LOGINสองชั่วโมงถัดมา...ติณณภพเดินมาเคาะประตูห้องพักของมัฑณาวี
“ผมมีอะไรจะให้คุณ” เขาพูดทันทีที่ประตูถูกเปิดออก
“อะไรคะ!”
เขาส่งมันให้เธอ “คุณจำเป็นต้องใช้ของสิ่งนี้ในการทำภารกิจเย็นวันนี้”
โอมายก๊อด!! ชุดว่ายน้ำทูพีซสีแดง เธอจ้องมองมันราวกับเป็นของแปลก
“จะให้มัทใส่ไอ้สองชิ้นนี้จริง ๆ เหรอดิน” เธอพูดพร้อมกับชี้ไปที่สิ่งของที่อยู่ในมือเขา
“จริง รีบไปเปลี่ยนสิจะรออะไร”
“แต่ว่ามันโป๊มากเลยนะ”
“คุณจะดูเซ็กซี่เมื่อสวมใส่มัน ไปสิเร็วเข้า ก่อนผมจะมาหาคุณที่นี่ผมเห็นคุณติณณ์อยู่ที่สระว่ายน้ำ”
มัฑณาวีทำตามที่เขาบอกด้วยความอิดออด แต่ก็เห็นด้วยกับเขาว่ามันดูเซ็กซี่ยามเมื่ออยู่บนเรือนร่างเธอ สีแดงของชุดขับผิวให้ผ่องขึ้น เพียงแต่ว่ามันโป๊มากไปหน่อยนี่สิ
“เสร็จหรือยัง เร็ว ๆ หน่อยสิมัท” เธอได้ยินเสียงเขาตะโกนเร่ง
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำโดยไม่ลืมที่จะสวมเสื้อคลุมสีขาวทับอีกชั้น
“เสร็จแล้ว ๆ ใจร้อนจริง”
“ไปกันได้แล้ว”
ทั้งคู่เดินลงมาที่บริเวณสระว่ายน้ำของโรงแรม ก่อนจะสอดส่ายสายตาหาเป้าหมาย และก็พบว่าเขากำลังยืนคุยกับใครบางคน
“เขายืนคุยอยู่กับใคร”
“ไม่จำเป็นต้องสนใจหรอกเรื่องนั้นหรอกมัท สิ่งที่คุณต้องทำคือถอดเสื้อคลุมตัวนี้ออก และเดินเข้าไปให้อยู่ในระยะสายตาเขา ทำยังไงก็ได้ให้เขาหันมาสนใจ ง่าย ๆ แค่นี้เองทำได้ไหม”
“ให้แกล้งทำเป็นเซล้มไปปะทะเขาอย่างนั้นใช่ไหม”
“ใช่ ขอให้งัดทุกวิธีที่คิดได้ออกมาใช้ เข้าใจนะ”
มัฑณาวีพยักหน้า เธอออกอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ติณณภพเข้าใจความรู้สึกของหญิงสาวเป็นอย่างดี เพราะไม่เคยอ่อยผู้ชายมาก่อนเลยในชีวิต ไม่แม้แต่จะคิด เมื่อต้องลงมือทำจริง ๆ จึงเกิดความไม่มั่นใจว่าตนเองจะทำได้ สีหน้าของเธอในตอนนี้บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเธอกลัว
“มองผม” เขาประคองใบหน้าเธอด้วยมือทั้งสองข้าง “คุณทำได้”
“ใช่ มัททำได้ ต้องทำได้” เหมือนบอกกับตัวเองมากกว่าจะบอกเขา
เมื่อเรียกกำลังใจและความกล้าได้แล้วก็ก้าวเดินตรงไปยังจุดที่ใกล้กับที่เขายืน หญิงสาวมองซ้ายมองขวา ก่อนจะหันกลับไปมองแนวร่วมเจ้าของไอเดียอย่างดินอีกครั้ง เขาพยักหน้าให้เธอลงมือ เธอปลดสายเสื้อคลุม ขณะที่ถอดมันออกก็ได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย เด็กตกน้ำ”
เสียงตะโกนนั้นเรียกความสนใจได้เป็นอย่างดี มัฑณาวีรีบกระโดดลงไปช่วยเด็กน้อยคนนั้นทันทีโดยไม่ลังเล เธอพาร่างของแม่หนูน้อยวัยสี่ขวบขึ้นจากสระพร้อมกับทำการผายปอด ตอนนั้นเองที่คนส่วนใหญ่เริ่มเข้ามามุงดู ภูมิระพีคือหนึ่งในนั้น เขาเฝ้าดูการกระทำของมัฑณาวี ที่กำลังพยายามช่วยชีวิตเด็กน้อยคนนั้นอย่างไม่ลดละความพยายาม
ปากก็พูดพร่ำตลอดเวลาว่า “หายใจสิ หายใจ หนูตายไม่ได้นะ เราจะสู้ไปด้วยกัน”
ทุกคนที่มุงดูต่างก็เอาใจช่วยให้เธอทำให้สำเร็จ สุดท้ายความพยายามก็เป็นผล แม่หนูน้อยรู้สึกตัวอีกครั้งท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน เสียงปรบมือแสดงถึงความดีใจเริ่มดังขึ้น
“ไม่เป็นไรแล้วนะคะ” มัฑณาวีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เด็กน้อยพยักหน้า คนเป็นแม่กอดลูกไว้แนบอก
“ดีนะที่ลูกปลอดภัย ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยชีวิตลูกของเราเอาไว้” ประโยคหลังเธอหันมาพูดกับมัฑณาวี
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ รีบพาเธอไปหาหมอก่อนดีกว่าค่ะ”
จากนั้นพวกไทยมุง ฝรั่งมุง ต่างก็เริ่มแยกย้ายกันไปเมื่อเหตุการณ์กลับคืนสู่ปกติ
“หมดกัน เสียแผนหมด” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ทันใดนั้นใครบางคนก็ยื่นผ้าเช็ดตัวสีขาวให้ เธอรับผ้าผืนนั้นมาคลุมไว้ที่บ่าพร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณ มือข้างหนึ่งใช้ผ้าผืนดังกล่าวเช็ดผมของตัวเอง
“คุณโอเคนะ” ภูมิระพีที่สวมบทบาทเป็นติณณภพเอ่ยถามด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง
“ฉันโอเคค่ะ ปลอดภัยดี ขอบคุณที่เป็นห่วง”
“ผมตกใจหมดเลยที่เห็นคุณโดดลงไปช่วยเด็กคนนั้น แต่พอเห็นว่าคุณว่ายน้ำเป็นก็ค่อยโล่งใจหน่อย”
ไม่เพียงแต่ภูมิระพีเท่านั้นที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ติณณภพเองก็มีความรู้สึกตกใจและห่วงใยในตัวหญิงสาวไม่ต่างกัน ที่เห็นเธอกล้าบ้าบิ่นโดดลงไปช่วยเด็กจากการจมน้ำแต่เพียงลำพัง โชคดีที่ทั้งคู่ปลอดภัย
“คุณทำได้ยังไง ผมหมายถึงการทำซีพีอาร์แบบถูกวิธี”
“มัทกับเพื่อน ๆ เคยไปเรียนรู้การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานมาค่ะ เผื่อว่าจะมีประโยชน์ในช่วงเวลาฉุกเฉิน แล้วก็ช่วยได้จริง ๆ ด้วย”
“ยังอยากว่ายน้ำอยู่ไหม”
“ไม่ดีกว่าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปดินเนอร์กัน”
“หา! นี่คุณขอเดทกับมัทเหรอคะ”
“ใช่ เราไปเดทกัน คุณจะไปไหม”
“ไปค่ะไป”
“อีกยี่สิบนาทีเจอกันที่ล็อบบี้”
“ตกลงค่ะ”
เมื่ออีกฝ่ายเดินคล้อยหลังไป มัฑณาวีก็เผลอหลุดปากพึมพำออกมา “ในที่สุดก็ทำสำเร็จ”
นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพียงแต่เธอกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นยินดีที่เขาขอเดทกับเธออย่างที่ควรจะเป็น
“อย่างน้อยในวิกฤตก็ยังมีโอกาส” จากนั้นก็มองหาดิน
เธอวิ่งตรงไปหาเขาพร้อมกับบอกข่าวดีนั้นกับเขา
“สำเร็จแล้วดิน คุณติณณ์ขอให้มัทไปดินเนอร์กับเขา ในที่สุดก็ทำได้ นึกว่าจะพังไม่เป็นท่าเสียแล้ว”
“ทำได้ดีมากมัฑณาวี” เขาเอ่ยชมเธอพร้อมรอยยิ้ม
“มัทมีเวลายี่สิบนาทีในการเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว”
“ก็ไปสิจะรออะไร”
“ไปนะ แล้วมัทจะกลับมาเล่าให้ฟัง” พูดจบก็เดินกลับขึ้นไปที่ห้องพักตนเอง
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







