เข้าสู่ระบบความเงียบงันปกคลุมไปทั่วหน้าห้องฉุกเฉิน มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ของณัฐกานต์และเสียงฝีเท้าของพยาบาลที่เดินผ่านไปมา เจตนิพัทธ์ยืนพิงผนังเย็นเยียบ ดวงตาคมกริบจ้องมองบานประตูที่ยังคงปิดสนิทด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแคลงใจ
“ทำไมเพื่อนคุณถึงยอมให้คนพวกนั้นกลั่นแกล้งขนาดนี้... ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ”
ณัฐกานต์เงยหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาขึ้นมองชายหนุ่ม ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความอัดอั้น
“ก็คุณฉายดนัยน่ะสิคะ บอกว่าถ้ายัยมนตร์ยอมกินข้าวในจานนั้นจนหมด เขาจะยอมยกเลิกงานแต่งและคืนอิสระให้” คำตอบนั้นทำให้เจตนิพัทธ์ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน
“อิสรภาพ... ถึงกับต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเนี่ยนะ”
“ยัยมนตร์มันอยากถอนหมั้นใจจะขาดแล้วค่ะคุณเจต” ณัฐกานต์กล่าวพลางเช็ดน้ำตา
“ดีที่กานต์เข้าไปห้ามไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงฝืนกินจนหมดจานจริงๆ แต่กานต์มั่นใจว่าเป็นฝีมือแม่เลขาฯ นั่นแน่ ๆ ที่แอบตักน้ำต้มยำราดใส่จานข้าวตอนยัยมนตร์เผลอ”
“ทำกันเกินไปแล้ว... นี่มันไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้ง แต่มันเป็นการฆาตกรรมชัดๆ!”
“ใช่ค่ะ... ถ้ายัยมนตร์กินข้าวในจานนั้นเข้าไปจนหมด มีหวังคงต้องจบชีวิตลงแน่ ๆ” ณัฐกานต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นี่ขนาดมันยังไม่ได้กินเนื้อกุ้งเข้าไปสักคำนะคะ แค่เผลอกลืนน้ำต้มยำที่ยัยนั่นแกล้งตักมาราดนิดเดียว อาการยังโคม่าได้ถึงขนาดนี้”
เจตนิพัทธ์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ความโกรธแค้นพุ่งพล่านอยู่ในอกจนยากจะระงับ เขาไม่เคยคิดเลยว่าในโลกนี้จะมีใครใจดำอำมหิตถึงขั้นเอาความตายของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นมาล้อเล่นเพียงเพื่อความสะใจ
“ไม่น่าเชื่อเลย ว่าเพื่อนคุณจะแพ้กุ้งได้ขนาดนี้” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง สายตาที่มองไปยังห้องฉุกเฉินแปรเปลี่ยนจากความกังวลเป็นความมุ่งมั่นที่แรงกล้า
ในวินาทีนั้น เจตนิพัทธ์ถึงกับปณิธานกับตัวเองไว้ว่า หากจิรพิมนตร์รอดชีวิตออกมาได้ เขาจะไม่มีวันปล่อยให้เธอกลับไปอยู่ในเงื้อมมือของฉายดนัยอีกเป็นอันขาด และคนอย่างเขา... เมื่อคิดจะปกป้องใครแล้ว ต่อให้ต้องชนกับใคร เขาก็จะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว!
บรรยากาศหน้าห้องฉุกเฉินยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด ณัฐกานต์กวาดสายตาไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง ทันใดนั้นสายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับร่างที่คุ้นตาของใครบางคนบริเวณโซนผู้ป่วยนอก
“คุณเจต ดูนั่น! ยัยแม่เลขาฯ ตัวดีนั่นมาที่นี่ด้วย สงสัยจะแอบมาดูผลงานตัวเองแน่ๆ” ณัฐกานต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้น เธอทำท่าจะพุ่งเข้าไปเอาเรื่อง
“เดี๋ยวก่อนครับคุณกานต์!” เจตนิพัทธ์คว้าต้นแขนเธอไว้
“แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าเราพาคุณมนตร์มาที่โรงพยาบาลนี้”
“ก็มันเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดนี่คะ ใครๆ ก็เดาได้!” ณัฐกานต์ตอบอย่างขัดใจตามนิสัยคนใจร้อน
“ใจเย็นๆ ก่อนครับ... คุณอยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวผมไปสืบดูเองว่าเธอมีจุดประสงค์อะไรกันแน่”
เจตนิพัทธ์อาศัยจังหวะที่นภัสสรกำลังเดินเลี่ยงไปทางตึกผู้ป่วยใน แอบติดตามไปอย่างเงียบ ๆ สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวขึ้นทันที เขาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ จนเห็นหล่อนเดินเข้าไปในห้องพักฟื้นของผู้ป่วยห้องหนึ่งอย่างลับๆล่อๆ
เมื่อนภัสสรเดินกลับออกมาและเดินลับสายตาไปแล้ว เจตนิพัทธ์จึงก้าวเข้าไปที่หน้าห้องนั้น ป้ายหน้าห้องระบุชื่อผู้ป่วยว่า นายชูโชค เงางาม
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ก่อนจะแง้มประตูเข้าไปชำเลืองมองเพียงเล็กน้อย แต่ก็ต้องถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของชายที่นอนซมอยู่บนเตียง... ชายคนนี้คือคนร้ายที่พยายามจะฉุดจิรพิมนตร์ในคืนนั้น คนที่เขาลงมือสั่งสอนจนหมดสติไปกับมือนั่นเอง!
‘ผ่านมาหลายวันแล้ว ทำไมสภาพของมันยังดูไม่ได้ขนาดนี้... หรือว่าคืนนั้นเขาจะลงมือหนักไปหน่อย’ เจตนิพัทธ์นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น ก่อนจะรีบถอยออกมาและรีบกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้ณัฐกานต์ฟังที่หน้าห้องฉุกเฉิน
“สรุปว่าแม่เลขานั่นไม่ได้มาสืบอาการป่วยของยัยมนตร์งั้นเหรอคะ” ณัฐกานต์ถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“ใช่ครับ... คนที่เธอมาเยี่ยมคือไอ้คนที่ผมเล่นงานจนสลบในคืนที่ช่วยคุณมนตร์เอาไว้ สงสัยยัยเลขาฯ ที่คุณว่า คงจะเป็นคนคอยบงการอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ”
“เรื่องนี้มันชักจะยังไง ๆ ซะแล้วซิ” ณัฐกานต์ครุ่นคิด สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น
“หรือว่า... คุณฉายดนัยจะเป็นคนสั่งให้ไอ้คนนี้มาจัดการกับเพื่อนของกานต์คะ”
“ถึงฉายดนัยจะดูร้าย ๆ และชอบกลั่นแกล้งเพื่อนของคุณ แต่ผมว่าเขาคงไม่ถึงขั้นสั่งคนมาข่มขืนคู่หมั้นตัวเองหรอกมั้งครับ” เจตนิพัทธ์วิเคราะห์ความเป็นไปได้
“และผมว่า...คนที่ลงมือวางแผนทั้งหมด อาจจะเป็นยัยเลขาฯ ที่คุณว่านั่นแหละ และที่ทำไปก็เพื่อกำจัดเพื่อนของคุณยังไงล่ะ”
“ร้ายกาจที่สุด!” ณัฐกานต์กำหมัดแน่น
“เห็นทีผมคงจะอยู่เฉยไม่ได้แล้วล่ะ ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้เพื่อนของคุณต้องพลาดท่าเข้าสักวัน”
เจตนิพัทธ์เอ่ยเสียงหนักแน่น แววตาคมกริบฉายประกายแห่งความมุ่งมั่น ในใจของเขาตอนนี้มีเพียงความคิดเดียวคือต้องพาจิรพิมนตร์ไปอยู่ในความดูแลของตัวเอง และหาวิธีพาเธอออกไปจากขุมนรกนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม หรืออำนาจมืดก็ตาม เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้เธอถอนหมั้นจากผู้ชายสารเลวอย่างฉายดนัยให้จงได้!
ภายใต้แสงไฟสีสลัวในเลาจน์สุดหรูหลังเวลาเลิกงาน นภัสสรนั่งไขว่ห้างจิบเครื่องดื่มราคาแพงพลางถ่ายทอดวีรกรรมที่หล่อนเพิ่งก่อไว้กับจิรพิมนตร์ให้เพื่อนสนิทร่วมกลุ่มฟังอย่างออกรส ติ๊กกี๋และนาวต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ยถึงความโชคร้ายของจิรพิมนตร์ราวกับเป็นเรื่องตลกขบขัน
“ฉันยินดีด้วยนะพัช ในที่สุดแกก็หาทางเขี่ยแม่นั่นออกไปจากทางได้เสียที” ติ๊กกี๋เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มแสยะพลางยกแก้วขึ้นชนกับเพื่อน
“หึ! ยังหรอก นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้นแหละ” นภัสสรแค่นยิ้ม แววตาฉายความริษยาอย่างปิดไม่มิด
“แต่น่าเสียดายชะมัดที่วันนี้มันเสือกดวงแข็ง เพราะมีคนมาช่วยมันไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นมันคงได้ไปนอนอืดอยู่โลงศพแทนในห้องฉุกเฉินแล้วล่ะ”
“แล้วใครกันล่ะ... ที่กล้ามาช่วยยัยมนตร์นั่น” นาว นางแบบสาวหน้าเก๋ในกลุ่มถามขึ้นด้วยความสอดรู้สอดเห็น
“ก็คุณเจตไง... เจตนิพัทธ์ ทายาทธุรกิจหมื่นล้านคนนั้นนั่นแหละ”
“หูย! เสียดายจังอะ” นาวอุทานออกมา แววตาเป็นประกายเมื่อนึกถึงใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่ม
“วันหลังถ้าแกเจอเขาอีก รีบโทรบอกฉันเลยนะพัช ฉันอยากจะเจอเขาอีกสักครั้ง จะยอมให้เขากินทั้งตัวและหัวใจเลยล่ะ”
“ฝันไปเถอะยะ เค้าคงอยากจะลดตัวมากินแกหรอก” ติ๊กกี๋หันไปแขวะเพื่อนในกลุ่ม
“เอ่อ...แต่คุณเจตนี่ก็แปลกพิลึก คนโสดมีให้กินเยอะแยะ แต่ดันอยากกินคนที่เค้าก็มีคู่หมั้นคู่หมายแล้วอยู่ ไม่รู้แม่นั่นมันมีอะไรดีนักหนา” ติ๊กกี๋ละสายตาจากเพื่อนก่อนจะหันมาถามนภัสสรด้วยความสงสัย
“แล้วแกว่า... คุณดนัยของแกจะยอมแต่งงานกับแม่นั่นจริงๆ หรือเปล่าพัช”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...คิดเรื่องนี้ทีไรก็เซ็งทุกทีเลยว่ะ” นภัสสรตอบพลางหมุนแก้วในมือช้าๆ
“แล้วแกมั่นใจในตัวเขาหรือเปล่าล่ะ..หึ!!” ติ๊กกี๋ถาม
“เค้าก็ย้ำกับฉันเสมอว่าเค้าไม่ได้รักคู่หมั้นคนนี้เลยสักนิด แกก็ดูอย่างวันนี้สิ ขนาดฉันจงใจแกล้งแม่นั่นจนปางตายต่อหน้าต่อตา เขายังไม่แม้แต่จะปริปากต่อว่าฉันเลยสักคำเดียว”
เลขาฯ สาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ราวกับว่าความเฉยชาของฉายดนัยที่มีต่อจิรพิมนตร์คือชัยชนะที่หอมหวานที่สุด โดยหารู้ไม่ว่าพายุลูกใหญ่ที่ชื่อว่าเจตนิพัทธ์ กำลังตั้งเค้าและเตรียมจะถล่มทำลายทุกอย่างที่หล่อนสร้างขึ้นมาให้ราบคาบในไม่ช้า
ในอีกมุมหนึ่งร่างของฉายดนัยในชุดเจ้าบ่าวเปื้อนเลือดถูกหามขึ้นรถฉุกเฉินอย่างเร่งด่วนแต่ความแค้นจากกระสุนของนภัสสรนั้นแม่นยำและรุนแรงเกินกว่าที่เครื่องมือแพทย์ใด ๆ จะยื้อยุดลมหายใจของเขาได้ ระหว่างทางนำสู่โรงพยาบาล ฉายดนัยก็ปิดฉากชีวิตของตัวเองลง ทิ้งไว้เพียงชื่อเสียที่เน่าเฟะและคำประณามที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากสังคมภายในห้องคุมขังที่เงียบสงัด กลิ่นอับชื้นและแสงไฟสลัวจากหลอดนีออนยิ่งตอกย้ำถึงความตกต่ำของอดีตผู้เรืองอำนาจอย่างรัฐมนตรีทวีป ชายสูงวัยนั่งหมดสภาพอยู่บนม้านั่งไม้ แววตาที่เคยฉายแววโอหังบัดนี้กลับเลื่อนลอย เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่ดังใกล้เข้ามา ก่อนที่ข่าวร้ายที่ในชีวิตจะมาถึง“ลูกชายท่าน... คุณฉายดนัยเสียชีวิตแล้วครับ เขาเสียชีวิตระหว่างทางไปโรงพยาบาล” คำพูดสั้นๆ นั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางอก รัฐมนตรีทวีปนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแผดร้องออกมาราวกับคนเสียสติ เสียงร้องไห้โฮอย่างบ้าคลั่งดังระงมไปทั่วห้องคุมขัง มือที่เคยใช้อำนาจเซ็นคำสั่งทำร้ายผู้คนมากมายบัดนี้กลับใช้ทุบกำแพงปูนเย็นชาราวกับจะระบายความเจ็บปวด“ไม่จริง! ลูกชายฉัน... ดนัย! แกจะทิ้งพ่อไปแบบนี้ไม่ได้นะดนัย!” ร่างกาย
สองวันต่อมา...บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงสุดหรูของโรงแรมห้าดาวใจกลางเมือง ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสรวงสวรรค์บนดินเพื่อต้อนรับงานมงคลสมรสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของลูกชายรัฐมนตรี ฉายดนัยในชุดเจ้าบ่าวสีขาวบริสุทธิ์ดูสง่างาม เขาส่งยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีให้แก่แขกเหรื่อผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง เขายืนเคียงคู่กับจิรพิมนตร์เจ้าสาวที่สวยสะดุดตาจนเป็นที่ร่ำลือ แต่ภายใต้ชุดเจ้าสาวราคาแพงนั้น ใบหน้าของเธอกลับเรียบเฉยและเย็นชา แววตาคู่งามไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความสุข จนแขกในงานบางคนเริ่มกระซิบกระซาบถึงท่าทางที่ดูเหมือนถูกบังคับทางด้านประตูทางเข้ารัฐมนตรีทวีปยืนกุมบังเหียนสั่งการลูกน้องด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ตรวจสอบแขกทุกคนให้ละเอียด! อย่าให้ไอ้เจตนิพัทธ์หรือคนของมันเล็ดลอดเข้ามาป่วนงานของลูกชายฉันได้ ห้ามให้มีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด!”“รับรองครับท่าน พวกผมวางกำลังแน่นหนาบริเวณทางเข้าออกเอาไว้อย่างรัดกุมแล้วครับ รับรองว่าต่อให้มดตัวเดียวก็ผ่านเข้ามาไม่ได้ครับ” ลูกน้องตอบรับอย่างหนักแน่นก่อนจะแยกย้ายไปประจำจุดต่าง ๆ เพื่อดูแลความเรียบร้อยจนงานเสร็จสิ้น“ต่อให้น้องมนตร์ชะเง้อจนคอแทบหัก ก็คงไม่ได้เห็นแม้แต่เง
หลังจากฉายดนัยกลับมาที่ห้องแล้วพบเพียงความว่างเปล่า เขาคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น รื้อข้าวของกระจุยกระจายเมื่อรู้ว่าตนเองถูกล่อลวงด้วยแผนตื้นๆ ของจิรพิมนตร์ เจตนิพัทธ์มาช่วยเธอลงมาที่รถได้อย่างเฉียดฉิว คล้อยหลังฉายดนัยไปเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นณัฐกานต์บึ่งรถมาส่งเพื่อนรักที่บ้านทันที สถานการณ์บีบคั้นทำให้เธอตัดสินใจระเบิดความจริงออกมาต่อหน้านิตยาและพ่อเลี้ยง เพื่อหวังจะยุติงานแต่งงานที่แสนอัปยศนี้“มนตร์มันท้องกับคุณเจตได้สองสัปดาห์แล้วนะคะคุณแม่!”“มนตร์สารภาพกับแม่หมดแล้ว...” นิตยาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาเย็นชาจนน่าใจหาย“แล้วแบบนี้คุณแม่ยังจะให้ยัยมนตร์แต่งงานกับคุณฉายดนัยอีกเหรอคะ!” ณัฐกานต์ถามแทนเพื่อนด้วยความอัดอั้น“แต่งสิ! เรื่องงานแต่งงานมันยกเลิกไม่ได้หรอก แขกเหรื่อระดับผู้ใหญ่ทั้งนั้น โดยเฉพาะแขกของท่านรัฐมนตรีทวีป แม่คงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก”“แม่! เห็นใจมนตร์เถอะค่ะ มนตร์ไม่ได้รักพี่ดนัย แล้วลูกในท้องก็ไม่ใช่ลูกของเขา แต่งงานกันไปถ้าพี่ดนัยรู้ เค้าเอามนตร์ตายแน่ ๆ เลยที่ไปหลอกเขา!” จิรพิมนตร์ปาดน้ำตา พูดขึ้นบ้าง“แกเพิ่งท้องไม่ถึงเดือน! คุณดนัยเค้าไม่รู้หรอก” นิตยาตวาดกลับอ
หลังจากมื้อกลางวันที่แสนอึดอัดสิ้นสุดลง ฉายดนัยเดินนำเธอไปที่รถ เขาทำท่าผายมือเชื้อเชิญให้เธอนั่งเบาะหน้าอย่างอารมณ์ดี จิรพิมนตร์เบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ในอากัปกิริยาจอมปลอมนั้น แต่เพียงไม่นานความหมั่นไส้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก เมื่อเขาเลี้ยวรถเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน มุ่งหน้าตรงไปยังคอนโดหรูส่วนตัวของเขาแทนที่จะเป็นบ้านเธอ!จังหวะนั้นเอง เบอร์ที่เธอไม่คุ้นตาแต่เดาว่าเป็นเจตนิพัทธ์ก็โทรเข้ามา จิรพิมนตร์ที่ปิดเสียงไว้ตั้งแต่แรกแอบกดรับสายอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้พูดกับปลายสาย แต่พยายามโต้ตอบกับฉายดนัยด้วยเสียงอันดังเพื่อให้เจตนิพัทธ์ได้รับรู้สถานการณ์ร้ายแรงในขณะนี้“พี่ดนัย! นี่พี่จะพามนตร์ไปไหน ทางนี้มันไม่ใช่ทางกลับบ้านนะ!” เธอตวาดถามหัวใจสั่นระรัว“พี่ยังไม่อยากส่งมนตร์กลับตอนนี้ครับ... ไปนั่งเล่นที่คอนโดพี่ก่อนดีกว่า วิวสวยๆ อาจจะทำให้น้องมนตร์ใจอ่อนกับพี่บ้าง” เขาพูดหน้าตาเฉย แววตาเริ่มฉายแววหิวกระหาย“ไม่เอา! มนตร์จะกลับบ้าน เดี๋ยวนี้!”“อีกวันสองวันน้องมนตร์ก็จะต้องแต่งงานกับพี่ เป็นเมียพี่อยู่ดี อย่ามาทำเป็นดื้อดึงไปหน่อยเลย!” ฉายดนัยเริ่มหมดความอดทน น้ำเสียงเข้มงวดและคุกคาม
รุจิราส่งสายตาเย้ายวนก่อนจะค่อยๆ คุกเข่าลงเบื้องหน้าเจ้านายหนุ่ม มือเรียวบางลูบไล้ผ่านเนื้อผ้ากางเกงสแลคเนื้อดีไปจนถึงตำแหน่งสำคัญ เธอรูดซิปออกอย่างเบามือ ปล่อยให้แก่นกายที่แข็งขึงตั้งโด่เป็นอิสระออกมาทักทายสายตา“หูย... แข็งเชียว” เธอแกล้งใช้นิ้วเขี่ยส่วนหัวบานหยักเบาๆ จนชายหนุ่มหลุดเสียงคราง “เสียวจัง รุจี อื้มมมม ดูดเลยที่รัก” เลขาฯ สาวไม่รอช้า เธอตัดสินใจกลืนกินความยิ่งใหญ่ของเขาเข้าไปในโพรงปากอุ่น สัมผัสเร่าร้อนจู่โจมฉายดนัยราวกับพายุที่โหมกระหน่ำซัดเรือลำน้อยออกสู่กลางทะเลคลั่ง เขาประคองร่างบางให้ลุกขึ้นมานั่งบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกองเอกสาร ก่อนจะจัดการถอดชุดทำงานของเธอออกอย่างรวดเร็ว ตะขอบราเซียร์ถูกปลดปล่อยให้เต้านมอวบอิ่มพุ่งเด่นเป็นอิสระฉายดนัยใช้นิ้วสะกิดยอดปทุมถันจนแข็งเป็นไต ก่อนจะอ้าปากงับและดูดดึงอย่างหิวกระหาย เสียงครางหวานลั่นห้องทำงานเมื่อเจ้านายหนุ่มทั้งฟัดทั้งไซ้เนินเนื้อคู่งามอย่างหนำใจ กลิ่นเนื้อนางและอารมณ์ใคร่ที่พุ่งสูงทำให้นาทีนี้ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งพายุรักลูกนี้ได้อีกต่อไป!“คุณดนัย ถ้าจะเอาจริง ๆ รุจีขอล็อกประตูห้องก่อน เดี๋ยวใครเกิดพรวดเข้ามา”“เอาสิ” เล
หลังจากนภัสสรหายไปจากชีวิต ฉายดนัยก็ได้รุจิรามาเป็นเลขาฯ คนใหม่ เธอโชคดีไม่ตกงาน แถมยังได้เลื่อนขั้นด้วยมารยาหญิงบวกกับสองเต้าอันอวบอิ่มที่สามารถพิชิตใจผู้บริหารหนุ่มได้สำเร็จ พนักงานหลายคนต่างลือกันหนาหูว่า นภัสสรถูกไล่ออกเพราะไปมีสัมพันธ์ลับกับสามีเก่า แต่ดูเหมือนฉายดนัยจะไม่สนข่าวลือเหล่านั้น เพราะเร็วๆ นี้ เขากำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับจิรพิมนตร์“เรียกรุจีเข้ามาหา มีอะไรหรือเปล่าคะ” รุจิราเลขาฯ คนใหม่ที่เพิ่งมาทำงานไม่ถึงเดือน ถูกเจ้านายหนุ่มรุกหนักจนเลยเถิดไปถึงขั้นมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในห้องทำงานส่วนตัวที่เต็มไปด้วยความลับของทั้งคู่“ผมคิดถึงคุณ กลางวันนี้ไปทานข้าวกับผมนะ”“ได้สิคะ แต่แหม่!..เดี๋ยวนี้สาว ๆ ในสต๊อกของคุณดนัยหายไปไหนหมดคะ”“ไม่หรอกครับ ผมมีคุณคนเดียว” คำพูดนี้ แม้เธอจะรู้ว่าเขาพูดเพียงเพื่อเอาใจ แต่ก็ทำเอารุจิราร้อนวูบไปทั้งตัวด้วยความหวามไหว“ปากหวานแบบนี้ จะเชื่อดีมั้ยคะ”“เชื่อเถอะ ยังไงผมก็ไม่ทิ้งคุณหรอก”“ถ้าคุณดนัยแต่งงานกับคุณมนตร์ไปแล้ว... คุณยังจะกล้าพูดแบบนี้กับรุจีอีกไหมคะ” เธอถามตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม ฉายดนัยยิ้มกว้าง ไม่ได้







