LOGIN“พะวา”
หรรษดลส่งเสียงทุ้มเข้ม ดีใจที่อดีตคนรักใจอ่อน แต่เมื่อประตูเปิดออกกลับพบว่าไม่ใช่ แต่เป็นผู้ชายคนใหม่ของพะวา
หลังจากเปิดประตูเสร็จคิระเดินวนไปยังตู้เย็น หยิบน้ำขวดหนึ่งขึ้นมาดื่มช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน
“จะหยิบจับอะไรในบ้านคนอื่น คุณควรขออนุญาตก่อน” หรรษดลที่เดินเข้ามาด้านในบ้านแสดงตัวเป็นปรปักษ์ มองผู้ชายคนใหม่ของพะวาอย่างไม่ชอบขี้หน้า แถมยังทำตัวว่าเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ ทั้งที่ไม่ใช่ เพราะสิทธิ์นั้นถูกตัดทิ้งไปนานแล้ว
“ขออนุญาต” คิระทวนคำ
“ใช่ ไม่งั้นคุณจะกลายเป็นคนไร้มารยาท” หรรษดลเน้นทุกถ้อยคำ
“ไว้ผมจะไปขอจากพะวาครับ” ท่าทางของชายหนุ่มยังนิ่งสงบ แต่นัยน์ตามองประเมินราวกับอยากรู้ว่าคนอย่างหรรษดลเป็นอย่างไร
“รู้ไหม สิ่งที่คุณทำมันบัดสีบัดเถลิงแค่ไหน คุณอาบอกว่าคุณเอาพะวาอย่างกะสัตว์” ประโยคท้ายคนไม่รู้จักจบบอกเสียงสะบัด สายตาแสดงความรังเกียจผสมไปด้วยความไม่พอใจ
“มันคือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มา ผมเองก็เป็นประเภทไม่ชอบฝืนธรรมชาติ”
คิระไม่ยี่หระต่อสายตาคู่นั้นแม้แต่น้อย ใจจริงเขาก็ไม่อยากเข้ามายุ่ง แต่หากไม่ลงมาหรรษดลคงไม่หยุดส่งเสียงรบกวน เด็กที่แสนจะง่วงและเพลียคงมีหวังนอนได้ไม่เต็มอิ่มหรรษดลฮึดฮัด รู้สึกคล้ายว่าตนเองกำลังยืนต่อว่ากำแพงอยู่ ก้อนหินที่ปาใส่ก็ทำท่าจะกระดอนกลับมาหาเมื่อฝ่ายนั้นมีท่าทางนิ่งสงบเหลือเกิน
คิระไม่ได้รู้สึกอะไรในคำต่อว่าของหรรษดล เขาถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ มนุษย์ย่อมมีความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง ขอแค่มันดำเนินไปตามความถูกต้องก็เพียงพอ
ที่สำคัญเขากับพะวาไม่ได้ทำผิดอะไร มือยกขึ้นมากอดอกแล้วพิงตัวกับตู้เย็นเพื่อเอ่ยบอกเสียงเรียบๆ อีกใจความสำคัญ
“แต่สัตว์อย่างผมก็ดีอยู่อย่างนะครับ สายตาจะเฝ้ามองอยู่ที่เจ้าของ ไม่ว่อกแว่กไปมองคนอื่น”
นาทีนั้นส่วนเกินที่ยังไม่อยากยอมรับก็หน้าชา ไม่ทันได้สวนกลับฝ่ายนั้นก็เอ่ยขึ้นมาอีก
“พะวานอนแล้วครับ” คิระบอกเสียงนิ่งเรียบและเป็นจุดประสงค์ที่ทำให้เขาต้องลงมาด้านล่าง
หรรษดลยังนั่งนิ่งทำราวกับไม่แยแส ก่อนจะรู้สึกหน้าเจ็บตึงจากแรงกระดอนกลับมาของก้อนหินที่ตนเองโยนไป
“คนมีมารยาทอย่างคุณคงรู้ว่าต้องทำยังไงใช่ไหมครับ”
หรรษดลฮึดฮัดมากกว่าเก่า แต่จะทำอะไรได้ นอกจากขยับตัวเดินกลับไปบ้านของตัวเอง
ส่วนคิระกลั้วหัวเราะ บิดปากราวปีศาจ ไม่แยแสความกรุ่นโกรธที่คลุ้งมาเตะจมูก หลังเดินไปล็อกบ้านเสร็จก็เข้าไปอาบน้ำแล้วขึ้นไปทิ้งตัวลงนอนข้างๆ พะวาที่หลับสนิทไปแล้ว
“อืม…”
เสียงเล็กๆ งัวเงียดังอยู่ในลำคอ รู้ว่าสมควรตื่นได้แล้ว ขืนยังชักช้าจะไปทำงานสาย แต่พะวาก็ยังอิดออดอยากจะขอหลับต่ออีกห้านาที หูคอยเงี่ยฟังเสียงนาฬิกาปลุกที่คงจะดังในอีกไม่กี่นาทีนี้ จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ยินเสียที พะวาจึงต้องเลิกรอแล้วลืมตาขึ้น
“โอ๊ย ทำไมต้องเมื่อยเอวขนาดนี้ด้วยเนี่ย” พะวาจำได้ว่าเพราะอะไรเธอถึงมีอาการปวดเอวแบบสุดๆ แต่ก็ไม่วายบ่น พลันเป่าลมออกจากปาก ขืนเป็นแบบนี้ทุกวันคงไม่ไหวแน่ แล้วหันไปมองทางหน้าต่าง มือต้องยกขึ้นขยี้ตา
“ทำไมวันนี้แดดแรงจัง”
พะวายู่หน้า แดดเมืองไทยน่าจะร้อนกว่าน้ำมันที่อยู่ในกระทะทองแดงเสียอีก แล้วหันมองคนที่สมควรอยู่ข้างกาย ไม่รู้คิระหายไปไหนแต่เช้ากัน
พะวายังรู้สึกขี้เกียจจะลุกจากเตียงจึงกลิ้งไปมาต่อสู้กับความรู้สึกที่บอกให้ลุกขึ้นเสียที ชั่วนาทีต่อมาร่างกายกลับชะงักกึก ลำตัวกระเด้งขึ้นมองไปทางหน้าต่างอีกครั้ง
“แดดขนาดนี้ คงไม่เช้าแล้วพะวา โอ๊ย นี่มันกี่โมงแล้วเนี่ย…”
พะวาตะโกนใส่ตัวเองเสียงดัง ในจังหวะนั้นเสียงทุ้มเข้มก็ดังขึ้นไขความให้กระจ่าง
“สิบเอ็ดโมงเช้าแล้ว” ผู้ตอบความสงสัยของพะวาก้าวเท้ากลับเข้ามาในห้องด้วยสภาพสวมเพียงแค่กางเกงขายาวสีดำ ท่อนบนมีรอยเปียกของหยดน้ำบ่งบอกว่าเขาเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากห้องน้ำมาหยกๆ
“สิบเอ็ดโมงแล้วหรือคะ” พะวาตาเหลือก มือยกขึ้นเคาะศีรษะสองหนที่ดันตื่นสาย แต่ก็ไม่วายตั้งคำถามอย่างสงสัย
“ทำไมพะวาไม่ได้ยินเสียงแตรรถพี่เปี๊ยกเลย”
“บีบดังลั่นซอย”
“แล้วทำไมคุณคีไม่ปลุกพะวาล่ะคะ พะวาต้องไปทำงานนะคะ” พะวาถามอย่างสงสัย ก่อนบ่นตัวเองเสียงยาว แล้วมองคนที่ยืนพิงอยู่ที่ขอบหน้าต่าง มือหนาถูผ้าขนหนูลงไปบนผมที่มีหยดน้ำเกาะ
“ไหว” คิระเอ่ยสั้นๆ ศีรษะเอียงมองย้ำในคำถาม เขาคิดว่าหญิงสาวไม่ไหวจึงไม่ได้ปลุก แม้เสียงแตรกับเสียงนาฬิกาจะส่งเสียงดังพะวาก็ไม่แม้แต่จะขยับตัวตื่นเลย คนตัวเล็กนิ่งไปราวคิดทบทวนแล้วส่งยิ้มกว้างๆ ไปให้คนตัวโต
“ไม่ไหวค่ะ ขอบคุณค่ะที่ไม่ปลุก”
เธอต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำ เธอคงไม่ไหวหรอกเพราะตื่นสายขนาดนี้ยังรู้สึกเพลียราวกับร่างจะพัง ให้ถ่อสังขารขึ้นวินแล้วต่อรถเมล์ไปทำงานแต่เช้า มีหวังได้สลบคาเบาะรถคันใดคันหนึ่งแน่ๆ
คิระยิ้มรับ มือยังเช็ดผมไปเรื่อยๆ แล้วเห็นพะวาหาวหนึ่งหน คิดว่าคงยังเพลียอยู่ ส่วนคนที่ไปทำงานสายยังไม่เลิกทำสีหน้าครุ่นคิด มีหนึ่งเรื่องในใจ
“คุณคีคะ”
น้ำเสียงของพะวามีความจริงจัง คิระหยุดมือแล้วเลิกคิ้วมอง
“มีท่าที่ทำแล้วไม่ปวดเอวบ้างไหมคะ พะวาอยากศึกษา พะวาไม่อยากปวดเอวไปทำงานทุกวัน”
“แล้วทำไมต้องปวดเอวทุกวันด้วย” คิระเลิกคิ้วในคำพูดที่พ้นปากอิ่ม
“ก็คุณคีชอบทำทุกวันไม่ใช่หรือคะ” เพราะคิดว่าเขาชอบ เมื่อค่ำคืนเธอจึงเอ่ยปากชวน
“ไม่คิดว่าฉันจะปวดเอวบ้างหรือไงพะวา” คิระถามเสียงเข้ม เขาไม่ใช่มนุษย์เหล็กเสียหน่อยที่จะใช้งานเอวกับสะโพกโดยไม่รู้สึกรู้สา แต่ไม่วายนึกขำในคำถามของพะวา เจ้าตัวไปเอาข้อมูลนั่นมาจากไหน“อ้าว...”
ส่วนคิระตรงดิ่งไปยังร้าน หลังโยนงานให้คนสนิทดูแลมาสองวัน ไม่ทันไปถึงก็ได้รับสายจากเจ้าตัว “เฮียครับ นักสืบติดต่อกลับมาว่าอยากพบเฮียครับ เห็นว่าโทร.ไปหาเฮียแล้วแต่เฮียไม่รับ” กรวัฒน์แจ้งถึงธุระสำคัญ เสียงนั้นยังติดง่วงอยู่นิดๆ ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาตื่นของเขา ต่างจากเสียงของรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด “ฉันลืมหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาด้วย บอกให้เขาเข้ามาเจอที่ร้านได้เลย” คิระมองหารอบรถก่อนถึงตอบ แล้วมุ่งหน้าไปให้ถึงร้าน เดินตรงขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อรอนักสืบที่ว่าจ้าง คิดว่าฝ่ายนั้นคงมีความคืบหน้ามารายงาน ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวขาว แต่งตัวดูสุภาพก็ก้าวเท้าเข้ามาหาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล “สวัสดีครับคุณคี” “เชิญนั่งครับคุณประสิทธิ์” คิระขยับตัวลุกขึ้น มือผายเชิญนักสืบที่เขาว่าจ้างให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า ประสิทธิ์กดศีรษะลงเป็นมารยาท พอแผ่นหลังตั้งตรงก็ยื่นซองเอกสารไปให้แก่ลูกค้า “นี่เป็นประวัติที่คุณคีอยากได้ครับ และเดี๋ยวผมจะส่งสำเนาทั้งหมดเข้าเมลให้ด้ว
“เช้าแล้วค่ะ” พะวาทำตามที่รับปากไว้ว่าพอเธอตื่นจะปลุกคนตัวโต สายตากลมโตจ้องมองคนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาพิงแผ่นหลังกับหัวเตียง คิระบิดศีรษะไปทางซ้ายและขวาขับไล่ความง่วง แล้วได้ยินคำถามที่ทำให้ส่ายหน้า “ธุระที่ไปทำเป็นทางการไหมคะ พะวาจะได้รีดชุดให้” “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่จะไปส่งพะวา” คนตัวโตเฉลยพร้อมรอยยิ้ม “พะวาคือธุระของคุณคีหรือคะ” นิ้วเรียวสวยชี้เข้าหาตัวเอง คิระจึงพยักหน้าบอกซ้ำ เสียงใสๆ จึงร้องค้านโต้ตอบไป “คุณคีนอนต่อไปเถอะค่ะ พะวานั่งรถแท็กซี่ไปเองได้” คิดว่าชายหนุ่มคงกลัวเธอจะลำบาก และไม่วายยังห่วงอยู่เล็กๆ จึงตั้งใจจะพาเธอไปส่งยังที่ทำงาน “ฉันอยากไปเห็นว่าพะวาทำงานที่ไหน พะวาไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวสาย” คิระมองเด็กดื้อที่ไม่ยอมให้เขาไปส่ง แม้ให้เหตุผลนั้นไปก็ยังไม่ได้ผล จึงมัดมือชกด้วยการดันร่างเล็กให้รีบไปชำระร่างกาย พะวาทำสีหน้าอ่อนใจ สุดท้ายก็ต้องยอมโอนอ่อนให้ ส่วนชายหนุ่มขยับตัวลุกหลังพะวาเดินหายไปอาบน้ำ ไปยืนทอดตามองยามเช้าที่ไม่ค่อยได้สัมผัส มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเด่อะไรสักนิดกับบรร
เธอก็คือเธอ ไม่มีทางแทนใครได้ และเอาเข้าจริงๆ แม้จะมีส่วนที่คล้าย แต่ส่วนต่างก็มีมาก “บางอย่างที่ไม่สำคัญพี่ก็ทิ้ง แต่บางอย่างที่มีประโยชน์ พี่ก็เลือกจะเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะปอหรอก” คิระจัดแจงแถลงไขให้ปาฏลีได้กระจ่างใจ ปาฏลีรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูใส่หน้า น้ำตาเม็ดกลมและเสียงสะอื้นไห้ก็ดังขึ้นอีก หนนี้หนักกว่าเดิม... “ฮือ” “เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ไม่ได้หรือคะ ปอผิดไปแล้วค่ะพี่คี” แม้จะร้องไห้แทบขาดใจ ปาฏลียังพยายามปล่อยถ้อยคำออกมาด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นขาดหาย “พี่ว่าปอสมควรกลับไปพักผ่อน พี่จะโทร.ให้ไอ้ปิงมารับ” คิระตัดบท หากจะมองว่าตนใจร้ายก็ยอมรับ ดีกว่าไปให้ความหวัง ทั้งที่ไม่มีให้ “ปออยากอยู่กับพี่คี อยากอยู่ห้องของเรา” ปาฏลีส่ายหน้าระรัว เธอไม่อยากกลับไป คนที่ต้องการอยู่ตรงหน้าแล้ว นั่นทำให้ได้ยินคำร้องถามที่รู้สึกว่าหัวใจถูกเหวี่ยงไปไกลลิบ “แล้วพี่กับพะวาจะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่นหรือปอ ทำไมพี่กับพะวาต้องลำบากด้วย” น้ำเสียงของคิระมีความติเตียน เขาสงสารปาฏลี แต่ก็ใช่ว่าต้องเสียสละไปทุกอย่าง ปาฏลี
“คุณคีมีธุระหรือคะ” พะวาเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย “อื้ม” คิระกดหน้ารับ มือข้างหนึ่งลูบหลังนวลสวยเล่นไปมา ไม่ทันไรกลับต้องขยับตัวออกห่างเพราะมีสายเรียกเข้าจากกรวัฒน์ “เดี๋ยวฉันไปคุยงานกับเก่งแป๊บนะ” หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินแยกตัวไปคุยงานที่ระเบียงห้อง ส่วนพะวาขยับตัวลุกเพราะรู้สึกหิวน้ำ เดินไปยังไม่ถึงตู้เย็นขนาดเจ็ดจุดสี่คิวสีเทาเข้ม ฝีเท้าก็ต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก๊อกๆ พะวาหยุดเท้าหันมองคิระ ชายหนุ่มยังคุยโทรศัพท์จึงถือวิสาสะเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับ อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันมาเวลาดึกดื่นแบบนี้ พอเปิดประตูออกพะวาก็ได้พบกับผู้หญิงรูปร่างเล็กคนหนึ่งที่ทำให้เธอชะงักตัวอย่างแรง ปากนั้นค่อยๆ เอ่ยถามออกไป “มาหาใครหรือคะ” ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูชะงักกึกไปไม่ต่างกันราวกับผิดหวัง เพราะคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่ต้องการ แล้วสองสาวก็จดจ้องมองกัน นาทีต่อมาพะวาก็เริ่มกัดปาก ใช่...ใช่ไหม พะวาเอ่ยคำฮิตติดปากอยู่ในใจเมื่อมองดวงหน้าของผู้หญิงตรงหน้าให้ดี ก่อนหันหลังไปมองเสียงฝีเ
“หรือต้องให้ฉันป้อน” คิระเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้าของเขาเวลานี้น้อยนักที่หลายคนจะได้เห็น สีหน้าของปีศาจ แถมยังเป็นเวลาที่กรุ่นโกรธอีกด้วย “หนูไม่กิน...” คนทำผิดส่ายหน้า ไม่มีทางดื่มมันแน่ๆ หากมียาพิษขึ้นมาจะทำอย่างไร แล้วมองไปยังคนที่เธอหมายตา อยากได้ความช่วยเหลือ กรวัฒน์นิ่งมอง เขาไม่อาจช่วยคนที่ทำผิดไว้ได้ ก่อนเจ้าตัวจะได้รับคำสั่งที่ให้ปฏิบัติตาม “จับหน้าไว้เก่ง ฉันจะป้อนน้ำเด็กคนนี้” น้ำเสียงของคิระดูเลือดเย็น ไม่มีแววอบอุ่นเหมือนอย่างเคย เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นโดยพลัน “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย...ปล่อยฉันไปนะ” คนที่อยากได้จนยินยอมทำผิดโวยวาย ดีดตัวจะลุกหนีจากเก้าอี้ ไม่ทันได้ไปไหน กรวัฒน์ก็ปรี่เข้ามาประชิดกดหัวไหล่ให้ไม่สามารถขยับไปไหนได้ คิระขยับตัวอย่างเชื่องช้า มือใหญ่ยกแก้วขึ้นมองความใสของน้ำ แล้วเขย่าไปมาเล็กน้อยราวกับอยากให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นสีเดียวกับน้ำ คนทำผิดที่กลัวจับใจ ปากสั่นจนฟันกระทบกัน สติหลุดกระเจิงเพราะความกลัวมากระชากให้ลอยหวือออกจากสมอง น้ำตาร่วงเผาะลงไม่ขาดสาย มือนั้นพยายา
บทที่ 9 คนของฉัน “ขอบคุณคุณคีนะคะที่พาพะวามาหาหมอ” คำขอบคุณพ้นปากนุ่มที่มีอาการบวม นัยน์ตากลมโตมองคิระอย่างขอบคุณ โชคดีที่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ก็แค่งดใช้ส่วนบอบบางไปสักระยะหนึ่ง และต้องพักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายฟื้นตัวกลับมา ห้ามทำอะไรเกินพิกัดและหักโหมไปสักสองสามวัน “ฉันดูแลพะวาได้ไม่ดี ฉันไม่ควรได้รับคำนั้น และฉันต้องขอโทษพะวาด้วยนะที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” คิระยื่นมือไปลูบมือนุ่ม นัยน์ตาฉายชัดถึงคำขอโทษ “คุณคีจะขอโทษทำไมคะ คุณคีไม่ได้เป็นคนวางยาพะวาเสียหน่อย” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ต้องโกรธคนที่คิดทำเรื่องบ้าๆ นี่ต่างหาก “ฉั







