تسجيل الدخول| นารา |
วันจันทร์ วันเริ่มต้นสัปดาห์ ฉันตื่นแต่เช้าเพราะกลัวรถติด แต่สุดท้ายมันก็ติดอยู่ดี กว่าจะถึงออฟฟิศก็เกือบๆ แปดโมงครึ่ง เมื่อจอดรถเสร็จสรรพ จึงรีบวิ่งเข้าตึกเพื่อแตะบัตร
“นารา...นารา~”
ใครสักคนกำลังเรียกชื่อฉันอยู่ พอหันไปมองซ้ายมองขวาสองสามที ก็เจอต้นเสียงที่ตะโกนเรียกฉันดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล อ้อ...ไม่ใช่ใครที่ไหน ปวินเพื่อนฉันนั่นเอง
“นารา...เป็นไงบ้างวะคืนนั้น” ปวินวิ่งเข้ามาหา เอ่ยถามพลางโอบไหล่กอดคอ ลากฉันไปยังโถงลิฟต์
“พวกแกใจร้าย ทำไมปล่อยเราไปกับคุณการันต์” ฉันตอบกลับด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่บ่งบอกว่ากำลังงอนอีกคนอยู่
“แหม...เราอยากจะแหมให้ยาวถึงเชียงใหม่ ก็ใครกันล่ะโทรเรียกเขามา พอมาถึงโต๊ะปุ๊บ เขาก็ดึงเอาตัวนาราไปเลย พวกเราจะทำอะไรได้อะ คุณการันต์เขาเป็นใคร!? เป็นเจ้านาย...เป็นบอสใหญ่ ใครจะกล้าหือวะ!? แล้วอีกอย่าง พวกเราคิดว่าเขาน่าจะรู้ว่าบ้านนาราอยู่ไหน” จากที่ฉันต้องเป็นคนบ่น กลับกลายเป็นอีกฝ่ายที่ชิงบ่นตัดหน้ายืดยาว
“เออๆ ช่างมันเหอะ ยังไงก็ขอบใจนะที่ช่วยอยู่เป็นเพื่อนเราอะ” ฉันพูดตัดบทแม้จะยังเคืองๆ เพื่อนตัวเองอยู่บ้าง พลางเอื้อมมือไปกอดเอวและตบหลังเพื่อนเบาๆ
“สรุป นาราไม่โดนไล่ออกใช่ไหม แน่ะ...หรือว่าคืนนั้นไปรุ่มร่ามอะไรกับเขารึเปล่าเนี่ย หรือว่าคุณการันต์เขา...” ปวินพูดกับฉัน พลางจับจ้องมองหน้าฉันอย่างจริงจัง
“จะบ้าเหรอ ใครจะกล้า” ใช่ค่ะ ฉันไม่กล้าหรอก แต่เป็นคุณการันต์เองนี่แหละ ที่เข้ามาทำรุ่มร่ามกับฉันแล้วฉันก็ดันสมยอมซะด้วยสิ
“ปวินลองคิดดู คนระดับนั้น เขาไม่ลงมายุ่งกับคนระดับพวกเราหรอก จริงมะ” ฉันพยายามเฉไฉ ชักจูงให้เพื่อนเห็นดีเห็นงามตาม
“เออ ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว นี่ก็กลัวโดนไล่ออกเหมือนกัน โทษฐานให้เจ้านายใหญ่มาดูแลลูกน้อง ฮ่าๆๆๆ”
เราพูดคุยหัวเราะขำขันกันอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนแยกย้ายกันขึ้นลิฟต์เพื่อไปทำงานชั้นใครชั้นมัน
และเมื่อถึงชั้นยี่สิบเก้า ฉันก็ต้องแปลกใจที่เห็นคุณการันต์นั่งอยู่ในห้องทำงาน กำลังเปิดดูเอกสารอะไรบางอย่าง คนบ้างานแห่งปีกลับมาแล้วจ้า ด้วยท่าทางและใบหน้าที่ดูเคร่งเครียด แล้วตอนนี้เขากำลังยกหูโทรศัพท์ ให้ตายเถอะ...แค่ท่ายกหูโทรศัพท์ยังเท่ได้ขนาดนี้
ก้นยังไม่ทันแตะเก้าอี้ เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น ดึงสติฉันที่ล่องลอยให้กลับมา ฉันยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบกับหูตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เอ่ยประโยคอะไรออกไป ปลายสายก็เรียกให้ฉันเข้าไปในห้องของเขาทันที
งานเข้าแต่เช้า ฉันคิดในใจ พลางเดินเข้าไปตามคำสั่ง
คุณการันต์เรียกให้ฉันเข้ามาเรียงเอกสารบนโต๊ะ ที่ตอนนี้เขาทำมันปะปนสะเปะสะปะไปหมด ก่อนลุกขึ้นยืนเดินไปหมุนปรับมูลี่ตรงกระจกด้านหน้า จากนั้นก็ล็อกประตูห้องทำงาน แล้วเดินเข้ามาสวมกอดฉันจากด้านหลัง
แขนแกร่งสอดผ่านเอวบางรั้งเข้ามาโอบกอด ก่อนคนข้างหลังจะกดจมูกลงดอมดมซุกไซ้เข้ามาตรงซอกคอและกกหูของฉัน
“คิดถึง” สั้นๆ ห้วนๆ สไตล์คุณการันต์ แต่ไอ้คำสั้นๆ ห้วนๆ และการกระทำตอนนี้ของคุณเจ้านาย มันกำลังทำให้ใจฉันวูบไหวระส่ำระสายไปหมด ไหนจะไอ้ความรู้สึกมวนๆ วูบวาบตรงท้องน้อยนี่อีก
ทั้งหน้าทั้งหูตอนนี้มันร้อนผ่าวแทบไหม้ ถึงแม้ตอนนี้มือฉันยังคงจัดแจงเอกสารบนโต๊ะ แต่นั่นไม่ได้ทำให้การจัดเอกสารของฉันดีขึ้นเลย หนำซ้ำยังมั่วกว่าเดิมไปอีก สติสัมปชัญญะของฉันตอนนี้เป็นศูนย์ เพราะกำลังเคลิบเคลิ้มกับปลายลิ้นและลมหายใจร้อนที่สัมผัสกับผิวกาย
“หอมจัง” คนข้างหลังพึมพำเบาๆ ก่อนจะดูดเม้มแรงๆ ที่ต้นคอหนึ่งที ทำฉันเสียวสะดุ้งวาบ ปล่อยมือจากเอกสารพวกนั้นให้มันปะปนกันไปอย่างไม่ไยดีอีกครั้ง
“คุณการันต์...อย่าค่ะ เดี๋ยวมันเป็นรอย” ฉันปรามเขาเบาๆ แต่ช้าไป ฉันว่ามันเป็นรอยคิสมาร์คเรียบร้อยโรงเรียนการันต์ไปแล้วแหละ
“คนอื่นจะได้ไม่ต้องมายุ่ง...ผมหวง”
โอ้ใจเอย...ไปแล้วไปลับไม่กลับมา มาพูดแบบนี้กับฉันอีกแล้ว แถมยังมีมุมใหม่ที่ฉันไม่เคยเห็น คุณการันต์เวอร์ชั่นหึงหวงงั้นเหรอ!!
“ดิฉันไปทำให้คุณหวงตอนไหนเหรอคะ” ฉันถามอีกคนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจากความเสียวซ่าน ที่เขายังคงซุกไซ้วนเวียนยุ่งอยู่ตรงซอกคอของฉันไม่หยุด
“โถงหน้าตึกไง คิดว่าผมไม่เห็นเหรอ” คนข้างหลังกระซิบเบาๆ ข้างหู จนฉันอยากจะตะโกนบอกดังๆ สักสิบรอบ นั่นเพื่อนฉัน เพื่อนๆๆๆ ไม่ได้เป็นอะไรกัน เป็นแค่เพื่อนค่ะคุณเจ้านาย
แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะเอ่ยปากเถียงตอบ อีกคนก็เอามือจับล็อกที่คาง ค่อยๆ จับหน้าฉันเงยแหงนเอี้ยวไปสัมผัสกับริมฝีปากของเขา
แต่ครั้งนี้ริมฝีปากคู่สวยนั่นกลับบดขยี้ปากฉันรุนแรงมากขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ ปลายลิ้นของเราทั้งคู่ไหลเลื่อนเข้าหากัน ต่างคนต่างตวัดตอบเป็นจังหวะรุกรับสลับกันไป ไม่รู้เป็นเพราะอารมณ์ หรือความหึงหวงกันแน่
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล
ตั้งแต่กลับจากยุโรป ท่านประธานใหญ่ของเดอะมาสเตอร์เอาแต่นั่งคิดนอนคิดทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และมีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จะทำอย่างไรให้หวานใจของเขาไม่ต้องรับศึกหนักจากงานที่ม้ากับป๊าขอให้นารารับผิดชอบ และทำยังไงให้ตัวเขาเองได้มีเวลาอยู่กับคุณเลขาของเขามากขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ รออีกคนเป่าผมให้เขาจนแห้ง การันต์จึงเอ่ยถามเรื่องซีเรียสที่เขาขบคิดมาหลายวันกับนาราทันที“นาราครับ ถามหน่อยสิ ตอนนี้คุณต้องรับผิดชอบงานอะไรตรงไหนบ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อย”“อืม…นอกจากต้องดูแลตารางงานของคุณ ที่เพิ่มมาก็ดูแลเรื่องอนุมัติงบของฝ่ายจัดซื้อ ดูแลฝ่ายบุคคล ดูแลฝ่ายอาคาร ดูแลฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี อ้อ…ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้วย ต้องเข้าไปตบๆ ให้มันเป็นระบบระเบียบมากขึ้นน่ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะคะ”“ก็เห็นนาราทำงานเยอะเกินไปไง อย่างวันนั้นก็ทำงานจนปวดหัวทั้งวัน เฮ้อ...ม้านะม้า!! ส่งงานมาให้แฟนลูกชายตัวเองเยอะแยะขนาดนี้ได้ไงกัน”“เอาหน่า ยังไงนาราก็เป็นเจ้าของบริษัทนี้เหมือนกัน นาราก็ต้องช่วยทำงานแบบนี้แหละ...ถูกแล้ว”“ไม่เอาอะ เราสองคนทำงานเยอะเกินไป แทบไม่มีเวลาสวีทกันเลย ผม
| การันต์ |ให้ตายเหอะ...ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า มันทำให้ใจของผมสั่นจนแทบจะหัวใจวายตาย เมียผมกำลังเล่นกับของเล่นที่เพิ่งซื้อให้ไปเมื่อวันก่อน มือหนึ่งของเธอจับมือถือเอาไว้ เหมือนกำลังดูอะไรค้างไว้อยู่ อีกมือก็กำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจบยับย่น หายใจหอบถี่ ตาหลับพริ้มล่องลอยไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ พร้อมกับเนื้อตัวเธอที่บิดเร่าแอ่นไปมาจากความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว ภาพตรงหน้ามันทำให้เจ้าการันต์น้อยตื่นตัวแทบจะทันที ตอนนี้สองมือของผมค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ค่อยๆ ปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินตรงไปยังเตียง นั่งคุกเข่าลงข้างๆ และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าจอมือถือ ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก มันคือทุกอิริยาบถของผมเมื่อสองวันก่อน เธอแอบอัดมันเอาไว้ แสบจริงๆ!!“ทำแบบนี้แล้วหายปวดหัวเหรอครับ”“อื้อ~” เมื่อผมกระซิบเข้าที่ข้างหูเบาๆ จนเจ้าตัวครางอือตอบกลับมา คาดว่าความเสียวเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอคงคิดว่าเสียงพูดที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงแว่วจากจินตนาการที่สร้างขึ้นมาเองผมเห็นรีโมทของเล่นชิ้นนี้วางอยู่ข้างๆ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาพลันกดปุ่ม







