เข้าสู่ระบบช่วงเวลาพักเที่ยงที่มนต์นภาควรจะได้พักผ่อนให้หลบพักจากสายตาคมของเจ้านาย แต่เมื่อเท้าของเธอยังก้าวไม่พ้นประตูบริษัท มือหนาของพีรวิทย์ก็พุ่งมาคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้แน่น ดึงรั้งให้ร่างบางต้องเดินตามเขาไปยังลานจอดรถ
“ไปทานข้าวกับผม!” เสียงทุ้มสั่งอย่างเผด็จการ
“คุณจะมาบังคับฉันทุกอย่างแบบนี้ไม่ได้นะคะคุณพีร์!” มนต์นภาเสียงแข็ง พยายามขัดขืนสุดกำลัง แต่พละกำลังของเธอกลับดูน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับมืออันทรงพลังของเขา
“คุณไม่มีสิทธิ์ต่อรองกับผม” พีรวิทย์หยุดเดินแล้วโน้มตัวลงมาหาจนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ แววตาเจ้าเล่ห์พราวระยับ
“ถ้าคุณไม่ไป ผมจะพาคุณเดินกลับไปหาท่านประธานด้วยกันตอนนี้แล้วบอกว่า...”
“คุณนี่มัน!!!...” มนต์นภาหน้าแดงซ่านด้วยความโกรธระคนอับอาย เธอทำได้เพียงกระแทกส้นสูงเดินฟัดเหวี่ยงตามเขาไปที่รถอย่างขัดใจเพราะรู้ดีว่าตอนนี้เขาถือไพ่เหนือกว่าเธอทุกทาง
“ได้คืบจะเอาศอก!” เธอพึมพำด่าทอชายหนุ่มเบาๆ ขณะถูกเขาจูงมือแกมบังคับให้เดินเร็วขึ้นจนไปถึงรถสปอร์ตคันหรู พีรวิทย์รีบดันร่างบางเข้าไปนั่งประจำที่ก่อนจะอ้อมไปฝั่งคนขับและทะยานออกสู่ถนนใหญ่ทันที
บรรยากาศภายในรถสปอร์ตคันหรูที่กำลังทะยานไปบนท้องถนนเต็มไปด้วยความตึงเครียด มนต์นภานั่งตัวเกร็งพลางชำเลืองมองใบหน้าคมของคนขับด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะถูกแทรกซึมด้วยเสียงเรียกเข้าที่ดังกระหึ่มผ่านระบบสัญญาณบลูทูธภายในรถหรู หน้าจอคอนโซลปรากฏชื่อมารดาทำให้หญิงสาวถึงกับสะดุ้งสุดตัวและนั่งตัวแข็งราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้
“นี่แกอยู่ไหนตาพีร์!” เสียงกัมปนาทของคุณหญิงประภาศรีดังลั่นไปทั่วห้องโดยสารที่เงียบสงัด
“อ๋อ ผมกำลังจะพา...” พีรวิทย์จงใจลากเสียงยาวพลางมองมาทางคนข้างกายด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
มนต์นภาเบิกตากว้างจนแทบถลน เธอรีบโบกมือพัลวัน พร้อมกับส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า ‘ห้ามบอกเด็ดขาดว่าเธอออกมากับเขา!’ ชายหนุ่มกระตุกยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่าก่อนจะตอบกลับไปอย่างลื่นไหล
“อ๋อ... ผมออกมาทานข้าวครับแม่”
“กับใคร?” คุณแม่ยังคงซักไซ้ไม่เลิกรา
“คนเดียวสิครับแม่...” เขาตอบเสียงเรียบพลางหันมามอง หญิงสาวที่นั่งขดตัวลีบอยู่บนเบาะหนัง มนต์นภาลอบพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“นี่แกปล่อยให้หนูมนต์ทานข้าวคนเดียวเหรอ! แกนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ เลยตาพีร์ ไม่รู้จักดูแลน้อง” เสียงตัดพ้อของคุณหญิงทำเอาพีรวิทย์เลิกคิ้วสูง
“เอาเป็นว่าวันหลังผมจะพาเธอไปทานข้าวอาบน้ำแต่งตัว ตามที่คุณแม่บอกก็แล้วกันนะครับ” คำพูดทีเล่นทีจริงที่แฝงไปด้วยนัยลึกซึ้งทำเอาคนฟังข้างๆ หน้าแดงซ่านไปถึงใบหู พีรวิทย์ส่งสายตาพราวเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยกระแสสวาทวูบหนึ่งมาที่เธออย่างจงใจ
“ไอ้ลูกคนนี้! พูดจาไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!” เสียงสัญญาณโทรศัพท์ตัดไปพร้อมกับความระอาใจของคุณหญิงประภาศรี ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในห้องโดยสารที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพง
มนต์นภารีบเบือนหน้าหนีออกไปมองทิวทัศน์นอกกระจกรถ เธอพยายามเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นรอยยิ้มขบขันที่แอบผุดขึ้นมาเมื่อเห็นคาสโนวาตัวพ่อโดนมารดาเอ็ดจนหน้าหงาย ทว่าความเบิกบานใจนั้นกลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ...
เมื่อสัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือหนาที่ละจากพวงมาลัยรถหรู เลื่อนลงมาวางแหมะลงบนหน้าขาเนียนนุ่มภายใต้กระโปรงนักศึกษาทรงเอที่รั้งขึ้นมาตามท่านั่ง นิ้วเรียวแข็งแรงบีบคลึงเนื้อนวลอย่างถือวิสาสะและหนักหน่วง
“นี่!!ทำอะไรของคุณ!...เอามือออกไปเดี๋ยวนี้นะ” หญิงสาวสะดุ้งโหยง กายสาวสั่นสะท้านวาบหวามไปกับสัมผัสรุกรานที่ชวนให้นึกถึงความเร่าร้อนในค่ำคืนที่ผ่านมาจนหน้าแดงซ่าน
“ก็ทำอย่างที่แม่ผมต้องการไง... พาไปกินข้าว แล้วก็พากลับไปอาบน้ำ” พีรวิทย์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมปลาบปรายมองขาอ่อนนวลเนียนด้วยแววตาหิวกระหาย
“บ้า!! เอามือออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ไอ้คนฉวยโอกาส!” เธอแหวใส่พลางพยายามแกะมือหนาที่เกาะกุมแน่นประดุจคีมเหล็กออกจนสำเร็จ แต่ก็ถูกเขาฉวยจังหวะที่รถติดไฟแดงกดจมูกโด่งลงบนพวงแก้มใสที่ตอนนี้ซับสีเลือดฝาดแรงๆ หนึ่งฟอดใหญ่
“หอมที่สุด... หอมเหมือนคืนนั้นไม่มีผิด”
“โรคจิต! คุณมันคนโรคจิตที่สุด!” มนต์นภาด่าทอเสียงสั่น พยายามหดตัวลีบหนีสัมผัสที่จู่โจมหัวใจเธอจนเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
“ถึงจะโรคจิต... แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นผัวของคุณนะ” เสียงทุ้มพร่ากระซิบหยอกเย้าข้างใบหูเล็กที่ขึ้นสีจัด สายตาของเขาที่มองกวาดไปตามเรือนร่างของเธอในชุดนักศึกษาช่างดูอันตรายและแผดเผา ราวกับเขากำลังเปลื้องผ้าเธอออกด้วยสายตา และสุมไฟเสน่หาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งจนเธอแทบมอดไหม้ไปกับบทรุกรานที่เขาจงใจมอบให้
“คุณพีร์! ออกรถสิไฟเขียวแล้ว!” มนต์นภาแหวใส่เสียงสั่น พยายามตีมือหนาแรงๆ ให้พ้นจากขาของเธอ แต่ชายหนุ่มกลับหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เขาสนุกที่ได้หัวปั่นเธอ จนแก้มแดงของมนต์นภาแดงระเรื่อด้วยความอาย
ระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนตัวท่ามกลางกระแสการจราจรที่ติดขัด โทรศัพท์ของมนต์นภาก็ดังขึ้นอีกครั้ง หน้าจอโชว์ชื่อคุณหญิงประภาศรี หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวรีบหันไปทำนิ้วชี้จรดริมฝีปากส่งสัญญาณให้พีรวิทย์เงียบเสียง
“สวัสดีค่ะคุณป้า” มนต์นภาพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“สวัสดีจ้ะหนูมนต์ ทานข้าวกลางวันหรือยังลูก”
“อ๋อ... กำลังทานอยู่พอดีเลยค่ะคุณป้า” เธอหลับตาโกหกคำโต ท่ามกลางสายตาเจ้าเล่ห์ของคนข้างๆ ที่จ้องมองมาอย่างล้อเลียน
“หนูออกไปทานคนเดียวเหรอจ๊ะ?”
“พอดีมนต์นัดเพื่อนไว้ค่ะคุณป้า”
“อ๋อ... ดีแล้วจ้ะ ถ้าวันไหนหนูว่าง ก็ชวนพี่พีร์ไปทานด้วยกันสิลูก จะได้สนิทกันไว้”
“ค่ะๆ ได้ค่ะคุณป้า ขอบคุณนะคะ”
ทันทีที่วางสาย มนต์นภายกมือทาบอกพลางถอนใจเฮือกใหญ่ที่รอดตัวไปได้
หลังเสร็จสิ้นมื้อกลางวันเธอกลับมาถึงบริษัทพร้อมกับพีรวิทย์ พอลงรถได้ชายหนุ่มก็รีบจูงมือเธอเดินหน้าตาเฉยจนเธอต้องรีบสะบัดออก
“ปล่อย! เดี๋ยวใครก็มาเห็นเข้าหรอก” เธอถลึงตาใส่
“ฉันบอกคุณป้าว่าไม่ได้ออกมากับคุณ เกิดใครเอาไปบอกท่าน ฉันก็กลายเป็นคนขี้โกหกน่ะสิ”
“แม่ผมใจดีจะตาย... ว่าแต่เมื่อกี้คุยอะไรกันเหรอ เห็นคุณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย “ท่านก็แค่ถามเรื่องทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ...” เธอเลี่ยงที่จะบอกความจริงกับเขา
ช่วงเย็นหลังเลิกงานกลับมาที่บ้านมนต์นภาทิ้งตัวลงนั่งหน้ากระจก แต่ความสงบก็คงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะเครื่องแป้งดังขึ้นจนเธอต้องหยิบขึ้นมาดูแล้วกดรับสาย
“ฮัลโหล!” เธอรับสายด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
“ทำอะไรอยู่ครับ...ที่รัก” เสียงทุ้มพร่ากระซิบผ่านปลายสาย มันนุ่มนวลทว่าทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของคนฟังกระตุกวูบ ภาพเหตุการณ์เร่าร้อนในคืนนั้นย้อนกลับมาหลอกหลอนจนเธอต้องเม้มปากแน่น
“หยุดเรียกฉันแบบนี้เสียที! มีอะไรก็พูดมา”
“ก็แค่คิดถึง... ขอไปหาได้ไหม?”
“แต่ฉันไม่คิดถึงคุณ จบนะ!” มนต์นภาเตรียมจะกดตัดสาย แต่ประโยคถัดมากลับตรึงเธอไว้ให้อยู่กับที่
“อ๋อ... ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าผมสามารถเปิดปากพูดเรื่องของเราให้ผู้ใหญ่ฟังได้สินะ?”
“นี่คุณ! จะเอายังไงกับฉันห๊า!!!” เธอแหวใส่ด้วยความตระหนก
“คุณอยู่ไหน... ผมจะไปหาเดี๋ยวนี้”
“อยู่คอนโด”
“ส่งโลเคชั่นมาหน่อยสิ อยากเจอ คิดถึง” หญิงสาวพลางถอนหายใจ แต่ก็ยอมส่งโลเคชั่นให้เขา
พีรวิทย์ก้าวขึ้นจากอ่างอาบน้ำอย่างสง่างามหยาดน้ำเกาะพราวตามแผงอกกำยำ เขาเดินตรงเข้าไปหาภรรยาสาวก่อนจะวาดแขนโอบรัดเอวบางให้เข้ามาแนบชิดกับกายผู้เป็นสามีร่งที่ยังคงร้อนผ่าว“ไปนั่งที่ขอบอ่างดีกว่าครับ เดี๋ยวพี่สระผมให้เอง”“สัญญานะคะว่าจะสระผมอย่างเดียว... จะไม่ทำอะไรมนต์ในห้องน้ำ” หญิงสาวเอ่ยดักคอพร้อมช้อนสายตาอ้อนวอน พีรวิทย์คลี่ยิ้มเอ็นดูพร้อมก้มลงจุมพิตหน้าผากมนเป็นการยืนยัน“สัญญาครับ”เมื่อจัดการชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน พีรวิทย์ก็อุ้มร่างนุ่มนิ่มมาวางลงบนเตียงกว้างอย่างเบามือ เขาหยิบไดร์เป่าผมมาบรรจงเป่าให้เธออย่างใจเย็น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูผสมกับกลิ่นกายสาวทำเอาชายหนุ่มแทบเคลิ้ม“ถ้าผมยังไม่แห้งสนิทก็ห้ามนอนเด็ดขาดนะ เดี๋ยวที่นอนจะเปียกชื้นเอาได้”“แน่ะ! จะเอาคืนใช่ไหมคะ” มนต์นภาหันมาเลิกคิ้วถามอย่างรู้ทัน“เปล้า!!...” เขาตอบเสียงสูงพลางทำหน้าซื่อ“จริงเหร่ออออ!!...” หญิงสาวลากเสียงยาวอย่างไม่เชื่อถือ“อื้อ... ก็คืนแรกที่เรานอนด้วยกัน มนต์ก็พูดกับพี่แบบนี้”“พี่รู้นะว่าตอนนั้นมนต์น่ะเป็นห่วงพี่ กลัวพี่จะเป็นหวัด”“เปล่าซะหน่อย มนต์กลัวหมอนเปียกต่างหากล่ะ” เธอเชิดหน้าตอบอย่า
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องสะท้อนผนังห้องเช่าคับแคบ ผสานกับเสียงครวญครางที่แทบไม่เป็นภาษา พริมโรสถูกจองจำอยู่กลางสมรภูมิสวาทที่ร้อนแรงและป่าเถื่อนที่สุดในชีวิต กิตที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังอาศัยจังหวะที่เธออ้าปากครางกระเส่า ดันแท่งเนื้อร้อนผ่าวโถมเข้าสู่ช่องทางรักที่บอบบางอย่างหนักหน่วงในคราเดียว“โอ๊ยยย! พี่... เจ็บ! มันเข้าได้ยังไง... โอ้ยยย! อื๊ออออ!”หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวจนหน้าหงายส่ายไปมาด้วยความทรมานปนเสียวซ่าน ร่างกายของเธอสั่นสะท้านราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อความแข็งแกร่งมหาศาลจากชายสองคนสอดประสานเข้าหากันภายในร่างกายของเธอพร้อมกันจนอัดแน่นไปทุกอณูกิตใช้มือหนาขยุ้มเข้าที่กลุ่มผมสลวย กระชากร่างบางให้แอ่นรับแรงกระแทกจากด้านหลังอย่างดุดัน ในขณะที่ชัยซึ่งยืนค้ำอยู่ด้านหน้าก็โถมกายสวนกลับเข้ามาอย่างไม่ลดละ ทุกจังหวะที่พวกเขาสอดประสาน พริมโรสรู้สึกเหมือนร่างกายถูกเติมเต็มจนล้นปรี่ ความรู้สึกคับแน่นจนแทบฉีกขาดในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความกระสันอยากที่รุนแรงอย่างไม่อาจต้านทาน“อาาา!!!...อร๊ายยย!”พริมโรสจำใจยอมรับพายุสวาทที่โหมกระหน่ำจากทั้งสองทางอย่างลืมอาย ผิวขาวเนียนละเอียดอาบไปด้วยห
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูยามค่ำคืนทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวราวกับกลองรบ ภายในห้องเช่าแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและควันบุหรี่จางๆ หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง “หวังว่าคงไม่ใช่ตำรวจนะ” มือเรียวผลักประตูออกเพียงน้อยนิด แต่แล้วดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง“พี่กิต! พี่ชัย!!!...” พริมโรสพึมพำเสียงสั่น ภาพตรงหน้าคือชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนฝุ่นและหยาดเหงื่อ กลิ่นกายที่โชกไปด้วยเหงื่อปะทะเข้าจมูกเธออย่างจัง“เปิดประตูให้สิโรส! จะยืนเซ่ออยู่ทำไม เดี๋ยวตำรวจก็ได้แห่มาลากคอหรอก!” กิตพี่คนโตสบถด้วยความโมโหพลางใช้ร่างดันประตูแล้วแทรกกายเข้ามา ตามด้วยชัยที่หอบหายใจอย่างหนักจนต้องทรุดลงนั่งกับ“พวกพี่หนีตำรวจมาเหรอ” “ก็ใช่น่ะสิ” “เอาค่าจ้างที่เหลือมา” น้ำเสียงสั่นเทาด้วยความอาฆาต “ค่าจ้างอะไร พวกพี่ทำงานไม่สำเร็จนะ” พริมโรสแย้ง ชัยเงยหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น นัยน์ตาแดงก่ำและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค้างคาจากการหนีตาย“พวกพี่เกือบโดนเป่าหัวกระจุย! แต่เธอกลับหนีเอาตัวรอดคนเดียว แถมเงินก็ไม่จ่าย มันจะไม่เอาเปรียบกันหน่อยเหรอ” กิตก
พีรวิทย์โน้มกายลงทาบทับร่างอวบอิ่มของแฟนสาว ความปรารถนาที่กักขังไว้ภายในจวนจะระเบิดออกมาผ่านสายตาคมที่เต็มไปด้วยเพลิงราคะอันเร่าร้อน เขาจ้องมองใบหน้าหวานราวกับจะกลืนกินมนต์นภาเข้าไปทั้งตัว“เรามาซ้อมเข้าห้องหอกันมั้ยที่รัก... ” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าอย่างปิดไม่มิด“มนต์ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะคะ... อย่ามาหลอกกันซะให้ยากเลย”“งั้นพี่บอกตรงๆ เลยก็ได้... คืนนี้พี่อดใจไม่ไหวแล้วจริงๆ ขอพี่สักครั้งเถอะนะ” เขาขยับกายเข้าหาจนสัมผัสได้ถึงไอออนร้อนระอุ มือน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงพยายามดันอกแกร่งเอาไว้ แต่มันกลับเหมือนการเชื้อเชิญ เมื่อผิวเนื้อที่บดเบียดกันทำให้เธอกลับเป็นฝ่ายสั่นสะท้านเสียเอง พีรวิทย์ซุกไซ้จมูกโด่งลงกับซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมหวานยิ่งกว่ามวลบุปผชาติ“มนต์จ๋า... พี่ขอนะที่รัก น้องชายของพี่มันปวดไปหมดแล้ว”“พี่พีร์!!!!... แต่มนต์เพิ่งโดนต่อยท้องมานะคะ พี่ยังจะทำเรื่องอย่างว่ากับมนต์อีกแล้วเหรอ” เธอประท้วงเสียงแผ่ว พยายามยกความเจ็บป่วยมาอ้าง“มนต์ยังเจ็บอยู่เหรอ งั้นเดี๋ยวไปเอายามาทายาให้นะ” พีรวิทย์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นห่วงใย ก่อนจะลุกไปหยิบยาแก้ฟกช้ำ“ไหน....ให้พี่ดูหน
“มนต์ชอบที่นี่หรือเปล่าจ๊ะ” พีรวิทย์เอ่ยถามพลางโอบร่างบางเข้าหาอ้อมอกกว้าง ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่มผ่านเนื้อผ้าชุดนอนเบาบางอย่างแสนรัก“ชอบสิคะ... แต่ชอบเจ้าของห้องมากกว่า” มนต์นภาช้อนสายตาขึ้นมองพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เลียนแบบมาจากคนตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน“อืม... พูดแบบนี้สงสัยพี่ต้องให้รางวัลสักหน่อยแล้ว” ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาหมายจะประทับจูบ ทว่าหญิงสาวกลับเบี่ยงหลบพร้อมทำท่าหาววอด“มนต์ยังไม่รับตอนนี้ได้ไหมคะ ขอนอนก่อน... ง้วงง่วง!!!”“จะรีบง่วงไปไหน... หืม?” พีรวิทย์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะหยิบรีโมตยื่นให้เธอ “ดูหนังกับพี่ก่อนไหม มนต์เลือกเลยว่าอยากดูเรื่องอะไร”หญิงสาวกดรีโมตไปที่ช่องภาพยนตร์รักโรแมนติก พีรวิทย์แสร้งทำเป็นเอนศีรษะลงบนบ่าเล็ก มือน้อยๆ ช่วยจัดท่าทางให้เขานอนสบายขึ้นจนเธอนึกขำในใจว่าคนชวนดูหนังกลับมาชิงหลับเสียเอง ภาพยนต์ดำเนินไปท่ามกลางความเงียบ ทว่าจังหวะที่หนังถึงฉากตื่นเต้น มนต์นภาก็อุทานลั่นด้วยความตกใจ“ว้าย!” ร่างหนาที่แกล้งหลับรวบกอดเธอไว้ในทันที แผ่นหลังบางแนบชิดกับอกแกร่งจนสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมา “ตกใจเหรอที่รัก”“คนเจ้าเล่ห์! ปล่อยมนต์
บรรยากาศภายในบ้านของมนต์นภาเต็มไปด้วยความห่วงใย หลังจากที่คุณเพ็ญศรีได้รับฟังเรื่องราวอันตรายที่ลูกสาวเพิ่งเผชิญมา หัวใจของผู้เป็นแม่ก็สั่นระรัวด้วยความตระหนก เธอจ้องมองรอยฟกช้ำเล็กน้อยบนตัวลูกสาวด้วยความสงสาร ก่อนจะหันไปสบตากับชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้าง“คืนนี้มนต์ไปนอนบ้านพี่พีร์เลยก็ได้นะลูก แม่เป็นห่วง... พรุ่งนี้จะขับรถไปทำงานคนเดียวแม่คงไม่สบายใจ” คุณเพ็ญศรีเอ่ยปากอนุญาตด้วยความเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตลูกสาวเธอไว้“ดีเลยครับคุณน้า ผมเองก็เป็นห่วงมนต์จนแทบไม่เป็นอันทำอะไรเหมือนกัน” พีรวิทย์รีบรับคำพลางฉีกยิ้มกว้าง แววตาคมกริบทอประกายวาววับขณะหันไปมองร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆมนต์นภาหันมาค้อนขวับให้ชายหนุ่มทันที เธอรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าแสนดีที่แสดงต่อหน้าแม่เธอนั้น พีรวิทย์กำลังวางแผนรุกเธออย่างไรบ้างในค่ำคืนนี้ “น้าต้องขอบคุณที่พีร์ช่วยลูกสาวน้าไว้ได้ทันเวลาพอดี” คุณเพ็ญศรีกล่าวด้วยความซาบซึ้ง เธออาบน้ำร้อนมาก่อนทำไมจะดูไม่ออกว่าสายตาที่พีรวิทย์ใช้มองลูกสาวเธอนั้นมันเต็มไปด้วยความรักและเทิดทูนเพียงใดหลังมื้อค่ำจบลงระหว่างที่มนต์นภาเลี่ยงขึ้นไปจัดกระเป๋าด้านบน พีรวิทย์ก







