ย้ายไปแล้ว" คำตอบของพ่อทำเอากรัณย์คิดว่าตัวเองหูฟาด "ห๊ะ! ได้ไงอะป๊า" "เห็นเมื่อตอนเช้ามืดรถเพิ่งมาขนของไปเอง" "ทำไมถึงย้ายไปล่ะ" "ฉันจะรู้มันหรือไง ย้ายไปได้ก็ดี" วันนี้พ่อของกรัณย์ดูอารมณ์ดีผิดปกติ เพราะคู่อริที่ตีกันมาหลายสิบปีได้ย้ายออกไปทั้งครอบครัว "ไม่เห็นรู้มาก่อนเลย" ชายหนุ่มรีบหยิบโทรศัพท์โทรหาพริมา แต่ปรากฎว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรับสายเลย "พี่พิม พี่เป็นอะไรเนี่ยรับสายหน่อยสิ" กรัณย์ร้อนใจกระวนกระวาย เขาปีนรั้วเข้ามาในบ้านเธอเพื่อดูให้แน่ใจ ภายในบ้านโล่งโจ้งไม่มีข้าวของแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อไร้หนทางชายหนุ่มขับรถมาที่มหาวิทยาลัยของพริมา ทว่าเพื่อนๆ ของเธอบอกว่าพริมาได้ทำเรื่องลาออกไปตั้งแต่สัปดาห์ก่อน และพวกเธอก็ติดต่อพริมาไม่ได้เลยไม่ว่าจะเบอร์โทรหรือทางโซเชียลต่างๆ "ทำไมพี่ต้องหนีไปด้วย...ฮึก" น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง เขาไม่เคยเสียน้ำตาให้ใคร แต่กลับต้องมาร้องไห้ให้กับเธอ พริมาผู้หญิงที่ทำให้เขารู้จักความรักและเป็นคนที่เชือดทิ้งนิ่มๆ ราวกับคนไร้หัวใจ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไป ชายหนุ่มได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ทำงานหนักชนิดที่ว่าไม่หยุดพักจนมีชื่อเสียงขึ้นมาจากงานแสดง ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะอยากโด่งดัง แต่เพื่อต้องการจะลืมผู้หญิงที่ชื่อพริมา กรัณย์เชื่อว่าถ้าหัวไม่โล่งเขาก็ไม่ต้องคิดถึงเธออาชีพนักเขียนบางคนอาจคิดว่าเป็นงานสบาย อยู่แต่บ้านไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องใช้แรงก็ได้เงิน แต่หารู้ไม่ว่าแต่ละประโยคต้องผ่านการร้อยเรียงและกลั่นกรองออกมาอย่างถี่ถ้วน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเขียนออกมาได้ และที่ยากกว่าคือไม่มีทางรู้เลยว่างานของเราจะถูกใจคนอ่านหรือเปล่า นักเขียนคนเดิมแต่เปลี่ยนแนวเขียนแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ชอบในผลงานของเรา เธอจึงต้องพยายามรักษาฐานแฟนคลับของตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด"โชคดีจังที่ร้านนี้ยังเปิดอยู่" พริมาโล่งใจหลังจากเดินหาร้านกาแฟหรือคาเฟ่ที่ยังเปิดในเวลานี้"รับอะไรดีคะ""ลาเต้เย็น แล้วก็พายข้าวโพดสองชิ้นค่ะ" คนตัวเล็กชี้นิ้วไปทางขนมหน้าตาน่ากินที่วางเรียงรายอยู่จนอดไม่ได้ แม้จะพยายามไม่กินช่วงดึก แต่วันนี้ขอหนึ่งวันแล้วกัน"ทั้งหมดสองร้อยสิบแปดบาทค่ะ"พริมาเดินเตร็ดเตร่เพื่อให้หัวสมองโล่งก่อนเริ่มทำงานอย่างจริงจังในคืนนี้ ปกติแล้วเธอชอบหมกตัวอยู่แต่ในห้องไม่ค่อยออกไปไหน ทว่าวันนี้ถ้าเธอไม่ออกมาข้างนอกหัวของเธอคงมีแต่เรื่องฟุ้งซ่านเต็มไปหมด"พอๆ เลิกคิดๆ" เธอต้องเลิกนึกถึงใบหน้าของกรัณย์เดี๋ยวนี้ ตลอดส
ปัจจุบัน...มือหนาหยิบภาพถ่ายที่มีรูปของตนกับหญิงสาวอีกคนที่เพิ่งหวนกลับมาเจอกันในรอบสี่ปีขึ้นมา การบอกลาในวันนั้นยังคงตราตรึงในจิตใจแม้จะพยายามลืมแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้"พี่ไม่รักผมแล้วจริงเหรอ""คุยกับใครอยู่เหรอ" ผู้จัดการหนุ่มทำหน้ามึนงงเพราะจู่ๆ กรัณย์ก็พูดคนเดียว"คุยกับแม่ซื้อ""เป็นเอามากล่ะ แล้วจะถืออีกนานไหมที่มือน่ะ" อำพลเอ่ยถามเด็กในสังกัดตัวเองที่นั่งดูรูปใบหนึ่งอยู่นานสองนาน"รูปใคร ขอดูบ้างสิ""ไม่ได้!""ทำงกไปได้ แค่รูปทำไมต้องหวงด้วย" ตั้งแต่รู้จักกันมากรัณย์ไม่เคยอนุญาตให้ใครดูรูปที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์เลย แต่อำพลเคยเห็นผ่านๆ ว่าเป็นรูปนักศึกษาผู้หญิงกับผู้ชายที่ยังใส่ชุดมัธยม"ไม่ได้หวง แต่ไม่ให้ดู""ไม่ได้ก็ไม่ได้""แล้วเรื่องสัญญาล่ะ เรียบร้อยแล้วใช่ไหม" ชายหนุ่มเก็บรูปภาพใส่กระเป๋าดังเดิมแล้วหันไปถามผู้จัดการส่วนตัวที่รับหน้าที่จัดการเรื่องสัญญาหนังเรื่องใหม่ให้ตน"เรียบร้อยแล้ว ว่าแต่วันนั้นหลังคุยกับนักเขียนเสร็จนายหายไปไหน""ไปพิสูจน์อะไรบางอย่
หลังจากแยกย้ายกันเข้าบ้านของตนเอง พริมามองบ้านที่เริ่มโล่งเมื่อข้าวของต่างๆ ถูกเก็บใส่ลังเป็นสัญญาณเตือนว่าเธอคงจะต้องบอกลาเขาเต็มที"พิม เก็บของหมดหรือยังลูก""ค่ะม๊า" เสียงหวานตอบสั้นๆ แล้วกลับเข้าห้องนอนของตัวเองหลายวันมานี้จู่ๆ กรัณย์ก็ติดต่อคนรักไม่ได้ เขาจะปีนรั้วข้ามไปหาเธอก็เสี่ยงเกินเพราะพ่อแม่ของเธออยู่บ้านแทบจะทั้งวัน ชายหนุ่มทำได้แค่ชะเง้อคอมองหาเงาของคนรักแต่ก็ยังไม่เจอติ๊ง~ เสียงการแจ้งเตือนโชว์ชื่อของคนที่คิดถึง เจ้าของเครื่องรีบหยิบขึ้นมาเปิดดูด้วยความดีใจปนความโล่งใจที่เธอไม่ได้เป็นอะไร[ออกมาเจอกันที่สวนหน่อยได้ไหม] ข้อความสั้นๆ ของพริมาที่ส่งมาเพื่อต้องการนัดเจอ กรัณย์อดสงสัยไม่ได้แต่ก็ยอมไปตามคำขอของเธอเมื่อมาถึงสวนสาธารณะที่ประจำของทั้งคู่ กรัณย์สังเกตเห็นเงาของร่างบางแสนคุ้นเคยที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาไม่รอช้ารีบเข้าไปกอดเธอจากด้านหลังทันที"พี่พิม ผมมาแล้ว""ขอโทษที่เรียกออกมาตอนนี้นะ""ตอนไหนผมก็มาได้" กรัณย์ในตอนนี้เหมือนสุนัขที่ดีใจส่ายหางเวลาที่เจ้าของเรียกหา"ฝนใกล้จะต
นับวันกรัณย์ยิ่งตามติดเธอแจ ช่วงไหนที่พ่อแม่ของพริมาไม่อยู่เขาก็จะแอบปีนรั้วข้ามมาหาเธอ ทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้งจนเธอเริ่มกังวลมากกว่าเดิม"กลับไปได้แล้ว ป๊าฉันจะกลับมาแล้ว" เสียงหวานเอ่ยบอกกับคนที่ไม่ยอมคลายอ้อมกอดออกเสียที"ขออยู่แบบนี้ต่อได้ไหม""ไม่ได้ ถ้าป๊ามาเจอนายหัวแตกแน่""ไม่อยากกลับเลย อยากนอนกอดพี่ทั้งคืนเลย" กรัณย์ทำเสียงอ้อนซุกหน้าเข้ากับหน้าอกนุ่มนิ่มของเธอ"ฉันจะไปอาบน้ำแล้ว เหนียวตัวจะแย่" เพราะทั้งคู่เพิ่งจะจบกิจกรรมเข้าจังหวะกันไปได้สักพัก เศษซากถุงยางอนามัยยังคงกองอยู่บนพื้น"ฟอด กลับก็ได้ พรุ่งนี้เจอกันนะครับ"ชายหนุ่มยอมคลายอ้อมกอดออกแล้วลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าลวกๆ ก่อนจะออกทางหน้าต่างไป โชคดีที่บ้านของเธอเป็นแบบชั้นเดียวทำให้กรัณย์ไม่ต้องเสี่ยงตายมากเท่าไร แค่ลำพังเสี่ยงโดนลูกปืนของพ่อเธอก็มากพอแล้วหลังจากคล้อยหลังคนรักไปไม่นานเจ้าของห้องก็เริ่มเก็บข้างของ ทำความสะอาดไม่ให้เหลือหลักฐานไว้มัดตัว สายตาพลันเห็นกางเกงบ็อกเซอร์ตัวหนึ่งที่กรัณย์ลืมเอาไว้ เธอหยิบขึ้นมาแล้วอมยิ้มน้อยๆ"เด็กบ้า ม
พริมาเห็นสีหน้าหงอยๆ ของคนรักก็อดสงสารไม่ได้ ถึงอย่างไรวิธีการป้องกันก็ไม่ได้มีวิธีเดียว และวันนี้ก็ค่อนข้างปลอดภัยเพราะประจำเดือนเธอเพิ่งหมดไปเมื่อวานนี้"ก็ได้ๆ แต่ต้องรีบเอาออกนะ" สุดท้ายเธอก็ต้องยอมให้เขาอีกจนได้ ด้านกรัณย์พอได้รับอนุญาตจากเธอ ความคึกคะนองก็กลับมาอีกครั้ง"อย่าเกร็งนะ" แก่นกายลำอวบเริ่มถูไถขึ้นลงช้าๆ ตรงบริเวณปากทางเข้าช่องเล็ก"อื้ม..." แค่ได้สัมผัสถึงแรงเสียดไปมาความเสียวก็เริ่มแล่นพล่านเข้ามามือหนาจับสองสองขาเล็กกางออกตั้งฉากเป็นรูปตัวเอ็มก่อนจะจัดท่าทางให้พอดี ส่วนคนใต้ล่างทำได้แค่นอนปิดหน้าไม่กล้าสบตากับเขาในเวลานี้"ถ้าพี่เจ็บผมจะหยุดนะ...ซี้ด" ความเป็นชายแข็งขืนแทรกซึมผ่านช่องทางคับแน่นช้าๆ อย่างยากลำบาก กรัณย์ก้มมองอีกคนที่แสดงสีหน้าเหยเก เขาจึงพยายามไม่ทำให้เธอเจ็บ"โอ๊ย...เจ็บ...อึก""ทนก่อนนะ อีกนิดเดียว...อ๊าส์" คำว่าอีกนิดเดียวไม่มีจริง แก่นกายอวบเข้าไปได้ยังไม่ถึงครึ่งลำและทางเดียวที่จะทำให้เธอเจ็บน้อยลงคือเขาต้องดันเข้ารวดเดียวจนสุดทาง"เจ็บ...ฮึก...เอาออกก่อน" เธอทั้งเจ็บทั้
เวลาผ่านไปจนถึงวันหยุดที่ทั้งคู่ได้มีโอกาสหยุดพร้อมกัน พริมาโกหกที่บ้านว่าจะมาทำรายงานที่หอเพื่อน ส่วนกรัณย์เองก็ไม่ต่างกัน พวกเขาจำเป็นต้องโกหกเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกัน ไม่เช่นนั้นอย่าว่าแต่เข้าใกล้กันเลย แค่เดินผ่านหน้าบ้านยังแทบไม่ได้"จะไปไหนเนี่ย" เสียงหวานเอ่ยถามคนรักที่จู่ๆ ก็จูงมือเธอลากพาเดินไปที่ไหนสักแห่ง"ตามมาเถอะ" เขาไม่ยอมเฉลยแต่กลับจับมือเธอแน่นไม่ยอมปล่อยขาเรียวก้าวฉับๆ ตามคนขายาวที่ก้าวเดินไม่หยุดพักก่อนจะมาหยุดที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง พริมาเริ่มหน้าซีดไร้สีไม่คิดว่าสิ่งที่เธอกังวลจะมาเร็วขนาดนี้"ดะ...เดี๋ยว นี่มันโรงแรมนะ" ถึงจะไม่ใช่โรงแรมม่านรูดอย่างที่กังวล แต่การที่เขาพาเธอมาโรงแรมในเวลานี้ก็มีแค่เหตุผลเดียวเท่านั้น"ใช่ครับ" ตอบหน้าตาเฉยๆ ไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด"แล้วมาทำอะไรที่โรงแรม""พี่ก็น่าจะรู้นี่นา" กรัณย์เอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาอดทนรอมาหลายปี โอกาสได้คบกับเธอก็สำเร็จแล้วเหลือเพียงเรื่องนี้ที่ต้องอดกลั้นมานานระหว่างที่เป็นแฟนกัน แค่คิดถึงก็ตื่นเต้นแทบรอไม่ไหว"ฉะ...ฉันไม่ได้เตร







