นาเดียค่อยๆเดินถอยหลังไปทางประตูทางออก โชคดีที่มีคนเปิดประตูเข้ามาพอดี “ช่วยด้วย...!”
แต่ทว่าคนที่เดินเข้ามากลับเป็นวาววา ที่แท้มันก็เป็นแผน แผนที่วาววาหลอกให้เธอมาติดกับ หล่อนรู้อยู่แล้วว่าหากจะเดินไปยังตึกของคุณมินตรา เธอต้องผ่านเส้นทางนี้
“ฉันหวังดีนะ เห็นเพื่อนรักแกมายื่นใบลาออก ฉันก็เลยหาที่ทางไว้ให้ได้บอกลากัน” แววตาอาฆาตจากผู้หญิงสองคนจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว นาเดียพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อมองหาทางหนีทีไล่ แต่เหมือนคนข้างหลังจะไม่ปล่อยให้หญิงสาวมีเวลาคิด
วาววาผลักหลังนาเดียเข้าหาญาดา
หลังจากแวะเอามื้อเช้าไปส่งให้มินตรา เจคอปก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะอยู่ดูเธอทานข้าว เพราะตั้งแต่คราวที่เขาแอบหนีไปพัทยาเมื่อต้นเดือนก่อน กระทั่งเกิดเรื่องของมินตรา เขาก็ไม่มีเวลาเคลียงานจนตอนนี้มันกองสุมท่วมหัว ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนมากขนาดนี้ แต่เพราะนัดหมายกับนาเดียตอนกลางวัน เขาจึงอยากสะสางงานด่วนให้แล้วเสร็จ จะได้ใช้เวลาอยู่กับเธอให้คุ้มค่ากับเวลาพักอันแสนน้อยนิด เจคอปรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายคล้ายจะมีเรื่องกลุ้มใจอยู่ตลอดเวลา บางทีอาจจะเป็นเรื่องของมินตรา แต่เขาก็พยายามเอาใจเธออย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ เขายอมรับว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน มินตราคือผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาให้ความสำคัญ เพราะเธอเป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่เขาให้ความรัก
คนที่หนึ่งคือแม่...
คนที่สองคือมินตรา... น้องสาวที่เขาเลี้ยงมาเองกับมือ
กริ๊งงงง กริ๊งงงง เสียงโทรศัพท์ดึงสมาธิที่กำลังจดจ่ออยู่กับเอกสารตรงหน้าและความคิดว้าวุ่นในใจให้หยุดลง เจคอปจำต้องวางงานในมือลงก่อน เพราะริงโทนนี้เขาตั้งไว้สำหรับคนในครอบครัวโดยเฉพาะ
เจมส์มาร์... “ว่าไง ฉันกำลังยุ่งอยู่”
“พี่เจค ยัยมินมีอาการแปลกๆ ผมอยากให้น้องพบจิตแพทย์” เสียงร้อนรนของเจมส์ทำให้เจคอปตกใจไม่น้อย “ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“น้องไม่ยอมกินข้าว น้องเริ่มไม่คุยกับใคร เอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมกลัวครับพี่ กลัวว่าน้องจะ...” เสียงของเจมส์ขาดหายไป ซึ่งหมออย่างเขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าน้องชายกำลังสื่อถึงอะไร
เจคอปพึ่งตระหนักได้ว่าปัญหาที่น้องสาวของเขากำลังเผชิญอยู่คงจะทำให้เธอเจ็บปวดไม่น้อย “ฉันจะติดต่อคุณลุงสมภพให้ แกอยู่กับยัยมินตลอดเวลานะ แล้วอาฐาล่ะ”
“น้องยังไม่ยอมให้คุณอาเข้าใกล้เลย แล้วผมก็ต้องเข้าผ่าตัดด่วน จะฝากพยาบาลดูก็คงไม่สามารถอยู่กับน้องได้ตลอดเวลา”
น้ำเสียงเป็นกังวลจนเจคอปต้องเหลือบมองนาฬิกา 11 โมงครึ่งแล้ว อีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็จะถึงเวลาพักกลางวันของนาเดียแล้ว
“ให้พยาบาลอยู่กับน้องจนกว่าฉันจะไปถึง ฉันจะโทรติดต่อคุณลุงสมภพในระหว่างที่เดินไป” เจคอปตัดสินใจลุกออกไปจากห้อง เขาคิดว่าค่อยส่งข้อความให้นาเดียตามไปพบเขาที่ห้องของมินตรา ใจก็ได้แต่หวังว่ายัยตัวเล็กของเขาคงจะเข้าใจ
ระหว่างทางเจคอปก็คอยโทรหานายแพทย์ด้านจิตเวชที่เก่งที่สุด เขาจัดการนัดหมายเวลาให้คุณลุงมาหาที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนั้น ท่าทางของยัยมินดูน่าเป็นห่วงระดับที่ต้องมีคนคอยอยู่ด้วยตลอดเวลาอย่างที่เจมส์เป็นห่วง
เธอเอาแต่นั่งเหม่อ ไม่สนใจแม้กระทั่งตอนที่ชายหนุ่มเดินเข้าไปยืนข้างๆ “มิน ทานข้าวต้มหน่อยไหม พี่ใส่ไข่แบบที่เราชอบเลยนะ” เจคอปลูบผมนุ่มแผ่วเบา ในสายตาของเขาเธอยังตัวเล็กเท่าเดิมเหมือนเมื่อครั้นในอดีตไม่มีผิด แต่มินตรากลับเอาแต่นั่งนิ่ง เหม่อมองออกไปนอกระเบียง ทั้งที่เมื่อวานเธอยังสามารถพูดคุยและมองสบตาเขาอยู่เลย
เจคอปสังเกตเห็นอาการสั่นของฝ่ามือที่กุมไว้ตรงหน้าตัก นั่นเป็นอาการนำของการช็อค! เขารีบกดปุ่มต่อสายหาพยาบาลที่เคาน์เตอร์
“เรียกเปลด่วน ผมขอยากันชักเดี๋ยวนี้!!” แต่ไม่ทันแล้ว มินตรานอนชักอยู่บนเตียงต่อหน้า
เป็นโชคดีที่เขาสังเกตเห็นอาการผิดปกติเพียงเสี้ยววินาทีจึงช่วยเหลือเธอไว้ได้ทัน ทันทีที่เธอหายจากอาการชัก คุณลุงสมภพก็มาถึงพอดี เขารีบตามมาที่ห้องสแกนสมอง ในขณะที่กำลังรอผลตรวจ เจคอปก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง
12.20 น. ยัยตัวเล็ก!
เจคอปรีบร้อนหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรหานาเดียทันที
...ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เขาลืมไปเสียสนิทว่าที่นี่เป็นเขตปลอดสัญญาณอิเล็กทรอนิกทุกชนิด เพื่อไม่ให้รบกวนเครื่องมือทางการแพทย์ หากเขาจะใช้โทรศัพท์ คงต้องเดินลงไปที่ชั้นล่างสุด เจคอปหันไปมองร่างบางที่นั่งซึมอยู่บนเตียงตรวจ เหมือนเธอจะได้สติเพียงครู่หนึ่ง แววตามินตรากลับมาสู่โลกของความเป็นจริงอีกครั้ง
“พี่เจค ฮึกกกก พี่รุทธ์… ฮื้ออออ” มินตราร้องไห้สะอึกสะอื้น เจคอปรีบวิ่งเข้าไปกอดปลอบร่างกายที่บอบช้ำของน้องสาว หัวใจเธอคงจะแหลกสลายไปแล้วสินะ ถึงได้เจ็บปวดมากขนาดนี้ “มิน พี่อยู่นี่ ไม่ร้องนะเด็กดี เด็กดี” ร่างเล็กกอดรัดอีกฝ่ายไว้แน่น แม้เธอจะกำลังกอดเขา แต่ชื่อที่เธอเอ่ยเรียกออกมากลับไม่ใช่ชื่อเขา
พี่รุทธ์... คงเป็นชื่อของผู้ชายที่เธอรัก
เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งบ่ายโมงแล้ว แต่เจคอปยังหาโอกาสปลีกตัวออกมาจากห้องมินตราไม่ได้ โชคดีที่ยายพร แม่นมของพวกเขาโผล่เข้ามาเยี่ยมหญิงสาวที่โรงพยาบาลพอดี เจคอปลังเล เขากำลังคิดจะฝากคนไข้ที่อาการน่าเป็นห่วงมากที่สุดเอาไว้กับคุณยายอายุร่วม 70 แม้จะรู้ว่าไม่สมควร แต่ในใจของเขามันร้อนรุ่มจนไม่สามารถทนได้
“ให้พยาบาลคนหนึ่งเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนมินตราจนกว่าฉันหรือเจมมาร์จะเข้าไป อย่าปล่อยให้คนไข้อยู่คนเดียวเด็ดขาด!” เขาสั่งการพยาบาลด้วยความร้อนรน ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่ห้องตัวเอง ในมือยังคงกดโทรหานาเดีย แต่เธอไม่รับสายเขามาตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนแล้ว
“เดีย...” ภายในห้องของเขาว่างเปล่า นาเดียไม่ได้รอเขาอย่างที่เขาหวัง เธอไม่ได้ทิ้งข้อความอะไรไว้ บางทีเธออาจจะโกรธและกลับไปทำงานแล้วก็ได้ ไม่รอช้า เจคอปรีบวิ่งตรงไปยังห้องผ่าตัด ทว่าระหว่างทางกลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายแว่วมาในทิศทางตรงกันข้ามกับทางที่เขากำลังมุ่งหน้าไป
ณ ลานกลางซึ่งเป็นส่วนพื้นที่ร้างติดชิดกับส่วนของอาคารจอดรถ เจคอปมองเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนมุงอะไรกันอยู่สักอย่าง เสียงกรีดร้องที่ได้ยินฟังแล้วรู้สึกคุ้นหูดังแว่วออกมาจากกลุ่มคนจำนวนนั้น มันทำให้หัวใจของเขาบีบตัวอย่างแรง...
เจคอปค่อยๆแหวกฝูงชนเข้าไปดูเหตุการณ์ภายใน
“นาเดีย!!!!!!!!!”
เสียงบรรเลงบทเพลง Classic จากวง orchestra ชื่อดังระดับโลกกำลังประสานเสียงจากเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดขับกล่อมออกมาในบทเพลง 'Four Season'บทเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะที่ฟังกี่ครั้งก็ยังคงตราตรึงหัวใจคนฟัง เหล่าบรรดาคนดังของประเทศอเมริกา ทั้งนายแบบนางแบบชื่อดัง ทั้งเหล่าคณะรัฐมนตรี รวมไปถึงบรรดาไฮโซทั้งหลาย ต่างพร้อมใจกันมารวมตัว ณ Hall ขนาดใหญ่ที่จุคนได้นับหมื่น และหนึ่งในบรรดาคนดังเหล่านั้น ก็รวมถึงศาสตราจารย์ดอกเตอร์นายแพทย์เจคอป บดินพิทักษ์ นายแพทย์ชื่อดังที่พึ่งได้รับการยกย่องจากองกรค์แพทยสภาของอเมริกาให้เป็นนายแพทย์ผู้มากความสามารถซึ่งเป็นแกนนำหลักสำคัญในการพัฒนาวงการแพทย์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพราะในช่วง 15 ปีนับตั้งแต่ที่เขากลับมาดูแลกิจการต่อจากผู้เป็นบิดา เขาก็ค่อยๆขยายสาขาไปจนครอบคลุมทั่วทุกรัฐในอเมริกา ทำให้ชื่อเสียงของเขากลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วในฉายา'อาชาแห่งวงการแพทย์'ทั้งๆที่ได้รับเกียรติจากท่านคณะรัฐมนตรีกลาโหมโดยตรงสำหรับตั๋วที่นั่งชั้นลอยระดับวีไอพี แต่แขกคนสำคัญคนดังกล่าวกลับไม่ได้นั่งอยู่ในที่ที่ถูกจัดไว้ให้หลังม่านพลิ้วไหวบนชั้นลอยระดับวีไอพี ปรากฏร่างของชายหญิง
ตอนพิเศษเล็กๆเจคอปผละออกจากร่างบาง “แต่งตัวสิ”เขาลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับเดินไปหยิบเสื้อผ้าตัวใหม่ที่ดูเป็นทางการออกมาจากตู้เสื้อผ้า“จะไปไหนเหรอคะ” นาเดียเอ่ยถามด้วยความสงสัย มองแผ่นหลังที่กำลังยัดแขนลงไปในเสื้อเชิ้ต“กลับบ้านเดียไง” เขาพูดโดยไม่ได้หันมามองหน้าคนตัวเล็ก จึงไม่เห็นว่าร่างบางมีสีหน้าอึ้งกับคำพูดของเขาแค่ไหน แต่เขาก็พอจะเดาได้ จึงหันกลับมาทั้งที่ยังติดกระดุมไม่เสร็จ “ไปขอลูกสาวจากท่านทั้งสองไง” รอยยิ้มร้ายปรากฏบนใบหน้าคนสูงวัยเขาไม่มีเวลามากพอจะจัดพิธีรีตองอะไรมากมาย เพราะอีกไม่นานก็ต้องกลับอเมริกาแล้ว เขาอดใจรอที่จะบอกข่าวดีให้กับพ่อแม่ที่รออยู่ทางโน้นแทบไม่ไหว อายุจนปูนนี้แล้ว พึ่งจะรู้สึกอยากเลี้ยงลูก“ตอนนี้พี่อายุ 37 คงต้องรีบมีน้องอีกคนไวไวแล้วล่ะ เดี๋ยวแก่เกินจะเดินตามลูกไม่ทัน” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าร่างสูง แต่คนตัวเล็กกลับมีสีหน้าแดงก่ำกับคำพูดชวนทะลึ่ง“บะ บ้าเหรอคะ” นาเดียยิ้มจนแก้มแทบปริ ก่อนร่างกายจะถูกโอบอุ้มจนตัวลอยขึ้นจากพื้น เจคอปถูไถใบหน้ากับหน้าท้องแบนราบ ก่อนจะประทับจูบอย่างแผ่วเบา “ขอให้เป็นลูกสาวทีเถอะ”เจคอปค่อยๆวางคนตัวเล็กลงบนพื้นอย่างท
ย้อนกลับไปเมื่อราวสองเดือนก่อนหน้านี้…เจคอปรับสายจากทางไกล เป็นหมายเลขที่โทรมาจากอเมริกา“ครับป๊า”“ป๊ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจค ตอนนี้โรงพยาบาลที่อเมริกากำลังเกิดปัญหาอย่างหนัก ป๊าอยากให้ตาเจมส์หรือเจค เราคนใดคนหนึ่งกลับมาดูแลกิจการที่นี่ แต่ใจป๊าอยากให้ตาเจมส์เป็นคนกลับมา เพราะที่นี่ไม่ได้มีสาขามากมายเหมือนที่ประเทศไทย เจ้าคนเสเพลอย่างตาเจมส์คงจะจัดการได้ไม่เหนือบ่ากว่าแรง” เรื่องสำคัญจากปากคนเป็นพ่อทำให้ผมต้องชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินอยู่ อดนึกถึงน้องชายไม่ได้ จริงอย่างที่พ่อเขาว่า ที่ประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่อยู่ใต้อาณัติของครอบครัวเขาอยู่ทั่วเกือบทุกจังหวัด ทำให้ปัญหาและภาระงานที่ต้องรับผิดชอบมีมากมายกว่าที่โน้นมากโข แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า...“แล้วเรื่องงานหมั้นระหว่างหนูมินกับตาเจมส์ไปถึงไหนแล้ว ป๊าอยากให้หมั้นเช้าแล้วก็แต่งเย็นไปเลยทีเดียว ตอนตาเจมส์กลับมาจะได้พาหนูมินกลับมาด้วย ซินดี้เขาคิดถึงหนูมินน่าดู” ในที่สุดคำถามที่ผมกลัวคนเป็นพ่อจะถามก็หลุดออกมาจนได้ ทั้งๆที่งานหมั้นระหว่างตาเจมส์กับยัยมินควรจะเสร็จลุล่วงเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว แต่เพราะปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้ยังคา
“อ๊ะ พะ... พี่เจค” ไม่ทันที่ร่างบางจะทันได้เอ่ยความใน ปากหนาก็ชิงประกบจาบจ้วงเอาทุกคำที่คิดว่าร่างบางจะเอ่ยคำปฏิเสธออกมา นาเดียเบิกตามองเขาด้วยความตื่นตะลึง เขาหมายความว่าอะไร เขารู้แล้วเหรอว่าเธอท้อง แต่เขาจะรู้ได้ยังไง“อื้มมม อ่ะ...พะ... อื้มมม” ครั้นจะส่งเสียงอะไรก็ตามที่คิดอยากจะพูด เจคอปจะคอยส่งลิ้นเข้าหาเพื่อห้ามปรามเธอเสียทุกครั้งไป จนร่างบางหมดความพยายามที่จะเอ่ยถามข้อสงสัย ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสุขสมที่เขาปรนเปรอให้ มือเล็กที่เคยดันอยู่ตรงแผงอกเปลี่ยนไปโอบรอบลำคอของเขาเอาไว้ ท่าทางเหมือนจะไม่ได้ปฏิเสธเรื่องลูกของเขาทำให้นาเดียเกิดความหวังเล็กๆขึ้นในใจเจคอปหลับตาแน่นก่อนจะคำรามออกมาเบาๆเมื่อได้ปลดปล่อยน้ำเชื้อพันธุ์ดีเข้าสู่ร่างกายคนตัวเล็กสมดังตั้งใจ เขาแช่ร่างกายค้างไว้ในตัวเธอ หวังให้ลูกๆนับพันล้านตัววิ่งเข้าไปหาไข่ใบเล็กๆเพียงใบเดียวที่อยู่ในร่างกาย เขาตั้งใจจะผูกมัดเธอด้วยวิธีที่เห็นแก่ตัว โดยที่ไม่รู้เลยว่าเขาได้ทำสำเร็จไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ตั้งใจแล้ว“ถ้ามีเจคอปน้อยอยู่ในท้องเธอ เธอก็จะหนีพี่ไปไหนไม่ได้อีก” เขากระซิบความในใจแสนชั่วร้ายข้างใบหูคนตัวเล็ก และนั่นทำให้เธ
เปลือกตาปิดสนิทค่อยๆเปิดออก เผยให้เห็นแววตาที่สะท้อนแต่เพียงความเจ็บปวด เขายังไม่ได้หลับ เขาแค่รอดูว่ายัยตัวเล็กกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่เขารู้ตัวตั้งแต่ตอนที่เปิดตู้เสื้อผ้าแล้ว มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเสื้อผ้าของนาเดียหายไป เขาเหลือบมองไปยังโต๊ะก็พบว่าข้าวของต่างๆของเธอหายไปด้วย เธอกำลังคิดจะไปจากเขาบางทีการที่ต้องทนอยู่กับผู้ชายอารมณ์ร้อนอย่างเขามันคงทำให้เธอมีแต่ความทุกข์ บางทีสิ่งที่เขาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองมาตลอดมันคงยังไม่ดีพอสำหรับเธอ บางทีความรักของเขามันคงไม่มีค่าพอจะเหนี่ยวรั้งเธอไว้บางที... เขาคงต้องปล่อยเธอไปเสียทีหัวใจดวงน้อยบีบรัดรุนแรงจนเกิดอาการเจ็บปวดรวดร้าว ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาพร่าเบลอเพราะเจ้าของดวงตามองมันผ่านม่านน้ำตาท้วมท้น นาเดียกวาดตามองไปรอบๆ คอนโดขนาดใหญ่ที่สร้างความทรงจำให้กับเธอมากมายทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคราบน้ำตา...หญิงสาวค่อยๆปิดเปลือกตาลง คล้ายจะเป็นการตัดใจจากผู้ชายอีกคนที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง มือเล็กเอื้อมไปจับลูกบิดประตูก่อนจะคาทิ้งไว้อย่างนั้นประตูบานเดียวกันนี้ที่เธอเคยเปิดมันออกเพื่อพาตัวเองออกไปจากห้องที่ไม่เคยอยากจะทนอยู่แม้
กิจวัตรยามเช้าระหว่างนาเดียกับเจคอปยังคงดำเนินไปตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน เพียงแค่ไม่มีการสนทนาระหว่างทั้งคู่ไม่มีการเดินจับมือลงมาจากคอนโดไม่มีการจูบลาก่อนจะแยกกันไปทำงานไม่มีการส่งข้อความหาตลอดทั้งวันและไม่มีเธอหลงเหลืออยู่ในสายตาของเขาอีกแล้วก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงานของเจคอปดังขึ้น “เข้ามา”คำอนุญาตจากเจ้าของห้องทำให้คนที่อยู่ด้านนอกเปิดประตูเข้าไปด้านใน เจมส์มาร์มองพี่ชายของตัวเองกำลังง่วนอยู่กับเอกสารกองโต เจคอปยังอยู่ในสภาพเดิมเหมือนที่เขาแวะมาเมื่อตอนเช้าก่อนเข้าผ่าตัดไม่มีผิด และสภาพของผู้หญิงอีกคนที่เขาเห็นเมื่อสักครู่ ใบหน้าหมองเศร้าไม่ต่างกันเลย นี่คงจะยังไม่ได้ปรับความเข้าใจกันอีกสินะ“มีธุระอะไร” น้ำเสียงเย็นชาแบบที่อีกฝ่ายมักจะใช้เวลามีเรื่องทุกข์ใจหรืออยากซ่อนความรู้สึก มีหรือที่คนเป็นน้องอย่างเขาจะดูไม่ออก“เมื่อวานพี่คุยกับนาเดียรึยังครับ” เจมส์มาร์เอ่ยถามโดยไม่เกรงใจ เขานั่งลงโดยไม่รอให้คนตรงหน้าอนุญาต อยู่กับเจคอปมาร่วม 30 ปี พึ่งจะเคยเห็นพี่ชายมีความรัก แล้วน้องชายอย่างเขาจะยอมให้มันพังทลายลงเพียงเพราะความเย็นชาของคนตรงหน้าได้อย่างไร“ไม่มีอะไรต