เข้าสู่ระบบก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้พีรวิทย์ที่กำลังจมอยู่ในภวังค์จำต้องหลุดออกมาสู่โลกความเป็นจริง ก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยเสียงเรียบ
“เชิญครับ”
ประตูห้องทำงานบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก พร้อมกับร่างระหงในชุดนักศึกษาที่ก้าวเข้ามาอย่างประหม่า เสื้อสีขาวพอดีตัวเน้นย้ำความอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใน กระโปรงพีทที่สะบัดไหวตามจังหวะก้าวเดินทำให้เธอดูเย้ายวนใจ
“สวัสดีค่ะ...” วินาทีที่เจ้าของเสียงหวานนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตา หัวใจของพีรวิทย์กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อพบว่าผู้หญิงที่เขารังเกียจนักหนา และเคยตั้งฉายาให้เธอว่ายัยอ้วนดำจอมขี้แย บัดนี้กลับมีใบหน้าเดียวกับหญิงสาวที่ตบหน้าเขาเมื่อวันก่อน!
“หนูมนต์!!! เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมหน้าซีดๆ ล่ะ” คุณหญิงประภาศรีที่เดินตามเข้ามาติดๆ รีบเข้าไปประคองมนต์นภาที่บัดนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว... นี่น่ะเหรอมนต์นภา? ยัยเด็กอ้วนดำขี้แยคนนั้นหายไปไหน ทำไมกลายเป็นสาวสวยสะพรั่งไปได้ขนาดนี้
“เอ่อ!!... มนต์หน้ามืดนิดหน่อยค่ะคุณป้า” เธอพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่มันช่างยากเหลือเกินเมื่อต้องตกอยู่ภายใต้สายตาคมกริบที่จ้องเขม็งมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“อ้อ!!!... นี่พี่พีร์นะลูก หนูมนต์พอจะจำพี่เขาได้ไหม” คุณหญิงประภาศรีแนะนำยังไม่ทันจบ เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้นเสียก่อน
“เดี๋ยวป้าขอตัวไปรับสายแป๊บนะลูก หนูมนต์รอป้าก่อนนะจ๊ะ”
ทันทีที่ผู้เป็นมารดาก้าวพ้นประตู พีรวิทย์ก็ไม่รอช้า เขาพุ่งตัวไปที่ประตูแล้วจัดการล็อกทันที ทำเอาคนตัวเล็กถึงกับสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดไปจนชิดโต๊ะทำงาน
“ไม่คิดเลยนะว่าโลกจะกลมขนาดนี้...” พีรวิทย์ก้าวเท้าเข้าหาอย่างช้าๆ ร่างสูงแกร่งแผ่ซ่านไปด้วยรังสีแห่งการคุกคาม
“ที่แท้เธอก็เป็นลูกสาวอาเพ็ญศรีนี่เอง สวยขึ้นจนฉันจำไม่ได้เชียว... แต่รสสัมผัสของเธอเมื่อคืนก่อน ฉันยังไม่ลืมหรอกนะ”
“หยุดพูดเรื่องนั้นได้แล้ว!” มนต์นภาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความโกรธปนอับอาย
“ทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะ ก็ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นเด็กฝึกงานของฉัน” เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจหอมละมุน
“ต่อไปนี้เธอควรจะรู้ว่าบทลงโทษของฉันมันจะเร่าร้อนแค่ไหน” ชายหนุ่มกระตุกยิ้มร้าย ขณะที่มือหนาเลื่อนไปวางบนขอบโต๊ะทำงาน ขังร่างบางไว้ในอ้อมแขนอย่างสมบูรณ์ มนต์นภาใจเต้นรัวประหนึ่งกลองรบ เธอหันหน้าหนีแต่กลับถูกนิ้วแกร่งเชยคางขึ้นมาสบตาอย่างผู้เหนือกว่า
“ทำไมอะไร ๆ มันช่างลงตัวแบบนี้เนี่ย...หืิม์!!!” พีรวิทย์ ทำท่าลูบคางแล้วยิ้มหวานส่งสายตัวเจ้าเล่ห์ให้มนต์นภา ที่กำลังยืนคุมสติของตัวเองอยู่ นี่เธอไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย?
“คุณจะทำอะไร”
“ก็เปล่านี่ครับ..ว่าแต่มาฝึกงานเลขาฯ ผมเนี่ย คุณก็ต้องตามใจผมนะครับ”
“ถ้าเรื่องงานฉันไม่เกี่ยงค่ะ” มนต์นภารีบตอบทันที
“มันก็ต้องมีทั้งเรื่องงานและก็เรื่องอย่างว่าด้วยสิ” พีรวิทย์พูดเป็นนัย ๆ จนให้มนต์นภาเดือนดาล เพราะคราวที่แล้วเธอก็ยังไม่ได้คิดบัญชีกับเขาเลย
“หยุดความคิดบ้าๆ ของคุณซะ... ที่ฉันยอมมาฝึกงานที่นี่ก็เพราะเห็นแก่คุณป้า!”
มนต์นภาเอ่ยเสียงสั่นพร่าขณะพยายามดันแผงอกแกร่งที่ขยับเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายเขา แต่พีรวิทย์กลับไม่สะทกสะท้าน เขายังคงประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้ที่มุมปาก
“ไม่เอาสิ... อย่าพูดจาห่างเหินแบบนั้น เราสองคนก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย เรามีเรื่องที่ลึกซึ้งกันตั้งมากมายคุณจำไม่ได้เหรอ”
“คุณจะให้ฉันเริ่มงานได้หรือยังคะ!” เธอรีบตัดบทพลางปรับสีหน้าให้ดูจริงจังที่สุดเท่าที่จะทำได้
“และกรุณาหยุดรุ่มร่ามกับดิฉันค่ะ!”
พีรวิทย์มองริมฝีปากอิ่มที่กำลังขยับต่อว่าเขา ในใจของชายหนุ่มบัดนี้ไม่ได้โกรธเคืองที่เธอพยศ แต่มันกลับกระหายที่จะบดจูบลงไปบนความอ่อนนุ่มนั้นอีกสักครั้งเพื่อสั่งสอนเธอ
“ทำไมครับ? หรือคุณอยากให้ผมเดินออกไปบอกท่านประธานตอนนี้เลยดีล่ะ... ว่าเราสองคนเคยมีอะไรกันแล้ว”
“อย่า! อย่าทำแบบนั้นนะ!” มนต์นภาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าสวยตื่นตระหนกจนพีรวิทย์ได้ใจ เขาโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้ที่ซอกคอขาวกรุ่น กลิ่นหอมสะอาดที่โชยเข้าจมูกทำให้ชายหนุ่มแทบคลั่ง
“อื๊อออ! อย่า!!!...” หญิงสาวเบี่ยงหน้าหนีพัลวัน ตกเป็นรองเขาอย่างสมบูรณ์ท่ามกลางกรงแขนแกร่งที่ล็อกเธอไว้กับโต๊ะทำงาน
“ถ้าไม่อยากให้พูด ก็มีค่าปิดปากกันหน่อย” เขาหยุดการจู่โจมชั่วคราวแต่ยังคงคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง
“ตกลงค่ะ... คุณต้องการค่าปิดปากเท่าไหร่ว่ามาเลย” มนต์นภาละล่ำละลักถาม หวังจะใช้เงินแก้ปัญหาให้จบๆ ไป
“ถ้าคุณคิดจะใช้เงินปิดปากผมละก็ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” เขายักไหล่ยียวน
“เงินผมมีเหลือเฟือแล้ว และสิ่งที่ผมต้องการมันก็มากกว่านั้น”
“แล้วคุณต้องการอะไร!”
“ผมอยากเป็นแฟนกับคุณ”
“ฝันไปเถอะ!!!!” หญิงสาวอุทานเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้าง
“แฟนคุณมีเป็นโหลๆ จะมาต้องการฉันไปทำไมกัน!”
“ใครบอกคุณล่ะครับ ผมน่ะ โสดสนิท ไม่เชื่อถามคุณแม่ผมหรือคุณแม่ของคุณดูก็ได้” เขาโกหกหน้าตายพลางเลื่อนหน้าเข้าใกล้จนจมูกโด่งแทบจะชนกัน
“และผมเชื่อว่าถ้าคุณยอมเป็นแฟนกับผม ทั้งแม่ของคุณและแม่ของผมคงจะพอใจอยู่ไม่น้อย เพราะมันเป็นความต้องการของพวกท่านอยู่แล้ว และนี่ก็เป็นสาเหตุที่คุณต้องถูกส่งมาฝึกงานกับผมไง... ถูกไหมล่ะครับ?”
มนต์นภานิ่งอึ้ง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธอไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อความลับของเธอก็คือระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายชื่อเสียงของครอบครัวหากเขาพูดออกไป
“ก็ได้ๆ! ถ้าคุณยอมปิดปากสนิท... ฉันจะยอมเป็นแฟนกับคุณ” เธอเค้นเสียงตอบอย่างจำยอมก่อนจะรีบยื่นเงื่อนไข
“แต่ว่าระหว่างนี้เราต้องไม่มีเรื่องเกินเลยกันอีกเด็ดขาด! ... คุณตกลงไหม!” พีรวิทย์กระตุกยิ้มอย่างผู้ชนะ แววตาคมเข้มฉายแววเจ้าเล่ห์
“ตกลงครับ... ที่รัก” น้ำเสียงทุ้มต่ำทำเอาคนฟังถึงกับใบหน้าร้อนผ่าว เธอรีบขยับตัวถอยห่างจากพันธนาการของเขาจนแผ่นหลังพิงสนิทกับขอบโต๊ะทำงาน
“หยุดนะ! อย่ามาเรียกฉันแบบนี้ ฉันไปเป็นที่รักของคุณตอนไหนไม่ทราบ!” เธอตวาดเสียงสั่น พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อเผชิญหน้ากับสายตาคมกริบที่ดูเหมือนจะล่วงล้ำเข้าไปใต้เสื้อผ้าของเธอได้ทุกวินาที
พีรวิทย์ไม่ได้ถอยหนี เขากลับก้าวล้ำเข้ามาอีกหนึ่งก้าว มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นเท้าขอบโต๊ะคร่อมร่างบางเอาไว้ แววตาของเขาพราวระยับอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“อ้าว!!... ก็เราตกลงเป็นแฟนกันแล้วไม่ใช่เหรอครับ?” เขาเลิกคิ้วถามพลางแสร้งทำหน้าสงสัยอย่างยียวน
“คนเป็นแฟนกัน... จะเรียกว่าที่รักไม่ได้เหรอไง หรือคุณอยากให้ผมเรียกว่า เมีย แทนดีล่ะ?”
“ไอ้คนบ้า! ไอ้คนทุเรศ!”
“ชู่ววว!!!... เบาเสียงหน่อยสิครับ เดี๋ยวคุณแม่ผมที่อยู่หน้าห้องก็ได้ยินเอาหรอก” เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกับแก้มเนียน กลิ่นน้ำหอมประจำกายชายหนุ่มที่แสนจะคุ้นเคยจากคืนนั้นเริ่มเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของมนต์นภาอีกครั้ง มันช่างเป็นกลิ่นที่ชวนให้วาบหวามและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
“ในเมื่อคุณตอบตกลงรับข้อเสนอผมแล้ว หน้าที่ของคุณคือทำตัวเป็นแฟนที่ดีและห้ามนอกใจผมเด็ดขาด”
ชายหนุ่มออกคำสั่งพลางปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากของเธอออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากปลายนิ้วที่ร้อนผ่าวราวกับจะเผาผิวเนื้อเธอให้มอดไหม้ มนต์นภาได้แต่ยืนนิ่งราวกับถูกมนต์สะกด เธอเกลียดตัวเองที่ร่างกายสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้
“ตกลงตามนี้นะ...คนสวย” พูดจบเขาก็กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะผละตัวออกไปอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้มนต์นภายืนหอบหายใจรัวอยู่กลางห้องทำงานที่เงียบสงัด เธอรู้ตัวดีว่านับจากวินาทีนี้ไป ชีวิตนักศึกษาฝึกงานของเธอจะไม่ใช่แค่การเรียนรู้งานอย่างแน่นอน แต่มันคือการเอาตัวรอดจากไฟพิศวาสของเขาให้ได้
มนต์นภายืนหอบหายใจรัวด้วยความสับสน เธอไม่รู้เลยว่าการยอมรับข้อตกลงครั้งนี้ คือการเซ็นสัญญาสละอิสรภาพให้กับซาตานในคราบเทพบุตรอย่างพีรวิทย์ไปตลอดกาล!
พีรวิทย์ก้าวขึ้นจากอ่างอาบน้ำอย่างสง่างามหยาดน้ำเกาะพราวตามแผงอกกำยำ เขาเดินตรงเข้าไปหาภรรยาสาวก่อนจะวาดแขนโอบรัดเอวบางให้เข้ามาแนบชิดกับกายผู้เป็นสามีร่งที่ยังคงร้อนผ่าว“ไปนั่งที่ขอบอ่างดีกว่าครับ เดี๋ยวพี่สระผมให้เอง”“สัญญานะคะว่าจะสระผมอย่างเดียว... จะไม่ทำอะไรมนต์ในห้องน้ำ” หญิงสาวเอ่ยดักคอพร้อมช้อนสายตาอ้อนวอน พีรวิทย์คลี่ยิ้มเอ็นดูพร้อมก้มลงจุมพิตหน้าผากมนเป็นการยืนยัน“สัญญาครับ”เมื่อจัดการชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน พีรวิทย์ก็อุ้มร่างนุ่มนิ่มมาวางลงบนเตียงกว้างอย่างเบามือ เขาหยิบไดร์เป่าผมมาบรรจงเป่าให้เธออย่างใจเย็น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูผสมกับกลิ่นกายสาวทำเอาชายหนุ่มแทบเคลิ้ม“ถ้าผมยังไม่แห้งสนิทก็ห้ามนอนเด็ดขาดนะ เดี๋ยวที่นอนจะเปียกชื้นเอาได้”“แน่ะ! จะเอาคืนใช่ไหมคะ” มนต์นภาหันมาเลิกคิ้วถามอย่างรู้ทัน“เปล้า!!...” เขาตอบเสียงสูงพลางทำหน้าซื่อ“จริงเหร่ออออ!!...” หญิงสาวลากเสียงยาวอย่างไม่เชื่อถือ“อื้อ... ก็คืนแรกที่เรานอนด้วยกัน มนต์ก็พูดกับพี่แบบนี้”“พี่รู้นะว่าตอนนั้นมนต์น่ะเป็นห่วงพี่ กลัวพี่จะเป็นหวัด”“เปล่าซะหน่อย มนต์กลัวหมอนเปียกต่างหากล่ะ” เธอเชิดหน้าตอบอย่า
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องสะท้อนผนังห้องเช่าคับแคบ ผสานกับเสียงครวญครางที่แทบไม่เป็นภาษา พริมโรสถูกจองจำอยู่กลางสมรภูมิสวาทที่ร้อนแรงและป่าเถื่อนที่สุดในชีวิต กิตที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังอาศัยจังหวะที่เธออ้าปากครางกระเส่า ดันแท่งเนื้อร้อนผ่าวโถมเข้าสู่ช่องทางรักที่บอบบางอย่างหนักหน่วงในคราเดียว“โอ๊ยยย! พี่... เจ็บ! มันเข้าได้ยังไง... โอ้ยยย! อื๊ออออ!”หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวจนหน้าหงายส่ายไปมาด้วยความทรมานปนเสียวซ่าน ร่างกายของเธอสั่นสะท้านราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อความแข็งแกร่งมหาศาลจากชายสองคนสอดประสานเข้าหากันภายในร่างกายของเธอพร้อมกันจนอัดแน่นไปทุกอณูกิตใช้มือหนาขยุ้มเข้าที่กลุ่มผมสลวย กระชากร่างบางให้แอ่นรับแรงกระแทกจากด้านหลังอย่างดุดัน ในขณะที่ชัยซึ่งยืนค้ำอยู่ด้านหน้าก็โถมกายสวนกลับเข้ามาอย่างไม่ลดละ ทุกจังหวะที่พวกเขาสอดประสาน พริมโรสรู้สึกเหมือนร่างกายถูกเติมเต็มจนล้นปรี่ ความรู้สึกคับแน่นจนแทบฉีกขาดในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความกระสันอยากที่รุนแรงอย่างไม่อาจต้านทาน“อาาา!!!...อร๊ายยย!”พริมโรสจำใจยอมรับพายุสวาทที่โหมกระหน่ำจากทั้งสองทางอย่างลืมอาย ผิวขาวเนียนละเอียดอาบไปด้วยห
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูยามค่ำคืนทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวราวกับกลองรบ ภายในห้องเช่าแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและควันบุหรี่จางๆ หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง “หวังว่าคงไม่ใช่ตำรวจนะ” มือเรียวผลักประตูออกเพียงน้อยนิด แต่แล้วดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง“พี่กิต! พี่ชัย!!!...” พริมโรสพึมพำเสียงสั่น ภาพตรงหน้าคือชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนฝุ่นและหยาดเหงื่อ กลิ่นกายที่โชกไปด้วยเหงื่อปะทะเข้าจมูกเธออย่างจัง“เปิดประตูให้สิโรส! จะยืนเซ่ออยู่ทำไม เดี๋ยวตำรวจก็ได้แห่มาลากคอหรอก!” กิตพี่คนโตสบถด้วยความโมโหพลางใช้ร่างดันประตูแล้วแทรกกายเข้ามา ตามด้วยชัยที่หอบหายใจอย่างหนักจนต้องทรุดลงนั่งกับ“พวกพี่หนีตำรวจมาเหรอ” “ก็ใช่น่ะสิ” “เอาค่าจ้างที่เหลือมา” น้ำเสียงสั่นเทาด้วยความอาฆาต “ค่าจ้างอะไร พวกพี่ทำงานไม่สำเร็จนะ” พริมโรสแย้ง ชัยเงยหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น นัยน์ตาแดงก่ำและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค้างคาจากการหนีตาย“พวกพี่เกือบโดนเป่าหัวกระจุย! แต่เธอกลับหนีเอาตัวรอดคนเดียว แถมเงินก็ไม่จ่าย มันจะไม่เอาเปรียบกันหน่อยเหรอ” กิตก
พีรวิทย์โน้มกายลงทาบทับร่างอวบอิ่มของแฟนสาว ความปรารถนาที่กักขังไว้ภายในจวนจะระเบิดออกมาผ่านสายตาคมที่เต็มไปด้วยเพลิงราคะอันเร่าร้อน เขาจ้องมองใบหน้าหวานราวกับจะกลืนกินมนต์นภาเข้าไปทั้งตัว“เรามาซ้อมเข้าห้องหอกันมั้ยที่รัก... ” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าอย่างปิดไม่มิด“มนต์ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะคะ... อย่ามาหลอกกันซะให้ยากเลย”“งั้นพี่บอกตรงๆ เลยก็ได้... คืนนี้พี่อดใจไม่ไหวแล้วจริงๆ ขอพี่สักครั้งเถอะนะ” เขาขยับกายเข้าหาจนสัมผัสได้ถึงไอออนร้อนระอุ มือน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงพยายามดันอกแกร่งเอาไว้ แต่มันกลับเหมือนการเชื้อเชิญ เมื่อผิวเนื้อที่บดเบียดกันทำให้เธอกลับเป็นฝ่ายสั่นสะท้านเสียเอง พีรวิทย์ซุกไซ้จมูกโด่งลงกับซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมหวานยิ่งกว่ามวลบุปผชาติ“มนต์จ๋า... พี่ขอนะที่รัก น้องชายของพี่มันปวดไปหมดแล้ว”“พี่พีร์!!!!... แต่มนต์เพิ่งโดนต่อยท้องมานะคะ พี่ยังจะทำเรื่องอย่างว่ากับมนต์อีกแล้วเหรอ” เธอประท้วงเสียงแผ่ว พยายามยกความเจ็บป่วยมาอ้าง“มนต์ยังเจ็บอยู่เหรอ งั้นเดี๋ยวไปเอายามาทายาให้นะ” พีรวิทย์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นห่วงใย ก่อนจะลุกไปหยิบยาแก้ฟกช้ำ“ไหน....ให้พี่ดูหน
“มนต์ชอบที่นี่หรือเปล่าจ๊ะ” พีรวิทย์เอ่ยถามพลางโอบร่างบางเข้าหาอ้อมอกกว้าง ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่มผ่านเนื้อผ้าชุดนอนเบาบางอย่างแสนรัก“ชอบสิคะ... แต่ชอบเจ้าของห้องมากกว่า” มนต์นภาช้อนสายตาขึ้นมองพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เลียนแบบมาจากคนตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน“อืม... พูดแบบนี้สงสัยพี่ต้องให้รางวัลสักหน่อยแล้ว” ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาหมายจะประทับจูบ ทว่าหญิงสาวกลับเบี่ยงหลบพร้อมทำท่าหาววอด“มนต์ยังไม่รับตอนนี้ได้ไหมคะ ขอนอนก่อน... ง้วงง่วง!!!”“จะรีบง่วงไปไหน... หืม?” พีรวิทย์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะหยิบรีโมตยื่นให้เธอ “ดูหนังกับพี่ก่อนไหม มนต์เลือกเลยว่าอยากดูเรื่องอะไร”หญิงสาวกดรีโมตไปที่ช่องภาพยนตร์รักโรแมนติก พีรวิทย์แสร้งทำเป็นเอนศีรษะลงบนบ่าเล็ก มือน้อยๆ ช่วยจัดท่าทางให้เขานอนสบายขึ้นจนเธอนึกขำในใจว่าคนชวนดูหนังกลับมาชิงหลับเสียเอง ภาพยนต์ดำเนินไปท่ามกลางความเงียบ ทว่าจังหวะที่หนังถึงฉากตื่นเต้น มนต์นภาก็อุทานลั่นด้วยความตกใจ“ว้าย!” ร่างหนาที่แกล้งหลับรวบกอดเธอไว้ในทันที แผ่นหลังบางแนบชิดกับอกแกร่งจนสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมา “ตกใจเหรอที่รัก”“คนเจ้าเล่ห์! ปล่อยมนต์
บรรยากาศภายในบ้านของมนต์นภาเต็มไปด้วยความห่วงใย หลังจากที่คุณเพ็ญศรีได้รับฟังเรื่องราวอันตรายที่ลูกสาวเพิ่งเผชิญมา หัวใจของผู้เป็นแม่ก็สั่นระรัวด้วยความตระหนก เธอจ้องมองรอยฟกช้ำเล็กน้อยบนตัวลูกสาวด้วยความสงสาร ก่อนจะหันไปสบตากับชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้าง“คืนนี้มนต์ไปนอนบ้านพี่พีร์เลยก็ได้นะลูก แม่เป็นห่วง... พรุ่งนี้จะขับรถไปทำงานคนเดียวแม่คงไม่สบายใจ” คุณเพ็ญศรีเอ่ยปากอนุญาตด้วยความเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตลูกสาวเธอไว้“ดีเลยครับคุณน้า ผมเองก็เป็นห่วงมนต์จนแทบไม่เป็นอันทำอะไรเหมือนกัน” พีรวิทย์รีบรับคำพลางฉีกยิ้มกว้าง แววตาคมกริบทอประกายวาววับขณะหันไปมองร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆมนต์นภาหันมาค้อนขวับให้ชายหนุ่มทันที เธอรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าแสนดีที่แสดงต่อหน้าแม่เธอนั้น พีรวิทย์กำลังวางแผนรุกเธออย่างไรบ้างในค่ำคืนนี้ “น้าต้องขอบคุณที่พีร์ช่วยลูกสาวน้าไว้ได้ทันเวลาพอดี” คุณเพ็ญศรีกล่าวด้วยความซาบซึ้ง เธออาบน้ำร้อนมาก่อนทำไมจะดูไม่ออกว่าสายตาที่พีรวิทย์ใช้มองลูกสาวเธอนั้นมันเต็มไปด้วยความรักและเทิดทูนเพียงใดหลังมื้อค่ำจบลงระหว่างที่มนต์นภาเลี่ยงขึ้นไปจัดกระเป๋าด้านบน พีรวิทย์ก







