تسجيل الدخول| นารา |
คุณการันต์รวบตัวฉันให้หันหน้าเข้าหาเขา ยกตัวฉันขึ้นนั่งตรงขอบโต๊ะทำงาน สองมือจับที่เข่าแล้วกางมันออก ก่อนแทรกตัวเข้ามาระหว่างขาทั้งสองข้าง แล้วโน้มตัวใช้มือหนึ่งจับท้ายทอยฉันไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งโอบเอวฉันไว้ด้านหลัง
เรายังคงกอดจูบกันอยู่พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาเคาะประตู และนั่นทำให้ร่างกายเราสองคนผละออกจากกันอัตโนมัติ โดยที่ฉันรีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ หันหลังให้ประตู และรีบจัดแจงเอกสารตรงหน้า ส่วนเจ้านายฉันเดินไปปลดล็อกเปิดประตูให้กับคนที่เคาะเรียก
“อ้าว...ป้ารุจี มีอะไรรึเปล่าครับ” คุณการันต์ทักทายเธอ
“ป้าเอาเอกสารของคุณพ่อมาให้น่ะค่ะ” หญิงวัยใกล้เกษียณตอบกลับพร้อมยื่นซองเอกสารให้กับคุณการันต์ ก่อนทักทายถามสารทุกข์สุกดิบกันสักพัก แล้วเดินออกจากห้องไป
ระหว่างที่ป้ารุจีมาหา ฉันจึงรีบจัดเรียงเอกสารบนโต๊ะให้เรียบร้อย
“ดิฉันจัดเอกสารเสร็จแล้ว ขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ” ฉันพูดพลางก้มหน้า พยายามเดินเลี่ยงหลบไปอีกทาง แต่มิวายที่อีกฝ่ายจะรวบตัวฉันไปกอด ก่อนกระซิบข้างหู
“เที่ยงนี้ไปกินข้าวกัน”
ฉันไม่ได้ตอบอะไรออกไป เพราะรู้ว่ายังไงก็คงต้องไป เจ้านายใช้ให้ทำอะไรก็ต้องทำตามแหละ แล้วมื้อเที่ยงเนี่ย เวลาออกไปหาลูกค้า หรือไปประชุมงานนอกบริษัท เราก็กินด้วยกันบ่อยๆ อยู่แล้ว เรื่องนี้มันจึงไม่ค่อยแปลกสำหรับฉันเท่าไรนัก
ฉันพยักหน้าที่กำลังแดงแปร๊ดตอบรับคำชวน แล้วจึงรีบเดินออกไปจากห้อง ก่อนที่จะโดน...ไปมากกว่านี้
“เฮ้อ~” ฉันถอนหายใจยาว พลางคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันจะทนไหวแค่ไหนกันเชียว ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบงานนี้นะ ฉันรักมันมากด้วยซ้ำ แต่ถ้าต้องเป็นแบบนี้ และอยู่ในสถานะแบบนี้ต่อไป ฉันขอหนีดีกว่า ฉันกลัวใจตัวเองที่มันจะไม่หนักแน่นพอ ถ้าฉันได้รักเขาไปแล้ว ฉันเองนี่แหละที่จะต้องเจ็บหนัก สู้ถอยตอนนี้ดีกว่า...
ทั้งสถานะ ทั้งฐานะของเราสองคนตอนนี้มันต่างกันเกินไป ฉันคิดพลางเปิดกูเกิลค้นหางานใหม่แบบเงียบๆ คือไม่ได้จะย้ายตอนนี้หรอกนะ แต่สำรองไว้ เผื่อวันไหนใจมันรับไม่ไหว จะได้มีที่ไป
ฉันนั่งค้นข้อมูลงานใหม่เพลินจนเวลาล่วงเลยมาเกือบเที่ยง กระทั่งได้ยินเสียงคุณการันต์เปิดประตูห้องทำงานออกมา
“นาราครับ...ไปกินข้าวกัน”
ฉันรีบเก็บของ เดินตามคุณการันต์ลงลิฟต์ไปที่หน้าตึก ตรงจุดที่รถสปอร์ตคันหรูถูกจอดเตรียมไว้
พี่สุเมธยื่นกุญแจรถให้ฉัน เพราะตามหน้าที่แล้ว ฉันควรจะต้องขับรถให้เจ้านายนั่งเหมือนครั้งก่อนๆ แต่ช้าไป...คุณการันต์คว้ากุญแจนั้นไว้ ก่อนเปิดประตูรถให้ฉันขึ้นไปนั่งฝั่งผู้โดยสาร ปิดประตูให้ แล้วตัวเองก็เดินขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ
ฉันงงเป็นไก่ตาแตก และคิดว่าพนักงานคนอื่นๆ ที่อยู่แถวนั้นก็คงงงงวยไม่แพ้กัน ฉันเห็นหลายคนเริ่มแอบมองและซุบซิบกันยกใหญ่ ก็แหงล่ะ มันใช่เรื่องไหมที่เจ้านายใหญ่จะมาเปิดประตูรถให้ลูกน้องแบบนี้ แถมยังทรีตดีอย่างกับเป็นแฟนกันงั้นแหละ
ฉันว่าฉันต้องพูดอะไรบางอย่างเพื่อเตือนสติเขาแล้วสักนิด ก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตมากกว่านี้
“คุณการันต์คะ วันหลังไม่ต้องทำแบบนี้นะคะ ดูสิ…คนเขานินทากันใหญ่แล้ว ดิฉันต่างหากที่ต้องขับรถให้ เปิดประตูให้”
“คุณก็ไม่ต้องไปสนใจสิ ทำไมล่ะ...สิ่งที่ทำทั้งหมดมันเป็นเพราะผมอยากทำ แล้วอีกอย่างผมก็ไม่ได้ไปทำบนหัวพวกเขาซะหน่อย” คนข้างๆ เถียงฉัน แถมบ่นพึมพำเบาๆ กับประโยคหลังนั่นอีก
“ก็ดิฉันไม่อยากให้คนนินทาน่ะสิ เดี๋ยวเขาก็หาว่าดิฉันใช้ตัวเข้าแลกตำแหน่งหรอก ถ้าวันหลังทำแบบนี้อีก ดิฉันจะไม่ไปด้วยแล้วนะ”
ไม่แน่ใจว่าประโยคที่ฉันพูดเป็นประโยคคำสั่งหรือบอกเล่า ฉันหันไปมองหน้าคนข้างๆ เห็นเขากำลังยกยิ้มตรงมุมปากพร้อมหัวเราะหึๆ ในลำคอ
“หัวเราะอะไร” ฉันถามกลับ ตอนนี้หางเสียงของฉันมันเริ่มหายไปแล้ว ไม่รู้เพราะความสนิทที่มากขึ้น หรือเพราะฉันกำลังโกรธเขาอยู่กันแน่
“ทำหน้างอนแบบนี้ก็น่ารักเหมือนกันนะเรา” คนข้างๆ หันมายิ้มให้ พร้อมยื่นมือมาขยี้หัวฉันเบาๆ
นี่ไงล่ะ อารมณ์คู่รักกุ๊กกิ๊กมาอีกละ เนี่ย...ก็เล่นทำแบบเนี้ย ฉันถึงอยากหนีไปไง ใครมันจะไปทนไหว ทั้งน้ำเสียง ทั้งการกระทำ ทั้งคำพูดคำจา
โอ๊ย...เจ็บไปทั้งหัวใจทำไมยังทน!!
คุณการันต์ขับรถพาฉันมายังร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง พอเลี้ยวเข้าร้านปุ๊บ ตาฉันนี่ลุกวาวปั๊บเลยแหละ นี่มันเป็นร้านที่ฉันหมายตาไว้เลย แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง ฉันเลยแพลนไว้ว่าจะมาลองตอนวันเงินเดือนออก แต่หลายเดือนผ่านไป ก็ยังไม่ได้มาลองสักที จองคิวยากเย็นเหลือเกิน
เราเดินลงจากรถ พนักงานหน้าร้านเดินนำเราไปยังโต๊ะโต๊ะหนึ่ง ที่มีคุณการุณและคุณสุนทรีนั่งคอยอยู่
เมื่อฉันเห็นท่านทั้งสอง ฉันรีบยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม แล้วนั่งลงตรงฝั่งเดียวกับคุณการันต์
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล
ตั้งแต่กลับจากยุโรป ท่านประธานใหญ่ของเดอะมาสเตอร์เอาแต่นั่งคิดนอนคิดทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และมีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จะทำอย่างไรให้หวานใจของเขาไม่ต้องรับศึกหนักจากงานที่ม้ากับป๊าขอให้นารารับผิดชอบ และทำยังไงให้ตัวเขาเองได้มีเวลาอยู่กับคุณเลขาของเขามากขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ รออีกคนเป่าผมให้เขาจนแห้ง การันต์จึงเอ่ยถามเรื่องซีเรียสที่เขาขบคิดมาหลายวันกับนาราทันที“นาราครับ ถามหน่อยสิ ตอนนี้คุณต้องรับผิดชอบงานอะไรตรงไหนบ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อย”“อืม…นอกจากต้องดูแลตารางงานของคุณ ที่เพิ่มมาก็ดูแลเรื่องอนุมัติงบของฝ่ายจัดซื้อ ดูแลฝ่ายบุคคล ดูแลฝ่ายอาคาร ดูแลฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี อ้อ…ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้วย ต้องเข้าไปตบๆ ให้มันเป็นระบบระเบียบมากขึ้นน่ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะคะ”“ก็เห็นนาราทำงานเยอะเกินไปไง อย่างวันนั้นก็ทำงานจนปวดหัวทั้งวัน เฮ้อ...ม้านะม้า!! ส่งงานมาให้แฟนลูกชายตัวเองเยอะแยะขนาดนี้ได้ไงกัน”“เอาหน่า ยังไงนาราก็เป็นเจ้าของบริษัทนี้เหมือนกัน นาราก็ต้องช่วยทำงานแบบนี้แหละ...ถูกแล้ว”“ไม่เอาอะ เราสองคนทำงานเยอะเกินไป แทบไม่มีเวลาสวีทกันเลย ผม
| การันต์ |ให้ตายเหอะ...ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า มันทำให้ใจของผมสั่นจนแทบจะหัวใจวายตาย เมียผมกำลังเล่นกับของเล่นที่เพิ่งซื้อให้ไปเมื่อวันก่อน มือหนึ่งของเธอจับมือถือเอาไว้ เหมือนกำลังดูอะไรค้างไว้อยู่ อีกมือก็กำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจบยับย่น หายใจหอบถี่ ตาหลับพริ้มล่องลอยไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ พร้อมกับเนื้อตัวเธอที่บิดเร่าแอ่นไปมาจากความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว ภาพตรงหน้ามันทำให้เจ้าการันต์น้อยตื่นตัวแทบจะทันที ตอนนี้สองมือของผมค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ค่อยๆ ปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินตรงไปยังเตียง นั่งคุกเข่าลงข้างๆ และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าจอมือถือ ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก มันคือทุกอิริยาบถของผมเมื่อสองวันก่อน เธอแอบอัดมันเอาไว้ แสบจริงๆ!!“ทำแบบนี้แล้วหายปวดหัวเหรอครับ”“อื้อ~” เมื่อผมกระซิบเข้าที่ข้างหูเบาๆ จนเจ้าตัวครางอือตอบกลับมา คาดว่าความเสียวเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอคงคิดว่าเสียงพูดที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงแว่วจากจินตนาการที่สร้างขึ้นมาเองผมเห็นรีโมทของเล่นชิ้นนี้วางอยู่ข้างๆ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาพลันกดปุ่ม







